ตอนที่ 22
วิกฤตตำหนักอัคคี (4)
หลังจากที่ได้ยินคำตอบของหานเฟิง หยุนซินถงก็พลันต้องถามขึ้นอีกครา
“ ผ ผู้พิทักษ์!!! ผู้พิทักษ์ต้องไม่ออกจากโถงมิใช่หรือ?”
หากมิต้องรอให้ผู้ใดตอบ ศีรษะอันใหญ่โตของอสรพิษตะวันแดง ก็มุดลอดออกมาจากช่องทางเดิน ยืนยันให้นางได้เห็นชัดเต็มสองตา หยุนซินถงพลันหน้าซีดเผือดลง สองขากลับกลายเป็สั่นสะท้าน ที่แต่เดิมก็ถูกคำสาปพันธนาการ กลับกลายเป็ก้าวไม่ออกไปในทันที
“ โฮกกกกกกกก….” อสรพิษตะวันแดงคำรามกร้าว แววตาสาดประกายดุร้าย เป้าหมายที่จับจ้อง ชายหนุ่มผู้ปลดปล่อยเปลวไฟที่มีกลิ่นอายของหยางผู้นั้น
ฉับพลันมันก็เปิดอ้าริมฝีปาก พ่นลมหายใจที่ร้อนระอุ เป็อัคคีธาตุร้อนแรง เปลวอัคคีม้วนตลบ กลายเป็เกลียวคลื่นถาโถมรุนแรง
ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กระทั่งคำสั่ง “ แยกย้าย” ยังค้างอยู่ที่ปากของหานเฟิง เดิม มันที่ตั้งใจ คือใช้ตัวเองล่องูไปอีกทาง ปล่อยให้องค์หญิงวิ่งไปอีกทาง หากมันกลับไม่คาด เปิดตัวออกมา เ้างูั์ก็ต่อด้วยพ่นไฟ
คลื่นเปลวไฟร้อนแรงมาแล้ว รวดเร็วยิ่ง ตัวมันนั้นหลบได้ แต่นางเล่า? เท้าก็ถูกคำสาปพันธนาการ ต่อให้เลี่ยงหลบ ก็ยังไม่ทัน
‘ ทิ้งนาง…’ นั่นจึงเป็ความคิดแวบแรก
ทว่า...
‘ ไม่ได้... บนร่างนางฝังประทับิญญา หากนางตกตาย ภาพ ก่อนตายของนาง จะฉายชัดออกมาซึ่งตัวข้า ที่กลายเป็คนบาป หนีเอาตัวรอด ทอดทิ้งองค์หญิงให้ตกตาย…’
‘ ถ้าแค่ลำพังตัวข้านั้น ก็แล้วไปเถอะ แต่…’
‘ จะให้บิดามารดามาเดือดร้อนอีกไม่ได้..’
เพราะไม่อาจกระทำผิดต่อบิดามารดาเป็ครั้งที่สอง หานเฟิงจึงไม่อาจเลือกทิ้งองค์หญิงให้ตกตาย
ส่วนองค์หญิง นาง ที่คราแรกเห็นอสรพิษตะวันแดงโผล่หน้ามา ก็พลันตระหนกจนใบหน้าซีดเผือด นาง ที่ถึงแม้จะมีศักดิ์ฐานะสูงส่งเป็ถึงองค์หญิง หากนางก็เป็สตรีที่เกลียดกลัวงูยิ่งผู้หนึ่ง เพียงแค่แรกเห็น เส้นขนทั่วร่างก็ลุกตั้งชี้ชัน สองขาก็สั่นสะท้าน สองตาก็ได้แต่จับจ้องมองไปยังอสรพิษั์ใหญ่ที่อ้าปากพ่นไฟ
ในครรลองสายตาของนางยามนี้ เห็นเพียงแต่คลื่นอัคคีถาโถมเข้ามา หากทว่าสองขาไม่อาจก้าวออก สองั์ตาดำขลับก็สะท้อนเห็นเป็เปลวเพลิงแดงชาดเต้นระริกอยู่ด้านใน แต่แล้ว มุมภาพที่เห็นกลับเปลี่ยนผัน รู้สึกตัวอีกคราก็ถูกลำแขนหนาแกร่งของชายหนุ่มรวบขา จับลำตัวขึ้นแบกพาดบ่า ศีรษะห้อยตกอยู่ด้านหลังของมัน
