บทที่ 20 สติกลับคืนมาหรือยัง?
“จิตใจบริสุทธิ์ สงบเยือกเย็น ิญญาทั้งสามคงอยู่ จิติญญาทั้งเจ็ดไม่แตกสลาย จงสำเร็จโดยพลัน!”
เสียงที่อ่อนเยาว์แต่หนักแน่นดังขึ้น ขณะที่ผีเด็กกำลังจะมาถึงตัวพวกเขาทั้งสามคน แผ่นยันต์สีเหลืองก็พันธนาการเธอไว้ราวกับโซ่ตรวน
เสิ่นจืออินร่ายมนต์และรวบรวมพลังอย่างรีบเร่ง แต่ก็ยังช้าไปหน่อย
สติของผีเด็กก็กลับมาช้าเช่นกัน
เห็นเธอยังคงดิ้นรน เสิ่นจืออินจึงทำเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความรำคาญ
เธอหยิบดาบไม้เล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังิญญา ดาบไม้เล่มนั้นก็ขยายใหญ่จนเท่ากับตัวเธอ
“ช้าจริง ๆ ตีเลยดีกว่า!”
เด็กหญิงวัยสามขวบอมขวดนมในปาก แล้ววิ่งเข้าไปพร้อมกับดาบไม้ท้อในมือ
หลังจากการต่อสู้ที่มองไม่เห็นชัดเจนและเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองของผีร้าย ไม่กี่นาทีต่อมาทุกอย่างก็สงบลง
ตุ๊กตาเด็กน้อยน่ารักน่าชัง เหยียบเท้าข้างหนึ่งลงบนตัวผีเด็ก มืออีกข้างถือดาบไม้อยู่ในมือ เธอเคาะไปที่หัวผีเด็กเบา ๆ สองสามครั้ง
ท่าทางของเธอช่างเรียกได้ว่าเย่อหยิ่งนัก
เพียงแต่รูปร่างเตี้ย ๆ ป้อมๆ บวกกับจุกนมที่คาอยู่ในปาก ทำให้ดูขัดหูขัดตาอยู่บ้าง
“ตื่นสิ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
เธอยังคงใช้ดาบไม้จิ้มไปที่ผีเด็กอีกสองสามที พวกเขาอีกสามคนที่เหลือเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผีเด็กที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความแค้น ตอนนี้นอนหมอบตัวสั่นอยู่บนพื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่โดนจิ้มไปเมื่อครู่นี้
ในชั่วขณะหนึ่ง พวกเขาก็แยกไม่ออกว่า จริง ๆ แล้วใครกันแน่ที่เป็ผี
ผีเด็กร้องไห้ออกมา น้ำตาสีเืสองสายไหลอาบแก้ม ดูทั้งน่ากลัวและน่าสงสาร
มีวิธีที่อารยะกว่านี้ในการทำให้เธอมีสติสัมปชัญญะ ทำไมต้องใช้กำลัง ในเมื่อเธอยังเป็แค่เด็กตัวเล็ก ๆ เป็เด็กผู้หญิงด้วย ทำไมถึงได้ดุร้ายแบบนี้ ฮือ ๆๆ...
ส่วนทางด้านสามหนุ่มที่ถืออาวุธที่หยิบได้แถวนั้น “...”
เกิดอะไรขึ้น?
ฉันเป็ใคร? แล้วที่นี่ที่ไหน?
ชายสามคนจ้องมองไปยังผีเด็กที่ถูกตบจนล้มไปกองกับพื้นโดยที่ไม่สามารถตอบโต้ได้ พวกเขายังไม่หายใจากการได้เห็นผี ผีเด็กตนนั้นก็ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นว่าผีเด็กมีสติขึ้นมาแล้ว เสิ่นจืออินก็ยกขาน้อย ๆ ขึ้นนั่งไขว่ห้างพลางดื่มนมอย่างสบายอารมณ์
แต่นี่ไม่ใช่นมธรรมดานะ นี่มันพลังงานต่างหาก!
