เป๋ยโต่วชีซิงเป็โรงเตี๊ยมโอ่อ่า เลื่องชื่อที่สุดในมหานครแห่งนี้
มิว่ายามรุ่งอรุณ หรือวิกาลดึกดื่น ห้องโถงใหญ่ด้านหน้า ไม่เคยปราศจากผู้คนจะมากจะน้อยต้องมีแเื่ นั่งทานอาหาร ดื่มสุราอยู่เป็นิจ ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินเข้า ๆ ออก ๆ ไม่หยุดหย่อน
ยิ่งเวลาอาหารเช้า ผู้คนยิ่งพลุกพล่าน กว่าปกติหลายเท่าเด็กรับใช้ในร้านเหงื่อโทรมกาย ต่างวิ่งไปมาไม่ได้หยุด โดยเฉพาะเช้าวันนี้พวกมันต้องทำงานหนัก มากขึ้นถึงสามเท่าตัว!
เนื่องเพราะเช้านี้ นอกจากแเื่ซึ่งเข้าพักตามปกติมีแขกกลุ่มใหญ่ล้วนเป็บุรุษทั้งสิ้น เดินทางมาถึงเมื่อรุ่งสาง อีกเกือบสองร้อยคน!
คนเหล่านี้จับจองโต๊ะชั้นบน ทั้งหมดของห้องโถงใหญ่ทุกคนล้วนแต่งชุดสีครามเข้ม หน้าตาถมึงทึงเคร่งเครียดข้างกายมีห่อผ้าเล็กบ้างใหญ่บ้าง หากผู้ใดมิใช่ทารกย่อมเดาได้นั่นเป็อาวุธประจำกายแต่ละคน
ห้องโถงชั้นบน มีผู้คนนั่งอยู่เกือบสองร้อยทว่าเสียงซึ่งเล็ดลอดลงมาเบื้องล่าง มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบจาน เสียงรินสุราเสียงผู้คนเคี้ยวอาหาร กลับปราศจากเสียงพูดคุย แม้สักคำเดียว!
บุรุษชุดครามทั้งร้อยกว่าเหล่านี้ เป็คนของหมู่ตึกบูรพา
พวกมันต่างดื่มกินอย่างรีบเร่ง เนื่องเพราะประสาทพวกมันตึงเครียดอย่างยิ่ง
เกือบห้าปีแล้ว ไม่มีใครกล้าตอแยกับหมู่ตึกบูรพา!
นับั้แ่ท่านโยชิอิแสดงฝีมือ สยบหกสำนักสมาพันธ์เรือใหญ่สี่หัวหน้าโจรสลัดแห่งลุ่มน้ำฉางเจียง และห้ากลุ่มค้าเกลือเถื่อนแถบเจียงหนานนับจากนั้นกิจการค้าขายทางน้ำภาคใต้ ล้วนตกเป็ของหมู่ตึกบูรพาอย่างแท้จริงพร้อมฉายามือสังหารไร้รัก ดังระบือไปทั่วยุทธจักร
หลังจากครั้งนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าตอแยหมู่ตึกบูรพา อย่างเปิดเผยอีก...
หากทุกอย่างล้วนมีข้อยกเว้น เื่นี้ก็เช่นกัน...
นาคามูระ โยชิอิก้าวยาว ๆ รวดเร็วแต่หนักแน่น เงียบกริบอย่างยิ่งร่างไม่สูงใหญ่ เดินเข้าประตูใหญ่ด้านหน้า ตรงมายังห้องโถงกลาง โดยไม่สนใจมองผู้ใด
เหล่าบุรุษชุดคราม ซึ่งนั่งกินอาหารอยู่ชั้นบน เพียงเหลือบลงมาเห็นต่างรีบพากันลุกขึ้นยืน คำนับอย่างนอบน้อม รอจนนาคามูระ โยชิอิเดินผ่านโถงใหญ่ไปยังตึกด้านหลัง ผู้คนเ่าั้จึงดื่มกินกันต่อ
เสียงกระซิบกระซาบ อย่างคึกคะนอง ดังเล็ดลอดออกมา...
“ท่านโยชิอิกลับมาแล้ว พวกมันอย่าหมายมีชีวิตรอด!”