“ ว๊ายยย…” นางร้องด้วยความตระหนกออกมาคราหนึ่ง ปากก็อ้าเปิดเตรียมกล่าวให้ปล่อย หากสองตาเหลือบเห็นคลื่นอัคคีโถมทะยานเข้าใกล้ ริมฝีปากจึงจำต้องประกบปิดลง ฝืนกลืนถ้อยคำลงไป
หานเฟิงที่พอแบกนางขึ้นมาได้ ก็หยั่งเท้าก้าวออก ลำแสงสีขาวกระพริบวาบ เป็ดาราวาบวับอันจัดเจน พอโผล่ตัวอีกครา ก็หลบรอดจากคลื่นเปลวเพลิงมาได้สำเร็จ หากกระนั้น หานเฟิงยังไม่คิดจะหยุดพัก หลบหนีทั้งทีต้องสะลัดให้หลุดไปในคราเดียว
เม็ดยาฟื้นลมปราณถูกเรียกออกมาเตรียมไว้ในมือ ลำแสงสีขาวกระพริบวาบ...
หนึ่งก้าว...
สองก้าว...
สามก้าว...
สี่ก้าว...
สุดแค่เพียงก้าวที่สี่ หานเฟิงก็กลับมาหยั่งเท้าวิ่งปกติ หน้าอกมันหอบสะท้อนหนักหน่วง การเผาผลาญลมปราณของดาราวาบวับมากมายสุดคณา ด้วยเหตุนี้ ดาราวาบวับจึงไม่เหมาะที่จะเอามาใช้แทนการเคลื่อนที่ทั่วๆไป
หานเฟิงเหลียวหน้ามองดูด้านหลัง ขบคิดไปว่า คงสลัดพ้นไปแล้วกระมัง จากนั้นก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
“ ม เมื่อครู่นี้เ้าทำได้เช่นไร...” ผู้กล่าวย่อมเป็หยุนซินถง นางตระหนกยิ่ง ทุกคราที่แสงสีขาวกระพริบวาบ ก็พลันรู้สึกว่ามุมภาพการมองเห็นเปลี่ยนไปในทุกที กระทั่งคลื่นความร้อนที่แผ่พุ่งตามมา ก็ยังถูกทิ้งหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“.................” หานเฟิง
หานเฟิงย่อมไม่ตอบ เดิม ดาราวาบวับก็เป็หนึ่งในไพ่ลับที่มันไม่คิดใช้ออกมาให้ใครเห็น ทว่า สถานการณ์บีบคั้นจำเป็ จึงอย่างไรก็ต้องใช้ออกมา
ตัวมันถือคติที่ว่า มีดีจึงแสดงออก หากที่แสดงออกยังต้องเก็บซ่อนไว้ซึ่งความสามารถที่แท้จริง ประสบการณ์หนึ่งชีวิตสอนให้มันทราบ การเปิดเผยทุกสิ่งอย่างไม่อาจนำไปสู่เส้นทางที่สะดวกดาย
“ ท่านควรช่วยข้ามองหาทางแยก เราต้องแยกกัน หากเ้างูนั่นตามมาข้าจักล่อมันไปอีกทาง แบกท่านไว้เช่นนี้ ลำบากยิ่ง…” หานเฟิงกล่าว
“ เ้าว่าข้าเป็ภาระ?” หยุนซินถงคิ้วกระตุก
“ รึไม่ใช่?...” หานเฟิงย่อมไม่กลัวการกล่าวความจริง
“ ..............” หยุนซินถงพูดไม่ออก ใช่ นางเป็ภาระ สองเท้าเพียงพบงูก็ก้าวไม่ออก ลมปราณก็ถูกผนึกใช้การไม่ได้ แต่... ไม่เคยมีผู้ใดบอกว่าองค์หญิงเช่นนางเป็ภาระมาก่อน
ยามนี้หานเฟิงใช้ดาราวาบวับหลบหนีมาไกลแล้ว กว่าที่อสรพิษตะวันแดงจะตามมาทันก็คงเป็อีกสักระยะ สิ่งที่มัน้า คือทางแยก ทิ้งองค์หญิงที่เป็ภาระเอาไว้ ก่อนที่ตัวมันจะเร้นหนีล่อหลอกไปอีกทาง
ทว่า…
อสรพิษตะวันแดงคล้ายไม่้าให้มันได้กระทำเช่นนั้น...
