หลังจากใยแมงมุมในมือของคนทั้ง 2 กลุ่มเรืองแสงขึ้นมา และกลุ่มหนึ่งวิ่งมาอยู่ด้านหลังเธอ ซือซือก็รู้แล้วว่าพวกบ้านี่กำลังจะทำอะไร
ไม่รอให้เธอแน่ใจมากไปกว่านี้ พวกที่วิ่งมาทางด้านหลังก็จัดการเหวี่ยงตาข่ายนั้นมาที่เธอ เธอเดาว่าอีกกลุ่มก็คงทำแบบเดียวกับหยางเฉวียนิเหมือนกัน
เมื่อถูกคลุมด้วยตาข่ายเลเซอร์ ซือซือก็ะโด่าพวกมัน
“อีพวกบ้า! ข้าไม่ใช่ปลาช่อนนะเว้ยยยยย!”
ด่าไปได้ไม่ถึงอึดใจ ก็รู้สึกได้ว่าตาข่ายนั่นมันค่อยๆ หดตัวลงรัดเธอไว้แน่นจนขยับตัวแทบไม่ได้ ซือซือจึงได้แต่ร้องเอะอะโวยวายทะเลาะกับตาข่ายอยู่
ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง หยางเฉวียนิซึ่งโดนตาข่ายคลุมเอาไว้เช่นกันก็มีสภาพก็ไม่ค่อยต่างกันนัก เพียงแต่เขามีท่าทีนิ่งสงบจนเกินไป
หัวหน้าของพวกมันะโบอกกลุ่มด้านหลังว่า
“รีบพาตัวสตรีผู้นั้นไปเสีย! ทางนี้พวกข้าจะจัดการเอง!”
ม่ายยยยยยยย ซัมบาดีเฮ้วมียยยยยยยย์!!!
ซือซือกรีดร้องอยู่ในใจ เพราะเวลานี้ตัวเธอก็แทบจะไม่ต่างอะไรจากบ๊ะจ่างลูกหนึ่ง หวนคิดไปถึงเมื่อหลายคืนก่อนที่หยางเฉวียนิจับขโมยมัดเป็ลูกบ๊ะจ่าง แต่ทำไมเวรกรรมมันไหลมาถึงเธอด้วยล่ะ!
ในจังหวะที่พวกมันกำลังจะลากก้อนบ๊ะจ่างหนีไปอีกทาง ซือซือก็รู้สึกเหมือนถูกอะไรสักอย่างดึงจากอีกด้านหนึ่งซึ่งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็อะไร
แต่คนจากสำนักชิงเจี๋ยเห็นเต็มลูกตาว่าหยางเฉวียนิซึ่งถูกค่ายกลตาข่ายของพวกมันคลุมตัวอยู่ กลับสามารถทำลายมันทิ้งได้ด้วยเปลวไฟที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด เปลวไฟสีน้ำเงินนั้นเผาตาข่ายของพวกมันจนสลายกลายเป็ผงภายในพริบตา อีกทั้งเขายังเหวี่ยงเอาใยสีขาวขนาดเท่าหัวแม่โป้งไปดึงเด็กสาวผู้นั้นกลับมาได้อีกโดยไม่ต้องหันไปมองด้วยซ้ำ
“เป็ไปไม่ได้! ในแผ่นดินนี้ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายค่ายกลตาข่าย์ของสำนักชิงเจี๋ยได้!”
“ตาข่าย์ผายลมอันใด ขโมยมาจากปิศาจแมงมุมล่ะไม่ว่า” หยางเฉวียนิเอ่ยเยาะ ซือซือที่ยังคงตบตีกับใยแมงมุมของเธอทำได้แค่พยักหน้ารัวๆ ในใจ
ช่ายๆ ๆ ๆ แมงมุมทั้งจักรวาลนี้จะต้องแห่กันมาฟ้องเรียกค่าลิขสิทธิ์จากพวกแก! ขโมยของเขามาใช้แล้วยังตั้งชื่อใหม่มั่วๆ อีก!
