Monster Easter

    ไข่ใบที่ 1 ชายที่มีจิ้งจกสีแดง

    แสงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำ บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของวัน ผม เลียม อาคะสึบากิ กำลังกลับบ้านในเส้นทางปกติหลังจากไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ ทางเดินปกติ เวลาปกติ ช่วงเวลานี้สมควรที่จะเป็นเช่นปกติของทุกวัน แต่กลับมี...“หึหึหึ แกน่ะ! มีใช่ไหม?! เจ้าสิ่งนั้นน่ะ!!”“อะ!! อะ!! นาย!!! กำลังถูกกลืนกินนี่!!!”“พูดบ้าอะไรของแก?!! ข้าคนนี้นะเหรอที่ถูกกลืนกินน่ะ?! ฮ่าๆๆๆ”มอนสเตอร์ปริศณา “ไมน์ (Mine)” หรือ “มอนสเตอร์อีสเตอร์ (Monster Easter)”  แม้ช่วงแรกจะจะเรียกเจ้าพวกนี้ว่า “มี่ (Me)” แต่เรียกว่า “ไมน์ (Mine)” นั้นไพเราะกว่า ได้ปรากฏตัวขึ้นในวันนั้นเมื่อหกปีที่แล้ว...วันอีสเตอร์ และทุกคนบนโลกใบนี้ต่างก็เรียกเหตุการณ์นั้นว่า “คืนที่ดวงอาทิตย์ร่วงหล่น The Sun Fall”หลังจากเหตุการณ์ “The Sun Fall” ผู้คนในเมืองต่างก็มีมอนสเตอร์ ที่เรียกว่า “ไมน์ (Mine)” อยู่ข้างกายคนละหนึ่งตน “ไมน์ (Mine)” คือมอนสเตอร์ที่นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาชี้แจงไว้ว่า มันคือสิ่งเสมือนมีชีวิตที่ถูกฉายออกมาจากจิตใจ และแสดงตนออกมาเป็นรูปร่าง สรุปก็คือ “เงาของจิตใจ” “ไมน์ (Mine)” แต่ละตัวมาพร้อมกับทักษะความสามารถต่าง ๆ ราวกับเวทมนตร์ ซึ่งวิทยาศาสตร์ยังคงไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทั้งนี้...ระดับความสามารถของ “ไมน์ (Mine)” จะขึ้นอยู่กับระดับของจิตใจของทั้งตัวเจ้าของ และตัวของ “ไมน์ (Mine)” เองหากจิตใจอยู่ในระดับปกติก็จะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ แต่ถ้าหากจิตใจไม่อยู่สภาพที่ควบคุมตัวเองได้ ก็จะถูก “ไมน์ (Mine)” กลืนกินไป พร้อมทั้งถูกเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นมอสเตอร์ที่คุ้มคลั่ง และสิ่งที่มันต้องการคือการ การกิน “ไมน์ (Mine)” ของผู้อื่น เพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมันจะไม่หยุดจนกว่าจะถูกปราบโดยผู้ใช้ “ไมน์ (Mine)” ที่เหนือกว่า“จะหนีไปไหนล่ะ...เข้ามาสิ...มาหาข้าคนนี้...เพราะตอนนี้ข้าหิว...หิวเหลือเกิน...”“ไม่! ไม่มีทาง!! ช่วยด้วย!!!”ตึกๆๆๆๆผมวิ่ง วิ่ง และก็วิ่ง ไปทางไหนละ?!!! ผมจะหนีไปที่ไหนดี!!!!?ตูมมมม!!! คลืน!!!!!!“เหวอ!!! แฮกๆๆ อะไรน่ะ!!!! ระเบิดเหรอ?!!!!!! มันใช้ของแบบนั้นได้แล้วเหรอ?!!!!”เกิดระเบิดดักทางที่ผมจะวิ่งไป สิ่งของต่าง ๆ ล้มลงขวางทางผม ไม่ผิดแน่...มันต้องใช้ความสามารถของไมน์ได้แน่ๆ การดูดกลืนขั้นที่หนึ่ง!!! ผมจะหนีไปทางไหน?!!“หนีไม่พ้นหรอกแก!!!!!! มาให้ข้ากินซะดีๆ !!!!!!”“เหวอ!!!!”ตายแน่!! ถูกกินแน่!! ไมน์ของผมจะถูกกิน หนีไม่พ้นแล้ว!!!!