ตอนที่ 17
ฝึกฝนทักษะการต่อสู้
ตัวของลู่หานได้รังสรรค์มื้ออาหารชั้นยอดให้กับผู้เป็อาจารย์ของตนเอง เมื่อเ้าแปดของตนเองทำอาหารที่ดูดีทั้งหน้าตาและกลิ่นมาวางเอาไว้ตรงหน้ามากมายหวังเซียนฉิงก็ประหลาดใจเล็กน้อย
“ เ้าแปดข้าไม่คิดเลยนะว่าเ้าจะสามารถทำอาหารได้หน้าตาดีเช่นนี้ ” หวังเซียนฉิงมองอาหารที่ศิษย์ของตนทำมาให้ตรงหน้าอย่างประหลาดใจ
เบื้องหน้าของหวังเซียนฉิงมันคืออาหารชั้นยอดจำนวนห้าชนิดโดยไม่ซ้ำกันเลยสักจาน อาหารหน้าตาดีส่งกลิ่นหอมกรุ่มเชิญให้ได้ลิ้มลอง ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬประหนึ่งขนของอีกาที่นั่งอยู่ก็ไม่รีรอที่จะตักอาหารเบื้องหน้าเข้าปาก
หวังเซียนฉิงนิ่งเงียบไปหลังจากที่นำอาหารนั้นเข้าปาก ร่างกายของชายชราเริ่มสั่นลู่หานที่ยืนรอรับคำติชมอยู่ตรงหน้าก็พาลุ้นไปด้วยจนกระทั่ง
“ อร่อย!!!! ” หวังเซียนฉิงเปล่งเสียงออกมาด้วยท่าทางเช่นนั้นจริงใจด้วยไม่ปิดบังความรู้สึก
“ นี่เ้าแปดเ้าทำอาหารได้อร่อยเช่นนี้เลยงั้นรึข้าไม่คิดมาก่อนเลยนะ ” หวังเซียนฉิงเริ่มตักอาหารเข้าปากอย่างไม่หยุดมือ
ลู่หานที่ยืนอยู่ด้านหน้าเองก็ยกยิ้มออกมาจะไม่ให้เขาทำอาหารได้อร่อยได้เช่นไรกันก่อนที่เขาจะมาอยู่ที่แห่งนี้เขานั้นเป็ถึงเชฟในโรงแรมระดับห้าดาวเลยนะ
อาชีพก่อนที่ลู่หานจะมาอยู่ภายในร่างนี้เขามีอาชีพเป็เชฟที่ทำงานอยู่ภายในโรงแรมระดับห้าดาว เพราะเช่นนั้นการที่จะทำอาหารพวกนี้ได้อร่อยมันก็ไม่แปลกอันใด
หลังจากที่เห็นว่าผู้เป็อาจารย์นั้นพอใจกับสิ่งที่ตนเองทำขึ้นมาลู่หานเองก็ลงไปร่วมวงทานอาหารเช้าด้วย เพราะว่าเขาเองก็ยังไม่ได้ทานอาหารเช้าเหมือนกัน
หลังจากที่นั่งทานอาหารเช้ากับผู้เป็อาจารย์เสร็จลู่หานก็เริ่มศึกษาเหล่าของที่ตนเองได้มานั้นคือคัมภีร์ทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้าและคัมภีร์ค่ายกลจ้าวพฤกษาที่เขาได้รับกลับมาจากการที่เขาออกไปในครั้งนี้
นั่งนอนอ่านและศึกษาตำราไปๆมาๆท้องนภาเองก็ตกดินแล้วลู่หานนั้นยังไม่ได้อันใดเลยกับการอ่านมันในวันแรก
สำหรับลู่หานที่เป็คนอีกยุคหนึ่งการที่เขาจะเข้าใจตำราพวกนี้มันเป็เื่ที่ยากเย็นพอสมควร ทั้งคัมภีร์ทักษะบ่มเพาะดาราเคียงฟ้าและคัมภีร์ค่ายกลจ้าวพฤกษามันเป็สิ่งที่ไม่มีคำอธิบายอย่างแน่นอนถึงการบรรลุถึงทักษะและค่ายกลเช่นนี้
นิยายเื่จ้าวกระบี่์สยบฟ้าเองก็ไม่ต่างจากนิยายเื่อื่นๆที่ว่าทางนักเขียนจะอธิบายออกมาเกี่ยวกับทักษะและค่ายกลที่ตัวเอกเป็ผู้ใช้และฝึกฝนแม้ว่าวิชาอื่นจะถูกเอ่ยถึงและกล่าวถึงความสามารถแต่นักเขียนก็ไม่ได้บอกเกี่ยวกับวิธีการฝึกฝนอย่างละเอียด
