ภายในห้องรับรองระดับสูงบนเรือบินโดยสารซึ่งกำลังลอยลำออกจากท่าเรือเมืองริมผาสูงอวิ๋นหยาฝู่ โจวหลิงเอ๋อร์ที่กำลังสะบัดแปรงพู่กันตวัดอักษรลี่ซูพลันได้ยินเสียงแม่นางน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาหา
“ท่านพี่หลิงเอ๋อร์ ท่านยุ่งอยู่หรือไม่?” เมื่อเห็นปี้ชิงเหยาโผล่มาเพียงศีรษะตรงกรอบประตู โจวหลิงเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าน่าเอ็นดูยิ่งนัก นางส่ายหน้าน้อยๆ แล้วกวักมือเรียกให้ปี้ชิงเหยามานั่งข้างกาย
“ข้ากำลังเขียนจดหมายรายงานท่านเ้าสำนักอยู่ อยากให้ข้าฝากข้อความใดถึงบิดาเ้าหรือไม่?” โจวหลิงเอ๋อร์วางพู่กันลงบนจานพัก พลางหันหน้ามาถาม
“ถ้าเช่นนั้น… บอกว่าข้าได้สหายใหม่จากที่เมืองเล็ก นางอายุมากกว่าข้าไม่กี่เดือน ข้าจึงเรียกนางว่าพี่หลิว แล้วก็ฝากบอกด้วยว่าข้าได้นำโสมหิมะพันปีมาให้ท่านพ่อด้วย” ปี้ชิงเหยาหยิบโสมขาวที่แผ่ไอหยินบริสุทธิ์ออกมาให้โจวหลิงเอ๋อร์ดู
โจวหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้าพร้อมยิ้มบาง “เื่เ่าั้ข้าเขียนลงจดหมายก่อนหน้าไปหมดแล้ว เ้ามีเื่อื่นอีกหรือไม่?”
ปี้ชิงเหยาทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบกลับ “ข้าคิดว่าไม่มีแล้ว” ทว่านางกลับพยายามชะเง้อมองจดหมายที่อยู่ด้านหลังโจวหลิงเอ๋อร์อย่างสงสัย
โจวหลิงเอ๋อร์ที่เห็นดังนั้นไม่เพียงแต่ไม่โกรธ ซ้ำยังหันไปหยิบจดหมายที่ตนกำลังเขียนให้ปี้ชิงเหยาดู
ปี้ชิงเหยารับจดหมายมาด้วยั์ตาเป็ประกายพลางเอ่ยชม “อักษรลี่ซูของท่านพี่หลิงเอ๋อร์งดงามยิ่งนัก ในนี้ท่านเขียนสิ่งใดไปบ้างหรือ?”
“ในสารนี้ข้ารายงานไปว่าผู้าุโท่านใดบ้างที่ยินยอมเข้าร่วมกับสำนักวสันต์เขียว ท่านใดมิ้าเข้าร่วมแต่พร้อมให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีชื่อของหนุ่มสาวรุ่นเยาว์เปี่ยมพร์ที่สมควรได้รับเข้าศึกษาต่อในสำนัก เช่น พี่สาวหลิวจื่ออี้ของเ้า อายุเพียงสิบหกปีแต่กลับเป็ผู้ฝึกตนถึงขั้นที่ห้าแล้ว พร์เช่นนี้ข้าจึงแนะนำเ้าสำนักให้รับนางเข้าเป็ศิษย์สายใน หรือหากนางยินยอมสืบทอดวิชาข้า ข้าก็จะรับนางเป็ศิษย์สายตรงเอง” โจวหลิงเอ๋อร์อธิบาย
แม่นางน้อยชุดเขียวฉีกยิ้มกว้าง ทว่าครู่ต่อมา สีหน้าของนางกลับเปลี่ยนเป็ความฉงนสงสัย “เหตุใดในนี้ข้าถึงไม่เห็นชื่อของพี่เซิ่งเลยเล่า?”