ฟิ้วววววว!!!!! บึ้มมมมม!!!!!!“อ้ากกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!”“ร้อน!! นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น! ใครน่ะ?!!!”ลูกไฟขนาดใหญ่ที่ไม่รู้ที่มา ตกลงตรงจุดที่ชายคนนั้นอยู่และระเบิดเป็นเสาเพลิงที่รุนแรงเกินกว่าจะยืนมองตรงๆ ได้ ผมได้แต่พยายามลืมตาขึ้นเพื่อมองให้เห็นว่าใครเป็นคนที่มาช่วยผม แต่ผมกลับเห็นเพียงแต่เงาของมอนสเตอร์ตัวใหญ่ด้านหลังของกำแพงไฟที่รุกโชนอยู่เท่านั้น(-)ติ๊ง ต็อง ติง ต่อง ~~“นักเรียน!!! ม.ปลายปีหนึ่งมาทางนี้!! พิธีปฐมนิเทศจะเริ่มแล้วนะ!!!”“นี่เธอ เด็กคนนั้น...จะใช่หรือเปล่านะ?”“ฉันว่าใช่นะ ไม่ผิดแน่ๆ ”“หน้าตาแบบนั้นไม่เคยเห็นเลยนะ สงสัยจะเพิ่งย้ายมา ได้ข่าวว่าโดนรับน้องซะแรงเลยนี่”เปิดเทอมวันแรก ผมซึ่งเป็นเด็กใหม่ของเมืองนี้ถึงแม้จะย้ายมาตั้งแต่ช่วงปิดเทอมแล้วก็เถอะ แน่นอนว่าเพื่อนนั้นยังไม่มีอยู่แล้ว ผมกลับถูกสายตาคนรอบข้างจ้องมองอยากประหลาด เพราะอะไรนะเหรอ? ก็เพราะเรื่องเมื่อวานนะสิ!หลังจากที่มีใครไม่รู้มาช่วยผมไว้ หน่วยปราบปรามพิเศษก็เข้ามาช่วยเหลือ ชายคนที่ถูกกลืนกินก็สลบอยู่ข้างๆ ไข่ไมน์ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ แน่นอนว่าผมก็โดนนักข่าวรุมทึ้งอยู่พักใหญ่ๆ อาจทำให้คนทั้งเมืองจำหน้าตาของผมได้หมดแล้วแน่ๆ“เร็วๆ เข้า!! พิธีจะเริ่มแล้วนะ!!”“ครับ!!”อาจารย์เริ่มเสียงเข้มเพราะเวลาของพิธีปฐมนิเทศนั้นใกล้เข้ามา(-)หลังจากงานพิธีจบ นักเรียนทุกคนกลับไปประจำห้องของตัวเอง แน่นอนว่าผมเองก็เช่นกัน ที่นั่งหลังห้องริมหน้าต่าง เป็นที่ๆ ใครๆ ก็อยากจะจับจอง ผมเองก็เช่น ผมเริ่มเดินไปตำแหน่งนั้นด้วยความเร็วที่ปกติ...ใช่แล้ว...อย่างปกติ“นี่ๆ เธอๆ เด็กใหม่เขากล้าไปนั่งตรงนั้นด้วยแหละ”“เขาน่าจะไม่รู้ละมั้ง แต่ก็กล้าน่าดูเลยเนาะ”จ๊อกแจ๊ก จอแจเสียงนินทาดังในห้องไม่หยุดจนผมยังรำคาญ และเริ่มไม่แน่ใจว่าจะนั่งดีไหม แต่จะมัวกลัวเสียเวลา สู้ถามไปเลยแล้วกัน“เออ…ขอโทษนะครับ ที่นั่งตรงนี้มีเจ้าของไหม?”ผมหันกลับไปถามเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับผมที่สุด เพราะเธอนินทาผมดังที่สุด แต่เธอกลับ…มองผมอย่างน่าสมเพช“เออ…ช่วยพูดอะไรหน่อยได้ไหมครับ อย่างน้อยผมก็เป็นเด็กใหม่นะครับ!!” ผมพยายามยิ้มอย่างเป็นมิตรเพื่อการการสนทนาที่ลื่นไหลที่สุด…เท่าที่ผมจะสามารถทำได้ แม้จะมีเส้นเลือดขึ้นที่หัวก็เถอะ“ก็ได้ๆ นี่เพราะว่านานเป็นเด็กใหม่เฉยๆ นะ แล้วอย่าลืมสำนึกบุญคุณซะล่ะ!”“ครับผม…จะจำไม่ลืมเลยครับ” แม้จะกำหมัดด้วยความพยายามก็เถอะ“ที่ตรงนั้นเป็นหนึ่งในคนที่มีอำนาจที่สุดในประเทศยังไงล่ะ ได้ข่าวว่าปีนี้ซ้ำชั้นเพราะเหตุผลบางประการ แต่ปีนี้จะกลับมาเรียนตามปกติแล้ว”“เออ…คนๆ นี้ใช่เด็มมัธยมปลายแน่เหรอครับ” คนมีอำนาจที่สุดในประเทศ จะเป็นเด็กมัธยมปลายได้ไงฟร๊ะ!