ตอนนี้ตัวของลู่หานก็ทำได้เพียงแค่การศึกษามันด้วยตนเอง เขาที่เป็ผู้คนภายในยุคอื่นเมื่อได้เจอกับพวกคัมภีร์หรือตำราการฝึกฝนทักษะและค่ายกลเช่นนี้ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน ในยุคของเขามีแต่พวกหนังสือคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์
แต่ตอนนี้ตัวของลู่หานนั้นต้องมานั่งอ่านพวกตำราทักษะบ่มเพาะแต่ตำราที่เขาเริ่มอ่านเป็เล่มแรกมันยังเป็ถึงตำราที่อยู่ในระดับ์อีก
ด้วยทักษะบ่มเพาะระดับ์ภายในเื่กล่าวไว้ว่าผู้ที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาภายในนี้มีแต่พวกที่เดินบนวิถีแห่งการฝึกตนมาไม่ต่ำกว่า 40 ปี
ตอนนี้ลู่หานที่อยู่มาในร่างของตัวประกอบของนิยายเื่นี้เมื่อนำดูแล้วเขานั้นเดินบนเส้นทางนี้มายังไม่ถึงสองเดือนเลยด้วยซ้ำจะให้เขาเข้าใจมันก็กระไรอยู่
เมื่ออ่านไปอ่านมาบัดนี้มันก็หมดวันไปแล้ว เมื่อเริ่มวันใหม่ตัวของลู่หานเองก็ขะมักเขม้นกับการอ่านคัมภีร์ทั้งสองเล่มโดยไม่ต้องอันใด ตอนนี้เขากำหนดเอาไว้แล้วสมุนไพรหยางไท่เขาจะรดน้ำมันห้าวันต่อหนึ่งครั้งลู่หานเลยมีเวลาในการดูแลมันมากเป็พิเศษ
วันที่สองก็ผ่านพ้นไปเช่นเดิมโดยที่ลู่หานนั้นไม่ได้อันใดเลยจากการขะมักเขม้นอ่านตำราเป็เวลา 2 วันเต็มๆ เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 มหาปราชญ์แห่งยุคผู้ที่เป็อาจารย์บัดนี้เขาก็ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่เป็เวลาครบ 3 วันแล้ว ในวันที่สามหวังเซียนฉิงเองก็กำหนดบางอย่างให้กับลู่หานที่เอาแต่ขะมัดเขม้นในการศึกษาตำราทั้งสองเล่ม
นั้นคือการที่ลู่หานต้องไปฝึกฝนทักษะการต่อสู้กับเขาทุกวันเป็เวลาวันละสองชั่วยาม นี้มันก็เป็ความรู้เหมือนกันมีหรือว่าลู่หานจะไม่เอา การได้รับการสั่งสอนวิชาต่อสู้จากมหาปราชญ์แห่งยุคเป็ประสบการณ์ที่หาได้ยาก
และแล้วลู่หานเองก็กระทำทุกอย่างไปพร้อมกันๆทั้งการดูแลสมุนไพรหยางไท่ การศึกษาตำราระดับ์ทั้งสองเล่ม และการฝึกฝนทักษะการต่อสู้กับผู้เป็อาจารย์อย่างสุดท้ายมันคือการที่เขานั้นบ่มเพาะทักษะรากฐานของตนเองจนผ่านไปเจ็ดวัน
หลังจากผ่านไปถึงเจ็ดวันตอนนี้สมุนไพรหยางไท่เองก็เติบโตขึ้นมาเป็ต้นระดับกลางลู่หานคาดการเอาไว้ว่าอีกสิบวันมันน่าจะเติบโตเป็ต้นที่สามารถเก็บได้ ถ้าอีกสิบวันต้นสมุนไพรหยางไท่สามารถเก็บได้จริงๆมันแปลว่าเมื่อนับจากเวลาการปลูกั้แ่ฝังเมล็ดมันจะต้องใช้เวลาประมาณเกือบสามสิบวันในการให้มันสามารถเก็บเกี่ยวได้