โจวหลิงเอ๋อร์ถอนหายใจเบาๆ พร้อมยื่นจดหมายอีกฉบับให้แม่นางน้อย “ก่อนหน้านี้ข้าได้ให้หลิวจื่ออี้เขียนจดหมายบอกข้า หากว่าเซิ่งมู่มิ้าเข้าร่วมสำนักวสันต์เขียว เมื่อสองวันก่อนออกจากเมืองอวิ๋นหยาฝู่ ข้าจึงได้รับจดหมายฉบับนี้ของนาง เซิ่งมู่คนนั้นตัดสินใจจะเข้าร่วมกับฝ่ายราชสำนักเพื่อขัดเกลาวิถียุทธ ซึ่งข้ามองว่าเป็เส้นทางที่ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก…”
ปี้ชิงเหยาได้ยินดังนั้นพลันเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “แต่ว่าพี่เซิ่งจิตแห่งเต๋านะ! ขอเพียงทรัพยากรมากพอ การจะกลายเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตเก้าก็ไม่ยาก… เหตุใดเขาจึงยึดติดกับวิถียุทธถึงเพียงนั้น!” นางเอ่ยถามผู้าุโเบื้องหน้า ทั้งรำพึงกับตนเอง
โจวหลิงเอ๋อร์ลูบศีรษะปี้ชิงเหยาอย่างอ่อนโยน “ทุกคนล้วนมีเส้นทางของตน เซิ่งมู่เพียงแค่้าเดินต่อไปในวิถียุทธเพียงเท่านั้น อีกอย่าง่เวลาที่อยู่ในเมืองเล็ก เ้าก็ย่อมรู้ว่าเขามิใช่คนโง่เขลา หากเขา้าทิ้งพร์แต่กำเนิดของตนเองจริงๆ เขาจะคอยมาถามไถ่เื่การบำเพ็ญเพียรกับพวกเ้าไปทำไมทุกวัน”
ปี้ชิงเหยากอดอกทำหน้ามุ่ย “ข้าเพียงนึกเสียดาย ด้วยพร์แต่กำเนิดผนวกกับความเข้าใจในศาสตร์หมากล้อมของเขา อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับพี่อวิ๋นหลาน หากเขาเลือกบำเพ็ญเพียรเป็ผู้ฝึกตนด้านค่ายกล เวลาไม่เกินห้าปีเขาต้องได้ขึ้นทำเนียบผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์อันดับต้นๆ ของอาณาจักรชิงอวิ๋นเป็แน่ ข้าจึงอดขัดใจไม่ได้ที่เขาดึงดันเลือกเส้นทางที่ไม่เหมาะสมกับตนเองเช่นนั้น”
โจวหลิงเอ๋อร์หัวเราะ พลางทอดสายตาชมทิวทัศน์ขุนเขาสูงตระหง่านและสายน้ำเหยียดยาว “หากเขาไม่เหมาะกับวิถียุทธจริงๆ เขาคงเลิกไปั้แ่ตอนที่รู้ว่าตนมีจิตแห่งเต๋าแล้วกระมัง”
…
“ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่พี่ไป๋” ต้าจินเอ่ยปากถามขึ้น หลังิเจ๋อสั่งให้เดินทางต่อ ขบวนรถม้าตอนนี้จึงเปลี่ยนรูปขบวน โดยจากเดิมเหล่าคนธรรมดาที่ใช้แรงงานจะเดินอยู่ข้างรถม้า คอยคุมม้าและรถม้า ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็ให้เหล่าคนธรรมดาทุกคนเข้าไปนั่งเบียดเสียดกันในรถสินค้า ขณะที่เหล่าผู้คุ้มกันซึ่งประกอบด้วยผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกตน ต่างออกมากระจายกำลังคุ้มกันอยู่รอบนอกแทน
