รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ข้าแข่งด้วยได้หรือไม่?

            “...พวกเจ้าอยากจะเป็นนักปรุงโอสถ?”

             

            ไป่ฟานเซียนชะงักกึกไปครู่หนึ่งหลังจากที่ได้ยินคำขอของเด็กน้อยทั้งสามคน

             

            พูดกันตามตรงนางก็เคยมีความคิดอยากจะสอนศาสตร์แห่งโอสถให้ผู้ติดตามของนางอยู่แล้ว  เพียงแต่นางไม่อยากจะบีบบังคับจิตใจใคร นางค่อนข้างเชื่อว่าแต่ละคนนั้นมีเส้นทางเป็นของตนเอง 

             

            นั่นจึงทำให้นางไม่เคยเอ่ยปากว่าจะสอนเด็กคนไหนในเรื่องนี้มาก่อนเลย

             

            แต่ถ้าพวกเธอเป็นคนพูดออกมาเองแบบนี้นางย่อมไม่ปฏิเสธและรู้สึกพอใจเป็นที่สุด หวงจื่อหานสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาที่เป็นประกายเล็กๆของนายหญิง

             

            นิสัยของไป่ฟานเซียนนั้นพ่อบ้านชรารู้สึกว่านางมีความเป็น“อาจารย์” อยู่ในตัว ดูได้จากการที่นางไม่เคยรังเกียจที่จะตอบข้อสงสัยให้ใครก็ตามที่มาถามในกระทู้ถาม– ตอบ พวกนั้น หรือแม้แต่ที่งานสัมนาโอสถเมื่อครั้งที่แล้ว ถ้าเป็นสิ่งที่นางรู้นางยินดีที่จะแบ่งปันความรู้กับใครก็ตาม

             

            ถึงแม้ว่าวิธีการสอนของนางจะค่อนข้างรุนแรงไปหน่อยก็เถอะ สำหรับเจ้าพวกกลุ่มคนที่ชื่นชอบให้นางดุด่าอยู่แล้วนั่นก็ว่าไปอย่าง

             

            แต่สำหรับเด็กๆทั้งสามคนนี้แล้วหวงจื่อหานกังวลนิดหน่อยว่าพวกเธอจะตกใจ

             

            “...ข้าเข้าใจแล้ว”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับ นางครุ่นคิดยามที่ประเมินเด็กน้อยทั้งสามคน  ทั้งสามคนนี้ไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลยสักนิด เอกลักษณ์ของพวกนางมันไปกันคนละทิศละทางจนนางไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันสอนแล้วจะมีประสิทธิภาพเท่ากันอย่างแน่นอน

             

            สำหรับฮุ่ยเอ๋อที่มีพลังหยางรุนแรง  นางจำเป็นต้องฝึกสอนในรูปแบบหนึ่งแน่นอนว่ากับถังเย่เย่ที่เป็นขั้วตรงกันข้าม นางก็จำเป้นที่ต้องสอนอีกแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน

             

            แต่ที่มีปัญหาก็คือเหม่ยอิง

             

            “เจ้าต้องไปฝึกวรยุท์กับปู่ของเจ้า”

             

            เหม่ยอิงที่กำลังตั้งตารออย่างมีความหวังออกอาการช็อคออกมาอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากเจิ้งเหรินอี้ที่เริ่มดีใจและพยักหน้ารับถี่ๆเหมือนสิ่งที่ไป่ฟานเซียนพูดนั้นถูกต้องที่สุด

             

            หวงจื่อหานรู้สึกว่านายหญิงของเขาพูดห้วนไปเสียหน่อยเขาถอนหายใจแล้วพูดว่า

             

            “นายหญิงต้องบอกเหตุผลให้เด็กคนนี้เข้าใจด้วยสิครับ...”

