รุ่งเช้า…แสงโคมยามค่ำดับลงแล้วแต่แสงอาทิตย์ยังไม่สาดเข้ามาเต็มที่ เจียงหลิงเยว่ตื่นขึ้นมาเงียบๆเห็นฟางจื้อซ่านยังหลับสบาย นางยิ้มบางๆ แล้วเหน็บชายผ้าห่มให้เขาอย่างแ่เบาก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตา
อากาศยามเช้าเย็นสบายนางเห็นว่ายังไม่มีใครตื่นจึงออกไปสูดอากาศที่ระเบียงนางเคยอยู่แต่ในป่าเขาลำเนาไพร การอุดอู้อยู่ในห้องเช่นนี้ช่างอึดอัดนักนางยืนอยู่ที่ริมระเบียงสูดลมหายใจสายลมพัดผ่านเบาๆกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนลอยมาแตะปลายจมูก ทันใดนั้นเสียงแหลมเล็กของเด็กหญิงดังขึ้น
“เ้าเป็ใคร!…ทำไมมาอยู่ที่เรือนท่านพี่!”
เจียงหลิงเยว่สะดุ้งรีบเดินกลับเข้าเรือนแต่เสียงนั้นยิ่งดังขึ้น
“ข้าให้เ้าไปแล้วหรือ!บอกมาว่าเ้าเป็ใคร! บอกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
ฟางจื้อซ่านรีบลุกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงเขาเดินออกมาที่ระเบียงเห็นเจียงหลิงเยว่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุราวเก้าปียืนประจันหน้าอยู่กลางสนามหญ้า
นางไว้ผมมวยสองข้างผูกด้วยโบสีเหลืองสวมชุดสีเหลืองลวดลายดอกไม้เข้ากันอย่างน่ารักแต่ท่าทางกลับเอาเื่ดวงตาเฉียงปลายชี้ขึ้นยืนเท้าเอวทำปากยื่นแก้มป่องข้างนางมีเด็กชายอายุใกล้เคียงกัน ยืนทำปากจู๋ยกคางขึ้นอย่างกวนๆ ถือดาบไม้พาดไหล่ใส่ชุดสีฟ้าอมเทาลวดลายประณีต ด้านหลังห่างออกไปมีเด็กชายกลุ่มใหญ่ยืนลังเลอยู่บางคนถือไม้ไผ่ บางคนถือเบ็ดตกปลา ยืนมองอย่างไม่แน่ใจว่าควรอยู่หรือควรไปดี
ฟางจื้อซ่านเดินเข้าไปประคองเจียงหลิงเยว่นางใจนตัวสั่นอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรซ่งอี้หยวนมาถึงพอดีรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าข้างเด็กหญิง
“คุณหนูสาม…เงียบเสียงก่อนท่านอย่าเสียงดัง”
ซ่งอี้หยวนเอานิ้วจุ๊ปากให้นางเงียบเสียงแล้วมองมาที่ฟางจื้อซ่านอย่างขอความช่วยเหลือ เจียงหลิงเยว่พูดด้วยเสียงเบาๆมีเพียงเขาได้ยิน
“ข้าผิดเองข้าผิดเองเ้าค่ะ ข้าไม่ควรออกมาข้างนอก”
เขาจับมือนางเบาๆตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็ไรเ้าเข้าเรือนไปก่อน”