“พวกคุณอยากจะรู้อะไรก็ถามมาสิ”
ไม่ได้ต่อยตีกับใครนาน ร่างกายเล็ก ๆ ของเธอจึงเริ่มเหนื่อยล้า
ฉินเจินมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วที่สุด เพราะเขาเคยเจอผีเด็กตนนี้มาก่อน เขาจึงใช้นิ้วสะกิดแขนหลูติ้งอันที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ข้าง ๆ ให้ได้สติ
“เอาปากกากับกระดาษมาหน่อย”
เขาพูดพร้อมกับนั่งยอง ๆ ลงบนพื้นห่างจากผีเด็กประมาณหนึ่งเมตร แล้วเริ่มซักถามอย่างระมัดระวัง
ผีเด็กหน้าตาบูดบึ้งราวกับยางรั่ว เอ่ยตอบอย่างไร้เรี่ยวแรง
เสิ่นจืออินวางดาบไม้ไว้ข้างเท้า จิบนมพลางเงี่ยหูฟัง
ไป๋เค่อเค่อไม่รู้ว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหน เพราะเธอยังเด็ก รู้เพียงแต่ว่าบ้านของเธออยู่ในหมู่บ้านบนูเา หลังจากที่เธอเกิดมา ปู่ย่าและพ่อก็ไม่ชอบเธอ
“ย่าบอกว่าฉันเป็ตัวซวย เป็เพราะฉัน น้องชายถึงไม่กลับบ้าน ต่อมามีคนแปลกหน้ามาที่บ้าน ปู่ย่าก็ขายฉันไป”
ไป๋เค่อเค่อไม่มีวันลืม แม้เธอจะร้องไห้และอ้อนวอนอย่างไร ปู่ย่าก็ไม่สนใจ ผลักเธอไปให้ผู้ชายแปลกหน้า แล้วตัวเองก็ยืนนับเงินอย่างมีความสุข
ความทรงจำเ่าั้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ความแค้นของไป๋เค่อเค่อกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้จัดการง่ายหน่อย มีคาถาปลุกิญญาบริสุทธิ์เป็พื้นฐาน เสิ่นจืออินเพียงแค่โยนยันต์สงบจิตใจไป ก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
“ฉันหนีไปสองครั้ง แต่พวกเขาก็จับฉันกลับมา พวกเขาไม่ให้ฉันกินข้าว แล้วยังตีฉันอีก เจ็บไปหมดเลย...”
“ฉันอยากกลับบ้าน ฉันอยากไปหาแม่”
แม่ของเธอเป็เพียงคนเดียวที่ดีกับเธอมาก แต่แม่ก็จะถูกตี
เธอหายไป แม่ต้องเสียใจมากแน่ ๆ
ถึงแม้ว่าสองครั้งแรกที่หนีไปจะถูกตี ไม่มีข้าวกิน เธอก็ยังอยากจะหนีกลับไป
แต่ครั้งที่สาม เธอถูกซ้อมจนตาย
เสิ่นจืออินฟังไปก็รู้สึกว่านมในปากนั้นจืดชืดไปเสียแล้ว
ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ทายาทตระกูลร่ำรวยผู้เอาแต่ใจและไม่รู้ร้อนรู้หนาวคนนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบนโลกนี้จะมีปู่ย่าที่โเี้ขนาดนี้
สีหน้าของฉินเจินและหลูติ้งอันนั้นทั้งมืดครึ้มและเคร่งเครียด
ในฐานะสายตรวจ ฉินเจินพบเจอเื่ราวมืดมนมามาก เขาก็เคยจับคนลักพาตัวเด็กมาแล้ว แต่พอได้ยินเื่นี้ เขาก็ยังคงไม่สามารถระงับความโกรธในใจได้
“แล้วเธอยังจำหน้าตาของคนที่ซื้อเธอไปได้ไหม? แล้วใครเป็คนพาเธอไปที่เขตเหิงหยาง?”