“ โฮกกกกก…”
เสียงคำรามอย่างคลุ้มคลั่งไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว หานเฟิงที่ได้ยินถึงกับสะดุ้ง ในใจขบคิดไปว่า ไฉนมาเร็วยิ่ง หากมิทันได้เหลียวหน้ากลับไปเสียง หวีดร้องดังแสบหูขององค์หญิงก็ดังขึ้นมา
“ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด.....”
ทั้งเป็ชั่วขณะเวลาเดียวกับที่ ััิญญาของหานเฟิง จับสัญญาณของอสรพิษตะวันแดงที่พุ่งจู่โจมมาอย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนกระทั่งว่าลมหายใจร้อนระอุของมันพ่นกระทบแผ่นหลังแล้ว...
แสงสีขาวกระพริบวาบ หานเฟิงใช้ดาราวาบวับหลบลอดไปอย่างฉิวเฉียด แผ่นหลังของมันหลั่งเหงื่อเย็นเหยียบ ขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมเ้าอสรพิษตะวันแดงจึงได้เปลี่ยนเป็รวดเร็วถึงเพียงนี้
“ ตูมมม..” อสรพิษตะวันแดงจู่โจมเข้าใส่พื้นศิลาที่ว่างเปล่าจนบังเกิดเสียงดังะเื
กระทั่งยามที่หานเฟิงเหลียวหน้ากลับไป ก็พลันกระจ่างแจ้ง หากต้องเคร่งเครียดขึ้นในทันตา ภาพที่เห็น อสรพิษตะวันแดงที่ลำตัวดำขลับกลายเป็แดงฉาน กลิ่นอายดุร้ายคลุ้มคลั่ง ระดับพลังก็คล้ายจะถูกยกขึ้นเป็เท่าตัว
“ แก่นโลหิต!!! ทำไม...จึงใช้ออกมาได้? นี่ผิดวิสัยเกินไปแล้ว... ” หานเฟิงกล่าวอย่างเคร่งเครียด
อย่างที่ทุกคนตระหนักทราบ แก่นโลหิตคือพื้นฐานสำคัญในการบ่มเพาะ ไม่ว่าจะในมนุษย์หรือสัตว์อสูร การใช้ออกด้วยแก่นโลหิตก็มิต่างจากการสั่นคลอนรากฐานของตัวเอง แม้จะช่วยให้ระดับความสามารถเพิ่มสูงขึ้นมาอย่างก้าวะโ หากเป็แค่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดลง ผลกระทบที่ตามมาย่อมรุนแรง ระดับพลังถดถอย กระทั่งการยกระดับคืนกลับมายังเต็มไปด้วยความยากลำบาก บ้างถึงกับไม่อาจหวนคืนสู่ขอบเขตความสำเร็จเดิมได้อีกตลอดการ ทว่า กับสัตว์อสูรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพิทักษ์ด่านสมควรใช้แก่นโลหิตออกมาได้ด้วยหรือ? นี่คือคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบของหานเฟิง...
ร่างอันใหญ่โตของอสรพิษตะวันแดงที่แต่เดิมก็เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วอยู่แล้ว พอยิ่งมาได้ขีดความสามารถจากการใช้ออกด้วยแก่นโลหิต ก็ยิ่งกลายเป็รวดเร็วฉับไว การทิ้งห่างด้วยดาราวาบวับติดๆกันหลายก้าวของหานเฟิงกลับกลายเป็เื่ราวที่สูญเปล่าไปโดยพริบตา
‘ ขืนเป็แบบนี้แย่แน่... ดาราวาบวับสูบกลืนลมปราณมากไป หากใช้ต่อเนื่อง เม็ดยาได้ฟื้นฟูลมปราณคืนมาไม่ทันเป็แน่...’