             

            ไป่ฟานเซียนชะงักกึก  นางกระแอมเบาๆแล้วหันมาอธิบายให้เหม่ยอิงฟัง

             

            “...พลังฝึกตนของเจ้าอยู่แค่ขั้นรวมปราณ  สำหรับนักปรุงโอสถแล้วยิ่งพลังฝึกตนของเจ้าสูงก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้เจ้าสามารถปรุงโอสถได้ในระดับสูงขึ้น”

             

            หวงจื่อหานที่อยู่กับตระกูลถังมานานแน่นอนว่าย่อมเข้าใจเรื่องนี้ที่สุดแม้แต่นายใหญ่ของเขาอย่างถังเทียนจี๋ก็ถูกกำแพงของระดับพลังนี้ขวางกั้นจนปรุงยาได้สูงสุดเพียงระดับสามเช่นกัน 

             

            “ใช่แล้วครับ  ถ้าพลังฝึกตนยังอยู่แค่ขั้นรวมปราณ แม้แต่ยาเม็ดระดับหนึ่งก็ยังมีโอกาสสูงที่จะล้มเหลวนะครับ”

             

            พ่อบ้านชราพูดเสริม ทำให้เหม่ยอิงที่ตอนแรกนึกว่าถูกปฏิเสธไปเสียแล้วได้สติขึ้นมา  เด็กน้อยหันไปพูดกับท่านปู่ของเธออย่างมุ่งมั่น

             

            “ถ้าอย่างนั้นตอนเช้าหนูจะฝึกวรยุท์กับท่านปู่ส่วนตอนบ่ายหนูจะเรียนปรุงโอสถ!”

             

            ท่าทางของเธอทำให้เจิ้งเหรินอี้พยักหน้าทั้งรอยยิ้ม  เขากำลังมีความสุขที่ในที่สุดหลานสาวคนเดียวของเขาก็จะได้รับสืบทอดเพลงดาบของเขาไปเสียที นอกจากนี้ยังจะได้รับสืบทอดความรู้ด้านการปรุงโอสถจากจักรพรรดินีโอสถ  อนาคตของหลานสาวเขาจะต้องสว่างไสวแน่นอน!

             

            “พวกเจ้าด้วย  เข้าใจหรือไม่?”

             

            ไป่ฟานเซียนหันไปหาเด็กน้อยอีกสองคนที่สะดุ้งเบาๆ  หลิวเยี่ยนเฟยยิ้มแล้วพูดว่า

             

            “ระหว่างที่ลาพักร้อนนี้ผมจะช่วยเป็นคู่ฝึกให้เอง แล้วรอให้ปรมาจารย์เซี่ยกลับมาค่อยมาคิดตารางฝึกให้พวกหนูอีกที”

             

            แน่นอนว่าเพราะเซี่ยซูเหยายังไม่กลับมาแต่ถ้าเธอกลับมาแล้วเธอย่อมยอมช่วยด้วยความยินดีแน่ๆ

             

            “เอาเถิด...ตอนบ่ายพวกเจ้าตามข้ามาที่สนามก็แล้วกัน”

             

             

             

            หลังจากคำพูดนั้นของไป่ฟานเซียน  ทำให้มื้อกลางวันนั้นผ่านไปอย่างเร่งรีบ หลังจากที่ช่วยหวงจื่อหานจัดการกับถ้วยชามเรียบร้อยแล้วเด็กๆก็ไปรวมตัวกันที่สนามที่อยู่ด้านข้างของบ้านทันที

             

            บ้านหลังนี้ได้รับการต่อเติมทำให้บริเวณฝั่งนี้ยังไม่เรียบร้อยเสียเท่าไร  แต่ไป่ฟานเซียนกลับเห็นว่ามันเป็นโอกาสอันดีที่นางจะทำการติดตั้งบางสิ่งบางอย่างลงไปที่บริเวณนี้

             

            สมาชิกในบ้านล้วนแต่มามุงดูด้วยความไม่เข้าใจ  แต่วินาทีต่อมาไป่ฟานเซียนก็สะบัดมือเบาๆทีหนึ่ง พื้นดินด้านล่างก็แหว่งไปราวกับถูกบางสิ่งควักหายไปทั้งชิ้น หญิงสาวกรีดมืออีกทีหนึ่งด้านข้างของนางก็ปรากฏความผันผวนของมิติ  รอยแยกที่ดูน่ากลัวพลันปรากฏขึ้นมาพร้อมกับบางสิ่งบางอย่างลอยออกมา

             

            มันคือสิ่งที่ดูคล้ายประตู

             

            แต่เมื่อมันออกมาทั้งหมด ไม่ว่าใครก็ต้องตกใจเพราะมันมีขนาดใหญ่จนกินเนื้อที่ทั้งหลุมนั้นลงไปได้อย่างพอดี!