“พวกเ้ารู้จักหุบเขาหลงโถวหรือไม่?” ไป๋เซียวเฟิงหันมาถามเซิ่งมู่และต้าจิน
เซิ่งมู่พยักหน้า “หุบเขาหลงโถว เป็เส้นทางตัดผ่านใจกลางเทือกเขาอี๋ซาน เล่าลือกันว่าในอดีตเคยมีัวารีตัวหนึ่งหลบหนีการตามล่าของผู้ฝึกตนลงมายังแดนใต้ เมื่อมาถึงเขาอี๋ซาน มันได้ใช้วิชาดำดินมุดหนีหายไป กลุ่มผู้ฝึกตนในครานั้นจึงลงมือถล่มพื้นที่กลางูเาจนพังทลาย ก่อกำเนิดเป็หุบเขาหลงโถว (龍頭 หัวั) ทว่าในปัจจุบัน หุบเขาแห่งนี้กลายเป็ช่องเขาลึกขนาบด้วยหน้าผาสูงชัน ซึ่งเหมาะแก่การดักซุ่มโจมตีของพวกโจรป่า โชคดีที่เส้นทางนี้เป็ทางผ่านของกลุ่มการค้าใหญ่ บรรดาสำนักในละแวกนี้รวมถึงราชสำนักจึงร่วมกันจัดตั้งกองกำลังกวาดล้างพวกโจรไปจนหมดสิ้นแล้ว”
“หรือว่าท่านิเจ๋อจะพบร่องรอยของโจรูเาแถวหุบเขาหลงโถว?” ต้าจินที่ได้ฟังก็พลันหันหน้าไปถามไป๋เซียวเฟิง
ไป๋เซียวเฟิงทำเพียงส่ายหน้า ก่อนจะลอบสังเกตท่าทีของเซิ่งมู่
“หากเป็โจรูเาจริง คงไม่ถึงขนาดต้องระดมผู้คุ้มกันที่เป็ผู้ฝึกยุทธและผู้ฝึกตนมาคุ้มครองรอบรถม้ากระมัง? หรือว่า… จะมีกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรดักซุ่มโจมตีอยู่?” เซิ่งมู่หันไปถามคนแซ่ไป๋
“ยามนี้ท่านิเจ๋อยังไม่ได้เจอร่องรอยของกลุ่มใด… เพียงแต่เส้นทางในหุบเขาหลงโถวมีหินถล่มปิดกั้นเอาไว้เป็ระยะทางยาวถึงสองลี้ พวกข้าจึงมิคิดว่าโจรูเาธรรมดาๆ จะสามารถทำเื่เช่นนี้ได้” ไป๋เซียวเฟิงตอบ
“เช่นนั้นเหตุใดพวกเราจึงไม่หันรถม้ากลับเล่า? ต่อให้ผู้าุโเฉินเป็ผู้ฝึกตนขั้นแปด แต่การทำลายมวลหินขนาดนั้น คิดว่าคงใช้เวลาจนอาทิตย์ตกเป็แน่ อีกทั้งกองกำลังที่ทำลายหินผาให้ลงมาปิดกั้นเส้นทางได้สองลี้ ย่อมไม่ใช่กองกำลังที่ไร้ฝีมือ” ต้าจินหันไปพูดกับทั้งสอง
“ประการแรก เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าหินถล่มในหุบเขาหลงโถวเป็ฝีมืุ์จริงหรือไม่? หากเป็จริง กลุ่มคนเ่าั้มีฝีมือแค่ไหนกัน? แน่นอนว่าย่อมอันตราย แต่เส้นทางหุบเขาหลงโถวนี้ ขบวนพ่อค้าของท่านิเจ๋อย่อมสัญจรผ่านเป็ประจำ ย่อมคุ้นเคยกับทางหนีทีไล่เป็อย่างดี ซึ่งย่อมปลอดภัยกว่าการเสี่ยงไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
