รุ่งเช้าของวันใหม่มาเยือนป่าหมอกโลหิต (血雾森林 - เซวี่ยอู้เซินหลิน) พร้อมกับไอหมอกที่หนาตาขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย กลุ่มของศิษย์สำนักจันทรากระจ่าง (明月宗 - ิเยว่จง) เริ่มออกเดินทางอีกครั้งตามการตัดสินใจของศิษย์พี่เจิ้งอี้ ที่จะลองไปสำรวจ "ถ้ำลึกลับ" ที่เพิ่งปรากฏบนแผนที่ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภารกิจตามหา "แก่นอสูรดารา" ของพวกเขา
เิเหยียน (เร็นไซ) เดินตามหลังกลุ่มเช่นเคย ร่างกายยังคงปวดเมื่อยจากการฝึก "ลมหายใจแห่งห้าจักรวาล" เมื่อคืน แม้จะรู้สึกว่ามีพลังงานบางเบาไหลเวียนอยู่ภายในร่างอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจมันดีพอ และไม่กล้าที่จะลองใช้มันโดยไม่จำเป็ เขาเลือกที่จะสังเกตการณ์และเรียนรู้ต่อไป 'การเปิดเผยไพ่ในมือเร็วเกินไปโดยไม่เข้าใจสถานการณ์รอบด้านอย่างถ่องแท้ คือความเขลาอย่างที่สุด การสงบนิ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ ย่อมดีกว่าการเคลื่อนไหวอย่างบุ่มบ่าม'
วันนี้ ศิษย์พี่หลิวดูจะอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย อาจจะเพราะได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังปราณ (灵气 - หลิงชี่) จาก "ศิลาปราณ" (灵石 - หลิงสือ) มาบ้างแล้ว เขาเดินนำหน้ากลุ่มด้วยท่าทีองอาจ คอยชี้ชวนให้ซูเม่ยดูนั่นดูนี่ราวกับผู้เชี่ยวชาญ ทั้งๆ ที่หลายครั้งเขาก็ชี้ไปที่ต้นไม้หรือก้อนหินธรรมดาๆ
"ซูเม่ย ดูนั่นสิ! เห็ดหลากสีนั่น ต้องเป็เห็ดพิษร้ายแรงแน่ๆ อย่าเผลอไปจับมันเชียวล่ะ!" ศิษย์พี่หลิวชี้ไปยังกลุ่มเห็ดสีสันสดใสกลุ่มหนึ่ง
ซูเม่ยพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง "เ้าค่ะ ศิษย์พี่หลิว"
เร็นไซที่เดินตามมาเหลือบมองเห็ดกลุ่มนั้นด้วยหางตา 'หืม...เห็ดเจ็ดดาวรึ? หากนำไปปรุงกับหญ้าจันทรา จะได้ยาบำรุงเส้นเอ็นชั้นดี แต่หากกินดิบๆ ก็แค่ทำให้ท้องเสียเล็กน้อยเท่านั้น พิษร้ายแรง? เ้าเด็กนี่ช่างจินตนาการล้ำเลิศเสียจริง ความไม่รู้มักจะก่อให้เกิดความหวาดกลัวที่เกินจริงเสมอ ปล่อยให้เข้าใจผิดไปเช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงอธิบาย หรือบางที...ข้าอาจจะเก็บมันไปทดลองยาดูเงียบๆ ทีหลังก็ได้ เพื่อทำความเข้าใจสมุนไพรของโลกนี้ให้มากขึ้น' เขานึก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
พวกเขาเดินทางมาได้ครึ่งวันก็เริ่มเข้าใกล้บริเวณที่เจิ้งอี้คาดว่าจะเป็ที่ตั้งของถ้ำลึกลับ ภูมิประเทศเริ่มลาดชันและเต็มไปด้วยโขดหินแหลมคมมากขึ้น หมอกก็ดูจะหนาตาเป็พิเศษในบริเวณนี้
"ระวังตัวด้วยทุกคน" เจิ้งอี้กล่าวเตือน "จากลักษณะของพลังฟ้าดิน (天地之力 - เทียนตี้จือลี่) ที่ปั่นป่วนแถวนี้ ข้าว่ามันไม่น่าจะใช่สถานที่ธรรมดา"
ทันใดนั้นเอง ศิษย์พี่หลิวที่เดินนำอยู่ก็ร้องอุทานออกมา! "นั่นมัน...รอยเท้า!"