หลังจากนั้นเป็การรุมตะลุมบอนของชายชุดดำ 30 คน ที่พยายามใช้อาวุธที่มีในการเถือ หั่น และตัดใยสีขาวที่ยึดโยงเด็กสาวไว้กับหยางเฉวียนิ แต่ทำอย่างไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จ และยังต้องพยายามรับมือกับหยางเฉวียนิที่มีวิชายุทธ์สูงส่ง เคลื่อนไหวรวดเร็วจนพวกเขามองแทบไม่ทัน ไหนจะอาวุธประหลาดมากมายที่พวกเขาคิดว่าคงเป็ ‘อาวุธเซียน’ ก็เล่นงานพวกเขาจนเอาตัวกันไม่รอดอีก
เวลานี้ชายฉกรรจ์ที่เคยมีกันอยู่ 30 คนก็เหลือเพียง 5 คนเท่านั้นที่ยังสามารถยืนได้อยู่ แต่ก็ถูกใยสีขาวมัดรวมไว้เป็กลุ่มก้อน ไม่สามารถขยับหรือหนีไปไหนได้ ให้ความรู้สึกเหมือนให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัวอย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกเขาเห็นหยางเฉวียนิจัดการยอดฝีมือระดับสูงของสำนัก 25 คนได้ภายในเวลาไม่กี่พริบตา ก็ชวนให้รู้สึกครั่นคร้ามและเหน็บหนาวอยู่ในใจ
พวกเขาย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของบุรุษผู้นี้มาก่อน เพียงแต่ไม่เคยมีคนของสำนักชิงเจี๋ยคนใดไปมีเื่ราววิวาทหรือตั้งตนเป็อริกับเขา เนื่องจากไม่มีเหตุให้ต้องเกี่ยวข้องกัน ผู้ใดจะคิดว่ากระทั่งค่ายกลอันดับต้นๆ ของสำนักที่ไม่เคยมีใครเอาชนะหรือรอดพ้นไปได้ ก็ยังไม่อาจสู้อาวุธเซียนของท่านเซียนอันหนิงได้แม้แต่น้อย
หยางเฉวียนิก้มลงมองลูกบ๊ะจ่างที่ดิ้นยุกยิกๆ อยู่บนพื้นพลางถอนหายใจ
“เหตุใดไม่ใช้กระบองที่ข้ามอบให้เล่า”
“ใช้ยังไงอะ เอามาฟาดตาข่ายเนี่ยอะเหรอ มันรัดข้าจนเนื้อปลิ้นขนาดนี้ ฟาดไปก็โดนตัวเองสิ พี่หยางอะ... ช่วยข้าแกะมันออกทีสิ” ประโยคหลังเธอพยายามทำเสียงให้ดูน่าสงสารเข้าไว้
“กระบองไม่ได้มีไว้ฟาดเท่านั้น เ้าควรรู้จักพลิกแพลงเวลาใช้งานมันด้วย”
“พลิกแพลงยังไง ถ้ามันมีสัก 2 อันข้าก็คงเอามันมาใช้แทนตะเกียบง้างอีตาข่ายนี่ได้อยู่หรอก!”
หยางเฉวียนิคิดภาพตามแล้วก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เป็ความคิดที่ไม่เลว แล้วเหตุใดเ้าไม่ลองทำดูเล่า”
“ก็กระบองมันมีอยู่อันเดียวไงล่ะ!”
“เ้าลองคิดดูให้ดี ว่าทำอย่างไรให้กระบองท่อนเดียวกลายเป็สองท่อนได้”
ซือซือที่โดนรัดจนอยากจะร้องไห้ในคราวแรกรู้สึกอยากจะกลิ้งไปโหม่งเขาแทนแล้ว เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานยังมาถามคำถามยากๆ อีก!
“ก็หักมันให้เป็ 2 อันไง”
“น่าสนใจ... เช่นนั้นก็ลองทำดู”
“จะบ้าเหรอ ให้ข้าหักอาวุธเซียนดีๆ จนมันพังเนี่ยนะ”
“หากมันพังได้ง่ายดายเพียงนั้น คงไม่ใช่อาวุธเซียน จริงหรือไม่”
ซือซือชะงักไป... นั่นสิ อาวุธเซียนที่ไหนจะกากหรือพังได้ง่ายๆ เธอจึงจับกระบองสองหัวในกำมือที่ยังมีขนาดเท่าไม้แคะหูพับเข้าหากัน แทนที่มันจะหัก มันกลับงอได้แล้วยังไม่คืนตัวอีกด้วย
หลังจากนั้นเธอก็ส่งพลังให้มันขยายขนาดขึ้น จนมันใหญ่มากพอที่จะลอดเข้าไปพอดีกับขนาดตาของตาข่าย แล้วเธอก็ใช้พลังบังคับให้มันอ้าออกเพื่อง้างตาข่ายตานั้นจนรูมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และขาดออกในที่สุด เมื่อตาหนึ่งขาดออก ตาถัดๆ มาก็ง่ายขึ้น สุดท้ายแล้วมันก็หลุดออกทั้งหมด
ซือซือที่รอดจากตาข่ายดักปลามาได้ ถึงกับนอนแผ่หายใจหอบอยู่บนพื้น
“ไหวพริบไม่เลว เ้าทำได้ดีแล้ว”