             

            มันคือห้องห้องหนึ่งที่คล้ายกับกลไกโบราณ แม้แต่คนที่ทำงานอยู่ในกองทัพอย่างหลิวเยี่ยนเฟยยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน

             

            เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วไป่ฟานเซียนก็ตรวจสอบสภาพแวดล้อมนิดหน่อย นางสะบัดมืออีกที่พื้นดินก็ลอยเข้ามาทับปิดห้องนี้ไว้จนมิด  เหลือไว้เพียงประตูทางเข้าที่เป็นเอกลักษณ์นั่น

             

            ไป่ฟานเซียนทาบฝ่ามือลงไปยามที่กลไกได้รับลมปราณของผู้เป็นเจ้าของ มันก็เริ่มทำงาน ประตูของห้องค่อยๆเปิดช้าๆ ยามที่มันอ้าออกแม้แต่ตัวตนอย่างราชินีมังกรก็ยังขนลุกกับความรู้สึกที่ได้รับมาจากด้านใน

             

            นางสัมผัสได้ถึงของวิเศษและวัตถุดิบระดับสูงมากมาย!

             

            “...ยินดีต้อนรับสู่ห้องทำงานของข้า”

             

             

            ไป่ฟานเซียนทิ้งคำพูดไว้แล้วเดินเข้าไป  เหล่าผู้ติดตามของนางยกเว้นแต่ฮุ่ยเอ๋อที่เคยเห็นมาก่อนแล้วล้วนกำลังตาค้างไปกับความอลังการนี้  วินาทีที่พวกเขาก้าวขาเข้าไปด้านในนี้มันราวกับอยู่คนละโลก อุปกรณ์มากมายและวัตถุดิบที่น่าอัศจรรย์มีอยู่ให้เห็นอยู่ทั่วห้องหวงจื่อหานคิดว่าถ้าตัวถังเทียนจี๋ที่บ้าคลั่งการปรุงโอสถขนาดนั้นได้มาเห็นห้องนี้เขาได้น้ำหูน้ำตาไหลพรากด้วยความมีความสุขแน่ๆ!

             

            “...สาวน้อย  โสมพวกนี้มัน...”

             

            จอมดาบเจิ้งเหรินอี้ตัวสั่นยามที่เดินผ่านแปลงสมุนไพรครบวงจรที่ตั้งอยู่ที่มุมหนึ่ง ที่นั่นเขาได้พบกับโสมที่กำลังเติบโตราวกับอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติปลูกอยู่แต่ที่สำคัญก็คือ

             

            ...เขาคาดเดาอายุของโสมพวกนี้ไม่ได้!?

             

            เจ้าแดงน้อยหรือราชินีมังกรรีบใช้ปีกเล็กๆของนางบินมาเกาะอยู่หน้ารั้ว สายตาของนางจับจ้องสมุนไพรในแปลงด้วยแววตาเป็นประกาย  น้ำลายของนางไหลออกมาจากมุมปากน้อยๆนั่นอย่างควบคุมไม่อยู่

             

            “นายท่าน! ข้าขอกินสักคำได้หรือไม่?”

             

            แม้แต่ตัวตนกึ่งอมตะก็ยังรู้สึกอิจฉายามที่ได้เห็นนั่นแปลว่าของเกือบทุกอย่างในห้องนี้นั้นมีคุณค่าอย่างแท้จริง!

             

            ไป่ฟานเซียนไม่ตอบ นางเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของห้อง  ที่นั่นมีหม้อปรุงโอสถหลายใบถูกวางเอาไว้อยู่  นางค่อยๆพิจารณาอย่างระมัดระวัง ถึงมันจะเทียบกับหม้อใบใหฐ่ใบนั้นของนางไม่ได้  แต่หม้อทุกใบที่วางอยู่ตรงนี้ก็ล้วนเป็นหม้อระดับสูงที่สามารถหลอมโอสถระดับเจ็ดได้ทั้งนั้น

             

            พวกมันมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป แต่ไป่ฟานเซียนกลับไม่พบหม้อที่เหมาะจะให้เด็กๆทั้งสามคนนั้นใช้สำหรับฝึกฝนเลยสักใบ

             

            พวกหม้อระดับต่ำมันหายไปไหนหมด?

