“ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนเลยว่าหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อจะเป็นคนแบบนี้...”
“นั่นสิ สองคนนี้ช่างเสแสร้งได้แนบเนียนยิ่งนัก พวกเราถูกหลอกกันหมดเลย”
รอบด้านมีคนอยู่ไม่น้อยเสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ หวังซื่อจิกเล็บเข้าเนื้อตนเอง ในใจก็ด่าทอคนกลุ่มนี้ว่าช่างพลิกลิ้นกันเร็วเหลือเกิน
“พวกเจ้าจะรู้อะไร ใครขายเด็กกินกัน” หวังซื่อตวาดลั่นด้วยสีหน้าถมึงทึง
แม้จะเป็นความจริงแต่นางก็ไม่อยากยอมรับในยุคสมัยนี้มีเพียงคนอดมื้อกินมื้อไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ให้อบอุ่นเท่านั้นถึงจะขายเด็กกิน
ครอบครัวของนางนับว่ามีฐานะดีในหมู่บ้าน
หากฐานะเช่นนี้ยังขายลูกกินก็คงถูกผู้อื่นรุมประณามจนไม่เหลือชิ้นดี!
หากแต่วาจาเช่นนี้ยิ่งทำให้ทุกคนบันดาลโทสะเสียงวิจารณ์ของชาวบ้านดังขึ้นทุกที หวังซื่อเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อสวมบทบาทหญิงปากจัดโต้เถียงกับทุกคน
เมื่อก่อนคนเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ข้างนางมาบัดนี้กลับกลายมาเป็นรุมก่นด่าสาปแช่ง แม้หวังซื่อจะปากแข็งแต่ในใจกลับยิ่งหวาดหวั่นพรั่นพรึงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก
“พอได้แล้ว!”
เสียงเอะอะโวยวายทำเอาหัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกปวดหัวในที่สุดก็เหลืออด กระทุ้งไม้เท้าแรงๆ พร้อมกับเอ่ยปากห้ามปราม
หวังซื่อรอเวลานี้มานานรีบหุบปากทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็เงียบเสียงลงเช่นกันภายในลานบ้านพลันเงียบสนิทในชั่วพริบตา
“พวกเจ้าสองครอบครัวตกลงกันไว้แล้วแท้ๆรับปากว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์ แล้วเหตุใดถึงยังบีบบังคับให้ผู้อื่นออกเรือนอีกเล่า”
ทุกอย่างล้วนถูกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนวันนั้นเขาก็อยู่เป็นพยานในเหตุการณ์
บัดนี้มากลับคำนั่นไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเขา
“มีการแต่งงานของครอบครัวใดบ้างที่ไม่ให้ผู้อาวุโสในครอบครัวเป็นคนตัดสินใจลุงของนางรักและห่วง ถึงอยากหาครอบครัวดีๆ มาให้ ไม่ดีหรือไรถึงจะตัดญาติกันไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะขัดขวางไม่ให้พวกเราดูแลเด็กได้เสียหน่อย”
ความหมายของหัวหน้าหมู่บ้านก็ชัดเจนมากอยู่แล้วว่าเขาช่วยเหลือหมิงเป่าจูอยู่หวังซื่อได้ยินเช่นนั้น ก็โพล่งออกไปด้วยสีหน้าก้าวร้าว
“ดูแลเด็ก? ข้าว่าเจ้าเห็นแก่เงินสินสอดอู่ฟู่เกิดเสียดายไม่อยากจะคืนเสียมากกว่า”
หลี่ไหวฺอวี้ซ่อนหมิงเป่าจูไว้ด้านหลังตั้งท่าปกป้องอยู่กลายๆพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
“ใช่แล้ว หวังซื่อก็ลงนามข้อตกลงไปแล้วมิใช่หรือตอนนั้นพวกเราทุกคนก็อยู่กันครบ ตกลงกันไว้ว่าจะไม่ยุ่มย่ามกันไม่ว่างานแต่งงานหรืองานศพก็ตาม”
ชาวบ้านบางคนถึงกับปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อที่จะดูให้ชัดแล้วตะโกนออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ทุกคนต่างหัวเราะแต่สีหน้าของหวังซื่อกลับย่ำแย่ เพราะหลี่ไหวฺอวี้คาดเดาถูกเผงจริงๆ
เหมียวซิ่วหลันก็โกรธจนแทบคลั่งอ้าปากโพล่งออกไปโดยไม่ทันคิด “ใครพูด หา! ผู้ใดเป็นคนพูด หมายตาสินสอดอะไรกันสกุลซุนยังไม่ได้ให้สินสอดเลยด้วยซ้ำ”
จุดประสงค์ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพื่อพิสูจน์ว่าบุตรสาวและบุตรเขยไม่ใช่คนโลภในเงินทองถึงได้ยัดเยียดหลานสาวให้แต่งงานกับผู้อื่นแต่ไม่คิดว่ากลับยิ่งทำให้เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นอีกระลอก
“แม้แต่สินสอดก็ยังไม่ให้ เจ้ายังกล้าพูดว่าหาครอบครัวที่ดีให้นางอีกหรือ”หลี่ไหวฺอวี้หัวเราะเย้ยหยัน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ดูท่าข้าก็ไร้ค่าเยี่ยงนี้เองสินะสินสอดไม่ต้องใช้ ก็ยกให้กับคนแปลกหน้าได้แล้ว”
เหมียวซิ่วหลันยังไม่ทันอธิบายหมิงเป่าจูกลับเอ่ยปากขึ้นมาก่อน ด้วยท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนอยากจะร้องไห้
เหมียวซิ่วหลันกับหวังซื่อเพิ่งจะรู้ตัวว่าโดนหลี่ไหวฺอวี้ตลบหลังเข้าให้แล้ว!
