กลุ่มคนที่เบียดเสียดพากันแหวกเป็ทางเดินทันทีบุรุษหนุ่มสองคนผู้สวมชุดแดงห้อยกระบี่ลายเมฆาไว้ที่เอวเดินเข้ามา
ชายหนุ่มที่เดินนำหน้ามาหน้าผากโหนกนูนใบหน้าเหลี่ยมสายตาจริงจังเป็หน้าตาในแบบที่ใช้คำว่าเถรตรงยุติธรรมมาบรรยายก็ดูจะไม่ผิดนัก บริเวณอกเสื้อของเขามีแถบขาวสามแถบนี่เป็สัญลักษณ์ที่แสดงถึงสถานะศิษย์ระดับสูงเช่นเดียวกับสำนักกระบี่์เกรงว่าสถานะของเขาน่าจะเป็ศิษย์คนโตในอาณัติของผู้าุโสักท่านส่วนคนที่เดินตามหลังเขามา แม้สถานะด้อยกว่าเขา แต่ก็ไม่ต่ำต้อย
ผู้มีใบหน้าตงฉินพอเห็นฟางโหย่วเต๋อคิ้วเข้มทั้งสองก็ขมวดเข้าหากันทันที “ฟางโหย่วเต๋อ เป็เ้าอีกแล้วรึ!”
อี้ซีเฉินรีบดีดตัวขึ้นมา“ศิษย์พี่ใหญ่ ฟางเชวียเต๋อ[1]ผู้นี้แอบอ้างเป็ศิษย์สำนักทมิฬของพวกท่านใช่รึไม่เมื่อครู่ข้าเปิดโปงอุบายของเขาแล้ว หากปล่อยให้เขาก่อเื่เลวทรามต่อไปอีกก็ไม่รู้ว่าจะสร้างมลทินให้แก่สำนักทมิฬของพวกท่านอีกกี่มากน้อย”
ผู้มีใบหน้าตงฉินกล่าวอย่างเดือดดาล“ไม่กี่ปีก่อนเขาก็ถูกสำนักทมิฬเราขับไล่ออกไปตั้งนานแล้วแต่กลับเอาชื่อเสียงของสำนักทมิฬเราเที่ยวไปหลอกลวงผู้คนภายนอกน่ารังเกียจเสียจริง!”
เขาก้าวไปข้างหน้ามือหนึ่งดึงตัวฟางโหย่วเต๋อขึ้นมาแล้วเอ่ยเสียงดังขึ้น“คนผู้นี้แม้จะถูกขับออกจากสำนักทมิฬนานแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็เคยเป็ศิษย์สำนักข้าพวกข้าสั่งสอนไม่เข้มงวดเอง คราวนี้ข้าพาเขากลับไปจะต้องรายงานต่ออาจารย์าุโทุกท่าน พร้อมกับทำลายพลังวัตรคนผู้นี้เป็การลงโทษขอทุกท่านโปรดให้อภัยด้วย”
อี้ซีเฉินรีบเอ่ย“ศิษย์พี่ใหญ่อย่าเพิ่งรีบไปสิเขาติดค้างเงินเดิมพันหนึ่งร้อยเท่าที่ต้องชดใช้ข้าอยู่นะ!”
ผู้มีใบหน้าตงฉินมองเขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ปลดถุงสยบจักรวาลบนตัวโยนให้เขา“ข้าออกเดินทางมาไม่ได้พกศิลาิญญาติดตัวมากนักเ้าดูแล้วกันว่าภายในนี้เพียงพอชดใช้เ้าได้หรือไม่”
อี้ซีเฉินเปิดถุงออกดูภายในมีศิลาิญญาขั้นสูงสี่ก้อนศิลาิญญาขั้นกลางสามสิบกว่าก้อนและศิลาิญญาขั้นต้นอีกจำนวนหนึ่งศิลาิญญาขั้นสูงก้อนหนึ่งแลกเป็ศิลาิญญาขั้นกลางได้สิบก้อน จำนวนมากมายนี้รวมเข้าด้วยกันแม้จะไม่ถึงยอดที่ต้องชดใช้ร้อยเท่าอย่างที่ฟางโหย่วเต๋อรับปากเขาไว้แต่เขาเองก็ได้กำไรมาไม่น้อยแล้วยิ่งไปกว่านั้นศิลาิญญาภายในถุงนี้ก็แทบจะเป็ธาตุอัคคีทั้งหมดหลังเขาของสำนักทมิฬเป็แหล่งให้กำเนิดศิลาิญญาอัคคี ขณะที่การจะศิลาิญญาธาตุอัคคีของศิษย์สำนักกระบี่์นั้นนับว่ายากอยู่พอสมควรเขาจึงยิ้มเอ่ยว่า “เห็นแก่หน้าของศิษย์พี่ใหญ่ ลดให้แล้วกัน พอเท่านี้ก็ได้”
ผู้มีใบหน้าตงฉินกล่าวเพียง“อืม” คำเดียวเป็สัญญาณให้ศิษย์น้องที่ติดตามตนไปเก็บศิลาิญญาบนวงล้อกองนั้นมีเ้าทุกข์มาเรียกค่าเสียหายก็ชดใช้คืนไปจากนั้นก็พาตัวฟางโหย่วเต๋อเหินกระบี่จากไป
อี้ซีเฉินได้ศิลาิญญาของตนและของจ่างซุนจื่อจวินคืนทั้งยังได้เงินชดเชยมาอีกกองหนึ่ง เขาแหวกฝูงชนออกมา ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่“รวยแล้วรวยแล้ว ได้ศิลาิญญามาตั้งเยอะแน่ะ พวกเราซื้อของได้อีกมากมายเลยนะ!”
จ่างซุนจื่อจวินไม่ใส่ใจศิลาิญญาพวกนี้หรอกก็ในโลกแฟนฟิกอีกแปดปีให้หลังเขาคือคนร่ำรวยจนถึงขนาดกวักมือครั้งเดียวก็ซื้อูเาิญญาหลายลูกมาทำเป็รังรักของเขากับอี้ซีเฉินได้แล้วทว่าพอเห็นอี้ซีเฉินดีอกดีใจหลังจากได้ศิลาิญญามาอย่างยากเย็นเช่นนี้อารมณ์ของเขาก็พลอยร่าเริงขึ้นตามไปด้วย
อี้ซีเฉินลากจ่างซุนจื่อจวินไปบริเวณปลอดผู้คนแล้วแอบแบฝ่ามือให้เขาดูในนั้นเป็ศิลาเพลิงทมิฬที่ถูกเขาบีบแตกเป็สองซีกเมื่อครู่ศิลาเพลิงทมิฬพลังิญญาแข็งแกร่งยิ่งนัก สร้างกลไกมากมายที่นำมาใช้ประโยชน์ได้อี้ซีเฉินอยากได้มาเล่นสักก้อนนานแล้วน่าเสียดายที่ต่อให้เขาทุ่มทรัพย์สินทั้งตัวก็ยังซื้อไม่ได้เขาภาคภูมิใจเสียยิ่งกว่าอะไร “ข้าฉวยจังหวะเอาของสิ่งนี้ออกมาด้วยเมื่อครู่คนของสำนักทมิฬชดเชยศิลาิญญาอัคคีให้ข้าเยอะมากพวกเรากลับไปขอให้อาจารย์ช่วย จะต้องซ่อมแซมศิลาเพลิงทมิฬก้อนนี้ได้แน่!”