“ใช่สิ! ปีก่อนเขาคนนี้สอบข้ามชั้นได้ ปีถัดมาเลยขอลาพักหนึ่งปี ยังไงก็รุ่นเดียวกับพวกเรานั่นแหละ ยังไงนายก็อย่าหยาบคายซะล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าชั้นคนนี้ไม่เตือน!”“แหม…ดีใจจังเลยที่เตือนครับผม” ในที่สุดก็จบการสนทนาที่น่ารำคาญซะทีสรุปว่าที่ตรงนี้ไม่ควรนั่งสินะ งั้นก็ที่ถัดไปข้างหน้า…“นี่ๆ เธอๆ เด็กใหม่เขากล้าไปนั่งใกล้ตรงนั้นด้วยแหละ”“เขากล้าน่าดูเลยเนาะ”ยัยพวกนี้!!!!!(-)ในที่สุดวันนี้ก็จบลงด้วยการจองโต๊ะ รับตารางเรียน และอุปกรณ์การเรียน ส่วนนายคนนั้น คนที่ว่ามีอำนาจที่สุดในประเทศนี้ก็ยังไม่มาเรียน ถ้ามีอำนาจขนาดนั้น คงไม่จะอยากเรียนก็ได้ประเทศนี้เป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่ถูกเซ้ง…ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าซื้อมา โดยเรื่องเริ่มจากมหาสงครามโลกครั้งที่สามเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว แม้จะมีแค่ไม่กี่ประเทศที่ทำสงคราม แต่ประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องล้วนถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง ทำให้เกิดสงครามในทุกพื้นที่บนโลก…จนกระทั่ง นักธุรกิจกลุ่มหนึ่งได้ตั้งองค์กรที่ชื่อว่า “มังกรสิบทิศ” ขึ้นมาไม่ว่าจะเพราะมีมหาเศรษฐี หรือนักธุรกิจอยู่สิบคน แต่ที่แน่ๆ คือ องค์กรนี้ได้ระดมทุนซื้อพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยประเทศที่ถูกผลจากสงครามทำลายระบบการปกครองไป รวมทั้งหมดสี่แห่ง มีขนาดเป็นห้าสิบเปอร์เซ็นของโลก และข่มขู่ประเทศที่กำลังทำสงครามอยู่ว่า “หากมาก้าวก่ายแผ่นดินที่อยู่ในครอบครอง จะไม่ส่งผลผลิตใดๆ ให้” และได้ลงทะเบียนให้ทั้งสี่แห่งเป็นประเทศที่เป็นกลางในที่สุดแม้ช่วงริเริ่มจะถูกต่อต้านมากมายจากผู้อาศัยอยู่ก่อน แต่ทางองค์กรก็ลงโทษอย่างเบามือโดยการอนุญาตให้ออกจากดินแดนได้โดนสมัครใจ โดยทางองค์กรได้อ้างว่าพวกตนได้ซื้อทั้งแผ่นดินไว้หมดแล้วแม้สิบปีแรกจะจะอยู่ในช่วงปรับตัวอย่างมาก ไม่ว่าเป็นอาชีพที่ถูกบังคับให้ทำตามพื้นที่ถูกกำหนด ทั้งผังเมืองที่ถูกทำใหม่ที่ไร้อิสระในการเลือก และพื้นที่สถานบริการต่างที่กำหนดให้ใช้บริการบนพื้นที่ๆ ถูกกำหนดไว้ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีอภิสิทธิ และไม่มีอิสระจนกระทั่งทุกๆ อย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง เมืองใหญ่ก็ผุดขึ้นมาพร้อมแผนการพัฒนาที่มั่นคง เมืองหลวงเก่าที่เคยมีของแต่พื้นที่ๆ เคยเป็นประเทศถูกลบและสร้างขึ้นมาใหม่ ระบบสาธารณูปโภคแบบใหม่ถูกใช้งาน สิบปีต่อมา ดินแดนแห่งนี้ก็กลายเป็นประเทศชั้นนำของโลก และผู้คนก็เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้ขององค์กรเพราะต้องมองให้ครอบคุมทั้งแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องมองผู้คนให้เป็นตัวหมาก