“...พวกเจ้าอยากจะเป็นนักปรุงโอสถ?”
ไป่ฟานเซียนชะงักกึกไปครู่หนึ่งหลังจากที่ได้ยินคำขอของเด็กน้อยทั้งสามคน
พูดกันตามตรงนางก็เคยมีความคิดอยากจะสอนศาสตร์แห่งโอสถให้ผู้ติดตามของนางอยู่แล้ว เพียงแต่นางไม่อยากจะบีบบังคับจิตใจใคร นางค่อนข้างเชื่อว่าแต่ละคนนั้นมีเส้นทางเป็นของตนเอง
นั่นจึงทำให้นางไม่เคยเอ่ยปากว่าจะสอนเด็กคนไหนในเรื่องนี้มาก่อนเลย
แต่ถ้าพวกเธอเป็นคนพูดออกมาเองแบบนี้นางย่อมไม่ปฏิเสธและรู้สึกพอใจเป็นที่สุด หวงจื่อหานสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาที่เป็นประกายเล็กๆของนายหญิง
นิสัยของไป่ฟานเซียนนั้นพ่อบ้านชรารู้สึกว่านางมีความเป็น“อาจารย์” อยู่ในตัว ดูได้จากการที่นางไม่เคยรังเกียจที่จะตอบข้อสงสัยให้ใครก็ตามที่มาถามในกระทู้ถาม– ตอบ พวกนั้น หรือแม้แต่ที่งานสัมนาโอสถเมื่อครั้งที่แล้ว ถ้าเป็นสิ่งที่นางรู้นางยินดีที่จะแบ่งปันความรู้กับใครก็ตาม
ถึงแม้ว่าวิธีการสอนของนางจะค่อนข้างรุนแรงไปหน่อยก็เถอะ สำหรับเจ้าพวกกลุ่มคนที่ชื่นชอบให้นางดุด่าอยู่แล้วนั่นก็ว่าไปอย่าง
แต่สำหรับเด็กๆทั้งสามคนนี้แล้วหวงจื่อหานกังวลนิดหน่อยว่าพวกเธอจะตกใจ
“...ข้าเข้าใจแล้ว”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับ นางครุ่นคิดยามที่ประเมินเด็กน้อยทั้งสามคน ทั้งสามคนนี้ไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลยสักนิด เอกลักษณ์ของพวกนางมันไปกันคนละทิศละทางจนนางไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันสอนแล้วจะมีประสิทธิภาพเท่ากันอย่างแน่นอน
สำหรับฮุ่ยเอ๋อที่มีพลังหยางรุนแรง นางจำเป็นต้องฝึกสอนในรูปแบบหนึ่งแน่นอนว่ากับถังเย่เย่ที่เป็นขั้วตรงกันข้าม นางก็จำเป้นที่ต้องสอนอีกแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน
แต่ที่มีปัญหาก็คือเหม่ยอิง
“เจ้าต้องไปฝึกวรยุท์กับปู่ของเจ้า”
เหม่ยอิงที่กำลังตั้งตารออย่างมีความหวังออกอาการช็อคออกมาอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากเจิ้งเหรินอี้ที่เริ่มดีใจและพยักหน้ารับถี่ๆเหมือนสิ่งที่ไป่ฟานเซียนพูดนั้นถูกต้องที่สุด
หวงจื่อหานรู้สึกว่านายหญิงของเขาพูดห้วนไปเสียหน่อยเขาถอนหายใจแล้วพูดว่า
“นายหญิงต้องบอกเหตุผลให้เด็กคนนี้เข้าใจด้วยสิครับ...”
