เออิจิเดินออกมาจากหอสมุดด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน บัดนี้ดวงตะวันได้รับขอบฟ้าไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ม่านแห่งราตรีกาลได้เปิดฉากขึ้น เผยให้เห็นหมู่ดาวน้อยใหญ่ที่ส่องสว่างไสวอยู่เบื้องบน
แดนปราณ์ในยุคปัจจุบันนี้ยังคงใช้เทียนและตะเกียงเพื่อให้ความสว่างอยู่ เนื่องจากแดนปราณ์เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์อสูรมากมาย ทำให้แต่ละวันยากที่จะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี
ผู้คนบนโลกต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาต้องพยายามทำให้ดีที่สุด นั่นก็คือยิ่งตนเองแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะสามารถปกป้องตนเองและญาติสนิทมิตรสหายได้มากเท่านั้น
เออิจิเดินมาหยุดยืนอยู่หน้ากำแพงป้อมปราการ เขาแหงนหน้าขึ้นไป้า คบเพลิงถูกจุดอย่างสว่างไสว
"ยุคสมัยแตกต่าง แต่ผู้คนก็ยังต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด เทียบกับใน่ชีวิตที่สองของข้าแล้ว ตอนนั้นสบายกว่ามากจริงๆ มีไฟฟ้าใช้อย่างไม่มีวันหมด รวมทั้งมีโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต สิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย" เออิจิหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจ "เมื่อเทียบกันแล้วผู้คนทั้งสองโลกมีความเป็อยู่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และข้าคือผู้ที่มีความรู้ของทั้งสองโลกอัดแน่นอยู่อย่างเต็มเปี่ยม สักวันหนึ่งข้าจะทำให้ดินแดนแห่งนี้สว่างไสว ไม่หวาดกลัวความมืดมิดยามราตรีอีกต่อไป"
เออิจิสืบเท้าเดินไปเบื้องหน้า เขาค่อยๆก้าวขึ้นไปบนกำแพงของป้อมปราการ และเมื่อเดินขึ้นมาถึง้าของป้อมปราการ เขาก็หยุดเดินแล้วมองทอดยาวออกไปยังป่าใหญ่อันมืดมิด
ภายใต้คลองจักษุของเขา ป่าใหญ่ทั้งผืนมืดสนิท จะมองเห็นก็เพียงแต่ยอดไม้ที่ถูกแสงดาวสาดส่อง
อู้วววว!
โฮก!
กรรร!
เสียงคำรามของสัตว์อสูรลอยตามลมมาเป็พักๆ เออิจิค่อยๆซึมซับกับบรรยากาศเบื้องหน้านี้ และเมื่อเขาหันมองกลับไปอีกฝั่ง สิ่งปลูกสร้างหลากหลายรูปแบบก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา
บ้านบางหลังถูกสร้างขึ้นจากปูนแต่ไม่ได้ถูกลงสีใดๆ เพราะฉะนั้นด้วยสายตาที่มองเห็นเลยทำให้มันดูเก่า ถัดจากกันไปไม่กี่หลังคาเรือนก็มีบ้านที่ถูกสร้างขึ้นจากไม้ แต่มันผุพังจนแทบจะถล่มลงมาได้ตลอดเวลา เออิจิทอดตามองไกลออกไปอีก เขาเห็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ซึ่งมันเด่นชัดมาก เพราะมันถูกสร้างเอาไว้ใจกลางป้อมปราการ
สิ่งปลูกสร้างนั้นเหมือนกับปราสาทหลังหนึ่งที่มียอดสูง รอบข้างถูกห้อมล้อมด้วยบ้านเรือนที่สวยงาม ถัดออกไปทางทิศเหนือมีสิ่งปลูกสร้างทรงอาคารขนาดใหญ่ ้าเขียนป้ายขนาดใหญ่ไว้ว่า กิลด์นักผจญภัยแห่งป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่า
และในระหว่างที่เออิจิกำลังทอดมองบ้านเรือนทั้งหลายไปอย่างเรื่อยเปื่อย ด้านหลังของเขาก็มีเสียงที่เคร่งขรึมดังขึ้นมา
"ดวงอาทิตย์ตกดินแล้วเหตุใดถึงไม่กลับเข้าไปในบ้านของเ้า รู้หรือไม่ว่าบนกำแพงแห่งนี้มันอันตรายมากขนาดไหน"
เออิจิหันกายกลับมาด้านหลัง เขาเห็นทหารยามสองคนจับจ้องมาที่เขาด้วยท่าทางสงสัย