และบังคับให้เดินเกมอย่างตัวละครที่ถูกควบคุมได้ จนกว่าจะถึงวันที่อยู่อย่างมั่นคงสุดท้ายก็ได้มีบทสัมภาษณ์ของหนึ่งในมังกรที่ซื้อแผ่นดินนี้หลุดออกมาจากบทสนทนาของพ่อบ้านประจำตัว เขาได้กล่าวไว้ว่า “สงครามมันไม่ได้สร้างอะไรไปมากกว่าแผ่นดินรกร้างและความเกลียดชัง การได้ใช้ชั้นเชิงในการซื้อและขายระหว่างคู่แข่งสิ ถึงจะสนุก” แต่คำพูดนั้นกว่าที่ทุกคนจะได้ยินก็กว่าสามสิบปีแล้วแต่ตอนนี้ ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป วัยรุ่นอย่างผมไม่ได้มีความรู้สึกขอบคุณ หรือบุญคุณอะไรนักหรอก เพราะอย่างน้อย ตัวผมก็ไม่ได้เกิดที่ดินแดนที่สงบสุขแห่งนี้ ผมก็เป็นแค่ “ผู้ลี้ภัย” คนนึงเท่านั้น(-)ตอนนี้ผมได้อาศัยอยู่ที่บ้านของแม่ผมกับคุณลุงเซบ คุณลุงที่ดูแลผมมาตั้งแต่เด็กๆ และลี้ภัยมาพร้อมกับผม ส่วนคนอื่นๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นญาติของผมจริงๆ นั้น…ไม่มีแล้วแต่ผมก็ไม่ได้จะมาน้อยใจวาสนาอาภัพหรอกนะ ถึงอย่างน้อยผมจะได้เจอคุณตาก่อนที่ท่านจะจากไป และได้ทำเรื่องรับมรดกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องกังวลค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจนกว่ากว่าผมจะดูแลตัวเองได้…น่าจะเหลือใช้ไปสักยี่สิบปีละมั้งผมเดินไปตามทางเรื่อย ๆ ผ่านสนามเด็กเล่น ห้างร้าน และตลาดไปอย่างสบายอารมณ์ ภาพของผู้คน และเด็กๆ ต่างก็มีรอยยิ้มที่อบอุ่น พร้อมกับบรรดาสิ่งมีชีวิตปริษณาที่ถูกเรียกว่า “ไมน์” ลอยตัวอยู่ข้างๆ พวกเขา มันช่างดูกลมกลืนอย่างบอกไม่ถูก ถ้าเมื่อหกปีที่แล้วมีคนบอกว่าจะมีสัตว์ประหลายลอยอยู่ใกล้ๆ ตัวของทุกคน คงไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอนบางตัวมีลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตร่างผสม เช่น แมวที่มีปีกค้างคาว กระต่ายมีเขา แม้กระทั่งสิงโตมีหางเป็นปลา แต่บางตัวกลับมีลักษะที่ไม่แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิต แต่กลับสนทนาได้อย่างลื่นไหล อย่างปืนที่มีขาและแขนของมนุษย์ รนยนต์ไอพ่นที่มีปีก และยานของมนุษย์ต่างดาวที่ส่งเสียงเหมือนหุ่นยนต์ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือขนาดของพวกมันจะไม่ใหญ่ไปกว่าลูกบาสเก็ตบอล…ในช่วงเวลาปกติ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ร่างปกติ” และแน่นอนว่ายังมีอีกหลายร่างที่ยังไม่ถูกค้นพบ แล้วทำไมถึงมั่นใจได้ขนาดนั้นล่ะ…นั่นก็เพราะพวกที่ถูก “กลืนกิน” ยังสามารถพัฒนาร่างได้สามระดับเลยนี่ ถึงแม้ว่าตัวที่ผมเคยจะมีแค่ขั้นแรกก็ตาม “นี่ๆ เลียม หิวแล้ว…”“นายไม่ต้องกินไม่ใช่หรือไง?”