ความตื่นเต้นที่บังเกิดกับเธอในยามนี้มันมากมายเหลือจะกล่าวเพราะเมื่อมาถึงเวลานี้มันก็เท่ากับเธอเผชิญหน้าอยู่กับความเป็ไปได้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็ดาราภาพยนตร์แห่งฮอลลีวู้ดอย่างแท้จริงแล้วแต่คิทพยายามสงบใจไว้ ทําใจให้เป็กลาง เพราะเธออาจจะไม่ได้ในสิ่งที่้าก็ได้
ครู่ต่อมา ล้อเครื่องบินก็เตะลงกับรันเวย์ของซาร์ดี้ฟิลด์ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของแอสเพน...
“ฉันว่าตอนนี้มันปลอดภัยพอที่คุณจะปล่อยมือฉันได้แล้วนะชิพ”
พอล่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง
“เราถึงพื้นดินแล้ว”
“นั่นสิ ขอโทษด้วย”
เขาปล่อยมือเธอออกสูดหายใจลึกเป็ครั้งแรกขณะที่เครื่องแท็กซี่ไปตามรันเวย์ ตรงไปยังตัวอาคาร
“ผมละเกลียดการขึ้นเครื่องบินเสียจริง”
เขาบ่นออกมาดังๆไม่ได้พูดกับใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
“ตลกไปหน่อยมั้ง”
พอล่ามองหน้าเขาด้วยสายตาดุดัน
“พอล่า...”
คิทเรียกอย่างเตือนสติพยายามที่จะไม่ยิ้มออกมาด้วยความขบขัน
“ก็ดูนี่สิมันไม่ใช่มือเธอก็ไม่รู้สึกอะไรน่ะสิ เล็บฉันเกะเทาะหมดคืนนี้ก่อนจะออกไปงานปาร์ตี้ก็ต้องมานั่งทากันใหม่อีก”
พอล่าพูดอย่างโมโห
“ไม่เป็ไรน่า”
มัวรี่สอดขึ้น
“ผมสั่งให้ช่างผมช่างเล็บมาที่บ้านของจอห์นตอนหกโมงเย็นจะได้มาช่วยคิทแต่งตัวสําหรับออกงานคืนนี้แล้ว พอเขาแต่งให้คิทเสร็จก็ให้เขาช่วยทําเล็บให้คุณใหม่ก็แล้วกัน”
“ที่จริงคุณน่าจะปรึกษาเื่นี้กับฉันก่อนนะ”
คิทเอ่ยกับมัวรี่
“อันที่จริงไม่จําเป็จะต้อง...”
“จําเป็อย่างมากทีเดียวเพราะว่าคุณเป็ดาราใหญ่ของผม”
เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ซึ่งทําให้สีหน้าดูมีเล่ห์เหลี่ยมอย่างไรพิกล “คืนนี้ผม้าให้ภาพของคุณที่ออกมาเป็ภาพของดาราเงินล้านแม้ว่าเทรวิสจะไม่ยอมให้ทางบริษัทจ่ายเงินให้คุณเป็จํานวนมากขนาดนั้นก็ตาม”
เขาส่งสายตาไปยังบุรุษผู้เอ่ยถึงอย่างมีเลศนัย
จอห์น เทรวิส มองตอบอย่างเ็าที่จริงแล้วเขาไม่ได้ยอมรับนับถือในความเป็เอเย่นต์ของมัวรี่เท่าไรนักและไม่เคยคิดที่จะอําพรางความรู้สึกเช่นนั้นไว้เลยด้วย
“อันที่จริงเราทั้งสองต่างก็รู้กันอยู่ว่าคิทไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องขนาดนั้นได้อยู่แล้ว”
“ตอนนี้น่ะยังแน่”
มัวรี่ตอบกลับไปโดยฉับพลัน
“ผมว่ามันออกจะโง่ไปหน่อยนะที่เราจะพูดเื่เงินกันตอนนี้”
ชิพลุกขึ้นจากที่นั่งเมื่อเครื่องบินจอดสนิทลง
“ถ้าคุณคิดว่าธุรกิจการทําหนังเป็เื่เกี่ยวกับศิลป์อย่างเดียวละก็คุณน่าจะศึกษาหาความรู้เพื่อให้ตัวเองฉลาดขึ้นกว่านี้นะพ่อหนุ่ม”
มัวรี่พูดเป็เชิงเดือนซึ่งทําให้ชิพหันขวับไปมองหน้าเขาอย่างไม่พอใจ