เพราะโอสถเม็ดยามิใช้ยาวิเศษ ที่พอกลืนกินเข้าไปแล้วจะเพิ่มพูนลมปราณขึ้นมาในทันตา ยังต้องมีเวลาให้ย่อยสลายดูดซับ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สิบยี่สิบลมหายใจก็จะสำเร็จในทันที
แม้จะทราบเช่นนั้น หากดาราวาบวับกลับเป็เพียงเคล็ดวิชาเดียวที่จะสามารถหลบลอดจากการจู่โจมราวสายฟ้าแลบของมัน
“ ตูมมมม..” เสียงะเืเลือนลั่นดังขึ้นอีกครั้งจากการจู่โจมของอสรพิษตะวันแดง
ซึ่งััิญญาของหานเฟิงยังคงตรวจจับและสามารถใช้ดาราวาบวับหลบลอดออกมาได้อย่างทันท่วงที แม้ระยะห่างที่หลบหนีออกมาจะมองเห็นได้ว่ามาก แต่หากเพียงไม่กี่อึดใจเ้าอสรพิษตะวันแดงก็ยังคงรุกไล่ตามมาทัน
เดิม หานเฟิงคิดว่า ตัวมันมีเวลามากพอที่จะเสาะหาเส้นทางที่จะทิ้งองค์หญิงผู้เป็ภาระพระองค์นี้เอาไว้ หากทุกสิ่งอย่างกลับผิดพลาดไปหมดหานเฟิงเองก็ย่อมคาดไม่ถึงว่าอสรพิษตะวันแดงจะสามารถใช้งานแก่นโลหิตออกมา
“ ตูมมมม..” เสียงดังะเืเลื่อนลั่นดังขึ้นอีกครั้ง ดังจากจุดที่หานเฟิงคงอยู่เมื่อครู่ ทั้งเป็มันสามารถใช้ดาราวาบวับหลบลอดออกมาได้อย่างฉิวเฉียด
‘ แบบนี้ไม่ดีแน่ เม็ดยาฟื้นฟูลมปราณ เริ่มที่ฟื้นฟูไม่ทันแล้ว...’
‘ อย่างมากก็ใช้ดาราวาบวับหลบหนีได้อีกไม่กี่ครา หากคำนวนรอบการโจมตีของมันแล้ว ยังคงไม่พอ...’
‘ ต้องคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างแล้ว…’
“ ตูมมมม..” เพียงคิดได้แค่สองสามประโยคมันก็จู่โจมเข้ามาอีกละลอกแล้ว
‘ บัดซบ มันกะไม่ให้เวลาข้าได้ขบคิดแม้แต่น้อย...’ หากหานเฟิงย่อมใช้ดาราวาบวับหลบเลี่ยงมาได้อีกครั้ง
‘ นางเป็ถึงราชวงศ์ น่าจะมีของดีติดตัวอยู่บ้างกระมัง?…’ หานเฟิงคิดไปถึงตัวภาระที่อยู่บนบ่า
“ องค์หญิง…” มันจึงเรียกหานาง แต่...
“ …………” เงียบ
“ องค์หญิง ท่านยังมีสติอยู่ดีหรือไม่?...”
“ …………” ยังคงเงียบ
หานเฟิงชักสงสัยว่า ศีรษะที่ห้อยอยู่ด้านหลังใช่สองตาเหลือกถลนน้ำลายฟูมปากไปแล้วหรือไม่ ทว่า มัน้าความช่วยเหลือ จะอย่างไรก็ต้องปลุกเรียกนางให้ตื่นขึ้นมา แต่จะปลุกอย่างไร?... กระทั่งวิ่งหนีเสียงดังตูมตามเช่นนี้ก็ยังคล้ายว่านางจะไม่ได้สติ คิดไปคิดมาสายตาเ้ากรรมก็ดันเหลือบไปเห็นแก้มก้นดีดเด้งเต่งตึง
ไม่รอช้า ซัดออกไปหนึ่งฝ่ามือ...
