บรรยากาศยามเช้าสดใสจากแสงแดดภายนอก ไม่อาจทำให้ห้องรับประทานอาหารของคฤหาสน์เศวตฉัตรนั้นสุกใสตามไปด้วย ทั้งๆที่วันนี้อาหารถูกวางกันเรียงรายหน้าตาตากิน มีอาหารหลายเชื้อชาติที่แม่บ้านตั้งใจทำมาเป็พิเศษเพราะยังไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงคนใหม่ของบ้านโปรดปราณสิ่งใดที่สุด กลิ่นหอมของอาหารไม่อาจตลบอบอวนกลบกลิ่นคุกกรุ่นของผู้เป็ประมุขของบ้านที่ยังคงทำหน้าบึ้งตึง
“โธ่เว้ย” เสียงพันลพสบถดังลั่นบ้านด้วยความไม่พอใจ หลังจากได้อ่านหนังสือพิมพ์ พลอยทำให้สุชาดากับขิม รวมถึงบ่าวรับใช้ในบ้านสะดุ้งเฮือก
“ผมขอโทษครับท่าน” พิศุทธิ์ผู้ช่วยคนสนิทของพันลพก้มหน้ารับผิด เพราะเขาได้รับหน้าที่ให้ไปเคลียร์ปัญหากวนใจพันลพ ปิดข่าวจากนักข่าวทุกสำนัก แต่ก็ต้องทำให้พันลพไม่พอใจ เมื่อยังมีข่าวนี้เล็ดรอดออกไปได้
เมื่อเห็นสีหน้าพันลพไม่ดีนัก พิศุทธิ์จึงอาสาจะไปจัดการสำนักข่าวที่ตีพิมพ์ข่าวนี้ออกมา
“ให้ผมไปจัดการไหมครับนาย” พิศุทธิ์เอ่ยถาม
“ไม่เป็ไร” พันลพยกมือขึ้นปราม เพราะป่านนี้ข่าวนี้คงไปไกลมากแล้ว ทั้งแเื่ที่มาเห็นเหตุการณ์ในงาน ทั้งที่ลงในโซเชี่ยลมีเดีย พยายามปิดเท่าไหร่ก็คงไม่มิด
“ผมต้องขอโทษคุณจริงๆสุชาดา ไม่คิดว่าเ้าลูกชายตัวดีของผมมันจะกล้าสร้างเื่แบบนี้ขึ้นมา” พันลพหันไปบอกพลางกุมมือผู้หญิงที่นั่งข้างตนอย่างปลอบประโลม
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจว่าที่ลูกทำไปเพราะหวงคุณ ฉันคนเป็แม่มีลูกติดเหมือนกันก็เข้าใจว่าลูกรู้สึกอย่างไร” สุชาดาทำสีหน้าอ่อนลง มองพันลพอย่างเห็นใจ ก่อนที่พันลพจะมองตามไปที่ขิมที่นั่งอยู่ถัดจากแม่ของตน ทำให้ขิมต้องรีบยิ้มเจื่อนๆให้คนเป็ผู้ใหญ่ไป
“หึ ไม่หรอกครับ หนูขิมแกดูเป็คนเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย ไม่เหมือนลูกชายผม เป็พี่สะเปล่าไม่ได้เื่จริงๆ” พันลพว่าเป็การพูดเอาใจสุชาดาว่าเธอเลี้ยงลูกดี
“แหม่คุณค่ะ ขิมเองถึงจะเป็เด็กเรียบร้อยแต่ก็หัวอ่อนเกิน ความรับผิดชอบ ความสามารถก็ไม่เท่านับพันลูกชายคุณหรอกค่ะ คุณเนี่ยสอนลูกทำงาน วางตัวในสังคมก็ดี คุณนับถึงได้ดูภูมิฐานเหมือนคุณ” สุชาดาแกล้งยอ จนคนถูกยอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทิ้งให้ขิมเองที่นั่งอยู่รู้สึกค่อยๆจางหายไป เธอไม่ชอบเลยที่แม่เป็แบบนี้ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แม่ของเธอ มันก็แค่คำพูดยกยอปอปั้นในแบบที่ขิมเองไม่ชอบ
