หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 148 พี่สาว ข้าปวดเหลือเกิน

            แสงตะวันทอลงมารำไร

            ในจวนหลัวแห่งใหม่ผู้คนขวักไขว่วุ่นวายไปทั้งจวน

            วันนี้เป็นวันตากหนังสือ

            สาวใช้เสี่ยวซือก็ยังต้องมาช่วยด้วยเช่นกัน

            หากอยากรู้ว่าตระกูลไหนยิ่งใหญ่หรือไม่ ก็ต้องดูเนื้อหาภายใน ดูว่าหนังสือมีมากหรือไม่

            บนภูเขาอย่างอื่นอาจไม่มี แต่หลายปีมานี้กลับปล้นหนังสือมาได้มากมาย

            มาเมืองหลวงครานี้ราชครูก็จัดแจงให้ขนมาด้วยไม่น้อย

            ต่อมาก็ให้ทยอยส่งตามมาจนบัดนี้ก็ขนมาหมดแล้ว

            แม่นางหลัวยุ่งจนหัวหมุน แต่เมื่อเป็นเช่นนี้กลับทำให้นางยิ่งดูมีชีวิตชีวา

            นอกจากตากและจัดหนังสือแล้ว นางยังต้องช่วยทุกคนสั่งตัดชุดใหม่

            กระแสนิยมในเมืองหลวง และพื้นที่ห่างไกลต่างกัน

            เสื้อผ้าในพื้นที่ห่างไกลเน้นความสะดวกคล่องแคล่ว ทว่าเมื่ออยู่เมืองหลวงที่มาของเสื้อผ้าต้องให้ความรู้สึกที่ซับซ้อน ผ้าที่ต้องใช้ก็มากกว่า สลับซับซ้อนกว่า

            ทว่าช่างดีต่อการค้าขายผ้าทอของพวกนาง ในเมืองหลวงจะตัดชุดแต่ละครั้งต้องใช้ผ้าอย่างน้อยสี่ฉื่อไม่มีทางจะใช้ผ้าเพียงฉื่อเดียว ว่าไปแล้วก็ช่างฟุ้งเฟ้อนัก 

            โชคดีที่แม่นางหลัวไม่เพียงแต่จะคุ้นชินเรื่องนี้ ทว่ายังเข้าใจเป็นอย่างดี นางเติบโตในเมืองหลวง เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้นางล้วนเข้าใจ

            อีกทั้งนางยังมีพ่อบ้านอย่างท่านลุงฉือคอยช่วยเหลือ เหล่าปาก็มาช่วยจัดการดูแล เรื่องในเรือนจึงค่อนข้างจะเป็นระเบียบเรียบร้อย 

            เช่นนั้นยามนี้จึงไม่เพียงจัดการเรื่องบ้านช่องเรียบร้อย ทุกคนยังได้ชุดตัดใหม่ไว้ใส่กันอีกคนละชุด 

            อย่างน้อยยามที่พวกเขาออกจากเรือน ก็ไม่ถูกคนอื่นมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวเมืองหลวง

            ไม่เพียงแค่เฉินโย่วและเด็กคนอื่นๆ เท่านั้นที่ได้ชุดใหม่ นายท่านสามก็ได้เช่นกัน

            นายท่านสามที่ยามนี้สวมชุดสีขาวใหม่เอี่ยมอยู่ หน้าผากก็มีปอยผมร่วงลงมาปกปิดคิ้วที่บากหายไปกว่าครึ่งพอดิบพอดี

            ในมือถือพัดกระดาษ สะบัดข้อมือเข้าหากายเบาๆ พร้อมชวนเด็กๆ คุยสัพเพเหระไปเรื่อย

            รอจนหลัวอู๋เลี่ยงเดินออกมาจากห้อง

            นายท่านสามที่กำลังสนทนากับเด็กๆ อยู่ก็เหนียมอายจนไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อ