หลิงเยว่พยักหน้าเงียบๆแล้วเดินกลับเข้าเรือนอย่างสงบ แต่ภาพนั้นกลับทำให้เด็กหญิงรู้สึกอิจฉาอย่างรุนแรงท่านพี่ไม่เคยเอาใจใส่หญิงสาวคนไหนเช่นนี้มาก่อน นางย่ำเท้าไปมา ร้องไห้เสียงดัง
“ฮือฮือ…พี่ใหญ่…พี่ใหญ่ท่านเข้าข้างนาง…ฮือ ฮือ”
ฟางจื้อซ่านเดินเร็วๆลงมาที่สนามหญ้า คุกเข่าลงข้างเด็กหญิงอีกข้างหนึ่ง “เม่ยเอ๋อร์ เ้าอย่าร้องไห้…ชูว์…”
แต่เสียงร้องกลับยิ่งดังขึ้นเขากลัวคนในเรือนจะได้ยินจึงเอามือปิดปากนางไว้ ฟางซูเม่ยเงียบเสียงทันทีเบิกตาค้างใ นางไม่เคยมีใครกล้าขัดใจและไม่คิดว่าท่านพี่จะกล้าปิดปากนาง
“เม่ยเอ๋อร์คนดี…พี่ชายมีของฝากมาให้เ้าเยอะเลยนะ”
เขารีบกลบเกลื่อนความผิดด้วยรอยยิ้มนางเอาหลังมือปาดที่ปาก แล้วพูดเสียงแข็ง
“ของฝากเอาไว้ก่อนเ้าค่ะท่านพี่ต้องบอกมาก่อนว่านางเป็ผู้ใด เหตุใดนางมาอยู่ที่เรือนท่านพี่…เ้าคะ”
“ใช่…ทำไมนางมาอยู่ที่เรือนท่านพี่…ขอรับ”
เป็เสียงลูกคู่ของเด็กชายที่ยืนข้างนางถือดาบไม้พาดไหล่…ทำหน้ากวนๆ อย่างไม่ยอมแพ้
ในโถงเรือนเด็กหญิงเด็กชายกำลังนั่งกินขนมที่ซ่งอี้หยวนไปนำมาให้อย่างเอร็ดอร่อยของที่ระลึกสะสมของคุณชายฟางหลายชิ้นวางอยู่รอบตัว ทั้งดาบไม้ ลูกข่าง พิณจำลองและสิงโตไม้แกะสลัก เสียงหัวเราะเบาๆ ดังเป็ระยะบรรยากาศดูผ่อนคลายผิดหูผิดตา
ฟางจื้อซ่านนั่งลงข้างเด็กทั้งสองเขาค้นของสะสมของคุณชายฟางมาให้เด็กทั้งสองเลือกตามใจเพื่อปิดปาก ดูเหมือนจะได้ผลอย่างน้อยก็ชั่วคราว
“เม่ยเอ๋อร์…ห่าวเอ๋อร์…พวกเ้ารักพี่ชายหรือไม่”
เด็กทั้งสองพยักหน้าขณะกินขนมไปด้วยถือของเล่นไปด้วย
“ถ้าอย่างนั้น…พี่ชายขอร้องอะไรเ้าทั้งสอง…ได้หรือไม่”
ทั้งสองพยักหน้าอีกครั้ง…ตาใสซื่อเหมือนจะยอมทุกอย่าง
“เ้าอย่าบอกท่านแม่ว่าเ้า…เ้า…พบนาง…”
คราวนี้…ฟางซูเม่ยไม่พยักหน้านางพูดลอยหน้าลอยตา
“พิณจำลองเล็กจิ๋วอันนั้นเม่ยเอ๋อร์ชอบเ้าค่ะ”
ฟางซีห่าวก็พูดขึ้นมาเช่นกัน“สิงโตไม้ตัวนั้น ห่าวเอ๋อร์ก็ชอบขอรับ”
ฟางจื้อซ่านสูดลมหายใจลึกๆรู้สึกเหมือนถูกเด็กหักเหลี่ยม
“ได้…พี่ชายให้เ้า”เขายิ้มเจื่อนๆ แล้วพึมพำกับตัวเอง ‘ซูเม่ย ซีห่าว พวกเ้าร้ายกาจนักตัวแค่นี้รู้จักแบล็คเมล์แล้ว!’