นาคามูระ โยชิอิเดินตัดออกจากห้องโถง ไปยังตึกคะนึงหาซึ่งมันและโยชิโอกะริวจิเข้าพักเมื่อคืนวาน
ตึกคะนึงหาเป็ตึกรับรองหลังใหญ่ที่สุด โอ่โถงที่สุดของเป๋ยโต่วชีซิงเวลานี้รอบบริเวณตึกใหญ่สามชั้น เต็มไปด้วยชายชุดครามถืออาวุธครบมือ หน้าตาถมึงทึงเดินตรวจรักษาการณ์อย่างเข้มงวด พวกมันคำนับนาคามูระ โยชิอิอย่างนอบน้อมยิ่งแต่ไม่ปริปากกล่าววาจาใดสักคำ
นาคามูระ โยชิอิยิ่งไม่เอ่ยวาจา สักครึ่งคำกับพวกมันบุรุษเหล็กแห่งหมู่ตึกบูรพาทราบดี ผู้รอให้มันไต่ถามต่างนั่งคอยอยู่ชั้นบนตึกคะนึงหาแล้ว
ฟางเสวี่ยเฟยเดินตามนาคามูระ โยชิอิมาติด ๆ เหล่าคนชุดครามมิได้แสดงท่าทีใส่ใจ สงสัยประหลาดใจ
เนื่องเพราะพวกมันทราบผู้ซึ่งสามารถเดินตามท่านโยชิอิได้ ย่อมเป็ท่านโยชิอิ ยินยอมให้คนผู้นั้นติดตาม
ไม่เช่นนั้นแม้ภูตผี อย่าหมายจะติดตามนาคามูระ โยชิอิได้
เมื่อขึ้นไปบนชั้นสองของตึกคะนึงหา ประมุขตระกูลฟางพบว่าประตูบานใหญ่เปิดรอรับอยู่ก่อนแล้ว
ในห้องโถงใหญ่ มีผู้คนรออยู่ห้าคน ต่างมีสีหน้าวิตกกังวลเคร่งเครียด
สี่คนเป็บุรุษวัยกลางคน สวมใส่ชุดครามแต่ปลายแขนและชายเสื้อมีขลิบสีทองเด่นสะดุดตา คาดว่าคงเป็ชนชั้นหัวหน้าอายุของทั้งสี่ต้องไม่น้อยไปกว่านาคามูระ โยชิอิ
พวกมันต่างนั่งนิ่งบนเก้าอี้ สีหน้ากระอักกระอ่วน แทบไม่กล้ากระทั่งกระดิกปลายนิ้ว สายตาหลุบต่ำ ไม่เหลือบมองผู้อื่นสักแวบเดียว
อีกผู้หนึ่งเป็บุรุษหนุ่มหน้าขาว หล่อเหลาอย่างยิ่งมันเดินไปมาหงุดหงิดกระวนกระวาย คิ้วเรียวยาวขมวดมุ่น เมื่อพบเห็นนาคามูระ โยชิอิดวงตาเปี่ยมประกายความหวัง และเชื่อมั่นฉายขึ้นเด่นชัด
“เกิดเื่ขึ้นเมื่อไหร่” แววเดือดดาลแวบแรกเมื่ออ่านจดหมายจางหายไปสิ้นแล้ว สีหน้าท่าทางสงบเยือกเย็น น้ำเสียงราบเรียบหนักแน่นดุจเดิม
เสียงแหบพร่าดังตอบ จากชายวัยกลางคน ซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้าย
“เมื่อตอนใกล้รุ่งขอรับ พวกมันอาศัยขณะยามผลัดกลางคืน เหน็ดเหนื่อยเต็มที่เตรียมเปลี่ยนผลัดปลุกยามผลัดเช้า ซึ่งยังไม่ตื่นดีเข้าปล้นชิง”
ชายหน้าตาปุปะด้วยรอยฝีดาษ พยายามเล่าเื่ราว สีหน้าอีหลักอีเหลื่อไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาโยชิอิ
“เรือสินค้าลำใหญ่ที่สุดของเรา ถูกพวกมันปล้นชิงไป...”
บัดนี้ฟางเสวี่ยเฟยค่อยทราบว่าเป็เื่ใดทำให้บุรุษเหล็กเดือดดาลขึ้นได้!