“ เพี๊ยะ….” เสียงเนื้อเน้นๆดังกังวาน
“ โอ้ยยยย…!!!!!”
“ จ จ เ้าตีก้นข้า...” นางแผดเสียงกลับมาอย่างขุ่นเคือง ทั้งใบหน้าก็แดงฉานด้วยความอับอาย
“ เรียกท่านอยู่เป็นานไม่ขานตอบ นึกว่าสิ้น….” หากพูดไม่ทันจบความ ััิญญาก็บอกมันให้รู้ว่า เ้าอสรพิษตะวันแดงพุ่งจู่โจมมาอีกระลอกแล้ว
“ ตูมมมม..”
“ เป็ข้านึกว่าท่านสิ้นสติไปแล้ว” หานเฟิงรีบกล่าวต่อ ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้นในระยะที่ห่างออกไปจากจุดโจมตี ทว่า น้ำเสียงของมันตอนนี้ฟังดูอ่อนแรงยิ่ง
“ ข..ข้า ข้า เปล่าสิ้นสติ..”
ใช่ นางเปล่าสิ้นสติ แต่ที่นางไม่ตอบเมื่อครู่ เป็เพราะห้วงสติของนางหลุดลอยไปั้แ่การจู่โจมของอสรพิษตะวันแดงในคราแรกแล้ว ภาพที่นางเห็นมิได้เป็เช่นที่หานเฟิงเห็น เพราะศีรษะนางอยู่ด้านหลัง ทุกครั้งคราที่อสริษตะวันแดงจู่โจมมา นางจำต้องเห็น ขากรรไกรที่อ้ากว้าง คมเขี้ยวเรียวเล็กที่ขึ้นเรียงลายเต็มช่องปาก ไหนจะน้ำลายเหนียวข้นน่าสะอิดสะเอียด กระทั่งลิ้นสองแฉกแดงฉานก็ยังคล้ายว่าจะตวัดออกมาเลียอยู่บนใบหน้าของนาง
สำหรับนาง ทุกการจู่โจมของอสรพิษตะวันแดง ก็คล้ายกับว่านางได้ตกตายไปแล้ว... ไหนเลยที่นางจะคาดคิดว่าสามารถหลบเลี่ยงคมเขี้ยวออกมาได้อย่างฉิวเฉียดเช่นนี้ไปเสียทุกครั้งครา
“ เื่นั้นไว้ก่อน...” หานเฟิงกล่าวขึ้น “ ตอนนี้ ข้าจะบอกท่านว่า ข้าฝืนเลี่ยงหลบเช่นนี้ต่อไป ได้อีกไม่กี่ครั้งแล้ว”
ได้ยินคำของหานเฟิง ก็พลันให้หยุนซินถงตระหนักได้ทันทีถึงสิ่งที่เรียกว่าวิกฤต “ ช เช่นนั้นต้องทำอย่างไร?...”
“ ท่านถูกผนึกปราณ จึงเปิดแหวนมิติไม่ได้ใช่หรือไม่…”
“ ใช่...กรี๊ดดดดดดดดดดดดด…”
คำตอบมาพร้อมกับเสียงหวีดร้องของหยุนซินถง ก่อนที่หานเฟิงจะใช้ดาราวาบวับเคลื่อนหลบไปได้อีกครา
“ ตูมมมม..”
“ เช่นนั้นบนตัวท่านมีเครื่องรางอาคมบ้างหรือไม่ จะเป็เครื่องรางคุ้มกันหรือเครื่องรางโจมตีก็ได้ ข้า้าเพียงเวลา่หนึ่ง”
“ เครื่องราง?... เครื่องรางคุ้มกันข้ามอบมันเป็ของขวัญแรกพบหน้า ให้กับนางไปแล้ว”
“ นาง…? ” หากมิต้องรอให้หานเฟิงสงสัย หยุนซินถงก็เฉลยออกมาเอง
“ เป็เทพธิดาเหมันต์”
หานเฟิงพูดไม่ออก แต่นั่นก็สิทธิ์ของนาง จะมอบให้ใครนั่นก็เป็เื่ของนาง “ แล้วมีอีกหรือไม่?”
