ลี่มี่กับย่าของนางถูกขังไว้ในคุกของศาลาว่าการ เด็กหญิงไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือกังวลใจแต่อย่างใด แตกต่างจากผู้เป็นย่าที่แววตาเต็มไปด้วยความกังวลปนหวาดกลัว
“ท่านย่าอย่ากังวลไปเลยนะเจ้าคะ”
“คนตายทั้งคน เจ้าจะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไร” อี้ซื่อแลซ้ายแลขวา “เสี่ยวมี่จำที่ย่าบอกเอาไว้ให้ดีนะ” กระซิบข้างหูแผ่วเบาว่า
“เจ้าจงบอกว่าย่าเป็นผู้ตีหัวขโมยนั่นจนตาย” หลานคนโตของนางเป็นเด็กค่อนข้างดื้อด้าน นิสัยตรงไปตรงมา ชอบไปมีเรื่องชกต่อยกับเด็กเกเรบ้านอื่นจนเด็กพวกนั้นหวาดกลัวไม่กล้ามาหาเรื่อง บอกไปไม่รู้ว่านางจะทำตามหรือไม่
“ข้าเป็นผู้ทำร้ายหัวขโมย จะโยนความผิดไปให้ท่านได้อย่างไร ท่านดูหนังเหี่ยว ๆ ของตนเองสิ ถูกโบยครั้งเดียวเนื้อก็ปริแตกแล้ว ข้ายังเป็นเด็กอยู่ต่อให้ถูกโบยเป็นยี่สิบครั้งคนหนังหนาอย่างข้าก็ไม่เป็นอันใด”
“เจ้าเด็กตัวเหม็น” อี้ซื่อปิดปากหลานสาว เหตุใดนางถึงสั่งสอนหลานไม่ได้ดั่งใจเลยสักคน
ลี่มี่นั่งนิ่งให้ท่านย่าของนางปิดปาก นางไม่เกรงกลัวการถูกโบย สำหรับคนหนังหนาและเนื้อเยอะอย่างนางถูกโบยเสร็จนอนพักรักษาตัวแป๊บเดียวก็หาย แต่ท่านย่าที่ชรามากแล้วและร่างกายก็ยังผอมเหลือแต่กระดูก ถูกโบยจนกระดูกหักขึ้นมาจะทำอย่างไร
“นำตัวพวกเขาสองคนออกมา” เจ้าหน้าที่ประจำศาลาว่าการบอกกับผู้คุม
ลี่มี่กับย่าของนางถูกคุมตัวออกมาจากห้องขัง การตัดสินคดีในเมืองโยวโจวมีไม่มากสักเท่าไหร่ ชาวบ้านไม่กล้าทำผิดเพราะกฎของที่นี่ค่อนข้างรุนแรงกว่าที่อื่น
ทางด้านลี่จินวิ่งมาตามถนนจนเท้าถลอกปอกเปิก บริเวณแผลเต็มไปด้วยดิน เลือดกับดินผสมกันเกิดเป็นสีชวนไม่น่ามอง
เจ้าหน้าที่กำลังควบม้าตรวจตราเมืองตั้งแต่เช้า เห็นเข้าจึงสอบถามได้ความว่าเขากำลังจะวิ่งไปยังจวนอ๋อง ด้วยความเห็นใจจึงควบม้าไปส่งแม้จะมีความสงสัยอยู่ก็ตาม
เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบต่อให้วิ่งเร็วอย่างไรก็ไม่สามารถเดินทางถึงจวนอ๋องที่ตั้งอยู่อีกฝากของเมืองได้ง่าย เมืองโยวโจวจะแบ่งผังเมืองออกเป็นสัดส่วนเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการดูแล ยิ่งเป็นตรอกของชาวบ้านที่มีฐานะยากจนยิ่งอยู่ไกลจากบริเวณที่ตั้งของจวนขุนนาง
“ขอบคุณท่านน้ามากขอรับ” ลี่จินก้มศีรษะขอบคุณทหารที่นั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่
ทหารเฝ้าประตูจวนสิบกว่าคนเหลือบตามองเด็กน้อยที่หยุดยืนอยู่ด้านหน้าจวน