เมื่อเทียบแล้วเวลาสามสิบวันในการปลูกและเก็บเกี่ยวมันก็ไม่ได้ช้าเมื่อเทียบกับสมุนไพรอื่นๆแต่ว่าลู่หาน้ามันเป็จำนวนมากด้วยระยะเวลาที่จำกัดเขาถึง้าสร้างค่ายกลจ้าวพฤกษาให้สำเร็จ
ในด้านของพลังบ่มเพาะของทักษะรากฐานของลู่หานตอนนี้เขาคาดการณ์ว่าด้วยวิธีการบ่มเพาะเช่นนี้เขาจะสามารถบรรลุไปถึงระดับกำเนิดพลังสีแดงได้
ส่วนเื่ตำราทั้งสองเล่มและทักษะการต่อสู้ที่ได้ฝึกฝนกับผู้เป็อาจารย์ ลู่หานเองก็ไม่ใช่ว่าเขานั้นไม่ได้อันใดเลยกับเวลาที่สูญเสียไป
เื่เกี่ยวกับค่ายกลจ้าวพฤกษาลู่หานเริ่มรู้เกี่ยวกับพื้นฐานการสร้างมันขึ้นมาบ้างแล้วส่วนเื่ทักษะบ่มเพาะ 2 ดาราเคียงฟ้าตอนนี้เขาไม่จำเป็ต้องรีบศึกษามันเพราะว่าการที่จะสามารถฝึกฝนทักษะบ่มเพาะที่สองหรือที่สามได้มันก็ต่อเมื่อระดับพลังบ่มเพาะหลักฐานขึ้นไปอยู่ในระดับ บรรลุพลังบ่มเพาะแล้วเท่านั้น
ตอนนี้การสร้างค่ายกลจ้าวพฤกษาถือเป็เื่ที่สำคัญกับเขามากที่สุด ส่วนเื่การฝึกฝนทักษะวิชาการต่อสู้กับผู้เป็อาจารย์เรียกได้ว่าลู่หานสะบักสะบอมพอสมควรเขาได้แต่โดนโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวโดยไร้ทางโต้ตอบ
กระนั้นตอนนี้ก็ผ่านไปร่วมจะสิบวันแล้วหลังจากที่ศิษย์ทุกคนภายในสำนักได้เข้าสู่การบ่มเพาะแบบกลุ่มไป
ตอนนี้่เวลามันอยู่ประมาณเดือน 3 โดยเหล่าศิษย์คนอื่นภายในสำนักจะออกจากการบ่มเพาะแบบกลุ่มประมาณกลางเดือน 4 และหลังจากนั้นตามเนื้อเื่แล้วประมาณเดือนห้าจะมีการทดสอบของผู้ที่มีพลังทักษะบ่มเพาะรากฐานยังไม่ถึงระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะ จะกล่าวได้ว่ามันคือบททดสอบของผู้ที่อ่อนแอก็ไม่ผิด แม้ลู่หานจะเป็ศิษย์ลำดับที่ 2 แต่ว่าการทดสอบนี้เองเขาก็ต้องเข้าร่วม
ยามเที่ยงวันลู่หานที่นอนนิ่งหมดแรงอยู่บนพื้นหน้าเรือนไม้ของเขาหลังจากที่ได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้กับผู้เป็อาจารย์เสร็จ
ร่างของบุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็ทุนเดิมนอนนิ่งอยู่กับพื้นโดยมีชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำประหนึ่งขนของอีกกมายืนมองอยู่ด้านหน้า
“ ท่านอาจารย์ขอรับข้าไม่เห็นจะได้อะไรเลยนอกจากหลบการโจมตีของท่านอยู่ฝ่ายเดียว ” ลู่หานที่นอนหมดแรงอยู่กับพื้นเอ่ยรำพึงรำพันออกมา
“ ฮ่าๆ ” หวังเซียนฉิงหัวเราะพลางกับยกมือขึ้นมารูปเคราสีขาวของตนเองที่ยาวลงมาถึงประมาณหน้าอก
“ อย่าพูดอย่างนั้นสิเ้าแปดเ้าได้อย่างแน่นอนเชื่อข้า ”
ลู่หานที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นก็สองจิตสองใจว่าตนเองนั้นควรจะเชื่อดีหรือไม่ กระนั้นมันก็ทำอันใดไม่ได้อยู่แล้วการฝึกฝนนี้ผู้เป็อาจารย์มอบหมายให้เขาถ้าเขาหลบหนีมันอีกก็เท่ากับจะโดนโทษทัณฑ์ของสำนักให้ไปกักตัวอยู่ที่ อารามสำนึกผิด