ทุกคนรีบเข้าไปดู บนพื้นดินชื้นแฉะปรากฏรอยเท้าขนาดใหญ่ผิดปกติ มันไม่ใช่รอยเท้าของอสูรหมาป่าหรืออสูรปักษาที่พวกเขาเคยเจอ แต่เป็รอยเท้าของสัตว์สี่เท้าขนาดมหึมาที่มีกรงเล็บแหลมคมอย่างน่ากลัว
"อสูร...อสูรระดับสูงแน่ๆ!" ซูเม่ยหน้าซีดเผือด
"ใจเย็นไว้ก่อน" เจิ้งอี้พยายามควบคุมสถานการณ์ "ดูจากรอยเท้าแล้ว มันเพิ่งผ่านไปไม่นาน เราต้องระมัดระวังให้มาก"
ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตัว เิเหยียน (เร็นไซ) ที่มัวแต่สังเกตการณ์รอบๆ และพยายามทำความเข้าใจกับ "พลังฟ้าดิน" ที่เจิ้งอี้กล่าวถึง 'พลังฟ้าดินปั่นป่วน...รอยเท้าขนาดใหญ่...ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้จะมี 'บางสิ่ง' ที่น่าสนใจซ่อนอยู่จริงๆ ไม่ว่าจะเป็อสูรหายาก สมบัติบางอย่าง หรือกระทั่งความรู้ใหม่ๆ ก็น่าจะคุ้มค่าแก่การสำรวจและทำความเข้าใจ' ก็ก้าวพลาด!
เท้าเล็กๆ ของเขาสะดุดเข้ากับรากไม้ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาอย่างจัง!
"โอ๊ะ!"
ร่างเล็กๆ ของเิเหยียนเสียหลัก ถลาไปข้างหน้าสองสามก้าว ก่อนจะล้มคว่ำหน้าคะมำลงไปบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยใบไม้และโคลนอย่างไม่เป็ท่า! ห่อสัมภาระที่เขาแบกอยู่ก็หลุดจากมือ กระจายข้าวของออกมาเล็กน้อย
"เิเหยียน!" ซูเม่ยร้องอย่างใ
ศิษย์พี่หลิวหันมาเห็นพอดี เขาถลึงตาใส่ "เ้าเด็กซุ่มซ่าม! หาเื่ได้ไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ!" เขาตวาดด้วยความหงุดหงิด "ถ้าเมื่อกี๊มีอสูรซุ่มอยู่ เ้าคงโดนมันลากไปกินแล้ว!"
เร็นไซรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวเข่าและฝ่ามือที่ถลอก เขารีบยันกายลุกขึ้น ใบหน้าและเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน "ขออภัยขอรับศิษย์พี่" เขากล่าวเสียงอ่อย แม้ในใจจะรู้สึกหงุดหงิดกับความอ่อนแอของร่างกายนี้: 'ชิ...น่ารำคาญจริง ร่างกายเด็กนี่มันยังไม่คุ้นชินกับการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อน ทำให้เสียจังหวะได้ง่ายดายนัก ความผิดพลาดเล็กน้อยเช่นนี้ หากเป็ในสนามรบจริง อาจหมายถึงชีวิตทีเดียว'
"ช่างมันเถอะ! รีบเก็บของแล้วตามมาเร็วเข้า!" ศิษย์พี่หลิวโบกมือไล่อย่างรำคาญ ก่อนจะหันไปสนใจรอยเท้าอสูรต่อ
เิเหยียนรีบก้มลงเก็บข้าวของที่กระจายออกมา มีทั้งเสื้อผ้าสำรองสองสามชิ้น เสบียงเล็กน้อย และ...ก้อนหินสีดำสนิทขนาดเท่ากำปั้นเด็กก้อนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันคงหล่นออกมาจากสัมภาระของใครสักคน หรืออาจจะเป็ของเิเหยียนคนเดิมที่เขาไม่ทันสังเกตเห็น
เขามองก้อนหินนั้นอย่างฉงน มันมีน้ำหนักพอสมควร ผิวเรียบเย็น แต่ไม่มีประกายหรือพลังงานใดๆ ที่เขาััได้ 'นี่มัน...หินอะไรกัน? ดูธรรมดา แต่ก็ให้ความรู้สึกหนักแน่นและมีความหนาแน่นที่แปลกประหลาด หรือว่าจะเป็ 'ศิลาไร้ลักษณ์' ที่ใช้ซึมซับพลังงานได้ทุกชนิดตามตำราโบราณที่เคยอ่านผ่านๆ ในโลกเก่า? คงไม่ใช่เื่บังเอิญกระมังที่มันปรากฏขึ้นในตอนนี้...แต่เก็บไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย ตรวจสอบคุณสมบัติของมันทีหลังได้ บางทีอาจจะเป็ประโยชน์ในการฝึกฝนของข้า'