“ได้”
ทั้งสองเดินต่อไปเรื่อยๆ ยังด้านในสุดของตลาด คราวนี้อี้ซีเฉินใช้จ่ายมือเติบขึ้นมากนอกจากเหล็กดำจงซานที่เสริมความแกร่งให้กระบี่คาดเอวแล้วเขายังซื้อวัตถุเพิ่มพลังเซียนที่มีประโยชน์มาอีกไม่น้อย
จู่ ๆจ่างซุนจื่อจวินก็ยืนนิ่งอยู่หน้าแผงแผงหนึ่งไม่ยอมขยับพออี้ซีเฉินเห็นว่าจ่างซุนจื่อจวินไม่ได้เดินตามมา ก็รีบวิ่งย้อนกลับมาพบว่าเขากำลังจ้องมองไหมเยือกแข็งกองหนึ่งอยู่ อี้ซีเฉินถาม“เ้าอยากได้สิ่งนี้รึ”
“อื้ม”
ไหมเยือกแข็งใช้หลอมเป็ยาธาตุวารีหรือไม่ก็ทอเป็เสื้อคลุมนักพรตได้เส้นไหมเย็นลื่น ปรับความร้อนภายในของนักพรตได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้จิตมารเข้าแทรกได้ดีเวลานี้จ่างซุนจื่อจวิน้าใช้ไหมเยือกแข็งมาทำกางเกงตัวในเป็อย่างมากเพื่อเลี่ยงไม่ให้เ้าน้องชายของเขาะเินั่นเอง
อี้ซีเฉินไม่รู้ว่าจ่างซุนจื่อจวินอยากซื้อของสิ่งนี้ไปทำอะไรแต่จ่างซุนจื่อจวินยกศิลาิญญาทั้งหมดให้เขาแล้ว จ่างซุนจื่อจวินอยากซื้อเขาก็ซื้อเถอะ เ้าของแผงที่ตั้งแผงขายของเป็นักพรตหญิงอี้ซีเฉินรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงไม่เปิดปากพูดเลย...แม้จ่างซุนจื่อจวินจะเป็ผู้มีแก่นิญญา์ที่ยากพานพบในร้อยปีพลังวัตรก้าวหน้าเร็วกว่าผู้ใด แต่เขามีจุดอ่อนถึงตายอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือสตรี
เดิมทีเขาก็พูดน้อยเอยู่แล้วและเมื่อเผชิญหน้ากับสตรีก็ยิ่งเงียบเป็เป่าสากยามต่อสู้เขาจะไม่มีทางลงมือกับสตรีเด็ดขาดเหล่านี้เป็เซ็ตติงในนิยายต้นฉบับและนักเขียนแฟนฟิกก็ยังยึดตามเดิมเมื่อไรก็ตามที่นักเขียนแฟนฟิกคิดจะเริ่มเดินเื่น้ำเน่าก็จะสร้างตัวละครนางร้ายหญิงขึ้นมาวางพวกยาขับเืใส่อี้ซีเฉินน้ำเน่าวนไป
อี้ซีเฉินรีบฉีกยิ้มกว้าง“ศิษย์พี่หญิงท่านนี้ช่างงดงามเหลือเกิน”
ไม่มีสตรีคนใดไม่ชอบคำชมนักพรตหญิงลูบใบหน้าตนเอง เืสูบฉีดขึ้นหน้าจนแดงไปทั่วยากจะควบคุม
“เสื้อคลุมนักพรตตัวนี้ศิษย์พี่หญิงทำเองหรือขอรับลายเมฆาคว้างปักได้วิจิตรนัก ฝีมือศิษย์พี่หญิงยอดเยี่ยมจริง ๆ”
“จริงจริงรึ ขอบใจนะ” นักพรตหญิงรีบจัดแต่งเสื้อคลุมนักพรตของตนเองแล้วทัดผมไปหลังหู
“ศิษย์พี่หญิงไหมเยือกแข็งกองนี้ขายอย่างไรรึ”
“ศิลาิญญาขั้นกลางห้าก้อน”
อี้ซีเฉินคิดหนักจนเผลอทำแก้มป่องราคานี้ถือว่ายุติธรรมแล้ว เพียงแต่สำหรับพวกเขาศิลาิญญาขั้นกลางห้าก้อนไม่ใช่ราคาถูก ๆ แม้จะเพิ่งหามาได้ส่วนหนึ่งแต่ก็ไม่อาจสุรุ่ยสุร่ายได้ตามใจ เขาใช้วาจาหวาน ๆ เยินยอนักพรตหญิงต่อไปถามขึ้นอีกครั้งว่า “ศิษย์พี่หญิง ถูกลงอีกหน่อยได้รึไม่ข้าชอบสินค้าของศิษย์พี่หญิงจริง ๆ เพียงแต่ศิลาิญญามีอยู่ไม่มากนักสี่ก้อนแล้วกัน ขายให้ข้าในราคาสี่ก้อนเถอะนะขอรับ”
นักพรตหญิงผู้นั้นลังเลชั่วครู่ทว่าเห็นผู้ฝึกกระบี่ทั้งสองคนรูปงามหล่อเหลา พูดจาก็ช่างน่าฟัง กำลังจะตอบตกลงไม่คิดว่าจะมีคนแทรกเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
“ไหมเยือกแข็งกองนี้ข้าจะเอาข้าจ่ายด้วยศิลาิญญาขั้นกลางหกก้อนเลย!”
ทั้งสองคนหันกลับไปมองคนไร้มารยาทน่าชังที่แทรกเข้ามาคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น เซียวขุยนั่นเอง!
“หึ”จ่างซุนจื่อจวินเผยสีหน้ารังเกียจออกมา
เซียวขุยถูกดูแคลนอีกครั้งจึงเดือดดาลนักล้วงเอาศิลาิญญาขั้นกลางหกก้อนจากในถุงออกมาวางบนแผง“ไหมเยือกแข็งกองนี้เป็ของข้าแล้ว!”
นักพรตหญิงตะลึงพรึงเพริดมองคนนั้นทีคนนี้ที ยื่นมือไปหยิบศิลาิญญาด้วยความลังเลแม้หน้าตาของนักพรตน้อยทั้งสองคนที่มาก่อนจะเจริญหูเจริญตากว่า แต่ออกมาตั้งแผงทำการค้าไม่มีใครปฏิเสธเงินหรอก
“ช้าก่อน”อี้ซีเฉินใช้สายตาเ็ามองเซียวขุย รอยยิ้มบนใบหน้าเขาหายไปไม่เหลือ สายตาชิงชังเอ่ยว่า “ข้ามาก่อน ข้าก็จะจ่ายศิลาิญญาขั้นกลางหกก้อน ศิษย์พี่หญิงท่านคิดจะขายให้ข้าหรือว่าขายให้เขา”
นักพรตหญิงกำลังจะตอบเซียวขุยก็ล้วงศิลาิญญาขึ้นมาสู้อีกสองก้อนทันที “เช่นนั้นข้าจ่ายแปดก้อน!”