เด็กทั้งสองหัวเราะคิกคักพอใจกับค่าปิดปากที่พี่ชายมอบให้
เขาเดินจูงมือน้องสาวน้องชายคนละข้างเป็ภาพที่น่ารักแต่ไม่คุ้นเคยสำหรับคนในคฤหาสน์ทุกคนรู้ดีว่าคุณชายใหญ่รักและเป็ห่วงน้องๆ ทุกคนแต่ไม่แสดงออกเช่นนี้เขาค่อนข้างเข็มงวด ดูเหมือนเข็มงวดกว่านายท่านและนายหญิงเสียอีก
เมื่อเดินเข้ามาในห้องนอนนายหญิงฟางได้ยินเสียงร้องไห้ระงม นายหญิงนอนพิงอยู่ที่เตียงตายังบวมแดงอยู่แต่ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเมื่อคืน
เด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่ปีหน้าตางดงามถอดนายหญิงฟางมาทุกกระเบียดเพียงแต่เยาว์วัยกว่าเท่านั้น นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างเตียงจับมือนายหญิงแน่น มีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหนึ่งคนหน้าตาจัดว่าเป็คนงามคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่กับหญิงสาวอายุราวสามสิบสามสิบเอ็ดปีฟางจื้อซ่านลำดับญาติในใจ
คนที่นั่งข้างเตียงน่าจะเป็น้องสาวคนที่หนึ่งชื่อซูฮวานางเหมือนนายหญิงฟางมากส่วนคนนั้นน่าจะชื่อซูเจินเป็น้องสาวคนที่สอง คนที่อยู่ข้างๆน้องสาวคนที่สองน่าจะเป็อนุภรรยาของนายท่านฟางเป็แม่ของซูเจินและซีห่าว
“เม่ยเอ๋อร์ลูกรักเ้ามาหาแม่มาลูก” เมื่อเห็นลูกสาวคนสุดท้องนายหญิงฟางเรียกหาแล้วอ้าแขนรอนาง
“ท่านแม่พี่หญิงใหญ่ท่านร้องไห้ทำไมเ้าคะ” ฟางซูเม่ยวิ่งเข้าไปสู่อ้อมกอดนายหญิงฟางนางลูบหัวลูบหน้าลูกสาวแล้วสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“เม่ยเอ๋อร์อึก ท่านพ่อ อึก ท่านพ่อจากพวกเราไปแล้ว อึก”
นายหญิงฟางรู้สึกสงสารลูกสาวคนนี้จับใจนางและท่านพ่อรักใคร่ใกล้ชิดกันที่สุด นางเพิ่งอายุเก้าหนาวก็ขาดบิดาเสียแล้วฟางซูเม่ยยังไม่เข้าใจว่า จากไปของท่านพ่อหมายความว่าอย่างไรเพราะนางยังเด็กยังเข้าใจว่าคนแก่เท่านั้นที่จะเสียชีวิตแต่ความคิดของนางท่านพ่อของนาง ยังไม่แก่นางจึงไม่ยอมเชื่อว่าท่านพ่อเสียชีวิต
“ท่านพ่อจากไปจากไป ทำไมท่านพ่อไม่กลับมาล่ะเ้าคะ” นางถามแต่ไม่มีใครตอบเอาแต่ร้องไห้นางจึงวิ่งหาฟางจื้อซ่าน
“ท่านพี่ท่านพี่ ท่านพ่อจากไปไหนเ้าคะ”
ฟางจื้อซ่านไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้กอดนางไว้แน่น “เม่ยเอ๋อร์คนดี ท่านพ่อจากพวกเราไป์แล้ว”
เด็กหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง...ราวกับความไร้เดียงสากำลังถูกความจริงที่โหดร้ายบดขยี้นางจะซบหน้าลงกับอกของพี่ชายแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน
ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ที่ระงมไปทั่วห้องนอน ฟางซูฮวาที่ก้มหน้าสั่นเทาอยู่ข้างเตียงค่อยๆเงยหน้าขึ้น นางปาดน้ำตาออกจากแก้มอย่างช้าๆแล้วจ้องมองภาพพี่ชายใหญ่ที่กำลังกอดปลอบน้องเล็กด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก...ในแววตาของนางมีความสงสัยที่ทับซ้อนอยู่บนความโศกเศร้าราวกับกำลังมองหาใครบางคนที่นางเคยรู้จักในร่างที่อยู่ตรงหน้า
ในขณะที่ ฟางซีห่าวปาดน้ำตาที่นองหน้าพยายามเข้มแข็งตามประสาเด็กชาย ก่อนจะขยับเข้าไปหาที่พึ่งเดียวที่เขามี...เขาโผเข้ากอดอี้เหนียงและฟางซูเจินไว้แน่น ความโศกเศร้าดึงทุกคนให้มารวมกันแต่ในขณะเดียวกัน มันก็ขีดเส้นแบ่งของ ‘สายเื’ในคฤหาสน์หลังนี้ให้ชัดเจนขึ้นอย่างที่ฟางจื้อซ่านไม่เคยััมาก่อน