“ เอ่อ...จะว่ามีก็มีอยู่ เป็เครื่องรางจู่โจม…แต่...” คล้ายกับหยุนซินถงไม่ยินดีที่จะนำมันออกมา หากหานเฟิงมิยินยอมให้นางได้ทำเช่นนั้น มันเร่งเร้าเรียกหาจากนางโดยพลัน
“ ประเสริฐ ไม่ต้องมีแต่แล้ว รีบถอดมันออกมาให้กับข้าเร็ว...” ในเมื่อนางไม่อาจใช้ลมปราณได้ เช่นนั้นก็มีเพียงมันที่สามารถส่งกระแสลมปราณไปกระตุ้นเครื่องรางให้ทำงาน
“ ม ไม่ได้ ว้ายยย…”
เสียง “ ว้ายยย...” ของหยุนซินถงย่อมมาจากระลอกการจู่โจมของอสรพิษตะวันแดง
“ ตูมมมม..”
“ ทำไมไม่ได้?” หานเฟิงถามขึ้นทันทีหลังจากใช้ดาราวาบวับหลบรอดออกมา หากน้ำเสียงฟังดูกลับยิ่งอ่อนระโหยโรยแรง
“ ข้าหยิบมันออกมาไม่ได้ มือข้าเอื้อมไปไม่ถึง”
“ อยู่ที่ใด?” หานเฟิงไม่คิดรีรอ นางหยิบไม่ถึงมันก็ต้องหยิบเอง
“ เอ่อ...ข้าผูกห้อยไว้กับเอว”
“ เอว...ที่ใด? ไม่เห็นมี” เอวของนางอยู่ใกล้กับระดับสายตาของมัน มันจึงมองเห็น
“ ข้าผูกไว้ด้านใน สวมชุดทับไว้...ว๊ายยยยยย”
ครานี้ไม่ใช่เสียแตกตื่นใจากอสรพิษตะวันแดงที่จู่โจม หากสิ่งที่จู่โจมกลับเป็มือของหานเฟิง
“ ย.. หยุดนะ!!! อ.. เอามือ ข..ของเ้าออกไป ด..เดี๋ยวนี้”
หานเฟิงที่ตกอยู่ใน่เวลาคับขันย่อมไม่สนใจข้อห้ามสตรีบุรุษ ทั้งไม่สนใจว่านางจะเป็องค์หญิงอันใด เพียงนางไม่ตาย มันไม่ตาย ต่างก็ล้วนประเสริฐด้วยกันทั้งสิ้น
มือของมันล้วงผ่านชายกระโปรงไล้ไปตามท่อนขาเรียวยาวจนเสียงกล่าวของนางยังต้องสั่นสะท้าน จากนั้นมือมารก็ไล้คลำไปทั่วหว่างเอวทั้งสองข้าง ปัดป่ายผ่านแก้มก้นเนียนนุ่ม กลับไม่พบเจอ
“ อยู่ที่ใด ทำไมข้าจึงคลำไม่พบ”
หยุนซินถงบัดนี้หน้าแดงเถือก กัดฟันแน่นด้วยความขุ่นเคืองอับอาย ไหนเลยนางเป็ถึงองค์หญิง กลับถูกลวนลามโดยบุรุษผู้หนึ่งที่ไม่แม้แต่จะรู้จักกัน
“ ตูมมมม..”