ไป่ฟานเซียนชะงักกึก นางกระแอมเบาๆแล้วหันมาอธิบายให้เหม่ยอิงฟัง
“...พลังฝึกตนของเจ้าอยู่แค่ขั้นรวมปราณ สำหรับนักปรุงโอสถแล้วยิ่งพลังฝึกตนของเจ้าสูงก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้เจ้าสามารถปรุงโอสถได้ในระดับสูงขึ้น”
หวงจื่อหานที่อยู่กับตระกูลถังมานานแน่นอนว่าย่อมเข้าใจเรื่องนี้ที่สุดแม้แต่นายใหญ่ของเขาอย่างถังเทียนจี๋ก็ถูกกำแพงของระดับพลังนี้ขวางกั้นจนปรุงยาได้สูงสุดเพียงระดับสามเช่นกัน
“ใช่แล้วครับ ถ้าพลังฝึกตนยังอยู่แค่ขั้นรวมปราณ แม้แต่ยาเม็ดระดับหนึ่งก็ยังมีโอกาสสูงที่จะล้มเหลวนะครับ”
พ่อบ้านชราพูดเสริม ทำให้เหม่ยอิงที่ตอนแรกนึกว่าถูกปฏิเสธไปเสียแล้วได้สติขึ้นมา เด็กน้อยหันไปพูดกับท่านปู่ของเธออย่างมุ่งมั่น
“ถ้าอย่างนั้นตอนเช้าหนูจะฝึกวรยุท์กับท่านปู่ส่วนตอนบ่ายหนูจะเรียนปรุงโอสถ!”
ท่าทางของเธอทำให้เจิ้งเหรินอี้พยักหน้าทั้งรอยยิ้ม เขากำลังมีความสุขที่ในที่สุดหลานสาวคนเดียวของเขาก็จะได้รับสืบทอดเพลงดาบของเขาไปเสียที นอกจากนี้ยังจะได้รับสืบทอดความรู้ด้านการปรุงโอสถจากจักรพรรดินีโอสถ อนาคตของหลานสาวเขาจะต้องสว่างไสวแน่นอน!
“พวกเจ้าด้วย เข้าใจหรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนหันไปหาเด็กน้อยอีกสองคนที่สะดุ้งเบาๆ หลิวเยี่ยนเฟยยิ้มแล้วพูดว่า
“ระหว่างที่ลาพักร้อนนี้ผมจะช่วยเป็นคู่ฝึกให้เอง แล้วรอให้ปรมาจารย์เซี่ยกลับมาค่อยมาคิดตารางฝึกให้พวกหนูอีกที”
แน่นอนว่าเพราะเซี่ยซูเหยายังไม่กลับมาแต่ถ้าเธอกลับมาแล้วเธอย่อมยอมช่วยด้วยความยินดีแน่ๆ
“เอาเถิด...ตอนบ่ายพวกเจ้าตามข้ามาที่สนามก็แล้วกัน”
หลังจากคำพูดนั้นของไป่ฟานเซียน ทำให้มื้อกลางวันนั้นผ่านไปอย่างเร่งรีบ หลังจากที่ช่วยหวงจื่อหานจัดการกับถ้วยชามเรียบร้อยแล้วเด็กๆก็ไปรวมตัวกันที่สนามที่อยู่ด้านข้างของบ้านทันที
บ้านหลังนี้ได้รับการต่อเติมทำให้บริเวณฝั่งนี้ยังไม่เรียบร้อยเสียเท่าไร แต่ไป่ฟานเซียนกลับเห็นว่ามันเป็นโอกาสอันดีที่นางจะทำการติดตั้งบางสิ่งบางอย่างลงไปที่บริเวณนี้
สมาชิกในบ้านล้วนแต่มามุงดูด้วยความไม่เข้าใจ แต่วินาทีต่อมาไป่ฟานเซียนก็สะบัดมือเบาๆทีหนึ่ง พื้นดินด้านล่างก็แหว่งไปราวกับถูกบางสิ่งควักหายไปทั้งชิ้น หญิงสาวกรีดมืออีกทีหนึ่งด้านข้างของนางก็ปรากฏความผันผวนของมิติ รอยแยกที่ดูน่ากลัวพลันปรากฏขึ้นมาพร้อมกับบางสิ่งบางอย่างลอยออกมา
มันคือสิ่งที่ดูคล้ายประตู
แต่เมื่อมันออกมาทั้งหมด ไม่ว่าใครก็ต้องตกใจเพราะมันมีขนาดใหญ่จนกินเนื้อที่ทั้งหลุมนั้นลงไปได้อย่างพอดี!