ประการที่สอง หากพวกเราตัดสินใจหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอ้อมเขาอี๋ซานจริงๆ หากศัตรูเป็กองกำลังที่มีฝีมือสูงก็ย่อมคาดเดาความคิดเราได้ล่วงหน้า แต่หากเป็กองโจรทั่วไปก็คงดักรอที่หุบเขาหลงโถว ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้ทางอ้อม อาจทำให้เรามีสิทธิ์เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าเดิมก็เป็ได้ ถูกหรือไม่?” เซิ่งมู่คาดเดาเหตุการณ์จากตัวเลือกที่ขบวนพ่อค้าิเจ๋อตัดสินใจ ก่อนจะสรุปเหตุและผลของตนให้ต้าจินฟัง
ไป๋เซียวเฟิงคลี่ยิ้มกว้างพร้อมตบพัดลงในมือของตน “เ้ากล่าวเหมือนกับแม่นางหลิวเลย! เป็อย่างเซิ่งมู่ว่า หากเป็เพียงกลุ่มโจรกระจอกจริงๆ เวลานี้คงนั่งรอโจมตีด้วยธนูและหินที่หุบเขาแล้ว หากเป็เช่นนั้นก็ไม่ถือว่าเป็ภัยกับเรานัก แต่หากเป็กองกำลังที่แข็งแกร่งจริงๆ แผนหินถล่มก็คงเป็เพียงการสร้างเหตุการณ์ให้เราเลี่ยงเดินทางไปที่ทางอ้อมเขาอี๋ซาน ซึ่งหากเป็เช่นนั้น บนเส้นทางอ้อมเขาในยามนี้คงเต็มไปด้วยกองกำลังหลักของพวกมันดักรออยู่อย่างมิต้องสงสัยเป็แน่”
ต้าจินที่ได้ฟังคำจากทั้งสองจึงพยักหน้าพร้อมร้อง อ้อ! ออกมาอย่างกระจ่างแจ้ง
ไป๋เซียวเฟิงลอบมองเซิ่งมู่อีกครา “เ้าเชี่ยวชาญการเดินหมากหรือไม่?”
เซิ่งมู่ได้ยินก็ทำหน้าฉงน “เหตุใดจู่ๆ เ้าถึงถามข้าเื่หมากล้อมกัน?”
ไป๋เซียวเฟิงส่ายหน้าพร้อมหัวเราะ “ไว้หากถึงเมืองหลวงแล้วมีเวลาว่าง ข้าจะชวนเ้าไปประลองหมากล้อมที่ตำหนักสกุลสุยก็แล้วกัน”
ขณะที่ขบวนรถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า เซิ่งมู่ลอบสังเกตกลุ่มผู้คุ้มกันที่กำลังควบม้าอารักขาอยู่รอบรถม้าทั้งห้าคัน ผู้คุ้มกันมีทั้งหมดสิบเอ็ดคน บางคนเซิ่งมู่เคยเข้าไปพูดคุยทักทาย บ้างก็ทำเพียงพยักหน้าให้กันพอเป็พิธี
ผู้คุ้มกันที่ควบม้าอยู่หน้าขบวนเป็บุรุษวัยกลางคนราวสามสิบเศษ สวมเสื้อคลุมสีแดง ดูสง่าผ่าเผยคล้ายผู้ดีมีชาติตระกูลมากกว่าจะเป็เพียงทหารรับจ้าง เซิ่งมู่เคยเข้าไปทักทายเขาคราหนึ่ง ทำให้รู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็หัวหน้าหน่วยย่อยตระกูลเฉิน นามว่า หวังเอ้อ แม้ใบหน้ามักจะเรียบตึงและไม่ค่อยแย้มยิ้ม แต่ก็มิเคยใช้อารมณ์กับใครเช่นกัน
อีกคนหนึ่งที่อยู่ท้ายขบวนเป็บุรุษวัยกลางคนที่สวมเสื้อคลุมสีแดงเช่นกัน นาม หลิวถง แต่อักษร ‘หลิว’ มิได้เขียนเหมือนของหลิวจากเมืองเล็ก หลิวของหลิวถงมาจาก 柳 ที่แปลว่าต้นหลิว ส่วนของหลิวจื่ออี้มาจาก 刘 ซึ่งเป็แซ่หลิวดั้งเดิม หลิวถงชอบเข้ามาสนทนาเล่นกับกลุ่มของเซิ่งมู่เสมอเวลาตั้งค่ายพักแรม ทำให้เซิ่งมู่รู้ข้อมูลที่หลากหลายของคนในกลุ่มคุ้มกัน