“เอ๊ะ พูดถูกนี่โรส... ถูกเผงเลยเพราะพวกคุณส่วนมากชอบพูดกันแต่เื่เงินกับเื่ความมีชื่อเสียงโดยไม่คํานึงถึงคุณภาพแต่สําหรับพวกเราบางคนแล้ว ถึงยังไงงานหนังก็ยังเป็งานศิลป์และถ้าไม่มีพวกเราเสียคนอย่างพวกคุณก็ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้หรอก”
“ก็ถูกอีกนั่นแหละ”
มัวรี่รับคำหน้าตาเฉยไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับคำพูดเสียดสีนั่นเลยแม้แต่น้อย
และในตอนนั้นเองที่นักบินผู้ช่วยโผล่ออกมาจากส่วนหัวของตัวเครื่องและจัดการเปิดประตูให้ชิพเดินลงจากเครื่องทันทีที่บันไดล็อกเรียบร้อยแล้วพอล่าเดินตามลงไปติดๆ มัวรี่หันมาโบกมือให้อีวอนลงจากเครื่องก่อนเพราะเขาจะต้องรอคิทที่หยิบกระเป๋าถือกับเสื้อคลุมสีทอง
“ไอ้หมอนั่นมันไม่เพียงแต่หลงตัวเองเท่านั้นแต่ยังใจร้อนอีกด้วย คุณว่าไหม”
มัวรี่หันมาสบตาเชิงถามแม้คิทจะสูงเพียงห้าฟุตหกนิ้ว แต่กระนั้นเธอก็ยังสูงกว่าเขาอยู่ดี
“รู้ยังงั้นก็ดีแล้วคุณจะได้รู้จักระมัดระวังอย่าไปจุดอารมณ์เขาให้เดือดดาลขึ้นมาอีก”
คิทพูดเรียบๆ
“ผมน่ะเรอะ”
เขาทําสีหน้าราวไร้เดียงสาแต่แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินลงจากเครื่องบินซึ่งทําให้คิทถึงกับส่ายหน้าตามหลัง
“คนอะไรไม่รู้ แย่จริงๆ”
เธอบ่นพึมพํา
“เื่แย่น่ะมันก็เื่หนึ่ง แต่ยังมีเื่ที่เลวมากกว่านี้อีกหลายเื่”
จอห์น เทรวิส พูดเบาๆและยุติการพูดถึงมัวรี่ลงเพียงแค่นั้น คิทเองก็ไม่คิดจะเอ่ยต่อเพราะรู้ดีว่าจอห์นมีความรู้สึกต่อตัวอย่างไรมันก็เป็เื่เก่าและเธอก็ไม่อยากจะทะเลาะกับเขาโดยไม่จําเป็
คิทก้าวออกจากเงาของเครื่องบินสู่แสงแดดสว่างไสวในยามบ่ายเธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังเทือกเขาที่ห่มตัวอยู่ด้วยสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วงโดยอัตโนมัติธรรมชาติได้ประสมประสานบรรยากาศแห่งความอ่อนโยนและความยิ่งใหญ่เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนและทั้งสองสิ่งนั้นได้ดําเนินติดต่อกันไป จนในที่สุดก็หลอมละลายเข้ากับสีครามเข้มของท้องฟ้า
มันเป็ธรรมชาติของสัตว์โลกที่มีประสาทรับรู้ในััต่างๆย่อมกระตือรือร้นที่จะซึมซับทั้งภาพ กลิ่น และเสียงเข้าไว้คิทแหงนหน้าขึ้นรับสายลมอ่อนที่โชยชื่นสูดเอาอากาศบริสุทธิ์แห่งขุนเขาอัดเข้าไว้ในปอด ในอากาศที่มีแต่โอโซนนั้นราวจะมีคํามั่นสัญญาที่เน้นให้เธอมองเห็นถึงอนาคตที่มีหนทางเป็ไปได้อยู่กลิ่นอายจากป่าสนคือกลิ่นอายแห่งบ้านเกิดที่เธอจากไปเสียนาน
เมื่อจอห์น เทรวิส เดินเข้ามาสมทบคิทจึงได้หันกลับไปมองทางข้างหลังและได้เห็นเครื่องบินอีกหลายลำจอดรายเรียงกันอยู่ด้านนอกของแอสเพน เบส โอปะเรชั่นเธอพยักหน้าไปทางเครื่องโบอิ้ง 727 พร้อมกับเอ่ยออกมาว่า
“รู้สึกว่า เจ. ดี. มาถึงแล้วนะเพราะเครื่องเขาจอดอยู่นั่น”
“อะไรกัน...”