นี่เป็การท้าทายซึ่งๆ หน้า เดิมทีเซียวขุยไม่ได้้าไหมเยือกแข็งอะไรนี่เลยเขาแค่อยากหาเื่จ่างซุนจื่อจวินกับอี้ซีเฉินให้อารมณ์เสียเท่านั้นวันนั้นจ่างซุนจื่อจวินดูิ่เขาหน้าตำหนักเทพกสิกรรมทำให้่นี้ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ใดก็ถูกคนชี้นิ้วนินทา ไม่เหลือศักดิ์ศรีแล้วเขาโกรธจนเอาแต่หลบอยู่ในห้อง ใช้เข็มแทงตุ๊กตาเพื่อสาปแช่งอยู่ทุกคืนวันนี้ได้เผชิญหน้าศัตรูก็เคียดแค้นจนตาแดงก่ำ ไม่ว่าอย่างไรเขาจะต้องเอาคืนให้ได้
อี้ซีเฉินกำหมัดเงียบๆ ศิลาิญญาขั้นกลางแปดก้อนสำหรับศิษย์หอหลอมกระบี่อาจไม่นับว่ามีค่าอะไรแต่สำหรับศิษย์หอโอสถเช่นพวกเขาแล้วต้องเก็บออมกว่าครึ่งปีถึงจะได้มาเขาเพิ่มเงินให้ไม่ไหวแน่ ยิ่งไปกว่านั้นแม้เขาจะยอมจ่ายราคานี้ทว่าเซียวขุยก็จะต้องเพิ่มราคาขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน
จ่างซุนจื่อจวินพลันปลดถุงเงินเทศิลาิญญาลงบนฝ่ามือแล้วเริ่มนับ
อี้ซีเฉินกับเซียวขุยต่างพากันใเพราะนึกว่าเขาจะต่อราคาจนถึงที่สุด เซียวขุยรีบชะเง้อคอยาวมองพบว่ามีศิลาิญญาขั้นกลางในมือจ่างซุนจื่อจวินรวม ๆ แล้วสิบก้อน ก็ยิ้มเยาะทันที
“โอ้เอาศิลาิญญามาแค่นี้ยังกล้ามาเดินเตร่ในตลาดอีกรึ”เซียวขุยเก็บศิลาิญญาขั้นกลางที่ตนเองโยนออกมาเมื่อครู่แล้ววางศิลาวิญญาขั้นสูงก้อนหนึ่ง “ไหมเยือกแข็งเป็ของข้า!”
เซียวขุยซื้อไหมเยือกแข็งได้ก็ดีอกดีใจจนหางชี้ฟ้าหยิบไหมเยือกแข็งกองนั้นแล้วหันไป หวังจะชื่นชมสีหน้าผิดหวังของจ่างซุนจื่อจวินกับอี้ซีเฉินเสียหน่อยกลับพบว่าด้านหลังตนเองไม่มีคนยืนอยู่แล้ว
เซียวขุย“!!!”
สองคนนั้นเดินสบายใจเฉิบออกไปไกลแล้วเดิมทีก็ไม่ได้สนใจไหมเยือกแข็งอะไรนั่นสักเท่าใดกลับเป็เซียวขุยที่จ่ายเงินซื้อของที่ตนเองไม่ใช้ไปด้วยราคาสองเท่า โง่งมเกินทน
เซียวขุยโกรธจนแทบคลั่ง!
อี้ซีเฉินโน้มเข้าไปเอ่ยกระซิบข้างหูจ่างซุนจื่อจวิน“เมื่อครู่เ้าทำข้าใเลยนะ ข้าคิดว่าเ้าจะสู้ราคากับเขาสุดตัวเสียอีก”
จ่างซุนจื่อจวินเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ“ข้าก็แค่นับ ของแบบนั้นซื้อที่ใดก็ได้”
“ฮ่าฮ่า”อี้ซีเฉินอารมณ์ดีเป็ที่สุด “พวกเราเดินกันต่อเถอะข้าไม่เชื่อว่าเซียวขุยจะซื้อไหมเยือกแข็งทั้งตลาดได้”
เขาหันหลังไปก็เห็นเซียวขุยเดินหน้าถมึงทึงตามหลังพวกเขามาพอดีเห็นท่าทางแบบนั้น วันนี้ตั้งใจตามมางัดข้อกับพวกเขาแน่แล้ว
เซียวขุยเก็บความโมโหไม่อยู่วันนี้เขาตัดสินใจจะสั่งสอนอี้ซีเฉินกับจ่างซุนจื่อจวินอย่างไรเสียเขาก็พกศิลาิญญามามากพอ อีกเดี๋ยวหากจ่างซุนจื่อจวินอยากซื้ออะไรเขาก็จะตามไปเพิ่มราคา ต้องทำให้สองคนนั้นกลับไปมือเปล่าให้จงได้นอกจากระบายความแค้นแล้ว ยังเพื่องานชุมนุมประลองกระบี่ในอีกเจ็ดวันให้หลังนี้ด้วยออกมาเดินเตร่ในตลาดยามนี้จะต้องมาเพื่อเตรียมตัวร่วมงานชุมนุมประลองกระบี่เป็แน่แม้จ่างซุนจื่อจวินจะเป็ศิษย์หอโอสถ แต่ฝีมือก็มิเบาเช่นกันปล่อยให้เขาซื้อข้าวของเตรียมพร้อมเกรงว่าอีกเจ็ดวันเขาจะคว้าอันดับในงานชุมนุมได้จริง ๆ การทำให้เขาซื้อของไม่ได้จนต้องใช้เศษเหล็กประลองจะควบคุมเขาได้ง่ายมาก
อี้ซีเฉินพลันคิดแผนการหนึ่งได้เขายิ้มเยือกเย็น “เซียวขุยดูถูกว่าพวกเราเอาศิลาิญญามาน้อยไม่ใช่รึข้าจึงอยากดูว่าที่แท้เขาพกศิลาิญญามาเท่าไรกันแน่”
เขาจึงกระซิบกระซาบกับจ่างซุนจื่อจวินสองประโยคจ่างซุนจื่อจวินพยักหน้าเข้าใจ อี้ซีเฉินค่อยผละจากเขาไป
มองเห็นพวกเขาแยกกันเดินเซียวขุยสับสนไปชั่วขณะ เขาใช้วิชาแยกร่างไม่เป็ไม่อาจจับตามองทั้งสองคนพร้อมกันได้ ถ้าหากทั้งสองคนแยกกันไปซื้อของเขาก็ขัดขวางทั้งหมดไม่ได้จริง ๆ แต่เขาสังเกตเห็นว่าก่อนจากไปอี้ซีเฉินมีท่าทางลับๆ ล่อ ๆ ด้วยการยัดถุงเงินใส่มือจ่างซุนจื่อจวิน
แผนล่อเสือออกจากถ้ำ!เซียวขุยระแวงขึ้นทันที ดูท่าอี้ซีเฉินจะอยากล่อเขาออกไปแล้วให้จ่างซุนจื่อจวินไปซื้อของเองเป็แน่ เขาจะหลงกลได้อย่างไร!
เซียวขุยจึงตัดสินใจเดินตามจ่างซุนจื่อจวินโดยไม่แม้แต่จะมองว่าอี้ซีเฉินเดินไปทางใด
จ่างซุนจื่อจวินเดินทอดอารมณ์อยู่ในตลาดมองนี่ที มองนั่นที ราวกับสนใจสิ่งของบางอย่าง หยิบขึ้นมาลูบ ๆ คลำ ๆ ดูพอหันหลังไปเห็นเซียวขุยยังเดินตามหลังตนมา ก็วางของกลับลงไป
เหอะเหอะกลัวละสิ! เซียวขุยกระหยิ่มยิ้มย่อง
ท้ายที่สุดจ่างซุนจื่อจวินก็หยุดยืนที่หน้าแผงลอยหนึ่ง
“ข้าอยากได้เหล็กทมิฬจงซาน”จ่างซุนจื่อจวินเอ่ย
เ้าของแผงเป็เด็กหนุ่มสวมชุดดำพอได้ยินก็แบมือ “ศิลาิญญาขั้นกลางห้าก้อน”
ไม่รอให้จ่างซุนจื่อจวินล้วงถุงเงินออกมาเซียวขุยก็ปรี่เข้ามาพร้อมโยนศิลาิญญาหกก้อนให้ “หกก้อน ข้าจะเอา!”
