บทที่ 17 ยังมีอีกหนึ่งปัญหา
ในห้องยา อ่างยาขนาดใหญ่ส่งไอร้อนระอุ วันนี้ดูเหมือนอุณหภูมิของน้ำจะสูงมากขึ้นอีก
“เข้าไป” ฉินเอ๋อร์นั่วสั่ง
หลี่จื่อเย่ได้ยินดังนั้น ก็ถอดเสื้อคลุมออกอย่างรวดเร็ว แล้วเข้าไปในอ่างยาอย่างคล่องแคล่ว
ทันใดนั้น ความร้อนที่แทบทนไม่ไหวผสมกับพลังยาก็พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง
ฉินเอ๋อร์นั่วเดินเข้ามาใกล้ โดยไม่พูดอะไรก็ตบฝ่ามือลงบนหน้าอกของอีกฝ่ายอย่างแรง
“อ๊าก!”
ในชั่วพริบตา เสียงร้องราวกับหมูถูกฆ่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง ในอ่างยาหลี่จื่อเย่บิดตัวด้วยความเ็ป ร่างกายสั่นไม่หยุด เหงื่อเย็นไหลออกมา
ด้านนอก บรรดาข้ารับใช้ได้ยินเสียงร้องอันน่าสยดสยองดังมาจากห้องยา ต่างก็ใกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้
ในห้องยา ฉินเอ๋อร์นั่วเปิดกล่องไม้ที่บรรจุโสมเืาา แล้วหยิบโสมเืออกมา
ในชั่วขณะนั้น ฉินเอ๋อร์นั่วผู้ที่มักจะใจเย็นเสมอก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
การคาดเดาของนางจะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวันนี้แล้ว
การสร้างเส้นลมปราณขึ้นใหม่ ไม่เคยมีผู้ใดลองทำมาก่อน มีเพียงตระกูลหลี่เท่านั้นที่มีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล รวบรวมยาบำรุงนับไม่ถ้วน โดยใช้ยาบำรุงเหล่านี้เป็พื้นฐาน บวกกับโสมเืาาซึ่งถือเป็ยาวิเศษ บางทีอาจเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นกับเ้าเด็กคนนี้ก็ได้
“ต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเ็ปเพียงใด ก็ต้องอดทนเอาไว้!”
ฉินเอ๋อร์นั่วกำชับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นพลังิญญาทั่วร่างก็พลุ่งพล่าน มือเรียวสั่นะเื ทำให้โสมเืแตกกระจาย
พลังิญญาห่อหุ้ม สารสกัดยาวิเศษสีแดงเข้มกลายเป็ละอองเืไหลเข้าสู่หน้าอกของหลี่จื่อเย่อย่างไม่ขาดสาย ซ่อมแซมเส้นลมปราณที่แตกสลาย เพียงไม่กี่ลมหายใจ หน้าผากของฉินเอ๋อร์นั่วก็มีเหงื่อบาง ๆ ผุดขึ้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เื่ง่ายเลย
ในอ่างยา หลี่จื่อเย่กัดฟันแน่น ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง ความเ็ปจากเส้นลมปราณขาดและกระดูกแตกหักจะมีคนธรรมดาคนใดทนได้เล่า?
…
ณ ริมทะเลสาบ จางซอมซ่อดื่มเหล้าในไหทีอึก ๆ ไม่นานเหล้าในไหก็หมด
จางซอมซ่อรีบเปิดไหเหล้าอีกใบทันที ในขณะนี้แม้แต่จอมกระบี่เช่นเขาก็ไม่ได้สังเกตว่า มือที่จับไหเหล้าของเขากลับเริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
่เวลาในยามนี้ช่างเนิ่นนานเหลือเกิน…
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด จู่ ๆ เสียงร้องโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังออกมาจากห้องยา
ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นก็ดังขึ้น พลังะเิอันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากห้องยา อ่างยาทั้งใบะเิออก น้ำกระเซ็นกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง
บนพื้น หลี่จื่อเย่นั่งทรุดอยู่อย่างอ่อนแรง หายใจหอบถี่ ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ
ฉินเอ๋อร์นั่วก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ผมและเสื้อผ้าเปียกโชก มุมปากมีเืไหลซึมออกมา ดูยับเยินอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ฉินเอ๋อร์นั่วก็ควบคุมพลังภายในที่ปั่นป่วน พูดอย่างเหนื่อยล้า “เ้าพักครึ่งวัน แล้วค่อยไปฝึกกระบี่ต่อ”
พูดจบ ฉินเอ๋อร์นั่วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก รีบออกจากห้องยาเดินไปยังห้องพักของตัวเองทันที
หลี่จื่อเย่ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะเดินไปริมทะเลสาบ ล้มลงบนพื้นอย่างหมดแรง
“ท่านลุงจาง สำเร็จแล้ว!”