            ใบหน้าซับสีแดงระเรื่อ กล่าวขึ้นอย่างเขินอาย “อู๋เลี่ยง ชุดที่เจ้าสั่งตัดให้ข้าช่างพอดีตัวนัก”

            หลัวอู๋เลี่ยงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ขำพรืด

            ชุดที่นางตัดให้เฉินโย่ว และเด็กคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่พอดีกายเช่นกัน

            ทว่ายามที่นางเห็นนายท่านสามที่กำลังเขินอายอยู่ท่ามกลางเหล่าเด็กๆ ก็นึกขัน

            อยู่ต่อหน้าเด็กๆ แล้วยังจะมาทำท่าทีเขินอายเช่นนี้ มันใช้ได้ที่ไหนกัน

            ดวงตางดงามกลอกขึ้นคราหนึ่ง

            นายท่านสามเห็นเช่นนั้นก็หน้าแดงกว่าเดิม

            คนอื่นๆ ในเรือนจึงพากันหัวเราะด้วยเช่นกัน

            ท่านราชครูก็ได้ชุดใหม่ด้วยเช่นกัน ทว่าเมื่อก่อนเขาก็อยู่ในเมืองหลวงมาตลอด จึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับอาภรณ์นัก เพียงแต่เมื่อมององค์หญิงใหญ่ที่แม้จะสวมชุดอย่างบุรุษยังน่ามองถึงเพียงนี้ เขาก็รู้สึกปลื้มอกปลื้มใจ 

            เด็กชายร่างอวบอ้วนครานี้ก็ได้ชุดใหม่เช่นกัน แม้จะไม่รู้ว่าพวกเขาหัวเราะอะไร ทว่าเมื่อเห็นคนอื่นหัวเราะ เขาก็หัวเราะตามไปด้วย เขาชอบที่นี่ อยู่ที่นี่แล้วรู้สึกผ่อนคลายเหลือเกิน

            ขันทีชราเมื่อเห็นว่าองค์ชายน้อยหัวเราะอย่างไม่คิดอะไร เขาก็พลอยหัวเราะตามไปด้วยเช่นกัน ทั้งวันนี้เขาเองก็ได้ชุดใหม่เหมือนคนอื่นๆ

            ชุดสำหรับพ่อบ้านตัดขึ้นจากผ้าขนสัตว์ ใส่แล้วดูขึงขังไม่เบา ทั้งยังให้ความรู้สึกถึงความองอาจเช่นบุรุษ เขาชอบชุดนี้นัก

            เมื่อเสียงหัวเราะในเรือนดังขึ้นไม่ขาดสายเช่นนี้ก็ชวนให้รู้สึกครึกครื้น

            จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูตึงตังดังขึ้น

            ต่อมาก็มีเหล่าทหารกลุ่มใหญ่ปรากฏตัว

            โดยมีขันทีอัญเชิญราชโองการเดินนำมาอย่างเอิกเกริก

            ขันทีชราเมื่อเห็นขันทีที่กำลังเดินนำมา ในตาก็พลันเห็นแสงสว่างวาบ

            ราชโองการมาถึงที่ใด ก็ดุจดั่งฮ่องเต้ได้มาออกพระบัญชาด้วยพระองค์เองที่นั่น

            รอจนราชโองการประกาศจบ ทุกคนก็ราวกับคนเขลา

            ความหมายของราชโองการคือ ต้องการให้แม่นางหลัวเข้าวังไปป้อนสุราพิษให้น้องสาวได้สิ้นใจตามที่ปรารถนา

            ท่าทางของขันทีผู้เป็นคนอัญเชิญราชโองการถือดีนัก ยิ่งกว่านั้นยามที่ต้องอ่านราชโองการให้ทุกคนฟัง หากเป็นเรื่องดีเช่นเลื่อนตำแหน่ง รับพระราชทานทรัพย์ ท่าทีของขันทีก็จะร่วมยินดีไปด้วย ทว่าหากเป็นเรื่องร้ายเช่นริบทรัพย์ ประหารยกโคตร แน่นอนว่าขันทีก็ย่อมไม่ปกปิดท่าทียกตนข่มท่านของตนเอง