จ่างซุนจื่อจวินล้วงออกมาแปดก้อนเซียวขุยใจป้ำโยนให้สิบก้อน “ของข้า!”
จ่างซุนจื่อจวินไม่สู้ราคาแล้ว
เ้าของแผงเก็บศิลาิญญาสิบก้อนของเซียวขุยแล้วมอบเหล็กทมิฬจงซานให้เซียวขุย
จ่างซุนจื่อจวินไม่ได้เดินจากไปเอ่ยถามว่า “ยังมีอีกไหม”
เ้าของแผงล้วงเอาเหล็กทมิฬจงซานอีกก้อนออกมาราวกับเสกได้“มี มี มี ศิษย์พี่เอาไหม”
เซียวขุยขมวดคิ้วโยนศิลาิญญาออกไปอีกสิบก้อน “ก้อนนี้ข้าก็จะเอา!”
เงินมาของไปเ้าของแผงค่อย ๆ หยิบก้อนที่สามออกมา
เซียวขุย“...”
“เ้ามีอยู่กี่ก้อนกันแน่ข้าเอาทั้งหมด!” เซียวขุยกำถุงเงินในมืออย่างโมโห
เ้าของแผงค่อยๆ หยิบเหล็กทมิฬจงซานออกมาเรียงทีละก้อนรวมทั้งหมดห้าก้อน
เซียวขุยลังเลเขาไม่ได้พกศิลาิญญาขั้นกลางมามากถึงเพียงนั้น แต่ถ้าหากเขาไม่เอาของทั้งหมดมาแค่ปล่อยให้จ่างซุนจื่อจวินซื้อไปได้ก้อนหนึ่ง ราคาที่เขาปั่นมาก่อนหน้านี้ก็ล้วนสูญเปล่าแล้ว
“นี่คือทั้งหมดแล้วใช่ไหมเ้าไม่มีอีกแล้วนะ” เซียวขุยถามยืนยันกับเ้าของแผง
“ไม่มีแล้วศิษย์พี่เหลือห้าก้อนสุดท้ายนี่ละ” เ้าของแผงยิ้มกว้าง “ทั้งตลาดง้าวทองวันนี้เหลือแค่ร้านข้าที่ยังขายเหล็กทมิฬจงซาน ไม่เชื่อจะไปดูที่อื่นก็ได้นะพลาดจากร้านข้าไปก็หาซื้อไม่ได้แล้ว”
คำพูดนี้ถูกใจเซียวขุยนักเขา้าให้จ่างซุนจื่อจวินหาซื้อไม่ได้นี่ละเขาจึงหยิบศิลาิญญาขั้นสูงในตัวออกมาคำนวณแลกเปลี่ยนตามราคาแล้วซื้อเหล็กทมิฬจงซานทั้งหมดมา
แม้จะจ่ายเงินซื้อของที่ตนเองไม่ใช้จำนวนหนึ่งมาด้วยราคาที่สูงกว่าราคาตลาดลิบลับแต่เซียวขุยก็ยังรู้สึกพอใจมาก ศิลาิญญาหมดแล้วก็หาใหม่ได้เพราะเขาในฐานะศิษย์ของหอหลอมกระบี่ก็ร่ำรวยกว่าศิษย์หอโอสถอักโขสิ่งสำคัญที่สุดก็คือทำให้จ่างซุนจื่อจวินยอมศิโรราบ
เซียวขุยกำลังรอชมท่าทางหงุดหงิดโมโหของจ่างซุนจื่อจวินผู้ใดจะคาดคิดว่าจ่างซุนจื่อจวินจะยังนิ่งสงบมากยิ่งไปกว่านั้นยังคงยืนอยู่หน้าแผงนี้ไม่ยอมเดินจากไป “เหล็กทมิฬจงซานไม่มีแล้วเช่นนั้นมีไข่มุกจิตต้นกำเนิดผสมหรือไม่”
“มีมีมี!”เ้าของแผงเอ่ย “บังเอิญจริง ๆ ไม่กี่วันก่อนเพิ่งมีของชุดใหม่เข้ามายังมีเหลืออยู่ ไข่มุกจิตต้นกำเนิดผสมหนึ่งเม็ดแลกกับศิลาวิญญาขั้นสูงหนึ่งก้อนศิษย์พี่จะรับไหม”
“รับ”
เซียวขุยร้อนใจ“เ้าขายไข่มุกจิตต้นกำเนิดผสมเม็ดละหนึ่งศิลาิญญาขั้นสูงเชียวรึเ้าไม่ปล้นกันเลยละ”
“เอ๊ะศิษย์พี่ กล่าวเช่นนี้ไม่ถูกนะ ซื้อไม่ไหวท่านไม่ซื้อก็ได้นักพรตผู้น้อยย่อมไม่ทำการค้าบังคับซื้อขายอยู่แล้ว”เ้าของแผงผู้นั้นช้อนตามองเซียวขุย แย้มยิ้มแฝงความนัย “ท่านยินยอมข้ายินดีไง”
ราคานี้แพงกว่าราคาตลาดมากแล้วเ้าของแผงน่าจะเห็นพวกเขาทั้งสองเพิ่มราคากันเอง และคิดว่าเจอกับแกะอ้วนพีสองตัวจึงฉวยโอกาสโก่งราคาสักหน่อย เซียวขุยเจ็บใจบอกไม่ถูกลอบมองจ่างซุนจื่อจวินแวบหนึ่งคิดไม่ถึงว่าจ่างซุนจื่อจวินจะล้วงเอาศิลาิญญาขั้นสูงก้อนหนึ่งออกมาจริง ๆ
เื่ประชันขันแข่งต้องประชันกันให้ถึงที่สุดถ้าหากถอดใจกลางทาง ที่ยึดครองความได้เปรียบอยู่ก่อนหน้านี้ก็ไร้ประโยชน์เซียวขุยกำศิลาิญญาขั้นสูงอย่างเ็ปใจ แต่ก็ยังกัดฟันยื่นออกไป“ไข่มุกจิตต้นกำเนิดผสมเป็ของข้าแล้ว!”
ไม่คาดคิดว่าเ้าของแผงกลับไม่ส่งไข่มุกจิตต้นกำเนิดผสมมาให้“ศิษย์พี่ไม่เพิ่มราคาแล้วรึ”
“เ้าขายแพงขนาดนี้ยังกล้าเพิ่มราคาอีกรึ!”
“พูดเช่นนี้ไม่ถูกอีกแล้วนะไม่ใช่ข้าที่อยากเพิ่มราคา แต่เป็ศิษย์พี่ที่อยากเพิ่มราคา” เ้าของแผงเอ่ย“ทำการค้าย่อมมีหลักการของทำการค้า ศิษย์พี่ผู้หล่อเหลากว่าผู้นี้มาก่อนในเมื่อท่านไม่เพิ่มราคาเช่นนั้นไข่มุกจิตต้นกำเนิดผสมเม็ดนี้ข้าก็จำต้องขายให้เขาแล้ว”
เอ่ยจบก็วางไข่มุกจิตต้นกำเนิดผสมลงบนฝ่ามือของจ่างซุนจื่อจวิน
เซียวขุยพลันแย่งมาทันทีนอกจากศิลาิญญาขั้นสูงหนึ่งก้อนแล้ว ยังโยนศิลาิญญาขั้นต้นออกไปอีกหลายก้อน“เพิ่ม! เพิ่มแล้วเ้าบัดซบ! วันนี้ไม่ว่าเขาจะซื้ออะไร ข้าจะรับเอาไว้ทั้งหมด!”