ตัวอย่างเช่น ทั้งสองล้วนได้รับการชุบเลี้ยงจากสกุลเฉินมาั้แ่เด็ก พวกเขามาจากตระกูลที่พอมีชื่อในเมืองหลวง แต่ด้วยความที่เป็เพียงบุตรคนรอง จึงถูกส่งตัวมาฝึกฝนกับสกุลเฉิน ซึ่งนอกจากจะเป็การช่วยประหยัดทรัพยากรของตระกูลเดิมแล้ว ยังเป็การสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลอีกด้วย
ทั้งหลิวถงกับหวังเอ้อล้วนเป็ผู้ฝึกตนขั้นที่หก หวังเอ้อฝึกวิชาเบญจธาตุถนัดในการโจมตี ส่วนหลิวถงถนัดการเขียนยันต์ จึงเน้นหนักไปที่การป้องกันและช่วยเหลือเป็หลัก
ด้วยเหตุนี้ เซิ่งมู่จึงพอเข้าใจได้ว่าการจัดรูปขบวนที่ให้หวังเอ้อนำหน้าสุด และหลิวถงคอยระวังหลังให้นั้นเป็เพราะเหตุใด
มีอยู่คืนหนึ่ง หลิวถงเคยชี้ให้เซิ่งมู่มองผู้คุ้มกันหญิงนางหนึ่งนางสวมชุดทะมัดทะแมงคล้ายคลึงกับเฉินจื้อเยว่ หน้าตาสะสวยหมดจด มวยผมถูกรวบตึงเพื่อความคล่องตัว ใบหน้าของนางมักจะฉายแววหงุดหงิดอยู่เป็นิจ แต่จะมากขึ้นไปอีกเวลาทอดสายตาไปมองเฉินจื้อเยว่ หลิวถงเล่าให้ฟังว่านางชื่อ เฉินชิงชิง สายรองตระกูลเฉิน เป็หนึ่งในผู้มีพร์ที่ถูกส่งให้มาคุ้มกันเฉินจื้อเยว่ นางได้รับการยกย่องให้เป็ ‘ผู้ฝึกยุทธรุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง’ ในตระกูลเฉิน ในขณะที่เฉินจื้อเยว่ดำรงตำแหน่ง ‘ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง’ ทำให้ทั้งคู่มักแข่งขันกันตลอดเวลา แม้ที่จริงเฉินจื้อเยว่จะไม่ค่อยใส่ใจก็ตามที
ในตอนนั้น เมื่อเซิ่งมู่ได้ยินหลิวถงนำเื่ของคุณหนูตระกูลตนเองมานินทาเช่นนี้ จึงอดรนทนไม่ได้จนต้องเอ่ยปากถามไปว่าทำเช่นนี้มิเสียมารยาทไปหน่อยหรือ? ทว่าหลิวถงกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วตอบเพียงว่า
“อีกสองปีข้าต้องกลับไปช่วยท่านพี่ดูแลตระกูลแล้วนับประสาอะไรกับสกุลเฉินที่มิได้ถือสาเื่ฐานะกันอยู่แล้ว สายหลัก สายรองสำคัญไฉน ในตระกูลเฉินเ้าเพียงต้องพิสูจน์ความสามารถในด้านใดด้านหนึ่ง จึงจะโดดเด่นขึ้นมาได้”
ตอนนั้นเซิ่งมู่ทำได้เพียงนวดขมับตนเองเบาๆ พร้อมกับลอบก้มศีรษะขออภัยแม่นางผู้นั้นจากที่ไกลๆ