“ขิมอิ่มแล้ว ขิมขอตัวไปข้างนอกก่อนนะคะ” ขิมพูดบอกหลังจากที่เห็นผู้ใหญ่ทั้งสองคนมองตากันหวานซึ้งบนโต๊ะอาหาร
“หนูขิมจะไปไหนลูก ให้คนขับรถไปส่งไหม” เป็พันลพเองที่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็การแสดงว่าตนห่วงใยคนในครอบครัวสุชาดา
ขิมหันไปยิ้มให้ผู้ใหญ่ที่มีเมตตาก่อนจะพูดบอก
“ไม่ต้องใช้คนขับรถดีกว่าค่ะ ขิมแค่จะไปหางานพาร์ทไทม์ทำ”
“หนูจะไปหางานทำทำไมลูก” พันลพถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะเขาเองก็คิดว่าจะเลี้ยงดูขิมอีกคนให้อยู่สุขสบาย
“ขิมไม่อยากทำตัวเป็ภาระคุณลุงค่ะ ขิมเองก็โตมากแล้ว คงต้องช่วยเหลือตัวเองบ้าง” ขิมพูดบอก เพราะเธอยังมีความรู้สึกที่ว่าตัวเองเป็ส่วนเกินของบ้านหลังนี้
แต่นั้นมันก็ทำให้สุชาดาไม่พอใจ เธอหันไปชักสีหน้าใส่ลูกสาวทันที นิ้วมือกรีดกรายเลื่อนเข้าไปใต้โต๊ะหยิกขาอ่อนของลูกสาวตนอย่างแรงจนขิมเ็ป แต่ก็ต้องทำสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ขิมไม่ต้องไม่ทำงานแล้วนะลูก มหาลัยที่แม่วานให้คุณพันลพเขาจัดการให้ใกล้จะเปิดแล้ว หนูไปเตรียมตัวท่องหนังสือดีกว่า” สุชาดาบอกลูกลากเสียงยานเหมือน้าเน้นทุกคำให้ขิมปฏิบัติตาม
ฝ่ายขิมเองก็ใไม่น้อย ก่อนหน้านี้ขิมคิดว่าจบม.6 เธอก็จะหางานทำแล้วออกไปจากที่นี่
“เรียนที่ไหนคะแม่” ขิมถามด้วยความสงสัย
“มหาลัย X ลูก”
“แต่แม่ค่ะ ที่นั้นค่าใช้จ่ายสูงมากเลย ถ้าจะให้ขิมเรียนต่อ ก็หาที่ค่าใช้จ่ายมันต่ำกว่านี้หน่อยไม่ได้เหรอคะ” ขิมพูดบอกด้วยความใ เพราะมหาลัย X เป็มหาลัยเอกชนชื่อดัง เธอเคยได้ยินว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก แถมคนที่ไปเรียนส่วนใหญ่ก็พวกลูกคนรวยๆทั้งนั้น แบบนี้เป็ไปไม่ได้เลยที่เธอจะไม่พึ่งพาเงินจากพันลพถ้าไปเรียนที่นั่น
“ขิมหนูไม่ต้องใขนาดนั้นก็ได้ลูก คุณพันลพจะจัดการส่งเสียค่าเล่าเรียนทั้งหมดของหนูเอง” สุชาดาบอกลูกสาว มือที่หยิกเนื้อนิ่มก็คลายออกแต่ยังไม่ปล่อย ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับพันลพ
“คุณดานี่เลี้ยงลูกดีจังเลยนะครับ รู้จักเกรงใจผู้ใหญ่ หนูไม่ต้องเป็ห่วงหรอก ตอนนี้หนูขิมก็เหมือนลูกสาวอีกคนของฉันแล้ว” พันลพบอกด้วยแววดตาโอบอ้อมอารี แม้ในใจจะครุ่นเคืองเล็กน้อย ที่เด็กสาวตรงหน้าพูดจาห่างเหินเหมือนไม่อยากรับน้ำใจของตน
“หนูรับไม่ได้หรอกค่ะ มันมากเกินไปจริงๆ หนูไม่อยากเรียนมหลัย X เดียวหนูไปหาที่เรียนที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่านี้ดีกว่าค่ะ” ขิมพูดบอกเพราะเธอไม่อยากให้ตัวเองดูหน้าสมเพชไปกว่านี้แล้ว เธอเห็นคนรับใช้ในบ้านใช้สายตาดูแคลนเธอก็แย่มากพออยู่แล้ว เธอไม่ได้หน้าด้านหน้าทนทำตัวไม่รู้สึกรู้สาเหมือนแม่ของเธอ ยิ่งต้องให้พันลพมาเลี้ยงดูเธออีกคน เธอคงได้เป็ได้แค่กาฝากแบบที่คนเขาคิดกัน
คำพูดของขิมขัดหูคนฟังอย่างแม่เธอ ทำให้นิ้วกรีดการบจงใจบิดไปที่ขาเธออีกครั้ง คราวนี้แม่หันหน้ามามองเธอด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ แต่พันลพเองไม่มีทางได้เห็นสีหน้านั้นเป็แน่ ขิมละสายตาจากแม่ก่อนที่จะเริ่มหันมองจานอาหารตรงหน้า แล้วค่อยๆก้มหน้าลง เธอเจ็บแต่ก็ไม่สามารถแสดงอาการออกมาได้ ทำให้เธอทำได้แค่ก้มหน้าหลุบสายตามามองจานอย่างเหม่อลอย เพียงเพราะไม่อยากเห็นสายตากดดันจากแม่ของเธอ
“ไม่น่ารักเลยนะหนูขิม ฉันรู้ว่าหนูเป็เด็กดี แต่แบบนี้ไม่มีมารยาทเลย ผู้ใหญ่เขาอยากให้ หนูควรขอบคุณแล้วรับไว้พอ ถ้าคนระดับเดียวกันให้ของหนูเกรงใจ สำหรับเขาหนูคงจะน่ารักมาก แต่สำหรับฉันที่ให้อะไรหนูได้โดยที่ฉันไม่เดือดร้อน แต่หนูปฏิเสธว่าไม่อยากได้แบบนี้ คิดถึงหน้าฉันบ้างสิ หน้าฉันจะเป็อย่างไร” พันลพพูดบอก เขามองขิมพลางในใจก็รู้สึกว่าขิมไม่ยอมเปิดใจให้เขาเป็ส่วนหนึ่งในครอบครัวสักนิดเดียว นั้นทำให้เขาไม่พอใจเป็อย่างมาก
“ขิมขอโทษค่ะ” เมื่อฟังผู้ใหญ่ว่าดังนั้นเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เธอหันไปไหว้ขอโทษพันลพ ก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆไหลออกมา ทั้งหมดไม่ใช่ที่พันลพดุเธอสะทีเดียว แต่มาจากความกดดันที่ผู้เป็แม่มอบให้ต่างหาก
คนเป็แม่เมื่อเห็นท่าจะไม่ดีเลยเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“เอาเป็ว่าเื่นี้จบแล้วนะคะ ยัยขิมนี่ก็จริงๆเลยโดนดุนิดเดียวก็ต่อมน้ำตาแตกสะได้” สุดาพูดกลบเกลื่อน หันไปยิ้มให้พันลพ ขิมเองที่ทนเห็นแม่ของตนเสแสร้งไม่ได้อีกต่อไปจึงขอตัวก่อน