“งั้นหรือ”เ้าของแผงยิ้มพราย หยิบไข่มุกจิตต้นกำเนิดผสมอีกเม็ดออกมาวาง
เซียวขุย“...!!!”
แม้จะเป็ศิษย์หอหลอมกระบี่ที่ไม่ต้องกังวลเื่กินอยู่ท่วาศิลาิญญาขั้นสูงก้อนหนึ่งก็ใช่ว่าจะได้มาง่ายดายปานนั้นตอนแรกเซียวขุยคิดเพียงว่าศิษย์หอโอสถล้วนเป็ผีหิวโหยเขาจัดการจ่างซุนจื่อจวินได้ไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไร ไม่คาดคิดว่าผ่านไปไม่นานถุงเงินของตนแทบจะกลวงโบ๋แล้ว เขาไม่มีศิลาิญญาขั้นสูงแล้วเพื่อขัดขวางจ่างซุนจื่อจวิน เขาทำได้แค่เทศิลาิญญาขั้นต้นทั้งหมดออกมาแล้วคำนวณแลกเปลี่ยนตามราคาเพื่อแลกของมา
จ่างซุนจื่อจวินค่อยๆ ถอนใจออกมา
เซียวขุยโกรธจนควันแทบออกหูอยู่แล้วพอได้ยินเสียงถอนหายใจของจ่างซุนจื่อจวินเขาก็พลันใจฮึกเหิมขึ้นมาราวกับได้ดื่มน้ำอมฤตหรือยอดเมรัยก็ไม่ปาน
จ่างซุนจื่อจวินเอ่ยถาม“เหล็กทมิฬจงซานไม่มีแล้วจริง ๆ รึ”
“จะว่าไม่มีเลยก็ไม่ได้”ทันใดนั้นสายตาของเซียวขุยแทบจะฆ่าคนได้แล้ว เ้าของแผงรีบเอ่ยต่อว่า“เหลือแค่สองก้อนสุดท้ายเท่านั้น ข้าเก็บไว้ให้ข้ากับสหายของข้าใช้ ขายไม่ได้จริงๆ ท่านดูสิว่ายังมีอย่างอื่นที่้าหรือไม่”
“อ้อ”จ่างซุนจื่อจวินกล่าว “ไม่มีเหล็กทมิฬจงซานเช่นนั้นหินแร่ของเหล็กทมิฬจงซานยังมีหรือไม่ ข้าจะซื้อกลับไปหลอมเอง”
เซียวขุย“...”
“มีมีมี!”เ้าของแผงเปิดถุงสยบจักรวาลแล้วเทหินแร่เหล็กออกมาสองจิน[2]“เพิ่งรับมาจากแผงข้าง ๆ กันนี่เอง ขายให้ท่านถูกหน่อยได้ราคาเท่าไรท่านเสนอมาเองแล้วกัน”
จ่างซุนจื่อจวินมองเซียวขุย“เ้ายังเหลือศิลาิญญาเท่าไร”
เซียวขุยโมโหจนสมองเลอะเลือนแล้วนับส่วนที่เหลือของตนเองโดยจิตใต้สำนึกเหลือเพียงศิลาิญญาขั้นต้นสิบกว่าก้อนสุดท้ายเท่านั้น
“เท่านี้ไม่น่าจะพอนะ”เ้าของแผงประเมินเซียวขุยชี้นิ้วไปบริเวณเอวของเขาที่มีเข็มขัดซึ่งทำจากเอ็นพยัคฆ์ขาว“ศิลาิญญาขั้นต้นสิบกว่าก้อนรวมกับเข็มขัดเส้นนี้ก็พอได้อยู่”
“เ้า!”เซียวขุยจับเข็มขัดของตนมั่น ถลึงตาจ้องเ้าของแผงเข็มขัดเส้นนี้ได้มาตอนที่เขาเข้าร่วมการทดสอบของศิษย์หอหลอมกระบี่บนเขาฟ้าครามและสังหารอสูรพยัคฆ์ขาวได้ตัวหนึ่งจากนั้นจึงเลาะเส้นเอ็นออกมาทำเป็เข็มขัดด้วยมือตนเองการนำสินจากการต่อสู้มาทำเป็สิ่งของติดกายถือเป็เื่ที่ผู้ฝึกกระบี่ทำกันเป็จำนวนมากอยู่แล้ว แม้ไม่นับว่ามีค่ามากมายแต่ก็เป็สัญลักษณ์ของเกียรติยศและความแข็งแกร่ง
“ไม่แลก?เช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ” เ้าของแผงดันหินแร่เหล็กไปตรงหน้าจ่างซุนจื่อจวิน“เป็ของท่านแล้ว”
“แลก!”เซียวขุยกัดฟันกรอด ก็แค่เข็มขัดเส้นหนึ่งไม่ใช่รึกลับไปก็หาอีกเส้นมาใช้แทนก่อนได้จากนั้นค่อยไปล่าอสูรปีศาจที่ร้ายกาจอีกตัวก็เท่านั้น!
เซียวขุยถามขณะปลดเข็มขัด“นี่เป็หินแร่เหล็กทั้งหมดที่เ้ามีแล้วใช่ไหมเ้าคงจะไม่ขายกองนี้แล้วก็ควักออกมาอีกหลายจินหรอกนะ”
“ไม่มีแล้วคราวนี้ไม่มีแล้วจริง ๆ จะว่าไปถ้าข้ายังมีศิษย์พี่จะเอากระบี่คาดเอวมาแลกได้ลงหรือ ไม่แลกด้วยกระบี่คาดเอวเสื้อผ้ากางเกงก็เอามาแลกได้นะ!”
“เ้าฝันกลางวันไปเถอะ!”เซียวขุยโยนเข็มขัดไปให้อย่างเกรี้ยวกราด
จ่างซุนจื่อจวินหันกลับมามองเซียวขุย“ไม่มีศิลาิญญาแล้วรึ”
เซียวขุยจ้องกลับอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ“ใคร ใครบอกว่าข้าไม่มีศิลาิญญาแล้ว! เ้าต่างหากที่ไม่มีเหล็กทมิฬ!ข้าจะดูว่าเ้าจะเอาอะไรไปหลอมกระบี่!”
“หึ”จ่างซุนจื่อจวินเหยียดหยาม “เอาศิลาิญญามาแค่นี้ยังกล้ามาเดินเตร่ในตลาดอีกรึ”
เซียวขุย“...” คำพูดนี้เมื่อครู่ตนพูดกับจ่างซุนจื่อจวินไม่ใช่รึเหตุใดถูกเขาสวนกลับมาเล่า!