"ข้าไม่มีบ้านให้กลับ เลยตั้งใจขึ้นมาชมทิวทัศน์้านี้" น้ำเสียงของเออิจิเรียบนิ่ง ไม่ได้มีความรู้สึกเศร้าใจแต่อย่างใด
ทหารยามทั้งสองมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความเวทนา "เ้าพลัดถิ่นจากเมืองอื่นมาอยู่ที่นี่เหรอ หรือว่าเ้าอาศัยอยู่ที่เมืองนี้อยู่แล้ว บอกตามตรงข้ารู้สึกไม่คุ้นหน้าเ้าเลย"
"หากพวกเ้าจำข้าได้เช่นนั้นก็คงแปลกมากแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสามเดือนก่อน น้องสาวของข้าถูกลอร์ดที่ประจำการอยู่ป้อมปราการแห่งนี้ลักพาตัวไป ข้าที่เป็พี่ชายไร้กำลังไม่อาจช่วยเหลือนางได้ ทำได้เพียงหลบเข้าไปในป่าเบื้องหน้านี้เพื่อฝึกฝน" เออิจิชี้นิ้วออกไปเบื้องหน้า
"เช่นนั้นก็อย่าอยู่ดึกมากนักล่ะ ้านี้อันตรายมาก พวกข้าเองก็ไม่รู้ว่าสัตว์อสูรจะเข้าโจมตีเมื่อไหร่" กล่าวจบทหารยามทั้งสองก็พากันเดินจากไป
แต่ก็มีเสียงแว่วๆดังลอยมาตามลมมาว่า "เด็กนั่นน่าสงสารมากจริงๆแฮะ เฮ้อ..ไม่รู้ว่า่นี้ท่านลอร์ดเป็อะไรถึงได้ฉุดคร่าเด็กและสตรีไปเป็จำนวนมาก"
"ถึงเขาจะไม่ชอบใจที่ที่แห่งนี้มันทุรกันดาร แต่เหตุใดถึงต้องลงมือกับประชาชนภายในเมืองด้วย แต่เพราะเขาเป็ชนชั้นสูงเลยไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามปราม"
"ข้าได้ยินมาว่ากิลด์มาสเตอร์ของกิลด์นักผจญภัยเคยเข้าไปคุยกับท่านลอร์ดครั้งหนึ่ง เ้าเดาสิว่าเหตุการณ์เป็ยังไง กิลด์มาสเตอร์ของกิลด์นักผจญภัยถูกไล่ตะเพิดออกมาเลยแทบจะทันทีเลย หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งกับการกระทำของท่านลอร์ดอีก"
"บรรยากาศในเมืองเองก็แย่ลงไปทุกที เฮ้อ~~ ไม่รู้ว่าอนาคตของป้อมปราการแห่งนี้จะเป็ยังไงต่อไป"
"นั่นสิ! อนาคตมืดมนจริงๆ"
เออิจิได้ยินสิ่งที่ทหารยามทั้งสองพูดคุยกันอย่างชัดเจน แม้ว่าพวกเขาจะคุยกันเบามาก แต่ประสาทััทั้งห้าของเออิจิถูกกระตุ้นขึ้นมาให้อยู่ในจุดสูงสุดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเขาไม่มีทางพลาดการเคลื่อนไหวของทหารยามที่มาหยุดยืนอยู่ด้านหลังของเขาก่อนหน้านี้แน่นอน รวมทั้งคำพูดของพวกเขาทั้งสองคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้ด้วย
แววตาของเออิจิเต็มไปด้วยความเย็นะเื เขาหันหลังกลับไปมองปราสาทที่ตั้งอยู่กลางป้อมปราการอีกครั้งด้วยแววตาเฉียบคม
"ดูเหมือนว่าถ้าไม่เข้าไปด้านในปราสาท เราก็คงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าน้องสาวของเ้าของร่าง ในยามนี้จะมีความเป็อยู่เป็อย่างไร"
กาลเวลาค่อยๆไหลผ่าน หมู่ดาวบนท้องฟ้าก็ค่อยๆเคลื่อนที่กันไป ไม่นานหลังจากนั้นดวงจันทร์สีขาวนวลก็โผล่ออกมาท่ามกลางหมู่เมฆ ทำให้ม่านราตรีกาลที่มืดมิดสว่างไสวขึ้น
้ากำแพงของป้อมปราการ มีร่างเงาของเด็กหนุ่มกำลังฝึกหอกไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่วงท่าแต่ละท่วงท่าพริ้วไหวสง่างาม การเคลื่อนไหวหนึ่งครั้งของเขาประหนึ่งไร้ตัวตน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่กลมกลืนไปกับธรรมชาติ การแทงหอกแต่ละครั้งของเขารวดเร็วจนได้ยินเสียงแหวกอากาศ
เมื่อเออิจิรู้สึกตัวอีกที ดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นขึ้นบนเส้นขอบฟ้าแล้ว
"ฟู่วว~~" เออิจิค่อยๆหยุดการฝึกของเขาลง ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อที่เปียกโชค ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ไม่ได้หนามากทำให้มันรัดรูปไปกับร่างกายของเขา เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็มัดๆและซิกแพคที่หน้าท้องของเขา