“มันอยู่ที่ความรู้สึกต่างหากล่ะ”เต่าที่อยู่ในกระเป๋าสะพายหลังและกำลังบ่นหิวข้าวคือ “ฮัตโตริ” ไมน์ของผมเอง ชื่อของเจ้านี่คุณแม่เป็นคนตั้งให้ คุณแม่บอกว่าเจ้านี่จะต้องเป็นนินจาที่เก่งกาจแน่ๆ และผมก็ไม่เห็นจะเข้าใจว่าเต่ามันจะเป็นนินจาไปได้ยังไง แต่ผมก็ไม่ได้ไม่ชอบหรอกนะ เพราะยังไงเจ้านี่ก็คือจิตใจที่มีตัวตนของผมเอง“งั้น…เรากลับบ้านกันเถอะ”(-)“เอาละ…ได้เวลาแล้ว ไปก่อนนะลุง”“ไปดีมาดีนะขอรับคุณหนู”“หยุดเรียกผมว่าคุณหนูได้แล้วนะครับ ผมไม่ใช่คุณหนูแล้วนะ”“อ่อๆ ถ้าเช่นนั้น…ไปดีมาดีนะเลียม”“ไปแล้วนะครับ”ผมวิ่งออกจากบ้านมาเพราะวันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนแล้ว อากาศที่ประเทศนี้สดชื่นจริงๆ ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่โรงเรียนตามเส้นทางที่ผมใช้เมื่อวาน จนกระทั่งเดินมาถึงทางที่มุ่งตรงไปสู่หน้าโรงเรียน“อะไรฟร๊ะเนีย!!”กลุ่มชายสวมสูทชุดดำร่วมห้าร้อยคนยืนเรียงแถวประกบทางซ้ายและขวาของถนนยาวไปถึงหน้าหน้าโรงเรียน พร้อมกับรถลีมูซีนสีดำที่มีพร้อมทั้งรถนำขบวนกว่าสิบคันเขามาจอดที่หน้าโรงเรียนอย่างพร้อมเพรียงเมื่อถึงที่หมาย ประตูรถได้เปิดออกจึงได้เห็นหญิงสาวที่ใส่ชุดมัธยมปลายปีสามลงมาจากรถ สีผิวขาวกระจ่าง รูปร่างงดงามดังเทพธิดา ผมสีเงินสะท้อนแสงปลิวไสวไปกับสายลม และมอนสเตอร์มังกรมีปีกสีขาวบริสุทธิ์ “ว้าว…ประธานนักเรียนละ”“ยังงดงามเหมือนเดิมเลย”เด็กสาวที่อยู่ใกล้ๆ จับกลุ่มกระซิบกระซาบ แต่ก็ดังพอที่ผมจะได้รู้ว่าเธอคนนั้นคือประธานนักเรียน แต่ดูดีๆ นี่พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นนี่หว่าหลังจากที่ลงจากรถแล้ว ทั้งที่ต้องเดินเข้าโรงเรียน แต่…เธอกลับยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าโรงเรียนอย่างสง่างามปึก!“เฮ้! นายชนฉันนะ!” อยู่ดีๆ ก็มีนักเรียนชายที่ดูแปลกๆ มาชนผมระหว่างที่ยืนดูสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอยู่ ถามว่าแปลกยังไงนะเหรอ เจ้านี่มีผมหยักโสกสีดำ ท่าทางง่วงเหงาหาวนอน แบกเป้ที่มีหมอน ผ้าห่ม และหมอนข้างมัดมาอย่างพลุงพลัง และยังมี “ไมน์” ตัวเล็กพอที่จะใส่ในฝ่ามือผิดจากขนาดธรรมดา รูปร่างเหมือนกับจิ้งจกที่มีสีแดงเกาะอยู่บนหัว“…อืม” ผงกหัว“โทดทีนะเจ้าหนู”เดี๋ยว!… “เจ้าหนู” เหรอ!?…แล้วไอคนที่พูดกลับเป็นจิ้งจกตัวนั้น ส่วนเจ้าคนนั้นกลับพูดแค่ “อืม” คำเดียวเนียนะ!!!“เฮ้!…เออ…ระวังจะไปรบกวนพวกคุณบอดี้การ์ด…เขานะ” ผมตะโกนออกไปแบบนั้นเพราะผมกลัวว่าเขาจะเดินไปชนบอดีการ์ดสักคนเข้าแต่กลับมีสิ่งที่ทำให้ผมงง และไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่สุดของวันนี้คือ…“““““สวัสดีตอนเช้าครับ!!!…คุณหนู ‘ไทจิ’!!!!!”””””เหล่าบอดี้การ์ดทุกคนตะโกนทักทายเสียงดังกระหึ่ม พร้อมกับที่ประธานนักเรียนคนนั้นเดินเข้ามาจับมือและส่งยิ้มที่สดใสที่สุดของวันนี้ให้กับเขา…ไอคนแปลกๆ คนนั้น