             

            “...หวงจื่อหาน  ที่ตระกูลถังมีหม้อสำหรับใช้หัดปรุงโอสถอยู่บ้างหรือไม่?”

             

            ไป่ฟานเซียนหันไปถามพ่อบ้านชรา ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับแต่ก็แฝงไว้ด้วยความไม่แน่ใจ

             

            “ผมไม่มั่นใจเท่าไร แต่คิดว่าที่ห้องวิจัยน่าจะมีหม้อระดับสองอยู่บ้างครับ...”

             

            เพราะว่าแม้ตระกูลถังจะเป็นตระกูลปรุงโอสถ  แต่เมื่อคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้งานหลังจากที่ผ่านพ้นช่วงนักปรุงระดับหนึ่งมาแล้วก็ไม่ค่อยจะมีใครเก็บหม้อที่สภาพยับเยินพวกนั้นเอาไว้เท่าไร เพราะว่ามันผ่านการทดลองผิดลองถูกจากมือใหม่มามากมายทำให้มันไม่ค่อยจะอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

             

            อย่างมากก็เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น

             

            แต่ถึงจะไม่มี หวงจื่อหานก็ยังรู้ดีว่าพวกเขาจะสามารถหาหม้อสำหรับหัดปรุงโอสถได้จากที่ไหน และที่นั่นก็ดูจะมีมากมายให้ใช้ได้อย่างจุใจเสียด้วย

             

            “...ผมคิดว่าถ้าท่านโทรไปหาที่นี่ พวกเขายิ่งกว่ายินดีเสียอีกที่จะส่งพวกมันมาให้ท่านฟรีๆเลยล่ะครับ”

             

             

             

             

             

             

            หลังจากนั้นไปประมาณสิบนาที ที่สมาคมนักปรุงโอสถก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสมาคมอยู่ในความวุ่นวาย เพราะหนึ่งในผู้อาวุโสและเป็นตัวตนสูงสุดคนหนึ่งของสมาคมอย่าง“จักรพรรดินีโอสถ” นั้นโทรมาแจ้งความต้องการว่านางอยากจะได้หม้อสำหรับฝึกปรุงโอสถจำนวนหนึ่ง

             

            นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่นางรับตำแหน่งและกลายเป็นนักปรุงขั้นสี่ที่นางเอ่ยปากขออะไรบางอย่างจากสมาคมแห่งนี้

             

            ผู้อาวุโสเฉินเต๋อหมิงที่รับหน้าที่ดูแลตำแหน่งประธานชั่วคราวถึงกับรีบเรียกผู้อาวุโสคนสนิทหลายคนมาประชุมกันอย่างเร่งด่วน

             

            “ผู้อาวุโสฟาง  คุณคิดว่าคราวนี้ท่านจักรพรรดินีโอสถจะทำอะไร?”  ชายชราหันไปถามฟางเหนียงหญิงสาวตัวเล็กท่าทางใจดีที่แม้จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังดูอ่อนเยาว์คนนั้น

             

            “เรื่องนี้ฉันก็ไม่แน่ใจนักหรอกค่ะ...หรือว่าท่านปรมาจารย์ไป่จะอยากทดลองอะไรหรือเปล่า?”

             

            “หรือไม่ท่านก็กำลังสอนใครบางคนปรุงโอสถ?”

             

            ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดขึ้นมา  ครั้งนี้ทุกคนในห้องประชุมเงียบสนิท  เรื่องนี้ดูจะเป็นไปได้ที่สุด สำหรับตัวตนอย่างปรมาจารย์ไป่แล้วนางไม่จำเป็นต้องใช้หม้อฝึกหัดราคาถูกเหล่านี้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นความเป็นไปได้ก็คือนางน่าจะรับศิษย์ที่กำลังเรียนรู้เรื่องการปรุงโอสถมาแน่นอน

             

            “ผู้อาวุโสซุนหมิงฉวนกำลังไปทำธุระอยู่แถวภาคตะวันออก  ถ้าอย่างไรเราให้เขาไปส่งวัสุให้แล้วก็ถือโอกาสถามท่านปรมาจารย์ไป่เรื่องนี้ดีไหม?”