ทว่ามันยิ่งงุนงงสงสัยกว่าเดิมหมู่ตึกบูรพาเป็ผู้ค้ารายใหญ่กับแดนอาทิตย์อุทัยั้แ่เมื่อเข้ามาตั้งรกรากในจงหยวน ตระกูลโยชิโอกะสร้างตัวบนแผ่นดินจงหยวนอย่างยากลำบากจนมีรากฐานมั่นคง เรือสินค้าเล็กใหญ่นับร้อยลำ แล่นล่องลำน้ำฉางเจียงจรดแดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อห้าปีก่อน หลังจากนาคามูระ โยชิอิ เดินทางมาจากแดนอาทิตย์อุทัยมันแสดงฝีมือสยบค่าย สำนัก พรรคต่าง ๆ จนระย่อ หลังจากนั้นไม่มีใครกล้าตอแยกิจการของหมู่ตึกบูรพาอีกเลย
เหตุใดคราวนี้ โจรร้ายกล้ามาปล้นชิง เรือสินค้าซึ่งหน้าได้?
“จากร่องรอยระบุว่าเป็พวก...” ชายชุดครามศีรษะล้าน ชะงักเสียงท้ายลงสายตาเหลือบมองฟางเสวี่ยเฟย ด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
นาคามูระ โยชิอิ ไม่สนใจสายตาของมัน แววตายังจ้องชายผู้นั้นแน่วนิ่งถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“หัวหน้าเผิง ท่านเป็ผู้ควบคุมความปลอดภัย เรือสินค้าที่ท่าใช่หรือไม่?”
ชายศีรษะล้าน พยายามกลืนน้ำเหนียว ๆ ลงคอ ตาหลุบต่ำลงกว่าเดิม กล่าวตอบอย่างตะกุกตะกัก
“เป็ข้าพเ้า...ขอรับ...”
ชายศีรษะล้านเหลือบมอง ฟางเสวี่ยเฟยอีกแวบหนึ่ง แต่เมื่อตาของมันหันกลับมาประสานกับดวงตากลมโต ไร้อารมณ์ของบุรุษเหล็ก แห่งหมู่ตึกบูรพาจึงค่อยกล่าว
“...คาดว่า...เป็การกระทำของพรรคัวารีดำ”
“พวกมันหากิน ชายทะเลแดนอาทิตย์อุทัย ไฉนตอนนี้มาอยู่บริเวณนี้ได้!”บุรุษหนุ่มหน้าขาวตะคอกถาม จนชายศีรษะล้าน เผลอปัดถ้วยน้ำชา หล่นลงบนพื้น
“นี่...นี่...ไม่ทราบได้ขอรับ แต่จากเครื่องแต่งกายพวกมันระบุชัดเป็พรรคัวารีดำ ไม่แปลกปลอม”
บุรุษหนุ่มหน้าขาวแค่นเสียงหัวเราะอย่างเ็า
“เฮอะ ถ้าพวกมันแต่งชุดของหมู่ตึกบูรพา ท่านมิคิดว่าพวกมันเป็คนของเรารึ!”
“นี่...นี่...” ชายศีรษะล้านอับจนถ้อยคำ ไม่อาจกล่าววาจาอีก
น้ำเสียงนาคามูระ โยชิอิ ยิ่งไต่ถาม ยิ่งจริงจังเคร่งเครียด
“พวกมันมีกำลังมาเท่าไหร่”
ชายหน้าผากกว้าง ไว้หนวดเครากระจุกเล็ก ๆ ใต้คาง อ้อมแอ้มตอบว่า
“เป็มือดีทั้งสิ้น จำนวนประมาณห้าสิบคนขอรับ”
นาคามูระ โยชิอิ ยิ่งกล่าวน้ำเสียงยิ่งเ็า
“เพียงห้าสิบคน...สามารถชิงเรือสินค้าของเราได้?”