“เจ้า... พวกเจ้า...”
สิบตำลึงเพื่อตบแต่งภรรยานับได้ว่าเป็นสินสอดจำนวนมากทีเดียวสำหรับชาวบ้านในชนบทหวังซื่อไม่เพียงแต่รับไว้ ยังไม่บอกหมิงเป่าจูสักคำ
นางไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันใดที่ตนเองไม่สามารถบังคับขู่เข็ญหมิงเป่าจูได้จึงรอวันที่สกุลซุนมารับตัวเจ้าสาว แล้วค่อยรับเงินส่วนที่เหลือ
เวลานี้เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าไม่เคยรับสินสอดและยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ที่จะบอกว่ารับมาแล้ว ถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็จะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวว่าขายเด็กกิน
“นางเด็กชั้นต่ำ การสมรสนี้ไม่ว่าเจ้าจะยินยอมหรือไม่ก็ต้องแต่งตั้งแต่โบราณมาการแต่งงานของลูกหลานล้วนขึ้นอยู่กับคำสั่งบิดามารดาวาจาแม่สื่อชักนำทั้งสิ้นบิดามารดาเจ้าตายไปแล้ว ข้าอุตส่าห์ลำบากยากเข็ญ...”
พอหวังซื่อเริ่มตระหนักได้ก็โกรธจัดนัยน์ตาแทบจะพ่นไฟออกมา ชี้หน้าด่าหมิงเป่าจูอย่างเกรี้ยวกราด
แต่ก่อนที่นางจะพูดจบก็เห็นหมิงเป่าจูเดินออกมาจากด้านหลังจากหลี่ไหวฺอวี้
หมิงเป่าจูก้มลงไปหยิบเคียวที่ปกติใช้ขุดสมุนไพรบนหลังเขาออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างกำแพงนัยน์ตาแดงก่ำ แลดูดุดันน่ากลัว เหมือนกับสัตว์ร้ายที่กำลังจดจ้องเหยื่อของมันแล้วค่อยๆ ย่างสามขุมเข้าหาหวังซื่อ
หวังซื่อร้องเสียงหลงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปด้านหลังเหมียวซิ่วหลันที่อยู่ด้านข้างก็ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง เนื้อตัวสั่นระริกแต่ขยับไม่ได้
“จะ... เจ้าจะทำอะไร”
โทสะที่กำจายออกมาจากทั่วร่างของหมิงเป่าจูทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงไม่มีผู้ใดมีการตอบสนอง หรือขยับเขยื้อนสักคน
หลี่ไหวฺอวี้กอดอกอยู่กับที่หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน แต่ยังคงไม่ขยับ
“พี่ชายพี่สะใภ้ผู้แสนประเสริฐในสายตาของบิดามารดาปฏิบัติต่อข้าและเป่าอวี้เช่นไรหลังจากพวกเขาตายไปหืม? ที่ผ่านมาข้าไม่ถือสาก็อย่านึกว่าข้าลืมหมดแล้วท่านยังมีหน้ามากล่าวอ้างถึงบิดามารดาข้าอีกหรือ หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่ไหนเลยจะยอมให้พวกท่านรังแกข้าเช่นนี้”
หมิงเป่าจูพูดหนึ่งประโยคก็ก้าวเดินหนึ่งก้าวพร้อมกับหลั่งน้ำตาในแต่ละถ้อยคำที่เอ่ยออกไป พวกชาวบ้านเห็นแล้วต่างนึกสงสารจับใจ
แม้ว่าชาวบ้านจะให้ความสำคัญกับบุรุษดูแคลนสตรีเพียงใดก็ไม่เคยเห็นใครบีบคั้นคนให้ถึงที่ตายเยี่ยงนี้มาก่อนที่สำคัญยังเป็นบุตรของผู้อื่น และกำลังจะตัดความสัมพันธ์กันอยู่แล้ว
ขณะที่ทุกคนกำลังเฝ้ามองว่าหมิงเป่าจูจะลงมือกับหวังซื่อจริงหรือไม่ซุนเถียนที่สลบอยู่ด้านข้างกลับฟื้นขึ้นมากะทันหัน
