"ไปเถอะ เรากลับเรือนกัน"จางเจิ้นอันกุมมือนาง พาเดินไปยังเรือนสดับแม่นมฟู่และป่านเซี่ยรีบเดินตามไปติดๆ ส่วนเย่จิ้งซูนั้นราวกับถูกลืมไปแล้วสิ้นเชิง
เดิมทีนางคิดว่าเขาคงจะเค้นถามนางบ้างแต่ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง ราวกับนางไม่มีตัวตน
พอได้กลับถึงเรือนอันอบอุ่นคุ้นเคยอันซิ่วเอ๋อร์ก็คลายกังวลลงได้อย่างแท้จริง นางลงแช่ตัวในอ่างน้ำอุ่นเสียก่อนชำระล้างความเหนื่อยล้า แล้วจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมา
"ข้านึกว่ากลับมาคราวนี้เจ้าจะอ้วนขึ้นเสียอีกที่ไหนได้กลับดูผอมลงไปอีก" จางเจิ้นอันกุมมือนางกล่าว
"ไม่ได้ผอมลงเสียหน่อยข้าก็เป็นแบบนี้มาตลอด" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้าแววตากลับมาอ่อนโยน ไม่เหลือท่าทีสงบนิ่งเย็นชาเหมือนตอนอยู่ที่กระท่อมหลังนั้นเรื่องมันผ่านไปแล้ว นางไม่อยากพูดให้มากความไม่อยากให้จางเจิ้นอันต้องพลอยกังวลใจไปเปล่าๆ
แต่ป่านเซี่ยกลับฟ้องขึ้นว่า"คุณชาย ท่านไม่ทราบหรอกพวกนั้นขังพวกเราไว้ในกระท่อมที่ไม่มีเตาไฟ ตอนกลางคืนหนาวแทบตายเลยเจ้าค่ะ!"
"พวกมันกล้าทำถึงเพียงนี้เชียวรึ!?"จางเจิ้นอันโกรธจัด
"ไม่ใช่แค่นั้นนะเจ้าคะ!พวกนั้นไม่ให้พวกเรากินอะไรเลย ต้องลงครัวทำเอง พวกเราก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่คุณหนูเย่นั่นสิ ยังตามมาเยาะเย้ย บอกว่าต่อไปจะให้ผสมรำในข้าวสาร ไม่ให้กินผักจะยึดฟืนไปครึ่งหนึ่ง กลางคืนก็ไม่ให้จุดตะเกียงอีก!"
ป่านเซี่ยไม่สนใจสายตาห้ามปรามของอันซิ่วเอ๋อร์ระบายความอัดอั้นออกมาไม่หยุด นางแค้นใจนักไม่เคยต้องอยู่ในสภาพเลวร้ายเช่นนั้นมาก่อน แถมยังต้องทนอยู่นานทุกคืนหนาวแทบขาดใจ
"พอเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้วอย่าพูดอีกเลย" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวห้ามป่านเซี่ยจึงจำต้องหุบปากทั้งที่ยังอัดอั้นนางรู้สึกว่าความร้ายกาจของเย่จิ้งซูนั้นเกินจะบรรยาย
"ซิ่วเอ๋อร์ที่ป่านเซี่ยพูดมาเป็นความจริงทั้งหมดรึ?" จางเจิ้นอันยื่นมือโอบไหล่นางถามด้วยความเวทนา
อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า แล้วกล่าว"ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ อย่างไรก็ผ่านมาแล้วอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้ลงไม้ลงมือ ข้าอยู่ในกระท่อมหลังนั้น ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆแก้เบื่อ ก็ไม่ได้แย่อะไร"
"เจ้ายังจะว่าดีอีก!" จางเจิ้นอันใช้มือตีฝ่ามือนางเบาๆ "ต่อไปยังจะกล้าเชื่อใจคนง่ายๆแบบนี้อีกไหม?"
"ไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า แล้วกล่าวต่อ "ก็พวกเขาบอกว่าท่านบาดเจ็บสาหัสบอกว่าอยากพบข้า พอได้ยินเช่นนั้น ข้าก็คิดอะไรไม่ทันแล้ว ถ้าเขาพูดเรื่องอื่นจะหลอกข้าได้หรือ?"
ได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์พูดเช่นนี้จางเจิ้นอันก็ตำหนินางไม่ลง เรื่องนี้เป็นความผิดของเขาเอง ที่ดูแลนางไม่ดี
"เอาล่ะอย่าพูดถึงเรื่องไม่ดีพวกนี้อีกเลย"
เขาลุกขึ้นเดินไปยังห้องด้านในสักพักก็ออกมา ในมือถือหีบใบงามใบหนึ่ง อันซิ่วเอ๋อร์มองหีบนั้นอย่างสงสัย ถามว่า"นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?"