“เขาไม่มีศิลาิญญาแล้วก็ไปเถอะ” จ่างซุนจื่อจวินพยักพเยิดกับเ้าของแผง “กลับไปหลอมกระบี่กัน”
เซียวขุยนิ่งอึ้งเห็นเพียงควันขาวกลุ่มหนึ่งลอยออกมาจากตัวเ้าของแผงพร้อมเสียงดัง “ปุ้ง”รอจนควันขาวจางหายไป คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นไฉนเลยมิใช่เด็กหนุ่มชุดดำคนเดิมเล่าเป็อี้ซีเฉินชัด ๆ! ที่แท้เมื่อครู่นี้อี้ซีเฉินกับจ่างซุนจื่อจวินลอบวางแผนกันในเมื่อวันนี้เซียวขุยคิดจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเช่นนั้นเงินก้อนนี้จะปล่อยให้เ้าของแผงอื่นได้ไปหรือก็มิสู้รับไว้เสียเองดังนั้นทั้งสองจึงแยกย้ายกันลงมือ ไม่ว่าใครจะถูกเซียวขุยเดินตามอีกคนก็จะไปซื้อข้าวของจำนวนหนึ่งกลับมา แล้วใช้วิชาพรางตัว ซื้อมาขายไปเช่นนี้พริบตาก็ได้ส่วนต่างราคาเป็เท่าตัว ทำการค้าช่างดีจริง ๆ
เซียวเซียวขุยแทบหมดสติ!วิชาพรางตัวธรรมดา ๆ เช่นนี้ ขอเพียงเขาเอะใจสักหน่อยจะต้องมองออกแน่!ทว่าเมื่อครู่เขาสนใจแต่เื่ประชันขันต่อกับจ่างซุนจื่อจวินจึงทำให้มองไม่ออกเลยสักนิด!!!
เขาโถมร่างเข้าไปอย่างโกรธเกรี้ยวหมายจะสั่งสอนอี้ซีเฉินหนัก ๆ สักยก คราวนี้จ่างซุนจื่อจวินไม่พลั้งมือแล้วพลั้งเท้าแทน เซียวขุยจึงล้มหน้าทิ่มดินอยู่ข้าง ๆ เท้าของอี้ซีเฉินเขาโกรธจนหน้าเขียวพลางกำขากางเกงของอี้ซีเฉินเอาไว้แน่น “เ้า!เ้าใช้อาคมหลอกลวงคน! เ้าคืนศิลาิญญาข้ามานะ!”
อี้ซีเฉินยักไหล่แกะนิ้วมือเขาออกทีละนิ้ว “ศิษย์พี่ท่านนี้ เมื่อครู่นักพรตผู้น้อยก็บอกแล้วหลักการทำการค้าก็คือ ท่านยินยอมข้ายินดีไง ข้าใช้อาคมกับตัวข้าเองไม่ได้ใช้กับตัวศิษย์พี่ ขออภัยด้วย ร้านเล็ก ๆ ไม่มีบริการคืนสินค้า”
อี้ซีเฉินม้วนแผงที่ขายหมดเกลี้ยงแล้วกลายรูปเป็ถุงสยบจักรวาลใบหนึ่งแกว่งถุงที่เต็มแน่นไปมาตรงหน้าเซียวขุย ยิ้มตาหยี“ขอบคุณศิษย์พี่เซียวมากที่ให้เกียรติมาใช้บริการต่อไปศิษย์พี่เซียวอยากซื้อสิ่งใดก็ติดต่อศิษย์น้องเช่นข้าได้ทุกเมื่อมีของดีข้าจะต้องคิดถึงท่านเป็คนแรกแน่! ไปละนะ!”
เซียวขุยเพิ่งจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นได้พลันรู้สึกอยากกระอักเื มือจับเสาไม้ข้างตัวแน่น ฝืนยันกายขึ้นมาจนมั่นคงมิเช่นนั้นเกรงว่าจะกระอักเืแล้วล้มลงกองกับพื้นอีกครั้งเป็แน่
จ่างซุนจื่อจวินกับอี้ซีเฉินเดินไปไกลแล้วเสียงสนทนายังดังแว่วเข้าหูเขา แทงใจดำเขาอีก
“จื่อจวินวันนี้พวกเราโชคดีจริง ๆ รู้อย่างนี้เหล็กทมิฬสองก้อนที่เก็บไว้ขายให้เขาไปเลยก็ได้ ศิลาิญญามากเพียงนี้พวกเราซื้อกระบี่ใหม่ที่ดีกว่าได้เลยนะ”
“อื้ม”
“โอ้จริงสิ เขาให้เข็มขัดพวกเรามา อีกเดี๋ยวตอนเหินกระบี่กลับสำนักเจอลมพัดเข้ากางเกงของเขาจะหลุดหรือไม่นะ”
“หลุด”
“อุ๊บ ฮ่าๆๆๆ ...”
“เ้าเอาเข็มขัดเขามาทำอะไร”
“หมูป่าน้อยตัวที่ผู้าุโเย่าเลี้ยงไว้วิ่งพล่านไปทั่วูเาทั้งวันเอ็นพยัคฆ์เส้นนี้เอากลับไปล่ามหมูแล้วกัน”
“อื้ม”
“ศิษย์พี่เซียว!”อี้ซีเฉินหันกลับมาะโเหยง ๆ โบกมือให้เซียวขุย “อย่าลืมจับกางเกงให้แน่นละ!อย่าให้หลุดนะ!”
“จ่างซุนจื่อจวิน!อี้ซีเฉิน!” เซียวขุยแหงนหน้าขึ้นฟ้าคำรามอย่างเคียดแค้น “พวกเ้ารอดูเถอะ!”
*********************
กลับถึงสำนักกระบี่์อี้ซีเฉินกับจ่างซุนจื่อจวินก็ไปหาเย่าปู้ตู๋
เย่าปู้ตู๋อยู่บนเปลหวายในกระท่อมโอสถของตนปกติเวลาว่าง ๆ เขาจะงีบหลับบนเปลหวาย ลมเย็น ๆ พัดโชย เปลหวายแกว่งไกวไปมา ข้าง ๆเปลหวายมีเตาหลอมยาตั้งอยู่ กระทั่งเขาได้กลิ่มหอมของยาก็จะตื่นจากนิทรายาใหม่ได้หลอมเสร็จแล้ว
เย่าปู้ตู๋ยืดเส้นยืดสายอย่างสบายตัวลืมตาขึ้นก็มองเห็นจ่างซุนจื่อจวินกับอี้ซีเฉินเดินเข้ามาพอดี
“มาพอดีเลย”เย่าปู้ตู๋ลุกจากเปลหวาย ล้วงเอายาเม็ดออกจากเตาหลอมมากำหนึ่ง “จื่อจวิน่นี้เ้าดีขึ้นหรือยัง อาจารย์หลอมยาตัวใหม่ให้เ้า ปลุกจิตเรียกิญญารวมปราณชำระปอด”
สีหน้าของจ่างซุนจื่อจวินนิ่งงันฉับพลันตอนนี้เขาจะกลับหลังหันเดินออกไป แสร้งทำเป็ว่ายังไม่มาจะทันหรือไม่
“เข้ามาสิ”เย่าปู้ตู๋กวักมือเรียกเขา
จ่างซุนจื่อจวินจำต้องเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย“อาจารย์ อาการป่วยของข้าหายดีแล้วละ ไม่ต้องกินยาหรอก”
“จริงรึ”เย่าปู้ตู๋ส่งสายตาไปทางอี้ซีเฉินเพื่อจะสอบถามให้แน่ใจ
“อาจารย์ท่านอย่าฟังเขาพูดเหลวไหล” อี้ซีเฉินคุกเข่าลงข้างตัวเย่าปู้ตู๋อย่างประจบประแจงศีรษะที่มีเส้นผมฟูฟ่องนั้นโน้มเข้าไป ทำเป็สุนัขบ้านประจบเอาใจได้อย่างสมจริง“จื่อจวินเขาพูดจาเหลวไหลทุกวัน ต้องเพิ่มปริมาณยาถึงจะถูก”
ถ้าหากจิตสังหารก่อเป็รูปธรรมได้เวลานี้อี้ซีเฉินคงถูกสายตาของจ่างซุนจื่อจวินทิ่มแทงจนเป็รูแบบตะแกรงไปแล้ว
อี้ซีเฉินถลึงตากลับอย่างไม่ยอมแพ้ั้แ่เด็กจนโตมีแต่เขาที่ทำให้ผู้อื่นโกรธจนกระอักเืได้ทว่าั้แ่จ่างซุนจื่อจวินตกอยู่ในด่านมารก็ทำให้เขากระอักเืได้อย่างน้อยวันละสามครั้งแค้นนี้ไม่ชำระก็หาใช่สุภาพชนแล้ว!