            ทว่าก็เห็นว่าท่ามกลางคนเหล่านี้ยังมีท่านราชครู ปราชญ์แห่งแว่นแคว้นยืนอยู่

            ขันทีประกาศราชโองการแม้จะนับว่าเป็นตำแหน่งสำคัญ ทั้งยังต้องเป็นขันทีระดับสูงข้างกายฮ่องเต้จึงจะสามารถทำหน้าที่นี้ได้

            ขันทีทั่วไปไม่อาจออกจากวังหลวงอย่างง่ายดาย

            ในฐานะที่เป็นขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ ทั้งยังนับว่าเป็นขันทีอนาคตไกล เขาจึงได้รู้ว่าฮ่องเต้ช่างความจำสั้น และหุนหันพลันแล่น

            ทว่ามีเรื่องเดียวที่พระองค์ทรงยังไม่ลืม นั่นคือเรื่องของท่านราชครู ฮ่องเต้อาลัยอาวรณ์ชายตรงหน้าอยู่ไม่ลืม จึงได้ตรัสถึงอยู่เสียหลายครา

            ยามนี้ยังได้พระราชทานตำแหน่งของราชครูให้เป็นราชครูปราชญ์แห่งแคว้น…ถึงแม้คำว่าปราชญ์นี้จะใช้ยามที่บุคคลนั้นเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

            ทว่าราชครูยังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นความหมายของคำว่าปราชญ์ย่อมจะต้องยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม

            เช่นนั้นขันทีที่อัญเชิญราชโองการมาจึงไม่กล้าโอ้อวดอีก ทั้งยังปฏิเสธทองที่นายท่านสามพยายามจะยัดเยียดให้เสียหลายครั้ง เขาออกไปรอด้านนอกอย่างไม่เร่งรีบอันใด

            ใบหน้าของนายท่านสามไม่แดงระเรื่ออีกต่อไป เขาไม่กล่าวถึงเรื่องสถานะที่แท้จริงของราชครู เพียงแค่เอ่ยปากถามตรงๆ “ท่านอาจารย์กัว ฮ่องเต้ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” 

            แม้ในหัวท่านราชครูยังคงขาวโพลน แต่ก็ยังพอจะเข้าใจ ฮ่องเต้แต่ไหนแต่ไรก็มีนิสัยเช่นนี้ กล่าวว่าลมก็แปลว่าฝน ทำสิ่งใดล้วนไม่มีแบบแผน

            “เกรงว่าเรื่องนี้คงจะมีลับลมคมใน ทว่าฝ่าบาท…ก็เป็นเช่นนี้ บอกให้อู๋เลี่ยงเตรียมตัวเถิด”

            นายท่านสามนึกโกรธขึ้นมา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนปกติเขาจะสั่งให้คนอื่นทำกันหรือ อู๋เลี่ยงกว่าจะดิ้นรนกลับมาเมืองหลวงได้ก็ยากเย็น บัดนี้ยังต้องให้นางไปป้อนยาพิษให้น้องสาวต่างมารดา เช่นนี้ต่อไปจะให้นางทำเช่นไรเล่า นางยังต้องมาแบกข้อครหาเช่นนี้

            ในอดีตนายท่านสามที่แม้จะตกไปอยู่ในรังโจร ในใจก็ยังมีความฝันจะจงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์อยู่ 

            ทว่ายามที่กองทัพจิงเข้ารุกรานทุ่งหญ้ารกร้างห่างไกล ราชสำนักไม่ได้ส่งคนมาแม้สักคน ตอนนั้นราชสำนักอาจจะมีเรื่อง เขาฝืนใจให้ตัวเองเข้าใจเช่นนั้นมาตลอด