เมื่อเหลือระยะทางอีกเพียงหนึ่งลี้ก่อนจะเข้าสู่หุบเขาหลงโถว ขบวนรถม้าพลันหยุดชะงัก สุยอู๋ซินควบม้าเข้ามาหาเซิ่งมู่ พร้อมแจ้งให้ทั้งสามคนไปรวมตัวกับท่านิเจ๋อที่บริเวณหัวขบวน
เมื่อเดินมาถึง เซิ่งมู่จึงพบว่านอกจากคนแบกหามที่เป็คนธรรมดาที่ยังอยู่ในรถสินค้า คนคุ้มกัน รวมถึงผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกตนในขบวนล้วนมารวมกันอยู่ที่นี่ทั้งหมด
“หัวหน้าหวังกับหัวหน้าหลิวคงแจ้งให้พวกเ้าทราบถึงข้อกังวลของข้าเรียบร้อยแล้ว” ิเจ๋อกวาดสายตามองผู้คนรอบด้าน “ข้า ผู้าุโเฉิน หัวหน้าหวัง และเหล่าผู้ฝึกตนจากตระกูลเฉิน จะล่วงหน้าไปตรวจสอบเส้นทางก่อน หากทางข้างหน้าปลอดภัย ข้าจะส่งคนมาแจ้งข่าว แต่หากพวกเราถูกซุ่มโจมตี ข้าจะให้ผู้าุโเฉินเป็ผู้ส่งสัญญาณพร้อมกับนำกำลังล่าถอยออกมา”
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงคัดค้านใดๆ
“ข้าจะยิงปราณพลังขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่ผู้ซุ่มโจมตีมีกำลังเสริม ขอให้พวกเ้าจงจับตาดูให้ดี หากเห็นเป็ปราณธาตุน้ำ หมายความว่าให้พวกเ้าตั้งค่ายกลเตรียมรับมือและต่อสู้กลับ หากเป็ปราณธาตุไม้ จงเตรียมตัวหลบหนีไปเมื่อพวกข้าทั้งหมดมาถึง และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด... หากเห็นเป็ปราณธาตุไฟ หมายความว่าพวกเ้าจงสละขบวนรถม้าเสีย แล้วเร่งหนีกลับไปทางเดิมให้เร็วที่สุด” ผู้าุโเฉินเวินอวี้กล่าวอธิบายอย่างหนักแน่น
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นจึงเริ่มขมวดคิ้ว จากน้ำเสียงและคำพูดของผู้าุโเฉินเกรงว่าสถานการณ์อาจไม่สู้ดีนัก ทำให้เขาเกิดความสงสัยระคนแปลกใจ ผู้ใดกันจะกล้าโจมตีลูกหลานตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงเช่นนี้
เมื่อสิ้นสุดคำสั่งของิเจ๋อ ผู้าุโเฉิน หัวหน้าหวัง และสมาชิกในหน่วยอีกสามคน จึงทะยานร่างแหวกอากาศพุ่งออกไปสำรวจพื้นที่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
“ท่านหลิว สถานการณ์เลวร้ายเพียงใดหรือ?” เซิ่งมู่เดินไปถามหลิวถงที่กำลังดึงยันต์และธงค่ายกลออกมาเตรียมพร้อม