หานเฟิงใช้ดาราวาบวับหลบรอดมาได้อีกครั้ง หากฝีเท้าของมันเริ่มซวนเซแล้ว “ อยู่ที่ใด? ข้าเหลือลมปราณเลี่ยงหลบได้อีกแค่ครั้งเดียว” เสียงของมันอ่อนล้ายิ่ง
หยุนซินถงยามนี้อับอายยิ่ง หากยังเข้าใจถึงความจำเป็ ชีวิต จะอย่างไรก็สำคัญเป็ที่สุด จึงพลันกัดฟันะโออกมาเสียงดัง
“ ด่านล่าง... ตรงหว่างขา”
ได้ยินคำ “ หว่างขา” หานเฟิงก็ไม่คิดจะรั้งรอ แทรกมือเฉียดผ่านร่องก้น ล้วงลึกลงไปจนหยุนซินถงสะท้านไปทั้งทรวง ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามือของหานเฟิงไปเฉี่ยวััสิ่งใดเข้า นางจึงพลันบังเกิดปฏิกิริยาเช่นนั้นออกมา
หากในทันทีที่หานเฟิงล้วงลึกลงไป ก็คว้าถูกเข้ากับวัตถุบางอย่าง... มันเรียบลื่นกลบแบน ขนาดเท่าฝ่ามือ ให้ััคล้ายจะเป็หยก มันขบคิดว่าต้องใช่แน่ จึงกระชากดึงออกมา
ทันทีที่ปรากฏบนฝ่ามือ ก็เห็นเป็แผ่นหยกสีขาวกลมแบนเรียบลื่น มองเห็นแถวอักขระอาคมเล็กละเอียดจารึกไว้แน่นขนัด หานเฟิงชมดูก็ขบคิดไปว่า ‘...ลวดลายอักขระอาคมมากมายเช่นนี้ คงใช่เป็แน่กระมัง’ เพราะมันเองก็ไม่เคยเห็นเครื่องรางอาคมชั้นสูงของพวกบรรดาเชื้อพระวงศ์มาก่อน กระทั่งที่มันแข็งแกร่งขึ้นในชีวิตที่แล้ว มันก็ไม่แต่จะเคยเห็นเครื่องรางอาคมเหล่านี้อยู่ในสายตา
‘ เมื่อครู่เป็นางบอกว่าเครื่องรางจู่โจม ระดับเชื้อพระวงศ์คงไม่พบเครื่องรางระดับต่ำหรอกกระมัง... เช่นนั้นก็สมควรหยุดยั้งเ้าอสรพิษตะวันแดงได้สักระยะหนึ่งเป็แน่แล้ว...’ ประกายตาของหานเฟิงวาววับด้วยการคิดคำนวน สำหรับมัน ถ้าหยุดอสรพิษตะวันแดงเอาไว้ได้ย่อมมีแผนการขั้นต่อไป
ฉับพลันนั้นหานเฟิงก็หมุนตัวกลับ ทั้งเป็จังหวะเดียวกับที่อสรพิษตะวันแดงอ้าปากจู่โจมเข้ามา มันแสยะคมเขี้ยว มองเห็นหยดน้ำลายหนืดเหนียว มองเห็นลิ้นสองแฉกแดงฉาน มองเห็นความตายรออยู่เบื้องหน้าอย่างชัดเจน
ทว่า หานเฟิงไม่ตื่นตระหนก มันแผ่พุ่งลมปราณเข้าใส่แผ่นหยก จนอักขระอาคมเปล่งประกายเรืองรอง เครื่องรางทำงานแล้ว มันขว้างออก ตรงดิ่งเข้าไปในช่องลำคอของอสรพิษตะวันแดงอย่างแม่นยำ จากนั้น ลำแสงสีขาวก็กระพริบวาบ
ดาราวาบวับก้าวสุดท้ายถูกใช้ออกมา...