มันคือห้องห้องหนึ่งที่คล้ายกับกลไกโบราณ แม้แต่คนที่ทำงานอยู่ในกองทัพอย่างหลิวเยี่ยนเฟยยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วไป่ฟานเซียนก็ตรวจสอบสภาพแวดล้อมนิดหน่อย นางสะบัดมืออีกที่พื้นดินก็ลอยเข้ามาทับปิดห้องนี้ไว้จนมิด เหลือไว้เพียงประตูทางเข้าที่เป็นเอกลักษณ์นั่น
ไป่ฟานเซียนทาบฝ่ามือลงไปยามที่กลไกได้รับลมปราณของผู้เป็นเจ้าของ มันก็เริ่มทำงาน ประตูของห้องค่อยๆเปิดช้าๆ ยามที่มันอ้าออกแม้แต่ตัวตนอย่างราชินีมังกรก็ยังขนลุกกับความรู้สึกที่ได้รับมาจากด้านใน
นางสัมผัสได้ถึงของวิเศษและวัตถุดิบระดับสูงมากมาย!
“...ยินดีต้อนรับสู่ห้องทำงานของข้า”
ไป่ฟานเซียนทิ้งคำพูดไว้แล้วเดินเข้าไป เหล่าผู้ติดตามของนางยกเว้นแต่ฮุ่ยเอ๋อที่เคยเห็นมาก่อนแล้วล้วนกำลังตาค้างไปกับความอลังการนี้ วินาทีที่พวกเขาก้าวขาเข้าไปด้านในนี้มันราวกับอยู่คนละโลก อุปกรณ์มากมายและวัตถุดิบที่น่าอัศจรรย์มีอยู่ให้เห็นอยู่ทั่วห้องหวงจื่อหานคิดว่าถ้าตัวถังเทียนจี๋ที่บ้าคลั่งการปรุงโอสถขนาดนั้นได้มาเห็นห้องนี้เขาได้น้ำหูน้ำตาไหลพรากด้วยความมีความสุขแน่ๆ!
“...สาวน้อย โสมพวกนี้มัน...”
จอมดาบเจิ้งเหรินอี้ตัวสั่นยามที่เดินผ่านแปลงสมุนไพรครบวงจรที่ตั้งอยู่ที่มุมหนึ่ง ที่นั่นเขาได้พบกับโสมที่กำลังเติบโตราวกับอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติปลูกอยู่แต่ที่สำคัญก็คือ
...เขาคาดเดาอายุของโสมพวกนี้ไม่ได้!?
เจ้าแดงน้อยหรือราชินีมังกรรีบใช้ปีกเล็กๆของนางบินมาเกาะอยู่หน้ารั้ว สายตาของนางจับจ้องสมุนไพรในแปลงด้วยแววตาเป็นประกาย น้ำลายของนางไหลออกมาจากมุมปากน้อยๆนั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
“นายท่าน! ข้าขอกินสักคำได้หรือไม่?”
แม้แต่ตัวตนกึ่งอมตะก็ยังรู้สึกอิจฉายามที่ได้เห็นนั่นแปลว่าของเกือบทุกอย่างในห้องนี้นั้นมีคุณค่าอย่างแท้จริง!
ไป่ฟานเซียนไม่ตอบ นางเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของห้อง ที่นั่นมีหม้อปรุงโอสถหลายใบถูกวางเอาไว้อยู่ นางค่อยๆพิจารณาอย่างระมัดระวัง ถึงมันจะเทียบกับหม้อใบใหฐ่ใบนั้นของนางไม่ได้ แต่หม้อทุกใบที่วางอยู่ตรงนี้ก็ล้วนเป็นหม้อระดับสูงที่สามารถหลอมโอสถระดับเจ็ดได้ทั้งนั้น
พวกมันมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป แต่ไป่ฟานเซียนกลับไม่พบหม้อที่เหมาะจะให้เด็กๆทั้งสามคนนั้นใช้สำหรับฝึกฝนเลยสักใบ
พวกหม้อระดับต่ำมันหายไปไหนหมด?