            ทว่าตรงหน้านี้คือราชโองการที่ฮ่องเต้เป็นผู้บัญชาด้วยพระองค์เอง

            นายท่านสามรู้สึกเพียงว่าความคิดของเขาที่อัดแน่นไปด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อแคว้นกำลังเปลี่ยนไป

            หากว่าเป็นคนทั่วไป ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเกิดจิตสังหารต่ออีกฝ่ายทันที ในหัวเขายามนี้เต็มไปด้วยวิธีการนับร้อยนับพันที่จะเอาชีวิตอีกฝ่าย

            ทว่าอีกฝ่ายกลับเป็นถึงฮ่องเต้

            ด้วยเพราะเวลากระชั้นนัก เขาจึงได้แต่ส่งอู๋เลี่ยงจากไปด้วยใบหน้าซีดขาว

            รอบๆ ยังมีคนมากมายเหลือเกิน เขาจึงไม่ได้จับมือนางไว้ ทำได้เพียงดึงชายเสื้อนางไว้เท่านั้น

            “อู๋เลี่ยง ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร ข้าจะอยู่ข้างหลังเจ้าเสมอ หากเจ้าหันมาจะเห็นข้ารอเจ้าอยู่”

            นายท่านสามกำชายเสื้อของหลัวอู๋เลี่ยงไว้แน่น พร้อมทั้งกล่าวขึ้นด้วยความอาวรณ์

            หลัวอู๋เลี่ยงมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนแล้วพยักหน้าเบาๆ  แล้วจึงก้าวเท้าไปข้างหน้า

            ชายเสื้อลื่นนัก

            เพียงพริบตามือของนายท่านสามก็ว่างเปล่าเสียแล้ว

            เขามองอู๋เลี่ยงจากไป

            มองนางนั่งอยู่บนเกี้ยวที่หาบนางไปสู่วังหลวง

            เกี้ยวเคลื่อนที่ไปอย่างมั่นคง

            นางเติบโตมากับเหล่านางกำนัลเก่าแก่จากวังหลวง เส้นทางในวังหลวงนางล้วนชัดแจ้งราวกับว่ามันสลักอยู่บนกายนาง

            โชคชะตาช่างมหัศจรรย์เสียจริง

            เกี้ยวที่นางนั่งอยู่ถูกแบกไปทางตำหนักที่พระสนมหรงอาศัยอยู่ ทว่ายามนี้กลับพยายามพานางเดินเป็นวงกลมอยู่รอบหนึ่ง

            ตำหนักของพระสนมหรงมีชื่อว่าตำหนักเฉียงเหวย ที่นี่แม้จะเงียบเหงา ทว่าบรรยากาศกลับไม่เลว

            หลัวอู๋เลี่ยงก้าวขาลงจากเกี้ยวก็เห็นว่าประตูตรงหน้ามีกุหลาบชมพูเลื้อยอยู่ ดูแล้วงามตานัก ทั้งยังแฝงไปด้วยความน่าสนใจราวกับว่ากำลังมองภาพวาดอยู่ก็ไม่ปาน

            น้องสาวของนางรักการวาดภาพ เรื่องนี้นางยังจำได้อยู่

            ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของพวกนางไม่นับว่าดีนัก บัดนี้ก็ไม่ได้เจอกันมาเสียหลายปี เดาว่าคงจะย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม

            กระทั่งจะตายก็ยังอยากจะลากนางให้ซวยไปด้วย คงน่าจะเป็นเช่นนี้มากกว่า

            ในความทรงจำไม่ว่าเรื่องอะไรน้องสาวก็จะต้องแก่งแย่งกับนางให้ได้

            หลัวอู๋เลี่ยงก้าวเดินเข้าไปในตำหนัก ตำหนักหรูหรา ไม่มีวี่แววแห่งความพ่ายแพ้สิ้นหวัง ดูอย่างไรก็ไม่คล้ายกับเรือนของคนที่กำลังจะลาโลก