หลี่จื่อเย่พูดอย่างอ่อนแรง อารมณ์ซับซ้อน ไม่รู้สึกดีใจเท่าไรนัก
เพื่อเปิดเส้นลมปราณให้เขา ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูงเกินไป
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นฉินเอ๋อร์นั่วดูยับเยินเช่นนี้ บุญคุณครั้งนี้มันหนักหนาสาหัสนัก
“ฉินเอ๋อร์นั่ว ไม่เลวเลย”
จางซอมซ่อจิบสุราอึกหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “โดยเฉพาะสำหรับเ้า”
ณ จวนตระกูลหลี่ เมื่อมีเวลาว่างครึ่งวันหลี่จื่อเย่จึงนอนเอกเขนกอยู่ริมทะเลสาบ ไม่อยากขยับแม้แต่นิ้วเดียว
หลังเที่ยง ฉินเอ๋อร์นั่วออกมาจากห้อง นางเปลี่ยนชุดใหม่แต่ก็ยังคงสง่างาม งดงามเหนือโลกราวกับเทพธิดา
“ไปฝึกกระบี่” ฉินเอ๋อร์นั่วเอ่ยเบา ๆ เมื่อมาถึงริมทะเลสาบ
“ขอรับ” หลี่จื่อเย่ลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที แล้วหยิบกระบี่เดินไปฝึกอยู่ด้านข้าง
“ฉินเอ๋อร์นั่ว ข้านับถือเ้าจริง ๆ” จางซอมซ่อเอ่ยปากอย่างจริงจัง
“เป็เพราะเขามีจิตใจที่มั่นคงเพียงพอ หากเป็ผู้อื่น ข้าไม่กล้ารับรองว่าจะสำเร็จได้” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างสงบ
“แม้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะไม่เลว แต่หากไม่มีเ้าลงมือช่วย เขาคงไม่มีทางเปิดเส้นลมปราณได้แม้แต่เส้นเดียวตลอดชีวิต”
จางซอมซ่อพูดอีกว่า “ตอนนี้แม้ว่าพร์ในการฝึกฝนของเขาจะยังคงแย่ที่สุดในบรรดานักยุทธ์ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถเริ่มฝึกฝนได้แล้ว”
การเปิดหนึ่งในแปดเส้นลมปราณก็สามารถลองเปิดจุดเทพซ่อนซึ่งเป็จุดรวมพลังปราณที่สะสมอยู่ในร่างกายได้ หากทำสำเร็จก็ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งยุทธ์อย่างเป็ทางการ
แน่นอนว่า การเปิดเส้นลมปราณเพียงเส้นเดียว ความเร็วในการฝึกฝนของเด็กหนุ่มคนนี้จะต้องช้ามาก ช้าจนน่าขนลุก…
โชคดีที่ตระกูลหลี่มีเงินมากมาย แม้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีพร์ด้านยุทธ์น้อยไปหน่อย แต่ก็สามารถใช้ยาบำรุงและยาวิเศษมากมายมาชดเชยได้
“ยังมีอีกหนึ่งปัญหา”
จางซอมซ่อมองไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ไม่ไกล ถามอย่างสงสัยว่า “เ้าเตรียมจะให้เขาฝึกวิชาอะไร?”