“...หวงจื่อหาน ที่ตระกูลถังมีหม้อสำหรับใช้หัดปรุงโอสถอยู่บ้างหรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนหันไปถามพ่อบ้านชรา ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับแต่ก็แฝงไว้ด้วยความไม่แน่ใจ
“ผมไม่มั่นใจเท่าไร แต่คิดว่าที่ห้องวิจัยน่าจะมีหม้อระดับสองอยู่บ้างครับ...”
เพราะว่าแม้ตระกูลถังจะเป็นตระกูลปรุงโอสถ แต่เมื่อคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้งานหลังจากที่ผ่านพ้นช่วงนักปรุงระดับหนึ่งมาแล้วก็ไม่ค่อยจะมีใครเก็บหม้อที่สภาพยับเยินพวกนั้นเอาไว้เท่าไร เพราะว่ามันผ่านการทดลองผิดลองถูกจากมือใหม่มามากมายทำให้มันไม่ค่อยจะอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน
อย่างมากก็เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น
แต่ถึงจะไม่มี หวงจื่อหานก็ยังรู้ดีว่าพวกเขาจะสามารถหาหม้อสำหรับหัดปรุงโอสถได้จากที่ไหน และที่นั่นก็ดูจะมีมากมายให้ใช้ได้อย่างจุใจเสียด้วย
“...ผมคิดว่าถ้าท่านโทรไปหาที่นี่ พวกเขายิ่งกว่ายินดีเสียอีกที่จะส่งพวกมันมาให้ท่านฟรีๆเลยล่ะครับ”
หลังจากนั้นไปประมาณสิบนาที ที่สมาคมนักปรุงโอสถก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสมาคมอยู่ในความวุ่นวาย เพราะหนึ่งในผู้อาวุโสและเป็นตัวตนสูงสุดคนหนึ่งของสมาคมอย่าง“จักรพรรดินีโอสถ” นั้นโทรมาแจ้งความต้องการว่านางอยากจะได้หม้อสำหรับฝึกปรุงโอสถจำนวนหนึ่ง
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่นางรับตำแหน่งและกลายเป็นนักปรุงขั้นสี่ที่นางเอ่ยปากขออะไรบางอย่างจากสมาคมแห่งนี้
ผู้อาวุโสเฉินเต๋อหมิงที่รับหน้าที่ดูแลตำแหน่งประธานชั่วคราวถึงกับรีบเรียกผู้อาวุโสคนสนิทหลายคนมาประชุมกันอย่างเร่งด่วน
“ผู้อาวุโสฟาง คุณคิดว่าคราวนี้ท่านจักรพรรดินีโอสถจะทำอะไร?” ชายชราหันไปถามฟางเหนียงหญิงสาวตัวเล็กท่าทางใจดีที่แม้จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังดูอ่อนเยาว์คนนั้น
“เรื่องนี้ฉันก็ไม่แน่ใจนักหรอกค่ะ...หรือว่าท่านปรมาจารย์ไป่จะอยากทดลองอะไรหรือเปล่า?”
“หรือไม่ท่านก็กำลังสอนใครบางคนปรุงโอสถ?”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดขึ้นมา ครั้งนี้ทุกคนในห้องประชุมเงียบสนิท เรื่องนี้ดูจะเป็นไปได้ที่สุด สำหรับตัวตนอย่างปรมาจารย์ไป่แล้วนางไม่จำเป็นต้องใช้หม้อฝึกหัดราคาถูกเหล่านี้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นความเป็นไปได้ก็คือนางน่าจะรับศิษย์ที่กำลังเรียนรู้เรื่องการปรุงโอสถมาแน่นอน
“ผู้อาวุโสซุนหมิงฉวนกำลังไปทำธุระอยู่แถวภาคตะวันออก ถ้าอย่างไรเราให้เขาไปส่งวัสุให้แล้วก็ถือโอกาสถามท่านปรมาจารย์ไป่เรื่องนี้ดีไหม?”