"เจ้าทายสิ?" จางเจิ้นอันวางหีบลงบนโต๊ะ
"เครื่องประดับ? เสื้อผ้า?" อันซิ่วเอ๋อร์ทาย
จางเจิ้นอันส่ายหน้าอันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองเขา รอให้เขาเฉลย จางเจิ้นอันไม่สนใจสายตาอ้อนวอนเพียงกล่าว "ทายอีกทีสิ?"
"ข้าไม่ทายแล้วเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์เบนสายตาหนี ทำท่าไม่สนใจหีบใบนั้นแม้แต่น้อย
จางเจิ้นอันจึงไม่เล่นตัวอีก กล่าวว่า"งั้นเจ้าเปิดดูเองสิ?"
"ไม่เปิด ข้าไม่เอาแล้ว"อันซิ่วเอ๋อร์เชิดหน้าหนีไปอีกทาง
จางเจิ้นอันถอนหายใจ ได้แต่เปิดหีบเองกล่าวว่า"นี่เป็นของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าตั้งใจหามาให้เจ้าเจ้าอยู่บ้านไปไหนไม่ได้ ทุกครั้งที่ข้าไปที่ต่างๆก็จะซื้อของติดมือมาฝากชิ้นหนึ่ง นำกลับมาให้เจ้าแบบนี้ก็เหมือนเจ้าได้ไปเที่ยวที่นั่นมาแล้วเหมือนกัน"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเขาพูดดังนั้นจึงหันกลับมา แสร้งกล่าวอย่างเสียไม่ได้ว่า "ในเมื่อท่านพูดขนาดนี้แล้วข้าก็จะยอมดูเสียหน่อยก็แล้วกัน"
พอกวาดตามองก็ต้องตกตะลึงกับของสารพัดที่อัดแน่นอยู่ในหีบ
"ดูนี่สินี่คือเครื่องกระเบื้องเลื่องชื่อของเมืองเจียงอวิ๋นข้าต้องพยายามตั้งนานกว่าจะได้มา" จางเจิ้นอันกล่าวพลางหยิบถ้วยกระเบื้องใบเล็กออกมา
อันซิ่วเอ๋อร์ยื่นมือรับถ้วยใบนั้นเนื้อกระเบื้องดีเยี่ยมจริงๆ ขาวดุจหิมะ ใสเหมือนแก้วถือในมือก็รู้สึกถึงความประณีต แต่นอกเหนือจากนั้น ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษอย่างน้อย ชุดถ้วยชาบนโต๊ะนางตอนนี้ ก็ดูดีพอๆ กัน
ราวกับอ่านใจอันซิ่วเอ๋อร์ออกจางเจิ้นอันหยิบถ้วยคืนจากมือนาง กล่าวว่า "ถ้วยนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เจ้าคิดเห็นปลาตัวน้อยสองตัวในถ้วยไหม?"
"เห็นเจ้าค่ะ" ก่อนหน้านี้อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้สังเกต พอจางเจิ้นอันทักนางจึงก้มลงมองดูละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่าปลาสองตัววาดได้เหมือนมีชีวิตชีวาอดชมไม่ได้ว่า "ถ้วยเล็กแค่นี้ ยังวาดภาพลงไปได้แถมวาดสวยขนาดนี้ เก่งจริงๆ"
"ถ้ามีดีแค่นั้นข้าจะเอามาให้เจ้าดูทำไม?" จางเจิ้นอันส่ายหน้าสั่งป่านเซี่ย "ไปตักน้ำสะอาดมาที"
ป่านเซี่ยทำตามคำสั่ง ไม่นานก็ตักน้ำมาจางเจิ้นอันใช้มือบังปากถ้วย ค่อยๆ รินน้ำลงไป พอระดับน้ำท่วมตัวปลาจางเจิ้นอันจึงค่อยๆ เอามือออก อันซิ่วเอ๋อร์ยื่นหน้าเข้ามาดูร้องด้วยความประหลาดใจ "มันเหมือนกำลังว่ายน้ำเลย!"
เห็นเพียงปลาสองตัวที่ตอนแรกวาดติดก้นถ้วยบัดนี้กลับว่ายวนอยู่ในน้ำ อันซิ่วเอ๋อร์ลองยื่นนิ้วลงไปปลาสองตัวก็แหวกไปชิดขอบถ้วย พอนางดึงนิ้วออก ปลาทั้งสองก็ว่ายวนอีกครั้ง
ป่านเซี่ยเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ตื่นตาตื่นใจเช่นนั้นจึงยื่นคอเข้ามาดูบ้าง พอเห็นปลาสองตัวในถ้วยว่ายวนได้จริงๆ ก็อุทานจากใจ"น่าอัศจรรย์จริงๆ เจ้าค่ะ!"
"ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้เจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าถามจางเจิ้นอัน
"ทำไมรึ?" จางเจิ้นอันมองอันซิ่วเอ๋อร์ พอนางรอคำตอบ เขากลับแกล้งกล่าวอย่างซุกซนว่า"ไม่บอก"
อันซิ่วเอ๋อร์ยู่ปากจางเจิ้นอันทำไม่สะทกสะท้าน กลับฉวยโอกาสจุมพิตปากนางเบาๆ อันซิ่วเอ๋อร์กลอกตา"ท่านไม่บอกแล้วยังมารังแกข้าอีก ฮึ!"
"สวยงามน่าดูก็พอแล้วไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผลหรอก" จางเจิ้นอันกล่าว"อันที่จริง นี่เป็นแค่กลลวงตา จุดประสงค์ของมันคือจะบอกเราว่าสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป"
"นี่ใช่คำตอบที่ไหนกันข้าว่าท่านเองก็ไม่รู้เหมือนกันนั่นแหละ" อันซิ่วเอ๋อร์เลิกคิ้วเย้า
"เจ้าพูดถูก ถ้าข้ารู้คำตอบง่ายๆแล้วมันจะไม่แย่รึ? ของวิเศษเช่นนี้ก็จะกลายเป็นของธรรมดาไปน่ะสิ"จางเจิ้นอันไม่รู้สึกละอายใจแม้แต่น้อย
"ถ้วยนี้มีค่าขนาดนั้นเชียว?"อันซิ่วเอ๋อร์เทน้ำในถ้วยออก ส่งคืนให้จางเจิ้นอัน "ถ้าเช่นนั้นข้าไม่เอาดีกว่า"
"มีค่าแล้วอย่างไร? ข้าให้เจ้าแล้ว มันก็เป็นของเล่นของเจ้า ถ้าไม่ชอบ จะทุบทิ้งก็ไม่เป็นไร"
จางเจิ้นอันหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดถ้วยให้แห้งวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบของชิ้นที่สองขึ้นมา เป็นผ้าไหมผืนงาม
อันซิ่วเอ๋อร์ยื่นมือรับ พริบตานั้นกลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่วห้อง อันซิ่วเอ๋อร์ยกผ้าขึ้นดมจึงรู้ว่าผ้าผืนนี้มีกลิ่นหอมในตัว
"นอกจากกลิ่นหอมแล้วผ้าผืนนี้มีลูกเล่นอะไรอีกไหมเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ถามพลางพลิกผ้าในมือดูอย่างสนใจ
"ความพิเศษที่สุดของผ้าผืนนี้ก็คือกลิ่นหอมว่ากันว่าเส้นไหมที่ใช้ทอถูกนำไปแช่เครื่องหอมนานถึงสี่สิบเก้าวันดังนั้นผ้าที่ทอออกมาจึงมีกลิ่นหอมติดทนอยู่ได้ถึงสองปี"
"ไม่เลวเลยเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์เห็นลายปักบนผ้าก็ละเอียดงดงามยิ่งจึงเหน็บผ้าผืนนั้นไว้ที่อกเสื้อง่ายๆ
"ชิ้นต่อไปนี่สิ วิเศษนักแต่ต้องดูตอนกลางคืน" จางเจิ้นอันหยิบไข่มุกเม็ดหนึ่งออกมาอันซิ่วเอ๋อร์ตาโต "ไข่มุกราตรีหรือเจ้าคะ?"
"ใช่แล้ว แล้วก็ยังมีนี่อีก"จางเจิ้นอันหยิบม้วนภาพวาดออกมาอีก
อันซิ่วเอ๋อร์ประคองไข่มุกราตรีไว้ในสองมือมองดู เห็นมันส่องแสงเรืองๆ ออกมาจริงๆ แต่ยังดูไม่สว่างนักนางจึงลองเอาไปวางไว้ใต้โต๊ะ สั่งให้บ่าวเอาผ้ามาบังรอบๆทีนี้จึงเห็นแสงนวลของไข่มุกราตรีได้ชัดเจน
แสงสีส้มนวลดูอบอุ่นนุ่มนวลนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้สัมผัสไข่มุกราตรี นางตื่นเต้นมากอดไม่ได้ที่จะจ้องมองมันซ้ำๆ อยู่ครู่ใหญ่ จึงยอมวางลงในหีบ
"ถ้าชอบ ข้าจะให้คนเอามันไปทำตะเกียง"จางเจิ้นอันกล่าว
"ดีสิเจ้าคะ!" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า แล้วถามต่อ "แล้วภาพวาดในมือท่านคืออะไรหรือเจ้าคะ?"