            เมื่อเดินเข้ามาในตัวตำหนักแล้ว นางก็เดินต่อเข้าไปในโถงแห่งหนึ่ง

            ด้านในโถงมีสตรีร่างบางนั่งอยู่

            ไม่เจอกันหลายปี อีกฝ่ายยามนี้สวมชุดแดงตลอดร่าง ดูแล้วงดงามสดใส

            บนศีรษะยังมีหยกประดับอยู่

            นอกจากริ้วรอยบางๆ บนใบหน้าที่ลากเป็นเส้นยาวตรงร่องแก้ม สตรีที่นั่งอยู่ตรงข้ามนางคนนี้ก็แทบไม่ต่างจากภาพในความทรงจำของนางเลยสักนิด

            ท่าทียังคงดูเบิกบานราวกับอยากจะประกาศให้โลกรู้

            “เจ้าเป็นคนให้ข้ามาที่นี่หรือ หากว่าเจ้าไม่อยากตาย ท่านปู่ของเจ้าอย่างไรก็ต้องปกป้องเจ้า” หลัวอู๋เลี่ยงไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทาย ไม่แม้แต่จะเกรงอกเกรงใจหรือเอ่ยนามของอีกฝ่าย เพียงแค่กล่าวออกไปตรงๆ เช่นนี้

            “เป็นข้าที่ทำให้ท่านต้องมาที่นี่ ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ใจข้าร่ำร้องเพียงอยากจะตาย ชีวิตในวังหลวง ช่างน่าเบื่อหน่ายจนเต็มกลืน น่าขันนักที่ตอนนั้นข้าถึงขั้นทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มาอยู่ที่นี่” พระสนมหรงกล่าวไปแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปหาหลัวอู๋เลี่ยงด้วยดวงตาพราวประกาย

            “ได้ยินมาว่าพี่สาวเปลี่ยนชื่อแล้ว ยามนี้ไม่ได้ชื่อชิงเฉิง แต่เป็นอู๋เลี่ยง เมื่อก่อนท่านเกรงอกเกรงใจทุกคน บัดนี้เปลี่ยนชื่อแล้วนิสัยก็เปลี่ยนไปด้วยหรือ”

            หลัวชิงเฉิงในอดีตไม่ว่าเรื่องใดก็ล้วนอ่อนข้อให้น้องสาว

            ทว่ายามนี้นางจะไม่เป็นเช่นนั้นอีก นางไม่ใช่หลัวชิงเฉิง นางคือหลัวอู๋เลี่ยง

            นางมองน้องสาวด้วยความเย็นชา วันนี้เมฆน้อยลมพัดเอื่อยๆ คนทั้งสองราวกับเป็นคนแปลกหน้า

            “สายตาเช่นนี้นี่แหละ สายตาเช่นนี้” พระสนมหรงกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น “ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าบุรุษคนใดที่ได้พบท่านก็ล้วนแต่นึกรักท่านไปเสียทุกคน ราวกับว่าในสายตามีเพียงแค่ท่าน ท่านพ่อเองก็เช่นกัน ท่านปู่เองก็เช่นกัน กระทั่งพี่ชายก็เป็นเช่นนั้น พี่สาว ข้าเกลียดท่านเหลือเกิน”

            พระสนมหรงค่อยๆ เดินเข้ามาประชิดตัวหลัวอู๋เลี่ยง แล้วจึงค่อยๆ ยกมือทั้งสองขึ้น 

            ดวงตาคู่นั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ

            “ทว่าหลังจากนั้นข้าจึงเพิ่งค้นพบว่าข้าไม่ได้เกลียดท่าน ใจข้าเอาแต่พุ่งเป้าไปที่ท่าน ทั้งใจล้วนเป็นท่าน ข้าอยากเข้าวังก็เพราะอยากจะเป็นท่าน พี่สาว มือของข้ารวดร้าวไปหมด ข้าปวดเหลือเกิน ข้าไม่อาจวาดรูปได้อีก มือของข้ากระทั่งพู่กันก็ยังยกไม่ขึ้น พี่สาว ข้าปวดเหลือเกิน”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663