“ใช่แล้ว ถ้าเราสามารถเชิญท่านหรือศิษย์ของท่านมา“เข้าร่วม” ในการแข่งขันที่กำลังจะจัดขึ้นได้ ด้วยชื่อเสียงของท่านจักรพรรดินีโอสถมันจะสามารถดึงดูดผู้คนมากมายให้มาสนใจได้แน่นอน”
สุดท้ายพวกเขาก็ได้ข้อสรุปมาอย่างนี้เอง
การขนส่งนั้นมาด้วยช่องทางที่รวดเร็วที่สุด ทำให้ไม่ถึงสองชั่วโมงอาจารย์ซุนหรือ“ผู้อาวุโสซุนหมิงฉวน” ก็มายืนอยู่ที่หน้าบ้านพักของไป่ฟานเซียนพร้อมกับหม้อสำหรับมือใหม่มากกว่าสิบใบที่แพ็คมาอย่างดีในลังเรียบร้อย
เขามีท่าทีลังเลและเป็นกังวลเล็กๆ ถึงก่อนหน้านี้เขาจะเคยไม่พอใจ“จักรพรรดินีโอสถ” เพราะนางมาถล่มกระทู้ของเขาจนยับเยิน แต่ตอนนี้หลังจากที่ได้ประจักษ์ถึงความรู้และความสามารถของนางด้วยตัวเอง เขาก็กลายมาเป็นหนึ่งในแฟนคลับที่จงรักภักดีของนางในที่สุด
เขาใช้นิ้วที่เหี่ยวย่นนั่นกลั้นใจกดไปที่กริ่งประตู แต่เมื่อเขากดไปแล้วกลับรู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเสียอย่างนั้น ชายชรามองอย่างไม่เข้าใจ เขากดย้ำๆลงไปพลางเอียงคอ
หรือเครื่องมันจะเสีย? ตอนเข้าไปต้องบอกท่านจักรพรรดินีสักหน่อยแล้ว
แต่ก่อนที่เขาจะรู้ตัวพ่อบ้านชราก็มาปรากฏตัวอยู่ที่อีกฝั่งของประตูพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ ชายชราทักทายอาจารย์ซุนอย่างเคารพ ขณะเดียวกันเขาก็เปิดประตูและใช้สิทธิ์ของเขาอณุญาตให้ซุนหมิงฉวนเข้ามาในเขตแดนนี้ได้
หวงจื่อหานพาอาจารย์ซุนไปที่ห้องรับแขก ที่นั่นมีไป่ฟานเซียนและเด็กๆสามคนนั่งรออยู่แล้ว เรื่องห้องทำงานของนางยิ่งคนรู้น้อยเท่าใดก็จะยิ่งวุ่นน้อยลงดังนั้นมาคุยกันที่อื่นจึงดีที่สุด
“ท่านจักรพรรดินี! สวัสดีครับ!”
ทันทีที่ได้พบกับไอดอลซุนหมิงฉวนก็คล้ายจะเด็กลงไปหลายปีแม้แต่คำเรียกขานและคำแทนตัวก็ยังเปลี่ยนไป เขาแทนตัวเองว่าผมโดยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยสักนิด
“นี่คือหม้อฝึกหัดที่ท่านต้องการ ผมเอามาให้แล้ว”
ชายชราวางกล่องที่บรรจุหม้อจำนวนมากลงบนโต๊ะไป่ฟานเซียนพลิกมือ หม้อใบหนึ่งก็ลอยเข้ามาให้นางตรวจสอบ
ไป่ฟานเซียนพยักหน้า หม้อพวกนี้ไม่ได้มีคุณภาพมากนัก แต่ก็เหมาะสำหรับมือใหม่ต่อให้เด็กๆจะทำพวกมันระเบิดไปสักกี่ใบก็ไม่ต้องคิดเสียดาย นางส่งหม้อไปให้ทั้งสามคนคนละใบ เหตุการณ์ทุกอย่างนั้นอยู่ในสายตาของซุนหมิงฉวน
“ท่านจักรพรรดินี ท่านจะสอนศาสตร์โอสถให้เด็กๆใช่ไหมครับ?”
เขามองแค่ปราดเดียวก็รู้ แต่ยังไงก็ยังต้องถามให้แน่ใจ
“มันมีปัญหาอะไรหรือ?”
