เขาเปลี่ยนความสนใจมายังตันแขนอีกข้างหนึ่งของเธอ ฝ่ามือและนิ้วสีน้ำตาลคล้ำนั้นทำงานด้วยความแคล่วคล่องว่องไว เมื่อลงมือจัดการกับริ้วรอยของาแที่ปรากฏอยู่ เธออดที่จะสังเกตไม่ได้ว่านิ้วและฝ่ามือนั้นมิได้กร้านแบบคนที่ทำงานหนักเลย และดูจะเป็ฝ่ามือที่นุ่มนวลเสียด้วยซ้ำ
และแล้ว เธอก็ได้ตระหนักในความโชคดีของตนเองที่มิได้รับาเ็หรืออันตรายแต่อย่างใด ขณะที่ดิ้นรนต่อสู้อยู่กับเขา เรือนกายของผู้ชายคนนี้บอกถึงความบึกบึน เต็มไปด้วยพละกำลังของชายชาตรีอย่างสมบูรณ์ ถ้าเขาคิดจะทำร้ายเธอ แน่นอนที่ไม่จำเป็จะต้องใช้ความพยายามหรือใช้กำลังแต่อย่างใดเลย แต่เขาก็มิได้ทำ ความตระหนักรู้ในสิ่งนี้ทำให้เธอเริ่มบังเกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของตนเองขึ้นมาบ้าง
ในที่สุดาแตรงต้นแขนก็ได้รับการทำความสะอาดใส่ยาอย่างเรียบร้อย เขาโยนสำลีทิ้งไปในกองไฟ และเอื้อมไปหยิบกล่องยามาใหม่ แบรนดี้รู้สึกแสบเพราะฤทธิ์ยาฆ่าเชื้ออยู่ไม่น้อย
“ขอบคุณมากค่ะ”
เธอบอกเขาด้วยความรู้สึกในบุญคุณอย่างแท้จริง
เขาเพียงแต่ปรายตามองเธอ ก่อนที่จะออกคำสั่งว่า
“เอ้า.... ถอดเสื้อออกได้แล้ว ผมจะได้ใส่ยาแผลตรงหน้าอกให้”
แบรนดี้เบิกตาโพลงด้วยความใ สังเกตเห็นว่าเขาเพิ่งจะรินยาจากขวดใส่ลงในแผ่นสำลีอันใหม่สัญชาตญาณโดยแท้ที่เธอยกมือขึ้นกระชับคอเสื้อไว้มั่น และดูเหมือนจะเห็นรอยยิ้มจาง ๆ ฉาบขึ้นบนริมฝีปากของเขา
“อันที่จริง เราก็ต่อสู้กันมามากแล้วนะ”
พูดอย่างอดทน
“คุณอยากจะเสียกำลังด้วยการต่อสู้กันอีกหรือไงเอ้า.... คุณจะถอดเสื้อเองหรือว่าจะให้ผมถอดให้”
คำพูดประโยคนั้นทำให้แบรนดี้รู้ว่า มันมิใช่การข่มขู่ธรรมดา
ลมหายใจของเธอตื้นขึ้นทันที
“เอาสำลีนั่นให้ฉันเถอะค่ะ ฉันใส่ยาเองได้”
เธอบอก
“คุณก็จะต้องก้มหน้าก้มตาสำรวจอยู่ว่ามันมีแผลตรงไหนบ้าง ให้ผมทำให้ดีกว่า เร็วกว่าด้วย”
มีแววขบขันฉายฉาบอยู่ในดวงตา เมื่อแบรนดี้ส่ายศีรษะเป็เชิงปฏิเสธ
“นี่.... ผมจะบอกให้นะ ว่ารูปร่างของผู้หญิงน่ะมันไม่ได้สร้างความรู้สึกอะไรให้เกิดขึ้นกับผมหรอก ก็ลองแกล้งคิดเสียว่าผมเป็หมอสิ”
“แต่คุณไม่ใช่หมอจริง ๆ นี่”
เธอพยายามจะต่อสู้กับความวุ่นวายในจิตใจของตนเองที่กำลังบังเกิดขึ้น
“คุณนั่นแหละที่เป็คนทำให้เื่มันยืดเยื้อน่ารำคาญ ด้วยการมานั่งตีความหมายในอะไรต่อมิอะไรอยู่”
เขาพูดอย่างจะให้เหตุผล
“เอ้า.... ลืมจริยธรรมของตัวเองเสียสักพักได้แล้ว”
เธอจำใจต้องยอมรับความเป็จริงจากวาจาของเขา แต่กระนั้นมือไม้ยามที่ปลดกระดุมเสื้อออกก็อดที่จะสั่นสะท้านมิได้
เมื่อครั้งที่เป็สาวแรกรุ่น มีอยู่่เวลาหนึ่งที่แบรนดี้อดจะหวั่นเกรงไม่ได้ว่า เพราะตนเองเป็คนรูปร่างแบบบาง เพราะฉะนั้น เมื่อเติบโตเป็สาวไปในวันข้างหน้า ก็คงจะไม่มีรูปทรงอะไรเช่นหญิงสาวคนอื่น ๆ เขาแน่ แต่แล้ว ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นที่ว่ารูปร่างของเธอมิได้เป็ไปเช่นที่เคยคาดคิดไว้ เมื่อถึงเวลาที่ส่วนโค้งส่วนเว้าได้ปรากฏขึ้น และขณะนี้เธอก็อดที่จะกังวลใจกับเนินทรวงที่ต้องเปิดเผยออกมา ยามที่ถอดเสื้อเนื้อบางเบาตัวนั้นออกวางไว้บนตัก และจับตาอยู่แต่เฉพาะปกเสื้อกั๊กตัวที่เขาสวมใส่อยู่