"เิเหยียน! มัวทำอะไรอยู่! เร็วเข้าสิ!" เสียงของศิษย์พี่หลิวดังขึ้นอีกครั้ง
เิเหยียนรีบเก็บก้อนหินนั้นใส่ในห่อสัมภาระของตนเองอย่างลวกๆ แล้วรีบวิ่งตามกลุ่มไป 'เ้าเด็กนี่ช่างไม่มีความอดทนเอาเสียเลย การเร่งร้อนโดยไม่พิจารณาสิ่งรอบข้างให้ถ้วนถี่ มักจะนำไปสู่ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงกว่าเดิม' "เดี๋ยวค่อยหาเวลาดูอีกทีแล้วกัน"
พวกเขาเดินตามรอยเท้าอสูรไปอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมาถึงปากถ้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตก ปากถ้ำนั้นมืดมิดและมีไอเย็นะเืแผ่ออกมาอย่างน่าขนลุก รอยเท้าอสูรนั้นหายเข้าไปในความมืดนั้น
"ดูเหมือนว่า...เ้าอสูรตัวนั้นจะเข้าไปในนี้" เจิ้งอี้กล่าว พลางมองเข้าไปในความมืดด้วยแววตาครุ่นคิด "และบางที... 'แก่นอสูรดารา' ที่เราตามหา อาจจะอยู่ในนี้ก็เป็ได้"
ศิษย์พี่หลิวกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก "จะ...จะเข้าไปจริงๆ หรือ ศิษย์พี่เจิ้งอี้ ข้างในนั่นมันดูอันตรายเกินไปนะ" เิเหยียน (เร็นไซ) คิด: 'ปากกล้าขาสั่นสินะเ้าหนู เมื่อครู่ยังบอกว่ารอยเท้าน่าสนใจอยู่เลย พอเจอสถานที่จริงเข้าหน่อยก็ทำเป็กลัวหัวหด ช่างน่าขันนัก ความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้ ย่อมบดบังการตัดสินใจที่ถูกต้องเสมอ'
"แต่ถ้าไม่เข้าไป เราก็อาจจะพลาดเบาะแสสำคัญ" ซูเม่ยแย้งขึ้น แม้ในน้ำเสียงจะยังมีความหวาดหวั่นอยู่บ้าง
เจิ้งอี้หันมามองทุกคน "ข้าตัดสินใจแล้ว เราจะเข้าไปสำรวจ แต่ต้องระวังตัวขั้นสูงสุด หากมีอะไรผิดปกติ ให้ถอยออกมาทันที" เขาหันไปทางเิเหยียน "ส่วนเ้าเิเหยียน คอยอยู่ข้างหลังข้าไว้ อย่าออกห่าง และอย่าทำอะไรซุ่มซ่ามอีก เข้าใจหรือไม่?"
เิเหยียนพยักหน้ารับ "ขอรับศิษย์พี่เจิ้งอี้" เขามองเข้าไปในปากถ้ำอันมืดมิด สัญชาตญาณของนักรบเก่าแก่กำลังร้องเตือนว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดา แต่ในขณะเดียวกัน ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกใหม่นี้ก็กำลังก่อตัวขึ้นในใจของเขาเช่นกัน
'ถ้ำลึกลับ...อสูรระดับสูง...แก่นอสูรดารา...' เร็นไซทวนคำในใจ 'ดูเหมือนว่าการผจญภัยในโลกใหม่ของข้า เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ สินะ แม้จะต้องมากับกลุ่มเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมพวกนี้ แต่บางที...อาจจะมีเื่ท้าทายให้ข้าได้ทดสอบความเข้าใจใหม่ๆ และบางที...อาจจะได้ค้นพบสิ่งที่จำเป็ต่อการบรรลุเป้าหมายของข้าก็ได้' แม้จะมีความกังวล แต่เขาก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นเล็กๆ ที่ไม่ได้ััมานานแล้ว ความท้าทายใหม่ๆ คือสิ่งที่นักดาบเช่นเขาแสวงหาเสมอมา
(จบตอนที่ 7)