“รากฐานจิตวิญญาณและความแข็งแกร่งดีเลือดและลมหายใจก็มีพลัง เจ้าเป็นต้นกล้าที่ดียาหลงกู่นี้เป็นของขวัญจากเปิ่นจั้ว” เมื่อชายชรามองไปที่เยี่ยซาง เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจแล้วโยนขวดหยกไปให้เยี่ยซาง
ยกเว้นหยางเหล่ยแล้วทุกคนต่างมองขวดเล็กๆ ในมือของเยี่ยซางด้วยความอิจฉา
ปัจจุบันร่างกายเป็นจุดอ่อนของผู้ฝึกตนดังนั้นในยอดเขาไท่เสวียนจึงมีเพียงหยางเหล่ยเท่านั้นที่ฝึกฝนคัมภีร์หัตถ์คลุมสวรรค์ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ของหยางเหล่ยด้วยแต่ที่หยางเหล่ยสามารถฝึกคัมภีร์หัตถ์คลุมสวรรค์ได้จนถึงหัตถ์พลิกเมฆาก็เพราะนางเคยกินยาหลงกู่มาก่อน
“ขอบคุณขอรับผู้อาวุโสใหญ่” เยี่ยซางโค้งคำนับให้ชายชราอีกครั้งเพื่อแสดงความขอบคุณ
ชายชรายิ้มให้เยี่ยซางและจากไป
“สิบสามเจ้าได้กำไรมาก คนในยอดเขาไท่เสวียนของเราที่ได้กินยาหลงกู่มีแค่ศิษย์พี่เก้าของเจ้าที่ท่านอาจารย์ไปขอมาจากผู้อาวุโส”ชิงจีกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะมองเยี่ยซาง
“ยาหลงกู่ได้รับการกลั่นโดยผู้อาวุโสในหุบเขาโอสถของเราอีกอย่างความแข็งแกร่งทางกายภาพของเจ้ายังไม่มากพอนักถึงแม้ว่าเจ้าจะกินยาหลงกู่ไป ก็ยากที่จะฝึกหัตถ์คลุมสวรรค์ได้สำเร็จ”หลิ่วหยางอวี่อธิบาย ไม่ใช่ว่าเขามีอคติต่อชิงจีแต่เขาคิดว่าหยางเหล่ยมีศักยภาพทางด้านร่างกาย
“พวกศิษย์เข้าใจว่าที่ผู้อาวุโสใหญ่ให้ยาเม็ดหลงกู่แก่สิบสามเพราเห็นว่าสิบสามมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้” กงเสวียนกล่าว ทั้งเขาและคนอื่นๆเข้าใจหลิ่วหยางอวี่ในเรื่องนี้
เยี่ยซางได้รู้ถึงความล้ำค่าของยาหลงกู่จากปากของหยางเหล่ยวัตถุดิบหลักของยาหลงกู่คือกระดูกของเฟยเจียวซึ่งหายากมากเพราะไม่มีใครพบเจอเฟยเจียวมาหลายปี
“สิบสามการบ่มเพาะของหุบเขาโอสถมีสองเส้นทาง หนึ่งคือการฝึกฝนทักษะการต่อสู้อีกทางหนึ่งคือการปรุงยา แต่ข้าคิดว่าจะดีสำหรับเจ้ามากกว่าที่จะเดินไปในเส้นทางของการฝึกฝนทักษะการต่อสู้”หลิ่วหยางอวี่มองไปยังเยี่ยซางที่ให้ความสนใจกับเม็ดยาและพูดอธิบายขึ้นหนึ่งประโยค
“ท่านอาจารย์ข้าสามารถเรียนการปรุงยาพร้อมกับที่ฝึกฝนลมปราณได้หรือไม่?” เยี่ยซางถาม
“เจ้าสามารถคิดเช่นนั้นก็ได้ผู้บ่มเพาะหลายคนเรียนรู้เส้นทางข้างเคียงด้วย บ้างเรียนรู้การปรุงยาบ้างค้นคว้าปรับปรุงทักษะใหม่ๆยังมีการเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างและจัดการค่ายกลต่างๆ แต่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนเมื่อเรียนรู้ไปพร้อมกันแล้ว ผลที่ได้ก็มีทั้งดีและแย่ต่างกันไป”หลิ่วหยางอวี่เตือนเยี่ยซาง
“ศิษย์เข้าใจขอรับ”เยี่ยซางพยักหน้า เขาเข้าใจสิ่งที่หลิ่วหยางอวี่พูด
“การปรุงยาของศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าไม่ค่อยดีนักในบรรดาศิษย์ของอาจารย์ การปรุงยาของศิษย์พี่หกของเจ้าไม่เลวเลยเจ้าจะตามอาจารย์ไปที่หน้าผาจิ้งซินหรือไปที่อาคารป่าไผ่ของศิษย์พี่หกเจ้าเล่า?” หลิ่วหยางอวี่ถามมุมมองเยี่ยซาง
“ท่านอาจารย์สิบสามจะต้องประหม่าแน่นอน เขาไม่คุ้นเคยกับการติดตามท่าน ให้เขาไปกับข้าดีกว่า”ชิงจีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลิ่วหยางอวี่ยิ้มและพยักหน้าเขาเข้าใจว่าเยี่ยซางอาจรู้สึกสบายกว่าเล็กน้อยต่อหน้าศิษย์พี่ชายหญิงของเขา และเด็กหนุ่มคงจะรู้สึกเกร็งได้หากต้องติดตามเขาไปแทนดังนั้นเขาจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของชิงจีทั้งยังบอกกงเสวียนด้วยว่าทรัพยากรของยอดเขาไท่เสวียนและวัตถุดิบในการปรุงยานั้นสามารถให้เยี่ยซางใช้ได้ตามใจชอบซึ่งทำให้กงเสวียนและคนอื่นๆ ต่างอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง
“สิบสามข้าเคยปรุงยามาก่อน แต่อาจารย์ให้ข้าใช้เพียงวัตถุดิบขั้นหนึ่งในคลังเท่านั้นเอง”หยางเหล่ยตบไหล่ของเยี่ยซางอย่างแรง
“อย่างเจ้าหรือ? เจ้าควรรู้ตัวให้ดีว่าทำวัตถุดิบเสียไปเท่าไหร่แล้ว?” หลิ่วหยางอวี่จ้องไปที่หยางเหล่ย
หยางเหล่ยกลอกตาและหยุดพูดนางรู้ว่านางไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้
หลังจากพูดคุยกันซักพักเยี่ยซางก็เดินตามชิงจีไปที่อาคารป่าไผ่
“สิบสามศิษย์ช่วยงานทั่วไปของที่นี่ล้วนแต่เป็นผู้หญิง ดังนั้นข้าจะส่งให้เจ้าสองสามคนแต่อย่าไปยุ่งกับพวกนางเล่า” หลังจากเข้าไปในอาคารป่าไผ่ ชิงจีก็กล่าวขึ้น
“ศิษย์พี่หกท่านอย่าล้อข้าเล่น ข้าดูแลตัวเองได้” ใบหน้าของเยี่ยซางเปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย
ชิงจีจัดอาคารไม้ไผ่ให้กับเยี่ยซางจากนั้นจึงไปที่หอทรัพยากรเพื่อรับหม้อโอสถและวัตถุดิบขั้นหนึ่งให้กับเยี่ยซาง
ไม่กี่วันต่อมาเยี่ยซางจะฝึกคัมภีร์หมื่นวิถีและคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ในตอนเย็นแล้วระหว่างวันก็ฝึกหัตถ์ผลักภูผาและหอกไล่ลม จากนั้นชิงจีจึงมาอธิบายเรื่องทั่วไปและความรู้เกี่ยวกับการปรุงยาให้เขาฟัง
ชิงจีตกใจเมื่อเห็นเยี่ยซางฝึกหัตถ์ผลักภูผาและหอกไล่ลม
คัมภีร์หัตถ์คลุมสวรรค์เป็นทักษะพิเศษของหุบเขาโอสถศิษย์ทุกคนของหุบเขาโอสถรู้จักแต่มีน้อยคนที่จะได้ฝึกฝนแม้ว่าพวกเขาจะเข้าสู่ระดับสามหรือหนิงตันแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถฝึกฝนได้ แต่ตอนนี้เยี่ยซางกำลังฝึกทักษะการต่อสู้ระดับสองที่ยากมากของหุบเขาโอสถด้วยการบ่มเพาะระดับหนึ่งเลี่ยนชี่ชิงจีจะไม่ตกใจได้หรือ?