             

            “ใช่แล้ว  ถ้าเราสามารถเชิญท่านหรือศิษย์ของท่านมา“เข้าร่วม” ในการแข่งขันที่กำลังจะจัดขึ้นได้ ด้วยชื่อเสียงของท่านจักรพรรดินีโอสถมันจะสามารถดึงดูดผู้คนมากมายให้มาสนใจได้แน่นอน”

             

             

            สุดท้ายพวกเขาก็ได้ข้อสรุปมาอย่างนี้เอง

             

             

            การขนส่งนั้นมาด้วยช่องทางที่รวดเร็วที่สุด  ทำให้ไม่ถึงสองชั่วโมงอาจารย์ซุนหรือ“ผู้อาวุโสซุนหมิงฉวน” ก็มายืนอยู่ที่หน้าบ้านพักของไป่ฟานเซียนพร้อมกับหม้อสำหรับมือใหม่มากกว่าสิบใบที่แพ็คมาอย่างดีในลังเรียบร้อย

             

            เขามีท่าทีลังเลและเป็นกังวลเล็กๆ  ถึงก่อนหน้านี้เขาจะเคยไม่พอใจ“จักรพรรดินีโอสถ” เพราะนางมาถล่มกระทู้ของเขาจนยับเยิน แต่ตอนนี้หลังจากที่ได้ประจักษ์ถึงความรู้และความสามารถของนางด้วยตัวเอง เขาก็กลายมาเป็นหนึ่งในแฟนคลับที่จงรักภักดีของนางในที่สุด

             

            เขาใช้นิ้วที่เหี่ยวย่นนั่นกลั้นใจกดไปที่กริ่งประตู แต่เมื่อเขากดไปแล้วกลับรู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเสียอย่างนั้น  ชายชรามองอย่างไม่เข้าใจ เขากดย้ำๆลงไปพลางเอียงคอ

             

            หรือเครื่องมันจะเสีย?  ตอนเข้าไปต้องบอกท่านจักรพรรดินีสักหน่อยแล้ว

             

            แต่ก่อนที่เขาจะรู้ตัวพ่อบ้านชราก็มาปรากฏตัวอยู่ที่อีกฝั่งของประตูพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ  ชายชราทักทายอาจารย์ซุนอย่างเคารพ ขณะเดียวกันเขาก็เปิดประตูและใช้สิทธิ์ของเขาอณุญาตให้ซุนหมิงฉวนเข้ามาในเขตแดนนี้ได้

             

            หวงจื่อหานพาอาจารย์ซุนไปที่ห้องรับแขก ที่นั่นมีไป่ฟานเซียนและเด็กๆสามคนนั่งรออยู่แล้ว เรื่องห้องทำงานของนางยิ่งคนรู้น้อยเท่าใดก็จะยิ่งวุ่นน้อยลงดังนั้นมาคุยกันที่อื่นจึงดีที่สุด

             

            “ท่านจักรพรรดินี! สวัสดีครับ!”

             

            ทันทีที่ได้พบกับไอดอลซุนหมิงฉวนก็คล้ายจะเด็กลงไปหลายปีแม้แต่คำเรียกขานและคำแทนตัวก็ยังเปลี่ยนไป เขาแทนตัวเองว่าผมโดยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยสักนิด

             

            “นี่คือหม้อฝึกหัดที่ท่านต้องการ  ผมเอามาให้แล้ว”

             

            ชายชราวางกล่องที่บรรจุหม้อจำนวนมากลงบนโต๊ะไป่ฟานเซียนพลิกมือ หม้อใบหนึ่งก็ลอยเข้ามาให้นางตรวจสอบ

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้า  หม้อพวกนี้ไม่ได้มีคุณภาพมากนัก  แต่ก็เหมาะสำหรับมือใหม่ต่อให้เด็กๆจะทำพวกมันระเบิดไปสักกี่ใบก็ไม่ต้องคิดเสียดาย  นางส่งหม้อไปให้ทั้งสามคนคนละใบ  เหตุการณ์ทุกอย่างนั้นอยู่ในสายตาของซุนหมิงฉวน

             

            “ท่านจักรพรรดินี  ท่านจะสอนศาสตร์โอสถให้เด็กๆใช่ไหมครับ?”

             

            เขามองแค่ปราดเดียวก็รู้  แต่ยังไงก็ยังต้องถามให้แน่ใจ

             

            “มันมีปัญหาอะไรหรือ?”