รังสีเย็นยะเยียบในดวงตา พุ่งวาบใส่ชายวัยกลางคนทั้งสี่
คนทั้งสี่สะดุ้งเฮือก รับรู้ถึงรังสีะเืปะทะร่างพวกมันแต่ละคนดั่งถูกพลังไร้สภาพ อันแผ่จากร่างนาคามูระ โยชิอิหลอมละลายเรี่ยวแรงคล้ายสูญสลายไปจนสิ้น ต่างยิ่งกระสับกระส่าย หันไปมองหน้ากันสลับไปมาวาจาที่คิดกล่าวล้วนกลืนลงลำคอไปสิ้น
“คนเพียงห้าสิบสามารถชิงเรือของเราซึ่งมีเวรยามสองร้อยคนเฝ้าอยู่ได้อย่างไร?” คำถามนี้เฉพาะเจาะจงไปที่ชายหน้าปุปะ
ชายหน้าปุปะกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคออย่างยากลำบาก พยายามอธิบายว่า
“เมื่อใกล้รุ่ง ได้รับรายงานว่า ท่านโยชิอิและกงจื่อถูกลอบวางยากำลังคนส่วนใหญ่จึงเคลื่อนย้าย กลับมาคุ้มครองกงจื่อที่นี่ขณะเกิดเื่เหลือคนคุ้มกันสินค้า เพียงห้าสิบคนเท่านั้นขอรับ”
ฟางเสวี่ยเฟยเลิกคิ้วขึ้น ด้วยความฉงนอีกครั้งมีคนลอบวางยาท่านโยชิอิกับกงจื่อ ใครกันมีขวัญเทียบฟ้าขนาดนั้น?
พลางคาดเดาว่า...กงจื่อเ้าสำราญแห่งหมู่ตึกบูรพาคงเป็บุรุษหนุ่มเ้าอารมณ์ผู้นี้แน่
“นี่เป็คำสั่งผู้ใด?” น้ำเสียงราบเรียบทว่าผู้รับฟังกลับเหงื่อไหลโทรมกาย
ชายหน้าปุปะยังพยายามอธิบาย น้ำเสียงยิ่งพูดยิ่งสั่นเครือ
“ข้าพเ้าเห็นว่า ความปลอดภัยของกงจื่อ...”
“เหตุการณ์เมื่อเช้า ข้าพเ้าประเมินแล้วว่า คนร้ายที่ลอบเข้ามาควรมีเพียงคนเดียวเนื่องเพราะไม่พบร่องรอย พรรคพวกของมันแอบซุ่มอยู่ภายนอกกำลังเวรยามตามปกติซึ่งดูแลรอบตึก เพียงพอให้ความปลอดภัยกงจื่อดังนั้นข้าพเ้าจึงออกไปนอกเมืองอย่างวางใจ”
บุรุษหนุ่มทั้งขุ่นเคือง ทั้งรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง น้ำเสียงเกรี้ยวกราดตวาดใส่ชายหน้าปุปะ
“หัวหน้าหลี่...ข้าพเ้ามิใช่ทารกแล้ว!”
นาคามูระ โยชิอิกวาดสายตา ไต่ถามหัวหน้าสาขาทั้งสี่
“พวกท่านมีข้อเสนออย่างไร”
ชายร่างสูงใหญ่ ผู้นั่งนิ่งเงียบมาตลอด กล่าวขึ้นเป็ครั้งแรก
“รีบออกตามเดี๋ยวนี้ ข้าพเ้ามั่นใจ ต้องไล่ตามพวกมันทัน ก่อนพลบค่ำขอรับ”
นาคามูระ โยชิอิพยักหน้า หันไปสั่งการกับชายร่างสูงใหญ่
“หัวหน้าหยวนตระเตรียมเรือ เราจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้”แล้วหันไปกล่าวกับชายร่างอ้วน
“หัวหน้าลั่วจัดเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ ให้หัวหน้าเผิงกับหัวหน้าหลี่ครั้งนี้ให้ทั้งสองคนเป็กองสอดแนม ส่งเรือเร็วติดตามล่วงหน้าไปก่อน คอยส่งร่องรอยพรรคัวารีดำให้เราทราบ เห็นแก่พวกท่านห่วง ความปลอดภัยกงจื่อจึงเลินเล่อหากคราวนี้ได้เรือกับสินค้าคืน เพียงลดตำแหน่งคนละสามชั้น ไม่เช่นนั้นจะให้ทำงานเป็เด็กรับใช้ในเรือหัวหน้าลั่ว”
สีหน้าแววตา อดีตหัวหน้าแซ่เผิงและแซ่หลี่ มีแววตื้นตันยินดีอย่างยิ่งมันล้มลงกราบกรานนาคามูระ โยชิอิ และโยชิโอกะ ริวจิไม่หยุดหย่อน จนหัวหน้าแซ่หยวนต้องฉุดพวกมันลุกขึ้น เตรียมเดินออกจากห้อง
บัดนี้ริวจิจึงค่อยเอะใจ หันมาสำรวจชายแปลกหน้า ั้แ่หัวจรดเท้าชายกลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้ง ทั่วตัวผู้นี้เป็ใคร เหตุใดตามท่านโยชิอิเข้ามาในนี้ได้?