สำลีที่มีน้ำยาเย็น ๆ แตะไปตามกระดูกไหปลาร้าที่มีาแปรากฏอยู่อย่างรวดเร็ว แบรนดี้ได้แต่นั่งตัว แข็งราวรูปปั้น เพราะรู้ดีว่าเสื้อยกทรงตัวนั้นนอกจากจะมิได้ปิดบังอะไรไว้แล้ว ยังเป็เครื่องส่งเสริมสัดส่วนของเธอให้เด่นขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“คุณบอกว่าชื่อสกุลของคุณคืออเมส แล้วชื่อตัวล่ะ”
เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะที่ใส่ยาลงาแให้
แบรนดี้นิ่งอึ้งอยู่เป็ครู่ ครุ่นคิดพิจารณาว่าควรจะตอบคำถามนั้นของเขาดีหรือไม่ แต่แล้วก็ตระหนักว่าการที่เขาชวนคุยนั้นก็เพื่อให้เธอคลายความกังวลใจลงนั่นเอง
“แบรนดี้ค่ะ”
เธอตอบเสียงพร่า
“แบรนดี้”
เขาปรายตาขึ้นมองเธอทันที ก่อนที่จะกลับไปให้ความสนใจกับรอยขีดข่วนบนนวลไหล่ต่อ
“น่าเสียดายนะ ที่คุณไม่ได้เอาตัวอย่างชื่อของคุณมาด้วยเพราะผมคิดว่าตอนนี้คุณน่าจะมีบรั่นดีย้อมใจสักหน่อยหนึ่งจริง ๆ”
“ค่ะ”
เธอเผยอยิ้มอย่างแห้งแล้งอย่างเห็นด้วย
“แล้วคุณล่ะคะ....ชื่อ.... ชื่ออะไร”
เขาอึ้งไป แต่ก็ชั่วแวบเดียวเท่านั้น
“จิม” เขาตอบสั้น ๆ
ไม่มีชื่อสกุล เพียงคำว่า “จิม” คำเดียวเท่านั้นเธอรู้ว่าเขา้าจะปิดบังชื่อเสียงอันแท้จริงของตนเองไว้มิให้เธอรู้ และอาจเป็ไปได้ด้วยว่าชื่อจิมนี้ อาจจะมิใช่ชื่อตัวของเขาเสียด้วยซ้ำ เขาอาจจะคิดสร้างชื่ออะไรขึ้นมาเพื่อมิให้เธอต้องกังวลใจมากจนเกินไปนักมากกว่า
“ผมเห็นจะต้องปลดสายเสื้อชั้นในของคุณลงนะแบรนดี้ จะได้ใส่ยาตรงแผลที่เหลืออีกแห่งเดียวนี้ให้”
เขากล่าวเป็เชิงบอกให้รับรู้ล่วงหน้า
ขณะนี้นิ้วมือของเขาได้ปลดสายเสื้อชั้นในลงก่อนที่เธอจะทันทักท้วงเสียด้วยซ้ำ และจากการปรายตาลง มองก็ได้เห็นรอยขีดข่วนเป็ทางยาวค่อนข้างลึกอยู่เหนือเนินทรวง แม้ว่าจะเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วกับััที่จะต้องได้รับ แต่กระนั้นก็อดที่จะสูดลมหายใจลึกไม่ได้เมื่อฝ่ามือนั้นแตะต้องลง
เขาตวัดสายตาขึ้นมองหน้าเธออย่างกังวล
“ทำไม เจ็บหรือ”
“ปละ.... เปล่าหรอกค่ะ”
เธอรีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว นวลแก้มแดงเรื่อขึ้น
เขาก้มหน้าก้มตาใส่ยาให้เธอต่อ แต่กระนั้นความรู้สึกวุ่นวายใจก็มิได้คลายลง อารมณ์รัญจวนที่บังเกิดขึ้นอย่างวูบวาบในจิตใจนั้น ออกจะมีพลังรุนแรงเกินกว่าที่แบรนดี้จะทำใจให้ไม่ยินดียินร้ายกับมันได้
“คุณอายุเท่าไหร่แล้ว”
ผู้ชายคนที่บอกว่าเขาชื่อจิมเอ่ยถามขึ้น
“20 ค่ะ”
แบรนดี้เหลือบมองใบหน้าเขาด้วยความรู้สึกกึ่งสงสัย
“ทำไมหรือคะ”
มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็รอยยิ้ม ขณะที่เลือนสายเสื้อชั้นในกลับขึ้นที่เดิม แววในดวงตาฉายแสงขำขันเมื่อสบสายตาอยู่กับเธอ
“เปล่า ก็เห็นหน้าแดงอย่างกับสาววัยรุ่น หรือสาวพรหมจารี ก็เลยลองถามดู”
เขาตอบเสียงเบา
คราวนี้นวลแก้มของเธอแดงปลั่งขึ้นมากกว่าเดิมเธออยากจะปฏิเสธในคำกล่าวหาของเขา แต่ก็บังเกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ว่า เขาจะต้องคิดว่าเธอกล่าวเท็จอย่างแน่นอน ทั้ง ๆ ที่เธอมิได้พยายามทำให้ตัวเองมีส่วนร่วมในความสุขกับผู้ชายคนที่ ออกเดตด้วยเลยก็ตาม เพียงแต่ไม่ยอมให้ความรู้สึกที่ลึกล้ำมาเป็ตัวชักนำให้ตนเองต้องหลงกระทำในสิ่งที่เป็ความผิดพลาดลงไปเท่านั้น
“ใส่เสื้อเสียสิ”
ขณะที่เธอกำลังคิดค้นหาคำพูดมาปกป้องตนเองอยู่นั้น เขาก็จัดการกับาแสุดท้ายเสร็จสิ้นเรียบร้อยลงแล้ว
แบรนดี้รีบปฏิบัติตามคำสั่งนั้นทันที รู้สึกว่ามือไม้งุ่มง่ามไม่ทันใจเอาเสียเลย จากปลายหางตา เธอเห็นจิมผลุดลุกขึ้น และเดินเอากล่องยาไปใส่ลงในถุงอานม้าขณะที่เขายืนหันหลังให้กองไฟอยู่นั้น เธอเคลื่อนกายเข้าไปใกล้กองไฟขึ้นกว่าเดิม
“ง่วงหรือยังล่ะ”
เขาเอ่ยถามขึ้นอีก
เธอก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ รู้สึกแปลกใจที่ได้เห็นว่า ขณะนี้ใกล้จะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว
“ค่ะ”
แบรนดี้ตอบไปตามตรง
เขาเดินไปหยิบถุงนอนที่วางรวมอยู่กับถุงอานไว้มาคลี่ออก ปูลงบนพื้นดินส่วนที่ราบเรียบใกล้กับกองไฟมันเป็ถุงนอนที่ใหญ่พอสำหรับคนจะเข้าไปนอนได้เพียงแค่คนเดียว แบรนดี้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“คุณนอนในนี้ก็แล้วกัน”
เขาบอกสั้น ๆ
“อ้าว.... แล้วคุณล่ะคะจะนอนที่ไหน”
เธอรีบถามทันทีเมื่อเห็นเขาเดินกลับไปยังที่กองสัมภาระไว้
เขาตวัดสายตากึ่งยิ้มมามองเธอ สายตาคู่นั้นระเรื่อยจากใบหน้าลงมาถึงตัวเสื้อที่ขาดวิ่น
“เอาละ เมื่อเวลานี้คุณหยิบมารยาทขึ้นมาสวมใส่ไว้อีกครั้ง ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะเต็มใจที่จะแบ่งถุงนอนกับผมหรอก แม้ว่ามันจะหนาวเย็นสักเพียงไหนก็ตาม”
เขาโน้มตัวลงหยิบเสื้อคลุมตัวหนาอีกตัวหนึ่งขึ้นมาถือไว้
“เพราะฉะนั้น ผมก็ควรจะนอนข้างกองไฟนั่นแหละจะเป็การดีกว่า”
“แต่คุณจะใช้ถุงนอนก็ได้นี่คะ”
แบรนดี้ว่า
“ฉันจะไปนอนข้างกองไฟนั้นเองก็ได้”
“เอ้า.... เข้าไปในถุงนอนนั่นแล้วก็หลับ ๆ เสียเถอะ”
เขาชี้มือไปยังถุงนอนที่กางอยู่ราวจะชวนเชิญบนพื้นดิน ไม่มีวี่แววของสำเนียงหัวเราะในน้ำเสียงนั้น มันเป็คำสั่งที่ห้วนเต็มที แบรนดี้จำเป็ต้องทำตามคำสั่ง เพราะรู้อยู่ว่าถ้าเธอไม่ทำตาม เขาอาจจะลุกขึ้นมาแบกเธอไปวางลงในนั้นได้ง่าย ๆ จึงได้แต่ตวัดสายตามองหน้าเขาอย่างขุ่นเคืองขณะที่เดินผ่านไป เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า เธอไม่้าให้เขามาออกมาคำสั่งอะไรต่อมิอะไรอยู่ทั้งสิ้น แต่ท่าทางเขามิได้แยแสเท่าไรนัก