ทักษะหอกไล่ลมที่เยี่ยซางปรับปรุงขึ้นใหม่ทำให้ชิงจีรู้สึกยากที่จะยอมรับหอกไล่ลมเป็นทักษะการต่อสู้ระดับสองแต่เยี่ยซางกลับสามารถฝึกฝนได้แล้วเยี่ยซางยังเปลี่ยนทักษะหอกไล่ลมนี้ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงมันทรงพลังมากกว่าเดิมหลายเท่า ยามนี้เป็นเพราะระดับการฝึกฝนของเยี่ยซางยังต่ำเกินไปหากระดับการบ่มเพาะของเยี่ยซางเพิ่มขึ้นก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับชิงจีที่จะคาดเดาพลังของหอกไล่ลมได้
“ไม่น่าแปลกใจเลยทั้งที่อาจารย์ไม่ยอมรับศิษย์มาหลายปีแต่กลับยอมรับเจ้าเจ้าเป็นคนที่ไม่ธรรมดาจริงๆ” นี่เป็นครั้งแรกที่ชิงจีเห็นการฝึกใช้หอกของเยี่ยซาง
ชิงจีมั่นใจเกี่ยวกับการเข้าร่วมของเยี่ยซางในการต่อสู้ของศิษย์ใหม่เช่นกันด้วยหัตถ์ผลักภูผาและหอกไล่ลมของเยี่ยซาง เขาจะสามารถต่อสู้ได้อย่างแน่นอน
เมื่อชิงจีสอนเยี่ยซางให้รู้จักและจดจำสมุนไพรเยี่ยซางก็หยิบตำราภาพวาดจิตวิญญาณของเขาออกมาและเปรียบเทียบกับตำราโบราณที่ชิงจีมอบใหม่ทำให้ชิงจีได้เห็นสมบัติของเขานางจึงพบว่าสมุนไพรและวัตถุดิบที่มีพลังวิญญาณซึ่งบันทึกไว้ในตำราภาพวาดจิตวิญญาณมีความครอบคลุมมากกว่าที่บันทึกไว้ในตำราโบราณของหุบเขาโอสถมากนางจึงขอยืมจากเยี่ยซางเป็นเวลาสองวัน หลังจากการตรวจสอบทั้งสองวันในที่สุดชิงจีก็สรุปได้ว่ามันเป็นสมบัติเก่าแก่ที่หายากนางจึงรีบถามเยี่ยซางว่าได้มันมาจากที่ใด
เยี่ยซางตอบได้เพียงว่าเขาได้รับมาโดยบังเอิญ
“เอาเถิด!ศิษย์พี่หกยอมรับว่าโชคของเจ้าขัดกับสวรรค์อยู่บ้างข้าคิดว่าท่านอาจารย์คงมอบมันให้กับเจ้า ข้าเกือบจะไปหาท่านอาจารย์แล้ว”ชิงจีกล่าว
“ศิษย์พี่หญิงคนที่หกข้ายังมีตำราการปรุงยาอยู่ ท่านอยากอ่านหรือไม่?” เยี่ยซางลังเลและหยิบตำราการปรุงยาของเฟิงเสินออกมาเขารู้สึกว่าไม่ควรซ่อนความลับของตนเองต่อหน้าศิษย์พี่หญิงที่ดีเช่นนี้
เมื่อพิจารณาถึงประสบการณ์การปรุงยาที่บันทึกไว้แล้วชิงจีก็หลับตาลง จากนั้นจึงคืนตำราการปรุงยาให้กับเยี่ยซาง
“มีอะไรผิดปกติกับตำราเล่มนี้หรือ?” เยี่ยซางถามพลางขมวดคิ้ว
“ไม่ ตำราเล่มนี้เป็นมรดกของคนรุ่นก่อนในเมื่อเจ้าได้รับมันมา เช่นนั้นมรดกนี้ก็เป็นของเจ้า ศิษย์พี่หญิงคิดว่าไม่ถูกต้อง”ชิงจีถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกล่าวว่าประสบการณ์การปรุงยานี้น่าสนใจมากแต่นางรู้ว่ามันเป็นของเยี่ยซาง จึงไม่เหมาะสมที่นางจะนำไปเรียนรู้
“ศิษย์พี่หกคิดมากไปแล้ว” เยี่ยซางพูดด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ครั้งหน้าอย่าเอาไปให้คนอื่นดูอีก มันจะเป็นการดูหมิ่นผู้อาวุโสในอนาคตถ้าศิษย์พี่เจอปัญหาในการปรุงยา ข้าจะมาหาเจ้าเพื่อขอคำแนะนำเจ้าสามารถช่วยศิษย์พี่หญิงได้ด้วยตำราการปรุงยาเล่มนี้” ชิงจีพูดกับเยี่ยซาง
หลังจากปล่อยให้เยี่ยซางทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆของการปรุงยาเป็นเวลาสองสามวัน ชิงจีก็เริ่มสอนให้เยี่ยซางฝึกปรุงยา
หม้อโอสถที่ชิงจีนำมาให้เยี่ยซางเป็นหม้อโอสถระดับสามซึ่งสามารถหลอมเม็ดยาที่ต่ำกว่าระดับที่สี่ได้
หม้อโอสถระดับสามและสี่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนหม้อโอสถที่อยู่ต่ำกว่าระดับที่สามจะมีชุดไฟวิญญาณอยู่ด้านล่างหลังจากใส่หินวิญญาณแล้ว ไฟวิญญาณก็จะติดขึ้น
หม้อโอสถที่อยู่เหนือระดับที่สี่ไม่ต้องการชุดไฟวิญญาณสิ่งนี้ถูกจำกัดตามรากฐานการบ่มเพาะของนักปรุงยาผู้ระดับหนิงตันจะมีจินตานซึ่งสามารถส่งไฟออกมาเพื่อปรุงยาได้อย่างไรก็ตามเปลวไฟของระดับหนิงตันยังไม่เพียงพอจึงทำให้การปรุงยาไม่มั่นคงเท่าไรนักเฉพาะผู้ที่อยู่ในระดับเฟินเสินแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถใช้เปลวไฟในการปรุงยาได้อย่างแท้จริงซึ่งหมายความว่าผู้ฝึกตนระดับสี่ขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถใช้หม้อโอสถระดับสี่ซึ่งไม่มีชุดไฟวิญญาณได้