พอล่าซึ่งทันได้ยินคําพูดของคิทเข้าร้องออกมา
“เธอหมายความว่าเครื่องบินลํานั้นเป็เครื่องส่วนตัวของเจ. ดี. งั้นหรือ”
“ก็จะอะไรเสียอีกล่ะ”
ฟรีแมนย้อนด้วยสีหน้าบึ้งตึงซึ่งเท่ากับบอกให้คิทรู้ว่า เขายังไม่พอใจกับคําพูดของมัวรี่เมื่อครู่อยู่
“บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ย่อมจะต้องมีอะไรที่มันใหญ่ที่สุดแล้วก็ดีที่สุดไว้ใช้อยู่แล้ว มันเป็สัญญาวิปลาสไงล่ะ”
“แต่การที่เขาจะชอบอะไรแบบนั้นมันก็ไม่ใช่อาชญากรรมหรอกนะชิพ”
พอล่ามองหน้าเขาอย่างขบขันส่วนความรู้สึกที่เธอแสดงออกอยู่ในขณะนี้ บ่งบอกให้รู้ถึงความเป็ผู้มีภูมิปัญญาและมองโลกในแง่ดีไม่น้อย แต่สีหน้าของชิพกลับบึ้งตึงยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“นั่นละคือลักษณะของคนที่ยึดมั่นในอัตตาธิปไตย คิดว่าตัวเองสามารถจะใช้อํานาจควบคุมทุกสิ่งเป็จ้าวหัวใจของทุกคนได้”
“ตายจริงนี่คุณไปเอาความคิดอย่างนี้มาจากไหนกัน”
พอล่าทําเสียงล้อเลียน
“สงสัยว่ามันจะต้องมีเื่อื่นที่นอกเหนือจากเื่เล็กๆอย่างเช่นเื่เงินกับอํานาจเสียแล้วละใช่ไหมชิพ”
เมื่อเห็นเขาเม้มริมฝีปากแน่นและเมินมองไปทางอื่นเธอก็วางมือลงกับต้นแขนเขาอย่างเห็นใจ
“ชิพมันไม่ฉลาดหรอกนะที่เราจะงับมือที่ขุนเราอยู่ แม้ว่าจะทําข้างหลังเขาก็ตามทีเถอะ”
“ต่อให้เขาอยู่ที่นี่ตรงหน้าผมนี่ผมก็จะทํา”
“ระวังคําพูดหน่อยชิพ”
จอห์น เทรวิส เอ่ยเตือน
“เพราะ เจ.ดี.เขาก็ไม่ค่อยชอบคุณเท่าไหร่อยู่แล้ว”
“ผมก็ไม่ชอบหน้าเขาเหมือนกันตรงนี้ไงล่ะที่ทําให้เราเท่าเทียมกัน”
ดวงตาคู่สีน้ำตาลเป็ประกายแข็งกร้าว
“ก็ไม่เชิงหรอกนะ”
สีหน้าของจอห์นราบเรียบราวไร้อารมณ์แต่กระนั้นก็มีความหนักแน่นอยู่ในน้ำเสียงที่พูด
“อย่างน้อยเขาก็ยังมีเงินอีกห้าสิบล้านเหรียญอยู่ในมือและยังบริษัทที่จะจัดจําหน่ายหนังที่คุณสร้างขึ้น”
“ซึ่งพนันกันได้เลยว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครลืมเื่นี้ได้อย่างเด็ดขาด”
ชิพคํารามออกมา
รอยยิ้มของจอห์น เทรวิสในยามนี้เคร่งขรึมยิ่งนัก
“เอาละ ผมก็ออกจะเห็นใจอยู่นะที่คุณเกิดมาโดยไม่มีเครื่องกรองติดอยู่ระหว่างสมองกับปากเพราะฉะนั้นยังไงก็ช่วยเห็นแก่พวกเราสักหน่อยเถอะชิพพยายามหุบปากให้มันสนิทไว้เมื่อคุณเจอกับลาสซิเตอร์คืนนี้”
ท่าทางของชิพคลายความแข็งขันลงมากเขาพยักหน้าราวเด็กนักเรียนที่รับคําสั่งครู
“ผมจะพยายามนะจอห์น”
เขาบอก
“ขอให้พระเ้าช่วยผมด้วยก็แล้วกันผมจะใช้ความพยายามให้มากที่สุดจริงๆ แต่ว่าคนพรรค์นั้นน่ะไม่รู้หรอกว่าไอ้หนังดีกับหนังเลวน่ะมันแตกต่างกันยังไงไม่ต้องพูดถึงเื่บทที่เขียนขึ้นอย่างดีหรอก”