“มีวิชาหนึ่งที่ข้าอยากให้เขาลองดู”
ฉินเอ๋อร์นั่วจ้องมองไปยังผิวน้ำเบื้องหน้า กล่าวว่า “วิชาเซียนเหินเวหา”
“กระบี่เหินเวหาจากฟากฟ้า เทพเซียนจากสรวง์”
จางซอมซ่อได้ยินดังนั้น สีหน้าพลันสั่นสะท้านกล่าวว่า “เ้าจะให้เด็กคนนี้เรียนวิชากระบี่ของเซียนกระบี่รุ่นแรกเมื่อพันปีก่อนตอนราชวงศ์ต้าซางเริ่มก่อตั้งจริงหรือ? วิชานี้แทบไม่ต่างจากวิชาฝึกร่างกายภายนอก ยากยิ่งนักที่จะฝึกฝน นับพันปีมานี้ นอกจากเซียนกระบี่รุ่นแรกแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดฝึกสำเร็จอีกเลย”
“ม้าตายเสียยังดีกว่าไม่มีม้าขี่”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างสงบ “เขามีเวลาแค่สามปี เ้าคิดว่าเขาจะฝึกวิชาอะไรถึงจะไล่ทันฮั่วหลินเอ๋อร์ได้”
จางซอมซ่อได้ยินดังนั้น ก็นิ่งเงียบลง
สามปี ช่างสั้นเหลือเกิน… ฮั่วหลินเอ๋อร์นั้นเป็หนึ่งในสี่อัจฉริยะแห่งยุค พร์ด้านยุทธ์น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เด็กคนนี้เพิ่งเปิดเส้นลมปราณได้แค่เส้นเดียว ไม่ว่าจะฝึกวิชาอะไร ก็ไม่มีทางไล่ทันฮั่วหลินเอ๋อร์ได้
นี่คือความจริง แม้จะโหดร้าย แต่ก็ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้
“หากไล่ตามวรยุทธ์ไม่ทัน ก็ต้องเริ่มจากกระบวนท่า”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างจริงจัง “วิชาเซียนเหินเวหาให้ความสำคัญกับกระบวนท่ามากกว่าวรยุทธ์ เขาสามารถคิดค้นกระบวนท่าไทเก๊กได้เอง แสดงว่ามีพร์ในการเรียนกระบี่ บางทีเมื่อพัฒนากระบวนท่ากระบี่ถึงขีดสุดแล้ว เขาอาจเดินตามรอยเซียนกระบี่ผู้ล่วงลับเมื่อพันปีก่อน ก้าวเดินบนเส้นทางยุทธ์ของตนเองก็เป็ได้”
“ยากนัก!”
จางซอมซ่อถอนหายใจเบา ๆ “ตลอดพันปีที่ผ่านมา ผู้ที่สามารถก้าวเดินบนเส้นทางยุทธ์ของตนเองได้จริง ๆ มีสักกี่คน แม้แต่เ้ากับข้าก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของบรรพบุรุษได้ เส้นทางยุทธ์ของเด็กคนนี้เริ่มต้นด้วยความยากลำบากเช่นนี้ อุปสรรคที่ต้องเผชิญในอนาคตย่อมมีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเขาจะยืนหยัดได้นานเพียงใด”
“เจี้ยนฉือ” ฉินเอ๋อร์นั่วเอ่ยปากขึ้น
“มีอะไรหรือ?” จางซอมซ่อถาม
“ท่านมีวิชายุทธ์อันล้ำเลิศ แต่กลับไม่มีผู้สืบทอด ท่านไม่รู้สึกเสียดายบ้างหรือ?” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างเรียบเฉย
“หึ!”
จางซอมซ่อยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า “ข้ามีสุรา มีกระบี่ก็พอแล้ว ฉินเอ๋อร์นั่ว หากมีอะไรจะพูดก็พูดมาตรง ๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม”
“ข้าขอเสนอให้พวกเราร่วมมือกัน สอนวิชาเซียนเหินเวหาให้แก่เขา สำหรับกระบวนท่าของเซียนกระบี่ ข้าคนเดียวไม่อาจถ่ายทอดได้ครบถ้วน” ฉินเอ๋อร์นั่วเสนอ
“ไม่นึกเลยว่าเซียนกระบี่เหมยฮวาอย่างเ้า จะมีวันต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วย”
จางซอมซ่อจิบสุราแล้วพูดอย่างยิ้ม ๆ “เหตุใดข้าจึงต้องช่วยเ้า หรือพูดอีกอย่างคือช่วยเด็กคนนั้นด้วย”
“ในฐานะผู้ฝึกฝนวิชากระบี่เช่นเดียวกัน ท่านไม่อยากเห็นหรือว่าในยุคนี้จะมีผู้ใดสามารถสร้างความยิ่งใหญ่เทียบเท่าเซียนกระบี่รุ่นแรก หรือแม้แต่เหนือกว่าท่านเซียนกระบี่ผู้นั้น” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างจริงจัง