“ ตูมมมม..” เสียงปะทะของอสรพิษตะวันแดงที่จู่โจมใส่พื้นศิลาดังตามหลัง
ฝีเท้าของหานเฟิงกลายเป็ซวนเซจนแทบจะล้มลง หน้าอกก็หอบสะท้อนขึ้นลงอย่างหนักหน่วง หากมันยังคงไม่หยุดเท้าก้าวทะยาน ที่มัน้าคือเวลา หากมันมีเป้าหมายที่ต้องวิ่งไป
“ เมื่อครู่...เป็เครื่องรางใด?” หานเฟิงกล่าวเสียงแ่ มันเหนื่อยแล้วจริงๆ
หยุนซินถงที่บัดนี้อับอายสุนแสน หากยังคงได้ยินคำถามของมัน
“ หยกเพลิงกัมปนาท” นางกระแทกเสียงตอบมันอย่างขุ่นเคือง
“ หยกเพลิงกัมปนาท?...” หานเฟิงทวนคำครุ่นคิด คลับคล้ายคลับคลาว่ามันจะเคยรู้จักได้ยิน...
หากฉับพลันนั้น “ หืม!!! ท่านบอกว่า หยกเพลิงกัมปนาท?...” หานเฟิงะโขึ้นอย่างตื่นตระหนก
แม้จะเป็คำถาม หากแท้จริงเป็การแสดงออกซึ่งความตื่นตระหนกใ ใบหน้าของมันซีดเผือด ฝีเท้าที่ซวนเซกลับกลายเป็มั่นคงขึ้นมาในพริบตา จากนั้นก็คล้ายจะเห็นว่ามันได้เค้นเอาพละกำลังเฮือกสุดท้ายวิ่งทะยานไปอย่างสุดแรง ซึ่งถ้าหากว่า มันสามารถร่ายใช้ดาราวาบวับออกมาได้ มันก็จะร่ายใช้ออกมาอย่างไม่นึกเสียดายเลยแม้แต่นิดเดียว...
และที่ตามหลังฝีเท้าของหานเฟิงก็คือเสียงเสียงะเิดังะเืเลื่อนลั่น
“ บรึมมมมมมมม….”
แรงะเิรุนแรงยิ่ง อสรพิษตะวันแดงถูกชีกกระชากทำลายกลายเป็ธุลี เศษเนื้อหยาดโลหิตเหิดระเหยจนมิอาจกระเซ็น
กระทั่งหานเฟิงที่วิ่งนำยังรู้สึกได้ถึงพื้นศิลาอันกล้าแข็งที่สั่นะเื แม้สองขาจะอ่อนล้า หากยามนี้มันมิอาจหยุดพัก คลื่นกระแทกและเปลวอัคคีร้อนแรงสามารถแผดเผามันให้กลายเป็ธุลี ทว่า แรงะเิไล่หลังมาแล้ว จะอย่างไรคงหนีไม่ทัน… จบสิ้นแล้ว
หากใน่จังหวะนั้น มันพลันฉุดดึงหยุนซินถงลงมาโอบกระชับไว้แนบกาย
หยุนซินถงที่ยังคงตื่นตระหนกเพราะการะเิ นางที่แม้จะถือครองไว้ด้วยหยกเพลิงกัมปนาท หากนางไม่เคยรับรู้ถึงฤทธิ์เดชพลังทำลายล้างของมัน กระทั่งรู้สึกตัวอีกที ก็ถูกชายหนุ่มผู้นี้ฉวยโอกาสจากเรือนร่างของนางอีกครั้ง นางถูกมันกอดรัดแน่น หากแปลก ที่ครานี้นางกลับไม่รู้สึกรังเกียจมันแต่อย่างใด อ้อมกอดจากบุรุษ ใช่ว่านางจะมิเคยผ่าน แต่กับบุรุษผู้นี้ นางกลับรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นได้อย่างแท้จริง…
คลื่นกระแทกจากแรงะเิแรกปะทะเข้ากับแผ่นหลังของหานเฟิงก็เรียกเอาโลหิตคำโตให้ทะลักออกจากปาก กระแทกกระทั้นตัวมันจนหมุนคว้าง ลอยลิ่วปลิวไปตามเส้นทาง ก่อนที่คลื่นอัคคีจะม้วนตลบโถมทับกลืนกินมันเข้าไป…
ช่องทางเดินทั้งเส้น อัดแน่นไปด้วยเปลวอัคคีร้อนแรง ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดที่คงอยู่ ต้องไม่วายถูกเผาผลาญเป็ธุลี...