             

            “เปล่าครับ! มันไม่มีปัญหาเลยแม้แต่นิดเดียว!”  อาจารย์ซุนรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ เขากลัวว่าท่านจะเข้าใจอะไรผิดจึงต้องรีบแจ้งจุกประสงค์ให้ไป่ฟานเซียนได้ฟัง

             

            “คือว่า ท่านสนใจจะส่งเด็กๆเข้าร่วมการแข่งขันปรุงโอสถของสมาคมบ้างไหมครับ?”

             

            คำถามที่กะทันหันนี้ทำให้ไป่ฟานเซียนสนใจ  นางพยักหน้าเบาๆแล้วพูดว่า“อธิบายให้ละเอียด...”

             

            “ก่อนหน้านี้สมาคมได้มีโครงการที่จะให้ความรู้ในด้านโอสถกับบุคคลทั่วไปและผู้ที่สนใจ   ผมเป็นตัวแทนที่จะมาประชาสัมพันธ์กับทางสื่อมวลชน  และได้ทำการตกลงกับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว”

             

            นั่นคือเรื่องที่เกิดก่อนหน้านี้นั่นเองหลังจากที่อาจารย์ซุนแสดงความไม่พอใจและเรื่องของเหวินหลงถูกนักข่าวแฉออกมา ดาราคนดังที่จะถูกเลือกมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ก็ถูกเปลี่ยนคนใหม่  นอกจากนี้คราวนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทางบริษัทตระกูลหยางในการให้ความสะดวกในการโฆษณาและสถานที่ถ่ายทำ  ทำให้โครงการนี้ขยายขนาดจนใหญ่ขึ้นเป็นอีกระดับอย่างคาดไม่ถึง

             

            จากที่จะบรรยายความรู้ทั่วไป  พวกเขายังทำการเปิดการแข่งขัน “การปรุงโอสถ”ครั้งที่หนึ่งขึ้นด้วย โดยรูปแบบของโครงการนั้นจะใช้รูปแบบเดียวกับการทำรายการแข่งทำอาหาร  จะมีผู้เข้าแข่งขันหลายคนและแต่ละสัปดาห์ก็จะมีกติกาและวิธีการที่ต่างกันไป พวกเขาจะใช้วิธีคัดผู้แข่งขันออกไปเรื่อยๆจนสุดท้ายจะเหลือแค่สองคนที่ต้องมาแข่งขันกันเอง

             

            ที่พวกเขาทำแบบนี้ได้เป็นเพราะเรื่องของผู้ฝึกตนถูกเปิดเผยไปแล้วและยิ่งทำการโปรโมตออกไปกระแสตอบรับที่กลับมาก็ล้นหลามเสียยิ่งกว่าที่ประมาณการณ์ไว้เสียอีก

             

            เพราะเหล่าผู้ฝึกตนก็สนใจเหล่าคนธรรมดาที่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนก็อยากจะรู้ว่า “การปรุงโอสถ”นั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

             

            และยิ่งได้รับการสนับสนุนอันล้นหลาม ทำให้กลายเป็นรายการที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้ไปแล้ว

             

            “...ถ้าท่านจักรพรรดินีสนใจ  ผมก็อยากให้ท่านส่งเด็กๆไปลองหาประสบการณ์ในการแข่งขันครั้งนี้ดูครับการแข่งครั้งนี้จะมีการแบ่งระดับไว้ชัดเจน สำหรับมือใหม่ก็จะได้แข่งกับมือใหม่ด้วยกันดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความไม่ยุติธรรมเลยครับ”

             

            อาจารย์ซุนสรุปให้ฟังด้วยรอยยิ้ม  ยิ่งเขาเห็นท่าทีสนใจจนออกนอกหน้าของท่านไป่ฟานเซียนเขาก็ยิ่งมั่นใจว่างจะยอมรับข้อเสนอนี้อย่างแน่นอน

             

            “...แล้วข้าเข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?”

             

            คำถามของไป่ฟานเซียนทำให้อาจารย์ซุนดีใจที่สุดเขารีบตอบรับว่า “แน่นอนสิครับ! ผมกำลังจะเชิญท่านจักรพรรดินีไปเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์อยู่แล้...”

             

            “ข้าหมายถึงข้าจะแข่งด้วย  ข้าเข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?”

             

            “....”

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.08M 2015
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    288K 400
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258