“ข้าก็ไม่กล้าคาดเดาส่งเดชนัก บางทีอาจไม่มีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นเลยก็ได้ ข้าคิดว่าที่ต้องรอบคอบเพียงนี้คงเป็เพราะการเดินทางครั้งนี้มีลูกหลานสกุลใหญ่ทั้งสี่ในเมืองหลวงร่วมขบวนมาด้วย หากมีเพียงข้า พี่หวัง กับท่านเฉิน ตอนนี้คงบุกตะลุยฝ่าหุบเขาหลงโถวไปแบบไม่คิดมากแล้ว” หลิวถงกล่าว พร้อมยื่นยันต์คุ้มภัยและยันต์ว่องไวที่วาดด้วยอักษรจ้วนซูให้เซิ่งมู่ปึกใหญ่ “เ้านำยันต์เหล่านี้ไปแจกจ่ายให้สหายเ้าเถอะ ข้าเป็ผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญในด้านอักขระยันต์เป็พิเศษ ในกลุ่มเดินทางนี้นอกจากผู้าุโเฉิน คงมิมีผู้ใดเก่งด้านนี้กว่าข้าแล้ว”
เซิ่งมู่ประสานมือคารวะขอบคุณ ก่อนจะนำยันต์เ่าั้ไปมอบให้กลุ่มของไป๋เซียวเฟิงที่กำลังยืนหารือกันอยู่
“ขอบใจมาก” เฉินจื้อเยว่รับยันต์ไปพร้อมกับรอยยิ้ม แม้นางจะพยายามเก็บซ่อนอารมณ์ ทว่าเขาก็ยังคงสังเกตเห็นริ้วรอยแห่งความกังวลพาดผ่านบนใบหน้าที่งดงามของนาง แม้เฉินเวินอวี้จะมิใช่ท่านปู่แท้ๆ ทว่านางก็นับถือเขาดั่งสายเืเดียวกัน เซิ่งมู่จึงไม่แปลกใจที่นางจะดูกังวลมากกว่าผู้อื่น ในทางกลับกัน เฉินชิงชิงกลับมีท่าทีผ่อนคลายกว่ามาก ทำให้เซิ่งมู่นึกสงสัยอยู่ในใจ หรือเป็เพราะนางคือผู้ฝึกยุทธ์ที่เจนจัดในการต่อสู้กันนะ?
เฉินชิงชิงที่เห็นสีหน้าของเฉินจื้อเยว่ก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด “เ้าคิดว่าปู่เฉินเพิ่งเคยออกเดินทางครั้งแรกหรืออย่างไร? หากเขาอ่อนแอ คงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงป่านนี้หรอก”
เฉินจื้อเยว่ขมวดคิ้ว แม้อยากจะเอ่ยปากโต้เถียง ทว่าลึกๆ ในใจก็รู้ดีว่าสิ่งที่เฉินชิงชิงกล่าวนั้นล้วนเป็ความจริง
“ผู้าุโเฉินเป็ผู้ฝึกตนระดับแปด ในอาณาจักรชิงอวิ๋นจะหาผู้เทียบเทียมก็หาได้ยากนัก อีกทั้งผู้าุโเฉินยังเชี่ยวชาญในเบญจธาตุและศาสตร์การเขียนยันต์ การจะปกป้องท่านิเจ๋อไปด้วยคงไม่ยากนัก นับประสาอะไรกับการเอาตัวรอดเพียงลำพัง ข้าว่าเ้าอย่าได้กังวลไปนัก หากศัตรูคิดจะจัดการผู้าุโจริงๆ คงมีแต่ต้องพาผู้ฝึกยุทธขั้นเจ็ดมาเท่านั้น…” สุยอู๋ซินกล่าวปลอบประโลมเฉินจื้อเยว่
ทว่าสิ้นเสียงของสุยอู๋ซิน ทุกคนในบริเวณนั้นก็พลันััได้ถึงคลื่นพลังปราณจางๆ ที่ปะทุขึ้นในระยะไม่ไกลนัก
เซิ่งมู่หันขวับไปมองเบื้องหน้า พลันปรากฏกระแสปราณสีฟ้าใสสว่างวาบขึ้นมาจากทิศทางที่กลุ่มของิเจ๋อมุ่งหน้าไป!
“ธาตุน้ำ! เตรียมตัวรับมือ!” หลิวถงะโก้อง พลางถีบตัวทะยานขึ้นไปบนอากาศ แล้ว
ซัดธงค่ายกลป้องกันลงมาครอบคลุมรอบขบวนรถม้าในพริบตา
“ถือเสียว่าพวกเรายังโชคดีกระมัง ” ไป๋เซียวเฟิงพึมพำแ่เบา