ลี่จินก้าวเท้าขึ้นบันไดทีละขั้น ขุนนางขั้นสูงมากเท่าไหร่บันไดหน้าจวนก็จะยิ่งสูงกว่าขุนนางทั่วไป รูปปั้นสิงโตตัวใหญ่ประดับอยู่หน้าจวนชวนให้น่าเกรงขาม
“เด็กน้อยเจ้ามาหาผู้ใด” หลุบสายตามองเด็กชายตัวน้อยที่สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ เท้าเต็มไปด้วยดินผสมกับเลือด
“ข้ามาหาพี่สาวลู่ชิง” ลี่จินจำชื่อนี้ได้เพราะเขาได้ยินคนอื่นเรียกนาง กำมือน้อย ๆ แน่น กลัวว่าตนเองจะคิดผิด
“เจ้าเป็นใคร”
“ข้าชื่อลี่จิน ข้าอยากขอพบพี่สาวลู่ชิง” แหงนหน้าขอร้อง ดวงตาใสมีน้ำตาคลออยู่
“เจ้าคิดว่าคนในจวนอ๋องจะเข้าพบได้ง่ายหรือ” ทหารนายหนึ่งก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงปลอบโยน เห็นน้ำตาของเด็กแล้วนึกถึงบุตรชายแต่เรื่องความปลอดภัยของคนในจวนย่อมมาก่อน
“ข้ามีเรื่องด่วนต้องการขอความช่วยเหลือจากพี่สาว”
“เอาล่ะ เจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย รออยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะไปแจ้งให้คนด้านในทราบ”
ทหารนายหนึ่งรีบเข้าไปรายงาน ปกติจวนอ๋องขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่น่าเกรงขามชาวบ้านธรรมดาไปจนถึงขุนนางยังไม่กล้าเฉียดใกล้ แต่เด็กน้อยคนนี้พกความกล้าหาญมาเต็มเปี่ยม
จ้าวลู่ชิงพาลูกสิงโตทั้งสองวิ่งเล่นออกกำลังกายยามเช้าก็ได้รับรายงานว่ามีคนมาขอพบ
“ลี่จิน เด็กน้อยคนเมื่อวานมิใช่หรือ” ซูเซียงเอ่ยขึ้น
“เด็กคนนี้ฉลาด สามารถรู้ได้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่” จ้าวลู่ชิงชื่นชมเด็กน้อย หากเป็นเด็กคนอื่นคงคาดเดาไม่ได้
“เด็กลี่จินมาทำไมกัน” ซูเจินสงสัยเมื่อวานคุณหนูก็ให้เงินช่วยเหลือไปแล้วมิใช่หรือ เงินจำนวนนั้นสามารถช่วยให้ชีวิตของครอบครัวลี่อยู่ได้อย่างสุขสบายไปหลายปี
“ซูเซียงเจ้าออกไปดูหน่อยเถิด”
“เจ้าค่ะ” ซูเซียงใช้วิชาตัวเบาวิ่งลัดเลาะไปยังหน้าจวนเพื่อพบกับเด็กน้อยลี่จิน
ลี่จินยืนกำมือแน่น เขาก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตาทหารตัวใหญ่ เพียงยืนอยู่ด้านหน้าจวนก็รู้สึกถึงความน่าเกรงขาม เสียงประตูเปิดออกทำให้เด็กน้อยรีบเงยหน้าขึ้น
“ลี่จิน เจ้ามาทำอันใด” ซูเซียงก้าวมาหยุดยืนต่อหน้าเด็กน้อย มองเท้าเปลือยเปล่าที่มีเลือดกับดินเปื้อนอยู่
ลี่จินเงยหน้ามอง เขาไม่รู้ว่าสตรีตรงหน้าคือผู้ใด
“ข้าคือซูเซียง” เมื่อวานพวกตนทุกคนปลอมตัว เป็นธรรมดาที่เด็กน้อยจะจำไม่ได้