"เอาล่ะ เช่นนั้นก็มาเริ่มเปิดม่านการแสดงของข้าเลยดีกว่า ถึงเวลาที่แดนปาน์แห่งนี้จะได้รับรู้ถึงการมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่ของข้าแล้ว" กล่าวจบเออิจิก็ะโลงไปเบื้องล่าง กำแพงที่สูงเกือบสิบเมตรไม่ได้เป็อุปสรรคอะไรสำหรับเขาเลย ร่างของเขาลงมาถึงพื้นได้อย่างนุ่มนวล จากนั้นก็เริ่มก้าวเท้าเดินไปยังทิศเหนือของเมือง
ตลอดทางที่ผ่านเขาไม่ค่อยเห็นผู้คน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อวานที่ทุกคนมีแต่ความเร่งรีบ
ไม่นานเออิจิก็มาถึงด้านหน้าอาคารขนาดใหญ่ ที่แห่งนี้คือกิลด์นักผจญภัยแห่งป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่า เออิจิผลักประตูให้เปิดออกแล้วก้าวเดินเข้าไปด้านในอาคาร
ถึงตอนนี้จะยังเช้าอยู่ แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากพลุกพล่านในกิลด์ บางคนกำลังนั่งกินข้าวและดื่มเบียร์อยู่กับสหาย ในขณะที่บางคนกำลังยืนดูกระดานเควส แต่ตัดสินใจเลือกพวกมันไม่ได้
เออิจิเดินตรงไปยังหน้าเคาน์เตอร์ ซึ่งตรงนั้นมีพนักงานสาวกำลังยืนให้คำปรึกษาอยู่ เออิจิเดินเข้าไปหาพนักงานสาวคนนั้นแล้วกล่าวขึ้นมาว่า
"ข้ามาทดสอบคุณสมบัติของผู้ใช้เวทมนตร์และผู้ใช้ออร่าดาบ รบกวนเ้าจัดการให้ข้าได้หรือไม่" น้ำเสียงของเออิจิเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง ขณะเอ่ยถามกับพนักงานสาว
พนักงานสาวมองเออิจิด้วยความประหลาดใจ ขณะเดียวกันก็ตกตะลึงในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่ม เพราะเธอไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนมีหน้าตาหล่อเหลาเท่าเด็กหนุ่มคนนี้มาก่อนเลย
"เช่นนั้นน้องชายคงรู้จักกฎของทางกิลด์อยู่แล้วใช่หรือไม่ หากว่าเ้าปลุกพลังอย่างใดอย่างหนึ่งได้สำเร็จ นับแต่นี้ต่อไปเ้าจะกลายเป็คนของกิลด์ และหากเ้ายอมรับในเงื่อนไข เช่นนั้นก็จงกรอกข้อมูลของเ้าลงในเอกสารแผ่นนี้" พนักงานสาวยื่นแบบฟอร์มแผ่นหนึ่งให้กับเออิจิ ขณะเดียวกันสายตาของเธอก็จับจ้องอยู่ที่กล้ามแขนและซิกแพคของเออิจิ พนักงานสาวหน้าแดงและมีอาการเขินอายเล็กน้อย บอกตามตรงเธอรู้สึกหวั่นไหวกับหน้าตาและรูปร่างของเด็กหนุ่มคนนี้เป็อย่างมาก
เออิจิรับแบบฟอร์มมาดู เมื่อเห็นว่าแบบฟอร์มเป็ภาษาอังกฤษเขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไร นั่นก็เพราะเขาเคยใไปแล้วก่อนหน้านี้ที่หอสมุด ตำราที่เขาได้อ่านไปหลายเล่มนั้น ถูกบันทึกไว้ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ
เออิจิกรอกข้อมูลของเขาลงไปในแบบฟอร์ม เมื่อกรอกเสร็จเขาก็ยื่นแบบฟอร์มแผ่นนั้นให้กับพนักงานสาว
"ชื่อของน้องชายแปลกมากทีเดียว ไม่ทราบว่าเ้ามีต้นกำเนิดอยู่ที่ไหนหรอ" พนักงานสาวเอ่ยถามขึ้น
"ข้าเองก็ไม่รู้ เพราะั้แ่จำความได้ข้าก็ใช้ชื่อนี้มาโดยตลอด" เออิจิกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แน่นอนว่าสิ่งที่เขาตอบย่อมต้องเป็่ชีวิตของเ้าของร่างเดิมอยู่แล้ว หากเขาบอกความจริงว่าเขาเป็ใครออกไป เช่นนั้นก็คงมีแต่เื่ยุ่งยากที่ตามมา
"เอาล่ะ เช่นนั้นน้องชายตามข้ามาทางนี้" พนักงานสาวเดินออกมาจากเคาน์เตอร์ เธอผายมือเชื้อเชิญจากนั้นก็เดินนำหน้าของเด็กหนุ่มไป