ได้ยินคำชมของเขาแล้วเธอก็มองค้อนทีหนึ่ง พลางสะบัดหน้าหนีอย่างงอนๆ คนใจร้าย ไม่ยอมช่วยแกะตาข่ายให้เธอดีๆ
“ยังมีคนรอให้เ้าใช้ฝึกฝีมืออยู่นะ”
เธอจำได้ว่าเขาจะยกคนให้เธอจัดการ 5 คน แต่พอเธอหันไปมอง 5 คนที่ถูกมัดไว้ด้วยกันแล้วก็รู้สึกเวทนาขึ้นมา ถ้าเธอเอากระบองฟาดพวกมันตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากการบีบลูกไก่ในกำมือให้ไส้ปลิ้นแล้วตายไปง่ายๆ
ซือซือลุกขึ้นมาปัดเสื้อผ้าที่เลอะฝุ่นและดินออก ก่อนจะเดินอาดๆ ไปทางกลุ่มคนที่ถูกมัดติดกันไว้ พวกมันเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นว่าจะถูกแก้แค้นหรือไม่ แต่เด็กสาวตรงหน้ากลับถามขึ้นว่า
“ที่พวกเ้าบอกว่าข้าเป็ตัวอะไรนั่น... หมายความว่ายังไง”
พวกมันมองหน้าเด็กสาวที่ดูไม่รู้เื่รู้ราวใดๆ แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ หนึ่งในนั้นเป็ผู้ตอบ
“เ้าไม่รู้จริงๆ หรอกหรือ ว่าตนเองเป็ตัวอะไร”
ซือซือเริ่มรู้สึกรำคาญ ถามดีๆ เสือกยอกย้อนอีก เธอจึงยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นมาเหยียบไหล่เ้าคนปากดี
“ให้โอกาสตอบดีๆ แล้วนะ อย่ากวนตีนได้ปะ”
เมื่อไหล่ข้างนั้นถูกเท้าเล็กๆ แต่หนักประหนึ่งก้อนหินก้อนใหญ่ขยี้ซ้ำอีกรอบ มันจึงเบ้หน้าแล้วยอมตอบอีกครั้ง
“จะเป็อะไรได้อีกหากไม่ใช่สายเืของปิศาจ!”
ว้อททท สายเืปิศาจ? หมายถึงปิศาจถูกมีดบาดเืพุ่งออกมาเป็สาย แล้วเธอก็คือเืสายนั้นที่ไหลออกมากลายเป็มนุษย์? ถุ๊ยยย ยังจะเล่นมุกอีก!
“เื่เพ้อเจ้อแบบนี้ก็พูดออกมาได้ สำนักอะไรของเ้านี่แต่งนิทานหลอกเด็กขายเหรอ แล้วพวกเ้าก็ออกมาไล่ฆ่าชาวบ้านบริสุทธิ์เพราะเื่ปัญญาอ่อนนี่เนี่ยนะ สมควรตบเรียกสติจริงๆ”
เมื่อสำนักของตนถูกเหยียดหยาม ชายในชุดดำก็รู้สึกโกรธขึ้นมา
“สำนักชิงเจี๋ยของเราก่อตั้งมาหลายร้อยปี จับปิศาจช่วยเหลือชาวบ้านมานับไม่ถ้วน หากไม่มีคนเช่นเ้าและบรรพบุรุษปิศาจของเ้ามาสร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย แผ่นดินนี้คงสงบสุขกว่านี้มากนัก!”
ซือซือที่โดนกล่าวหาว่าเป็พวกเดียวกับปิศาจย่นคิ้วแล้วมองไปทางหยางเฉวียนิ ก็เห็นว่าเขายืนกอดอกมองเธอถกเถียงกับชายชุดดำด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอถามเขาว่า
“พวกมันบอกว่าข้าเป็สายเืปิศาจอะไรก็ไม่รู้ ท่านเชื่อหรือเปล่า”
“เชื่อหรือไม่แล้วอย่างไร สิ่งที่พวกมันคิดและทำ หาได้เกี่ยวข้องกับข้าไม่”
ซือซือพยายามตีความคำพูดกำกวมของคนโบราณ คนพวกนี้จะพูดตรงๆ ให้เข้าใจง่ายๆ หน่อยไม่ได้หรือไงกัน
“แล้ว... เอาไงต่อดี... 5 คนนี้ฟาดไปก็ตายเปล่า ข้าก็ไม่ใช่ฆาตกรด้วย แต่ก็ไม่อยากให้พวกมันกลับไปฟ้องคนที่สำนักให้ออกมาไล่ฆ่าข้าเพิ่มอีก เราควรทำไงดี”
“ตัดแขนตัดขาพวกมัน จับใส่ไหแล้วฝังดินดีหรือไม่”
“แหม... ข้าก็ไม่ได้ซาดิสท์ขนาดนั้น แต่พูดถึงไหแล้วก็นึกขึ้นได้ แถวบ้านเกิดข้านิยมเอาิญญาร้ายจับใส่หม้อดิน ใช้ผ้ายันต์ปิดฝาแล้วเอาไปถ่วงน้ำ วิธีนี้จะใช้ได้ผลกับคนพวกนี้มั้ยนะ...”
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าฟังชะตากรรมอันโหดร้ายที่กำลังถูกกำหนดขึ้นโดยเด็กสาวลูกปิศาจและศิษย์เอกของท่านเซียนด้วยความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง หากจะทรมานพวกเขาด้วยวิธีเ่าั้ ก็สู้ปลิดชีพพวกเขาด้วยดาบเดียวเสียยังจะดีกว่า!