“พี่สาวซูเซียงหรือ”
“ใช่”
“พี่ซูเซียงท่านช่วยพี่สาวข้าด้วย” ถลาเข้าไปจับชายเสื้อ
“พี่สาวเจ้าเป็นอะไร”
“พี่สาวข้าถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไป”
“พี่สาวเจ้าทำผิดอันใดถึงได้ถูกจับ” ผ่านไปคืนเดียวเด็กตัวอ้วนนั่นไปก่อเรื่องอันใด
ลี่จินรีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับซูเซียงฟัง พอได้ฟังซูเซียงก็อุ้มเด็กน้อยเข้าไปในจวนแล้วเล่าทุกอย่างให้คุณหนูของนางฟัง
รถม้าติดตราสัญลักษณ์จวนอ๋องวิ่งออกทางด้านหน้าจวน จ้าวลู่ชิงนั่งหลับตาไม่เดือดเนื้อร้อนใจ หากเรื่องที่เด็กคนนี้พูดเป็นเรื่องจริง ท่านเจ้าเมืองย่อมตัดสินอย่างยุติธรรม เด็กน้อยคงหวาดกลัวที่พี่สาวถูกจับตัวไปจึงรีบวิ่งมาขอความช่วยเหลือ
ลู่จินนั่งอยู่บนรถม้ากว้างขวาง เท้าของเขาถูกผ้าขาวสะอาดพันราวกับสวมใส่รองเท้า ใบหน้าของเด็กน้อยขึ้นสีบ่งบอกว่าเขินอายที่มีสตรีงดงามนั่งอยู่ในรถหลายคน
หน้าศาลาว่าการเมืองโยวโจวมีชาวบ้านหลั่งไหลมาร่วมชมการตัดสินคดีความ เสียงบอกเล่าว่าเมื่อคืนมีขโมยลักลอบเข้าไปในบ้านแล้วถูกเจ้าของบ้านใช้ไม้ฟาดจนเสียชีวิตเรียกความสนใจจากชาวบ้านได้เป็นอย่างดี
กฎระเบียบของเมืองน่ากลัวขนาดนี้ยังมีหัวขโมยใจกล้าอยู่อีกหรือ นั่นเป็นความคิดของชาวบ้านที่พอจะมีฐานะขึ้นมาหน่อย
สำหรับชาวบ้านที่ยากไร้เรื่องลักขโมยมิใช่เพิ่งเกิด ในตรอกที่พวกเขาอาศัยอยู่เกิดเหตุลักขโมยบ่อยครั้ง เพียงแต่ชาวบ้านไม่กล้ามาแจ้งความให้วุ่นวาย เพราะของที่ถูกขโมยไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ของสำคัญส่วนใหญ่เก็บไว้ในห้องนอนกันหมดจึงไม่ถูกขโมยไป
ลี่มี่กับย่าของนางนั่งคุกเข่าอยู่หน้าบัลลังก์ หัวขโมยสองคนที่ยังมีชีวิตอยู่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบัลลังก์เช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันตรงที่หัวขโมยถูกโซ่พันธนาการ
ใต้เท้าจิ่นเดินมานั่งลงบนบัลลังก์เพื่อไต่สวนคดีความ เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งส่งตัวผู้ป่วยที่ติดฝิ่นกลับบ้านหลังจากช่วยบำบัดจนกลับมาเป็นปกติ
วันนี้มีคดีความเกิดขึ้นอีกแล้ว ช่วงนี้เกิดเรื่องถี่เกินไปทั้งที่ทหารเดินตรวจตราอย่างเข้มงวด
เจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการรีบวิ่งเข้ามากระซิบข้างหูท่านเจ้าเมือง บรรยากาศหน้าศาลาว่าการคึกคักยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่ามีรถม้าติดตราสัญลักษณ์ของจวนอ๋องจอดอยู่ด้านหน้า