เย่าปู้ตู๋อดไม่ได้ที่จะยกมือลูบศีรษะของอี้ซีเฉินแล้วก็หันไปเขกศรีษะจ่างซุนจื่อจวิน “ปิดบังอาการป่วย! ซีเฉินเ้าจับตาดูเขากินยาทุกวันเลยนะ หายดีเมื่อไรค่อยมาบอกข้า”
“วางใจได้ขอรับท่านอาจารย์!”
ทว่าอี้ซีเฉินสะใจได้ไม่นานกรรมก็ตามสนองกลับมาเร็วเหลือเกิน
เย่าปู้ตู๋ล้วงยาอีกถุงหนึ่งออกมาแล้วโยนให้อี้ซีเฉิน“นี่คือยาของเ้า อาจารย์เห็น่นี้เ้าหน้าตาซีดเซียว คิดว่าน่าจะตรากตรำฝึกฝนเอากลับไปกินเสริมพลังปราณก็แล้วกัน”
รอยยิ้มของอี้ซีเฉินชะงักลง
จ่างซุนจื่อจวินรับถุงยาแทนเขาเงียบๆ “วางใจได้ขอรับท่านอาจารย์!”
อี้ซีเฉิน“...”
เพื่อเลี่ยงไม่ให้เย่าปู้ตู๋ล้วงยาออกมาเพิ่มอีกอี้ซีเฉินรีบหยิบของที่ได้วันนี้ออกมา “อาจารย์ท่านซ่อมของสิ่งนี้ได้หรือไม่ขอรับ”
เย่าปู้ตู๋เห็นศิลาเพลิงทมิฬที่แตกเป็สองซีกในมือศิษย์ก็รู้สึกประหลาดใจมาก“ศิลาเพลิงทมิฬรึ เ้าไปเอามาจากที่ใด”
“ศิษย์ได้มาจากการผดุงคุณธรรมวันนี้ขอรับ”
“เ้าเด็กบ้านี่คงไม่ได้ไปลักขโมยหรือหลอกลวงมาอีกใช่ไหม!”เย่าปู้ตู๋หยิบศิลาเพลิงทมิฬขึ้นมาพินิจรอบหนึ่งแล้วเอ่ย “ซ่อมน่ะไม่ยากใช้มันทำของวิเศษได้พอดี”
ผู้หลอมโอสถไม่เหมือนผู้ฝึกกระบี่ที่ต้องตรากตรำบำเพ็ญเพียรด้วยเหตุนี้ผู้หลอมโอสถจำนวนมากจึงชำนาญวิชากลไกเย่าปู้ตู๋ก็เป็ยอดฝีมือในกลุ่มนั้น
อี้ซีเฉินร้อนใจ“อาจารย์ ศิลาเพลิงทมิฬก้อนนี้ข้าคิดจะเอามาทำเป็โต๊ะพนัน แล้วไปหาเงินที่ตลาด”
“เ้าเป็ผู้ฝึกกระบี่ใช้วิธีนอกรีตพวกนี้ให้น้อยหน่อยเถอะ!” เย่าปู้ตู๋ถลึงตาใส่ริบศิลาเพลิงทมิฬไปอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย“รออาจารย์ทำของวิเศษที่มีประโยชน์ออกมาได้ ค่อยมอบให้เ้าแล้วกัน”
อี้ซีเฉินยังอยากพูดอะไรต่อแต่เห็นเย่าปู้ตู๋เริ่มโมโหจึงทำได้แค่เก็บคำพูดนั้นไว้ก่อน คนที่บำเพ็ญเซียนโดยเฉพาะขั้นสูงแล้วส่วนใหญ่มักมีนิสัยไม่ยินดียินร้ายทว่าเย่าปู้ตู๋กลับเป็คนเ้าอารมณ์ โกรธเกรี้ยวถมึงทึงได้ง่ายมากเขาเป็ผู้าุโที่สถานะต่ำต้อยที่สุดในสำนักกระบี่์กลับไม่มีศิษย์คนไหนที่ไม่กลัวอารมณ์ร้าย ๆ ของเขาเลย
กระนั้นอี้ซีเฉินกับจ่างซุนจื่อจวินก็รู้ดีว่าอาจารย์ของพวกเขาเป็คนที่มีจิตใจเมตตาเป็ที่สุดในใต้หล้านี้
เม็ดยาได้มอบให้แล้วศิลาเพลิงทมิฬก็ริบไว้แล้ว เย่าปู้ตู๋จึงไล่ศิษย์รักทั้งสองของตนให้รีบไสหัวไปอย่ารบกวนความสงบสุขของเขา
“อี้ซีเฉิน”
อี้ซีเฉินเดินไปด้านนอกอย่างเศร้าๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินอาจารย์เรียกชื่อของเขาอีกครั้ง จึงหยุดฝีเท้าลงอย่างสนเท่ห์เย่าปู้ตู๋เรียกชื่อเขาเต็ม ๆ แบบนี้น้อยครั้งมาก ขอเพียงเรียกเช่นนี้นั่นย่อมแสดงว่าเขาได้ยั่วโมโหเย่าปู้ตู๋เข้าให้แล้ว เมื่อครู่ยังดี ๆ อยู่เลยเกิดอะไรขึ้นกันนี่
“ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของข้าเ้าเป็คนที่โง่เขลาที่สุด”เย่าปู้ตู๋มขมวดคิ้ว น้ำเสียงดุดันขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ“จื่อจวินถูกหมอกพิษเข้าร่างคราวนี้ ก็เป็เพราะเ้าทำ”
จ่างซุนจื่อจวินกำลังจะเอ่ยปากพูดแทนอี้ซีเฉินสักสองประโยคกลับถูกเย่าปู้ตู๋จ้องจนเขาต้องสงบปากสงบคำ
“ผู้าุโของหออื่นๆ ต่างมาฟ้องข้าเื่เ้าหลายครั้งแล้ว ข้าเองก็ออกรับแทนเ้าทุกครั้งเื่ที่เ้าทำร้ายคนทำร้ายตนเองก็มีไม่น้อย แต่กลับไม่เห็นจะพัฒนาขึ้นสักนิดอาจารย์ขอเตือนเ้า สถานที่ที่ไม่ควรไป อย่าไป เื่ที่ไม่ควรทำ อย่าทำคนที่ไม่ควรยั่วยุ อย่ายั่วยุ ตั้งอกตั้งใจฝึกฝนผ่านปีนี้ไปพวกเ้าก็ลงเขาไปหาประสบการณ์ได้แล้วถ้าข้ารู้ว่าเ้าไปก่อเื่อะไรไว้ก่อนหน้าอีกล่ะก็...”