“เปล่าครับ! มันไม่มีปัญหาเลยแม้แต่นิดเดียว!” อาจารย์ซุนรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ เขากลัวว่าท่านจะเข้าใจอะไรผิดจึงต้องรีบแจ้งจุกประสงค์ให้ไป่ฟานเซียนได้ฟัง
“คือว่า ท่านสนใจจะส่งเด็กๆเข้าร่วมการแข่งขันปรุงโอสถของสมาคมบ้างไหมครับ?”
คำถามที่กะทันหันนี้ทำให้ไป่ฟานเซียนสนใจ นางพยักหน้าเบาๆแล้วพูดว่า“อธิบายให้ละเอียด...”
“ก่อนหน้านี้สมาคมได้มีโครงการที่จะให้ความรู้ในด้านโอสถกับบุคคลทั่วไปและผู้ที่สนใจ ผมเป็นตัวแทนที่จะมาประชาสัมพันธ์กับทางสื่อมวลชน และได้ทำการตกลงกับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว”
นั่นคือเรื่องที่เกิดก่อนหน้านี้นั่นเองหลังจากที่อาจารย์ซุนแสดงความไม่พอใจและเรื่องของเหวินหลงถูกนักข่าวแฉออกมา ดาราคนดังที่จะถูกเลือกมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ก็ถูกเปลี่ยนคนใหม่ นอกจากนี้คราวนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทางบริษัทตระกูลหยางในการให้ความสะดวกในการโฆษณาและสถานที่ถ่ายทำ ทำให้โครงการนี้ขยายขนาดจนใหญ่ขึ้นเป็นอีกระดับอย่างคาดไม่ถึง
จากที่จะบรรยายความรู้ทั่วไป พวกเขายังทำการเปิดการแข่งขัน “การปรุงโอสถ”ครั้งที่หนึ่งขึ้นด้วย โดยรูปแบบของโครงการนั้นจะใช้รูปแบบเดียวกับการทำรายการแข่งทำอาหาร จะมีผู้เข้าแข่งขันหลายคนและแต่ละสัปดาห์ก็จะมีกติกาและวิธีการที่ต่างกันไป พวกเขาจะใช้วิธีคัดผู้แข่งขันออกไปเรื่อยๆจนสุดท้ายจะเหลือแค่สองคนที่ต้องมาแข่งขันกันเอง
ที่พวกเขาทำแบบนี้ได้เป็นเพราะเรื่องของผู้ฝึกตนถูกเปิดเผยไปแล้วและยิ่งทำการโปรโมตออกไปกระแสตอบรับที่กลับมาก็ล้นหลามเสียยิ่งกว่าที่ประมาณการณ์ไว้เสียอีก
เพราะเหล่าผู้ฝึกตนก็สนใจเหล่าคนธรรมดาที่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนก็อยากจะรู้ว่า “การปรุงโอสถ”นั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร
และยิ่งได้รับการสนับสนุนอันล้นหลาม ทำให้กลายเป็นรายการที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้ไปแล้ว
“...ถ้าท่านจักรพรรดินีสนใจ ผมก็อยากให้ท่านส่งเด็กๆไปลองหาประสบการณ์ในการแข่งขันครั้งนี้ดูครับการแข่งครั้งนี้จะมีการแบ่งระดับไว้ชัดเจน สำหรับมือใหม่ก็จะได้แข่งกับมือใหม่ด้วยกันดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความไม่ยุติธรรมเลยครับ”
อาจารย์ซุนสรุปให้ฟังด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเขาเห็นท่าทีสนใจจนออกนอกหน้าของท่านไป่ฟานเซียนเขาก็ยิ่งมั่นใจว่างจะยอมรับข้อเสนอนี้อย่างแน่นอน
“...แล้วข้าเข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?”
คำถามของไป่ฟานเซียนทำให้อาจารย์ซุนดีใจที่สุดเขารีบตอบรับว่า “แน่นอนสิครับ! ผมกำลังจะเชิญท่านจักรพรรดินีไปเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์อยู่แล้...”
“ข้าหมายถึงข้าจะแข่งด้วย ข้าเข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?”
“....”