“จำได้”
แน่นอนว่าเธอจำได้ และจะไม่มีวันลืม
หลูติ้งอันรีบหยิบกระดาษกับปากกาเตรียมตัวทันที
ภายใต้การแนะนำของฉินเจิน ไป๋เค่อเค่อเล่าลักษณะบางอย่างของชายคนนั้น บอกว่าคนที่พาเธอไปที่เขตเหิงหยางกับคนที่ซื้อเธอนั้นเป็คนเดียวกัน
ถึงแม้ว่าตอนนั้นเธอจะตายไปแล้ว แต่ิญญาอาฆาตแค้นก็ยังคงติดตามไปด้วย
หลังจากวาดภาพคนคนนั้นเสร็จแล้ว เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ไป๋เค่อเค่อเกือบจะคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง
ต้องรอให้เสิ่นจืออินช่วยพูดเกลี้ยกล่อมและฉินเจินรับปาก เธอจึงยอมสงบลงได้
“ฉันจะไปตรวจสอบตัวตนของชายคนนี้เดี๋ยวนี้” ฉินเจินกล่าว
เมื่อมีรูปวาดแล้ว ทุกอย่างหลังจากนี้ก็ง่ายขึ้นมาก
ปัญหาเดียวคือ การปล่อยให้ไป๋เค่อเค่ออยู่ที่นี่ต่อไป คงไม่ได้แน่ ๆ
ตอนนี้เธอมีพลังของผีร้ายแล้ว หากเธอขาดสติขึ้นมา คงไม่มีใครหยุดยั้งเธอได้
ดังนั้น...ทุกคนจึงหันมองไปที่เสิ่นจืออินเป็ตาเดียว
เพราะเธอเป็คนเดียวที่สามารถติดต่อกับผีได้
ฉินเจินทำหน้าหนา ลูบมือไปมา “บรรพบุรุษน้อย ช่วยจัดการไป๋เค่อเค่อให้หน่อยได้ไหม?”
เพื่อความปลอดภัยของทุกคน อย่าว่าแต่เรียกเสิ่นจืออินว่าบรรพบุรุษน้อยเลย ต่อให้เขาต้องกราบไหว้เขาก็ยอม
เสิ่นจืออินหยิบแผ่นไม้เล็ก ๆ ธรรมดา ๆ แผ่นหนึ่งออกมา
“นี่ทำจากต้นไฮว๋อายุร้อยปี เธอเข้าไปอยู่ในนี้ก่อนนะ”
แค่สะกดิญญา เื่เล็กน้อย
ไป๋เค่อเค่อไม่ได้ขัดขืน กลายเป็ควันสีเขียวจาง ๆ พุ่งเข้าไปในแผ่นไม้อย่างรวดเร็ว
ถามสิ่งที่ควรจะถามไปแล้ว ผีร้ายก็ถูกจัดการไปแล้ว เสิ่นจืออินและเสิ่นมู่เหยี่ยก็เตรียมตัวกลับบ้านตระกูลเสิ่น
แต่ฉินเจินยังยุ่งอยู่กับเื่ของไป๋เค่อเค่อ ดังนั้นเสิ่นมู่เหยี่ยจึงโทรเรียกคนขับรถของตระกูลเสิ่นให้มารับ
ระหว่างรอรถ เสิ่นมู่เหยี่ยมองดูคุณย่าตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยอาการอึกอัก
“เป็อะไร พูดไม่ออกรึไง?” เสิ่นจืออินเห็นเขาอึกอักหลายครั้งแต่ก็ไม่ยอมพูดสักที จึงทำตาขวางใส่ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู
เสิ่นมู่เหยี่ยคิดในใจ ‘ถ้าเธอบอกให้ฉันพูด ฉันก็จะพูดเลยนะ’
“คือ...ยันต์ที่เธอให้ฉันมา มันใช้ได้จริงเหรอ?”
“แล้วเื่การเล่นแร่แปรธาตุที่เธอพูดถึง มันก็มีอยู่จริงงั้นสิ?”
“เธออายุแค่สามขวบจริง ๆ ใช่ไหม ไม่ใช่ปีศาจชราอะไรนั่นน่ะ ทำไมถึงจับผีร้ายได้...”
โอ้โห ตอนไม่พูดก็อึกอัก พอพูดแล้วหยุดไม่ได้เลยสินะ
“จริงทั้งหมดเลย...”
แต่ถ้าว่ากันตามตรง เธอก็เหมือนปีศาจชรานั่นแหละ
แต่นั่นมันก็เป็เื่ของชาติที่แล้ว ชาตินี้มันไม่เกี่ยวกันสักหน่อย เธอเป็แค่เด็กน้อยน่ารักที่ชอบเอาแต่นอนกอดขวดนมกินนมเท่านั้นเอง
เด็กหนุ่มย่อมเปิดรับสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ
ในตอนแรก เสิ่นมู่เหยี่ยยังไม่ทันได้รู้สึกตัว แต่ตอนนี้เขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเร้าใจ
เขามองไปที่คุณย่าตัวน้อยวัยสามขวบของตัวเองด้วยแววตาเป็ประกาย
คุณย่าวัยสามขวบของเขาสามารถจับผีได้ จะมีอะไรที่เจ๋งไปกว่านี้อีกไหม?