อารามสำนึกผิดเป็สิ่งที่ให้ตายลู่หานก็ไม่ยอมไปอย่างแน่นอน เขานั้นเคยได้อ่านเื่เกี่ยวกับอารามสำนึกผิดมาบ้างแล้วจากเนื้อหาภายในนิยาย มันเป็ที่ๆจะโดนไอเย็นกัดกินร่างกายราวกับว่าอยู่ในูเาน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
ลู่หานรวบรวมสติของตนเองแล้วลุกขึ้นมา แน่นอนว่าการฝึกในวันนี้มันจบลงไปแล้วการที่เขาลุกขึ้นมาก็เพราะว่าจะไปหยิบคัมภีร์ค่ายกลจ้าวพฤกษามาอ่านต่อเพื่อทำความเข้าใจกับมัน
เมื่อเห็นศิษย์ของตนเองเดินไปหยิบคัมภีร์ปกเขียวหวังเซียนฉิงก็พยักหน้าขึ้นลงด้วยความพึงพอใจที่ศิษย์ของตนเองขยันได้เช่นนี้
ในแง่มุมมองตำราค่ายกลจ้าวพฤกษาให้หวังเซียนฉิงชี้แนะก็ได้ แม้ว่ามันจะเป็คัมภีร์ค่ายกลระดับ์กระนั้นหวังเซียนฉิงก็เป็ถึงมหาปราชญ์แห่งยุคผู้ที่สามารถล่วงรู้ได้แม้กระทั่งคัมภีร์ทักษะบ่มเพาะระดับไร้ขอบเขต เพียงแค่คัมภีร์ค่ายกลระดับ์มีหรือว่าเขาจะไม่สามารถตีความของมันออกมาได้
กระนั้นตอนนี้การที่หวังเซียนฉิงเลือกที่จะไม่ชี้แนะศิษย์ของตนเองก็เพราะว่าเขาอยากจะให้ศิษย์ผู้นี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของวิชายุทธต่างๆด้วยตนเอง
ในการที่ได้อยู่กับเ้าแปดมาหลายสิบวันมันทำให้หวังเซียนฉิงผู้นี้ล่วงรู้ได้ว่าศิษย์ของตนเองไม่ได้อ่อนแอขนาดที่ต้องให้เขาชี้แนะทุกอย่าง นับสิบวันลู่หานเอาแต่หมกมุ่นกับตำราของตนเองโดยไม่เอ่ยปากขอร้องเขาเลยสักคำ การที่ได้เฝ้ามองการเติบโตของศิษย์ไปทีละนิดก็เป็ความสุขอย่างหนึ่งของผู้เป็อาจารย์เช่นเขา
ตัวของลู่หานเริ่มอ่านตำราต่อไปอีกประมาณหนึ่งชั่วยามดูเหมือนว่าการได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้ให้เหงื่อออกก่อนที่จะมาอ่านตำราในครั้งนี้มันจะทำให้หัวสมองของเขาโล่งและสามารถอ่านเข้าใจจุดสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับตำราเล่มนี้ได้
ลู่หานที่เริ่มรู้เกี่ยวกับจุดสำคัญของค่ายกลจ้าวพฤกษามันก็ราวกับว่าเมื่อรู้สิ่งหนึ่งแล้วจะเชื่อมต่อไปอีกสิ่งนึง สองตากวาดมองตัวอักษรไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังคงความละเอียดละออเอาไว้
ชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬประหนึ่งขนของอีกาที่นั่งดื่มชาอยู่เมื่อเห็นใบหน้าของศิษย์ที่ดูเหมือนจะล่วงรู้อันใดบางอย่าง หวังเซียนฉิงก็แอบลอบยิ้มที่มุมปากด้วยความพึงพอใจ
“ ข้ารู้แล้ว!!! ” ลู่หานเปล่งเสียงเข้มออกมา
จบตอน