นาคามูระ โยชิอิแนะนำคนทั้งสอง อย่างรวบรัดยิ่ง
“กงจื่อของหมู่ตึกเรา คุณชายโยชิโอกะ ริวจิ ท่านนี้คือประมุขตระกูลฟางคุณชายฟางเสวี่ยเฟย”
ริวจิกำลังหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นดื่ม ถึงกับแทบสำลักออกมา ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองชายมอซอไม่วางตา
บรรดาหัวหน้าสาขาของหมู่ตึกบูรพา ซึ่งกำลังเดินออกจากห้องอย่างเงียบเชียบต่างหันกลับมามองฟางเสวี่ยเฟยเป็ตาเดียว พวกมันไหนเลยจะเชื่อว่านี่คือบุรุษผู้อาศัยกำลังเพียงคนเดียว ทำลายค่ายกระบี่เจ็ดดาวของสำนักอู่ตังได้ั้แ่อายุสิบเจ็ดปี!
ค่ายกระบี่เจ็ดดาว ประกอบด้วยศิษย์ผู้มีฝีมือโดดเด่นของสำนักอู่ตังจำนวนเจ็ดคน ร่วมกันฝึกซ้อมจนได้ค่ายกระบี่ซึ่งกล่าวกันว่าเลอเลิศพิสดารที่สุดในยุทธจักร การประลองครั้งนั้นสร้างชื่อให้ฟางเสวี่ยเฟยอย่างยิ่งจริง ๆ ทุกครั้งที่ผู้คนกล่าวถึงมันย่อมอดนึกถึงการประลองครั้งนั้นไม่ได้
นาคามูระ โยชิอิฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ หันไปกล่าวกับฟางเสวี่ยเฟย
“มีคนผู้หนึ่ง้าให้ท่านพบ” กล่าวจบ มันไม่รอให้อีกฝ่ายไต่ถามรีบก้าวยาว ๆ ออกจากห้องไป
ฟางเสวี่ยเฟยรู้สึก ยิ่งอยู่ที่นี่นาน ยิ่งมีเื่งุนงงให้ขบคิดไม่หยุดหย่อน ในสถานที่นี้ยังมีผู้ใด้าพบมันเมื่อหันไปคิดจะไต่ถามริวจิ กลับพบว่าริวจิทำหน้านิ่วหงุดหงิดคล้ายไม่พอใจท่านโยชิอิ จะนำคนผู้นั้นมาพบกับมัน วาจาที่คิดถามจึงกลืนลงคอเสีย
มันไม่เข้าใจ ได้แต่หาวหวอด ๆ มันง่วงอย่างยิ่งจริง ๆ ทว่าประสาททุกส่วนต้องตื่นขึ้นโดยพลัน เมื่อได้ยินเสียงเล็กแหลม เรียกชื่อมันอย่างตื่นเต้นระคนยินดี
ดรุณีนางหนึ่งเดินเข้ามา พร้อมนาคามูระ โยชิอิเมื่อเห็นหน้าฟางเสวี่ยเฟยชัดถนัดตา ก็โผเข้าหาร่ำไห้ไม่หยุด
“พี่เสวี่ยเฟยเป็ท่านจริง ๆ”
“น้องไฉ่จิ่ง!” ประมุขตระกูลฟางขยี้ตา อย่างไม่เชื่อถือ มันไม่ได้ตาฝาดไปแม้ไม่พบหน้ากันเจ็ดปี กระนั้นมันยังจำดรุณีนางนี้ได้แม่นยำ
นางคือ ‘มู่หยงไฉ่จิ่ง’ ศิษย์ผู้น้องของจอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อ!