จางเจิ้นอันคลี่ม้วนภาพออก"ภาพดอกไม้ไฟ"
"ดอกไม้ไฟ?" อันซิ่วเอ๋อร์เอียงคอ "ดอกไม้ไฟคืออะไรหรือเจ้าคะ?"
"ดอกไม้ไฟก็เหมือนดินปืนชนิดหนึ่งพอจุดด้วยไฟ มันจะพุ่งขึ้นฟ้า แตกกระจายเป็นดอกไม้สวยๆ" จางเจิ้นอันนึกคำ บรรยายลักษณะดอกไม้ไฟให้อันซิ่วเอ๋อร์ฟัง
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เคยเห็นดอกไม้ไฟจางเจิ้นอันจึงคลี่ภาพวาดออกอีกครั้ง "ดอกไม้ไฟก็คงหน้าตาประมาณนี้ลองดูสิ"
บนภาพพื้นดำ มีจุดสีเขียวๆ ประปรายอันซิ่วเอ๋อร์มองไม่ค่อยชัด จางเจิ้นอันจึงเอาไปวางไว้ใต้โต๊ะ ทันใดนั้นลายดอกไม้ไฟในภาพวาดก็เรืองแสงชัดเจนขึ้น
"มันเรืองแสงได้ด้วยรึ? ทำได้อย่างไรเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ถาม
"ภาพนี้ใช้สีพิเศษข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผสมอะไรไว้บ้าง แค่เดาว่าเจ้าอาจจะชอบ ก็เลยซื้อมันมา"
"ข้าชอบมากเจ้าค่ะ!" อันซิ่วเอ๋อร์จ้องดอกไม้ไฟในภาพ ตาเป็นประกายในใจพลันอยากเห็นดอกไม้ไฟของจริงขึ้นมา
"อีกสองวันก็ปีใหม่แล้วถึงตอนนั้นเรามาจุดดอกไม้ไฟกัน" จางเจิ้นอันกล่าว
"อีกตั้งสองวันหรือเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์ทำท่าเหมือนรอไม่ไหว
"ถ้าเช่นนั้น คืนนี้เราก็จุดกันเลย!"จางเจิ้นอันรีบเปลี่ยนคำ
"ดีเจ้าค่ะ!" อันซิ่วเอ๋อร์รีบพยักหน้า
จากนั้น จางเจิ้นอันก็นำของอื่นๆในหีบออกมาแนะนำให้อันซิ่วเอ๋อร์ทีละชิ้น ของเหล่านี้มีทั้งของล้ำค่าและของเล่นแปลกๆ เล็กๆ น้อยๆ
ผงชาดสีประหลาดกล่องหนึ่งผงเขียนคิ้วสีเขียวกล่องหนึ่ง ปิ่นหยกโบราณอันหนึ่งหรือแม้แต่ตุ๊กตาสุนัขเซรามิกตัวน้อย เพราะอันซิ่วเอ๋อร์เกิดปีจอวันนั้นจางเจิ้นอันเห็นเจ้าหมาอ้วนตัวนี้วางขาย รู้สึกว่าน่ารักดี จึงซื้อกลับมา
ยังมีป๋องแป๋งอันเล็กๆ อันหนึ่งได้ยินว่าหน้ากลองทำจากหนังตัวกุย สัตว์ในตำนาน เพียงเขย่าเบาๆก็จะได้ยินเสียงราวกับลมจากยุคโบราณ
มีหอยสังข์อันหนึ่ง ว่ากันว่าถ้าเอาแนบหูจะได้ยินเสียงทะเล อันซิ่วเอ๋อร์ลองแนบหูฟังอยู่นาน ก็ได้ยินเสียงลมจริงๆแต่เสียงลมนั้นน่าจะมาจากข้างนอกมากกว่า
ในนี้ยังมีตุ๊กตาไม้ซ้อนกันชุดหนึ่งตัวนอกเปิดออกมาก็เจอตัวเล็กข้างใน น่าสนใจดี
ยังมีกระบอกกลมอันหนึ่ง พอมองเข้าไปข้างในก็จะเห็นลวดลายหลากสีเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จางเจิ้นอันบอกว่าเรียกว่ากล้องสลับลาย