ในหัวของเขายังค้างเติ่งอยู่กับภาพเหตุการณ์ที่ตนเองถูกคนกดไว้แทบตายก่อนที่จะหมดสติไป
เขาเป็นคนมีอิทธิพลในหมู่บ้านไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็ไม่มีใครกล้ามาขวางทางไม่เคยถูกใครกดไว้ด้วยมือเดียวจนน่าอัปยศอดสูเช่นนี้มาก่อน
ดังนั้นเมื่อลืมตาขึ้นมาก็ไม่คิดอะไรทั้งสิ้นคนแรกที่เขามองเห็นและอยู่ใกล้ที่สุดก็คือหมิงเป่าจู ซึ่งเพิ่งเดินข้ามตนเองไปหมาดๆจึงคิดฉวยโอกาสแก้แค้น
ฉวยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันระวังพุ่งตัวไปข้างหน้า คิดหมายจะรวบตัวหมิงเป่าจูจากด้านหลังแต่ไม่คาดคิดว่าเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเสียงกรีดร้องก็ดังกึกก้องทะลุทะลวงแก้วหูของทุกคน
ทันทีที่รู้สึกว่ามีลมวูบเข้ามาจากด้านหลังและรู้สึกได้ว่ามีคนเข้ามาใกล้ หมิงเป่าจูซึ่งอยู่ในภาวะตึงเครียดก็หันหลังกลับด้วยสัญชาตญาณแล้วลงมืออย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็เห็นซุนเถียนกอดแขนตนเองพลางร้องโหยหวนไม่หยุดแขนซ้ายถูกเคียวฟันจนเป็นแผลลึก
“ว้าย ฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนแล้ว”
หวังซื่อหวาดกลัวจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างทึ้งผมพลางกรีดร้องราวกับคนเสียสติ
“นางเด็กโสโครก ฆ่าจะเอาชีวิตเจ้า”
ซุนเถียนเคยชินกับการทำตัวเป็นอันธพาลใจย่อมมีความโหดเหี้ยม แม้แต่บัดนี้ก็ยังสามารถทนต่อความเจ็บปวดได้พุ่งเข้าหาหมิงเป่าจูอีกหน
เมื่อเห็นฝ่ามือใกล้จะสัมผัสใบหน้าของหมิงเป่าจูอยู่รอมร่อนางก็ถูกใครบางคนดึงแขนให้ขยับไปด้านหลัง ก่อนที่หลี่ไหวฺอวี้จะทะยานเข้าไปถีบกลางอกของซุนเถียนเต็มแรง
ลูกเตะที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธกริ้วทำให้ชายฉกรรจ์สูงใหญ่แข็งแรงคนหนึ่งกระเด็นไถลกับพื้นไปไกลถึงห้าหกหมี่ [1] ก่อนที่จะหยุดลง
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นฉุกละหุกอย่างต่อเนื่องทำให้ทุกคนสะท้านเยือกในอกรู้สึกหวาดเสียวกับแต่ละฉากที่ได้เห็น
ซุนเถียนนอนอยู่กับพื้นไม่ไหวติงแต่น่าจนใจยิ่งนัก แม้ว่าเขาจะตกอยู่ในสภาพนั้นก็ยังมิวายมีคนรังเกียจ
“หากข้าเห็นเจ้ามาป้วนเปี้ยนอยู่แถวเรือนหลังนี้อีกก็อย่าคิดจะมีชีวิตรอดกลับไป ไสหัวไปซะ” เสียงของหลี่ไหวฺอวี้เจือไปด้วยรังสีสังหารเยียบเย็นราวกับเกล็ดน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ หนาวเหน็บกร่อนกินถึงกระดูก
แม้ว่าซุนเถียนจะยังปวดศีรษะสติก็ยังไม่แจ่มชัดดีนัก แต่กลับได้ยินประโยคนี้อย่างชัดเจนเขาเพียรฝืนร่างกายพยายามคลานออกไปจากเรือนหลังเล็กอย่างทุลักทุเลชั่ววินาทีที่พ้นธรณีประตูออกมา มีชาวบ้านเห็นเขากระอักเลือดออกมาอีกด้วย!
เชิงอรรถ
[1] หมี่ หมายถึง เมตร