เหตุใดน้องไฉ่จิ่ง จึงมาอยู่ที่นี่ เป็เื่ราวใดกัน...พี่ไป๋เฮ่อล่ะเวลานี้อยู่ที่ไหน?
มู่หยงไฉ่จิ่งแอบไปอยู่ด้านหลังฟางเสวี่ยเฟย ร่ำร้องน้ำตาออกมาเต็มเบ้าชี้หน้าริวจิอย่างไม่เกรงใจ
“พี่เสวี่ยเฟย ท่านต้องจัดการให้ข้าพเ้า...มัน ๆ รังแกข้าพเ้า”
โยชิโอกะ ริวจิยิ่งตะลึงลาน กว่าฟางเสวี่ยเฟยหลายเท่า จับจ้องมู่หยงไฉ่จิ่งแววตาเคลิบเคลิ้มงมงาย
กงจื่อเ้าสำราญแห่งหมู่ตึกบูรพา ไหนเลยคาดคิดว่า ดรุณีในร่างเถ้าแก่เมื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งกายเป็สตรี จะงดงามถึงเพียงนี้ รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรเส้นผมสีน้ำตาลแดงเป็ประกาย ดวงตาดำสนิท ผิวเนียนสีน้ำตาล ผิดแผกจากชาวจงหยวนยิ่งขับให้บุคลิกโดดเด่นสะดุดตา ไม่ว่าผู้ใดหากได้เห็น แม้เพียงชั่วแวบเดียวยังต้องติดตาตรึงใจ อดเหลียวหันมามองอีกครั้งมิได้ เวลานี้แม้คิดเอ่ยปากชมความงามของนาง ก็กลับกลายเป็พูดไม่ออก
เวลานี้โยชิโอกะ ริวจิค่อยทราบว่า นางมีชื่อว่า ‘ไฉ่จิ่ง’
“พวกมันคิดใช้ข้าพเ้า ล่อให้ศิษย์พี่ออกมา พวกมันคิดร้ายต่อศิษย์พี่พี่เสวี่ยเฟยท่านต้องจัดการพวกมัน ให้กับข้าพเ้า”
หลังจากนาคามูระ โยชิอิออกจากโรงเตี๊ยม ติดตามเสียงขลุ่ยฟางเสวี่ยเฟยไปนางก็ถูกกักตัวอยู่ในห้องด้านข้าง ถัดจากห้องของโยชิอิ ความจริงนางเข้าใจว่าพูดคุยกับริวจิอยู่นานสองนาน มันเองก็ปฏิบัติต่อนาง อย่างมีมารยาทกว่าเดิมคาดว่ามันคงไม่คิดกุมตัวนางไว้แล้ว
ที่ไหนได้พอนางบอกว่าจะไป มันกลับสั่งให้บริวาร กุมตัวนางไว้ในห้องนางขุ่นเคืองใจยิ่ง ถ้ารู้อย่างนี้จะไม่กล่าว วาจากับมันสักครึ่งคำริวจิส่งสาวใช้สองคนมาปรนนิบัติ ทั้งเตรียมเสื้อผ้าให้นางผลัดเปลี่ยน
นางนั่งอยู่ในห้อง ด้วยความกระวนกระวาย ไม่รู้ว่ากงจื่อจอมเ้าชู้จะเข้ามาก่อกวนอีกเมื่อไร แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด บุรุษผู้นั้นกลับเงียบหายไปไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย จนเมื่อครู่ปีศาจหน้าตายเข้ามาบอกนางให้ออกไปพบคนผู้หนึ่ง
นางได้แต่เดินตามมาอย่างหงุดหงิด ไม่รู้คนเหล่านี้มีลูกไม้อะไรอีกหากพอก้าวเข้าห้องมา ต้องตกตะลึงอยู่ชั่วขณะ แทบไม่เชื่อสายตาว่าบุรุษผู้ยืนอยู่ในห้องจะเป็พี่เสวี่ยเฟย
ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งมึนงงไปหมด จับต้นชนปลายเื่ราวไม่ถูกคำถามมากมายพรั่งพรูในสมอง แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นเอ่ยถามเื่ใดก่อนดี