ผู้ที่เดินลงมาล้วนสวมหมวกปิดบังใบหน้ากันทุกคน เหลือเพียงบ่าวรับใช้ที่เป็นชายกับเด็กน้อยที่เข้าอุ้มไม่ได้ปิดบังใบหน้าเหมือนคนอื่น ๆ
จ้าวลู่ชิงมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้ารวมกลุ่มกับชาวบ้าน เพื่อรอชมการไต่สวน
“จ้าวกูเหนียง ใต้เท้าให้มาเชิญท่านเข้าไปด้านในขอรับ” เจ้าหน้าที่เข้าเชิญจ้าวลู่ชิงให้เข้าไปนั่งฟังการไต่สวนคดีด้านใน
ครั้นถูกเชิญเข้าไปจ้าวลู่ชิงก็มิได้ปฏิเสธ นางเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ให้
ลี่จินเห็นพี่สาวกับท่านย่านั่งคุกเข่าอยู่หน้าบัลลังก์และยังมีมารดากับน้องฝาแฝดนั่งอยู่ด้านข้างก็พยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขนที่อุ้มตนอยู่
“เจ้าอยู่เฉย ๆ” โม่เอินดุเด็กชายตัวน้อยที่พยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมแขน
ลี่จินถูกดุก็หยุดดิ้น มองมารดานั่งกอดน้องทั้งสองร้องไห้จนตาบวม
ใต้เท้าจิ่นได้รับสัญญาณจึงเริ่มไต่สวน ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเพราะเหตุใดพวกนางถึงได้มาฟังการตัดสินคดีความในครั้งนี้
ชาวบ้านที่ยืนอยู่ด้านหน้า ต่างใคร่รู้ว่าเพราะเหตุใดบ้านลี่ถึงรู้จักกับคนของจวนอ๋อง ถ้าจำไม่ผิดเด็กที่ถูกอุ้มอยู่คือบุตรชายของบ้านลี่
จ้าวลู่ชิงนั่งนิ่งฟังการไต่สวนคดีความ ที่นางมาในวันนี้มิได้ต้องการมากดดันแต่อย่างใด นางมาเพียงเพราะเด็กตัวน้อยไปขอร้อง
ใต้เท้าจิ่นสั่งให้คนบ้านลี่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
อี้ซื่อเป็นคนเล่าเหตุการณ์ ส่วนลี่มี่ได้แต่นั่งฟังพอถึงตอนสำคัญนางก็รีบพูดแทรก
“ข้าน้อยเป็นคนตีหัวคนร้ายตายเองเจ้าค่ะ” ลี่มี่กล่าวขึ้นเสียงดังฟังชัด
“เด็กน้อย ถ้าเจ้ากล่าวเท็จรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ใต้เท้าจิ่นถามเด็กหญิงตัวอ้วนแตกต่างจากเด็กยากจนทั่วไป สายตากดดันให้นางพูดความจริงออกมา
“เจ้าเด็กนี่ เพื่อช่วยข้าแล้วนางกล่าวเท็จเจ้าค่ะ” อี้ซื่อบิดเนื้อบริเวณแขนหลานสาวให้หยุดพูด
“ใต้เท้าถาม ข้าก็เพียงตอบความจริง หาได้กล่าวเท็จไม่” ลี่มี่ไม่ยอมแพ้ปัดมือท่านย่าของนางออก
“หลานสาวเจ้ากล่าวนั้นถูกต้องแล้ว ผู้ใดทำผิดย่อมต้องรับผิด เจ้ารู้โทษของกล่าวเท็จหรือไม่” ใต้เท้าจิ่นถลึงตาใส่หญิงชรา
อี้ซื่อเป็นเพียงหญิงชาวบ้านซื่อ ๆ จึงเกรงกลัวพวกขุนนางเป็นอย่างมาก นางก้มหน้าลงมองพื้นไม่กล้าสบตากับท่านเจ้าเมือง