“เคล้ง”เย่าปู้ตู๋บีบขวดยาจนแตก
อี้ซีเฉินคอหดโดยสัญชาตญาณ
“ไสหัวไป!”เย่าปู้ตู๋โบกมือไล่ หลับตาพักผ่อนต่อ
ความโกรธรอบนี้ของเย่าปู้ตู๋มาอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุอี้ซีเฉินกับจ่างซุนจื่อจวินมองหน้ากันไปมา ต่างไม่รู้ว่าควรเอ่ยตอบรับอย่างไรทำได้แค่เดินจากไปอย่างหงอย ๆ
ออกจากกระท่อมโอสถมาอี้ซีเฉินรู้สึกอึดอัดใจมาตลอดทาง
“จื่อจวินเ้าว่าคำพูดเมื่อครู่นี้ของอาจารย์หมายความว่าอะไรกันแน่”อี้ซีเฉินลูบคางพลางเอ่ย “เขาโกรธที่ข้าพาเ้าไปป่าหมอกพิษจนทำให้เ้าถูกหมอกพิษรึ”
“เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า”
อี้ซีเฉินย่นจมูกเอ่ยด้วยความอิจฉา “อาจารย์ลำเอียง ั้แ่เด็ก ๆ ก็เก็บของดีไว้ให้เ้าหมดพวกเราทำเื่ไม่ดีด้วยกัน ก็ไม่สนว่าจะเป็ความผิดข้าหรือไม่ เพราะใด ๆก็ล้วนเป็ข้าที่ผิด”
“หึ”จ่างซุนจื่อจวินคลึงจมูกตัวเอง อยากห้ามปฏิกิริยาร้องหึของตนเองนัก“เขาเพิ่งฝากข้าไว้กับเ้าไม่ใช่รึ หึ”
อี้ซีเฉินชะงักเขาฟังคำพูดเหน็บแนมของจ่างซุนจื่อจวินจนชินแล้ว ย่อมเข้าใจความหมายของเขาคราวนี้เขาไม่รู้สึกอิจฉาแล้ว แต่รู้สึกเจ็บจมูกแทน
แม้หอโอสถจะมีลูกศิษย์หลายสิบคนทว่าั้แ่เด็กไม่ว่าจะทำอะไรเย่าปู้ตู๋ก็จะจัดให้จ่างซุนจื่อจวินกับอี้ซีเฉินอยู่ด้วยกันเสมอตอนนั้นบรรดาศิษย์ยังไม่มีที่พักเป็ของตัวเองศิษย์ทั้งหลายล้วนต้องนอนบนเตียงเดียวกันสามถึงห้าคนมีแค่เขากับอี้ซีเฉินที่นอนอยู่ห้องนอกของเย่าปู้ตู๋ ไม่ว่าจะกินข้าว นอนหลับทำงาน เก็บสมุนไพร ฝึกวิชา พวกเขาเหมือนเงาของกันและกันไม่เคยห่างมิตรภาพย่อมแน่นแฟ้นกว่าใคร ๆ
เย่าปู้ตู๋ได้ของดีอะไรมาก็จะเก็บไว้ให้จ่างซุนจื่อจวินเป็คนแรก จ่างซุนจื่อจวินพร์เป็เลิศศิษย์คนอื่นจึงพูดอะไรออก และขอเพียงจ่างซุนจื่อจวินได้ของมาหนึ่งส่วนเขาก็จะแบ่งอีกครึ่งส่วนให้อี้ซีเฉินโดยมิลังเล ใช่ว่าเย่าปู้ตู๋จะไม่รู้เื่นี้อีกทั้งยังไม่เคยว่ากล่าวอะไร นั่นเพราะเจตนาเดิมของเขาก็น่าจะเป็เช่นนี้อยู่แล้ว
แต่เขาฝากข้าไว้กับเ้าประโยคธรรมดา ๆ ประโยคเดียวของจ่างซุนจื่อจวินกลับเป็ท่าทีที่ทำให้อบอุ่นหัวใจอย่างที่สุด... ไม่ว่าจะพบอุปสรรคหรือภยันตรายใดพวกเขาจะร่วมฝ่าฟันไปด้วยกัน
อี้ซีเฉินซาบซึ้งสุดใจแต่ครู่ต่อมา เขาก็นึกถึงความคิดประหลาด ๆ ของจ่างซุนจื่อจวินในระยะนี้ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าที่ตัวเองซาบซึ้งมันช่างไร้เดียงสานัก
“จื่อจวิน”
“หืม”
“เ้าดีกับข้าข้าจำไว้ทังหมดแล้ว ข้าเองก็ชอบมากนะ”
“ไม่ต้อง...”
“แต่เ้าเลิกคิดเถอะไม่ว่าเ้าจะดีเพียงไร ข้าก็ไม่มีทางคลอดลูกให้เ้า”
“...หึข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นสักหน่อย... หึ...”
“นี่ ๆๆเ้าบอกไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่สีหน้าผิดหวังที่แสดงออกมานั่นหมายความว่ากระไรหา!บอกไปร้อยรอบแล้วไงว่าข้าคลอดลูกไม่ได้! มีปัญญาเ้าก็คลอดให้ข้าดูสักคนสิ!”
“...”
คืนนั้นอี้ซีเฉินฝัน ฝันเห็นอดีตที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำ
บิดาและมารดาถูกเผาไหม้อยู่ในกองเพลิงแดงฉานเสียงดังเปรี๊ยะ ๆ กลิ่นไหม้ของเนื้อหนังกระทบโสตประสาทของเขาทำให้เขาอาเจียนไม่หยุด แทบจะอาเจียนเอาทุกสิ่งในท้องออกมาด้วย
เนื้อตัวเขาเ็ปนักประหนึ่งกระดูกทุกส่วนในร่างถูกบดขยี้ พลังอัคคีลุกไหม้ในกายเขา เ็ปรวดร้าวแต่ก็ประคองให้เขามีสติจนรอดชีวิตเขาพยายามเขยิบไปหาซากศพที่ไหม้เกรียม เขาคลานอยู่นาน เนิ่นนานนักระยะทางไม่กี่เมตรกลับห่างไกลจนเหมือนคลานมาหลายปี
ในที่สุดนิ้วมือของเขาก็ใกล้จะััเปลวเพลิงแดงฉานแล้วเขาอยากดับเพลิงร้ายที่โหมไหม้ หรือไม่ก็ดูดเปลวเพลิงมาที่ตัวเองแบ่งเบาความเ็ปของบิดามารดาบ้าง ทว่าขณะที่เขากำลังจะทำสำเร็จลำแขนแข็งแรงคู่หนึ่งก็อุ้มเขาขึ้นมาจากด้านหลัง
“เด็กน้อยแตะไม่ได้นะ!”
เขาแตะโดนแล้วนั่นคือไฟอะไร ลุกไหม้บนตัวก็ไม่เ็ปเลยกลับมีพลังที่หลอมละลายสิ่งมีชีวิตทั้งมวลได้ เพียงแค่ปลายนิ้วแตะโดนเบา ๆสติสัมปชัญญะของเขาก็พร่าเลือนถ้าหากคนที่อยู่ด้านหลังไม่อุ้มเขาเดินออกมาได้ทันเวลา เขาก็คงจะนอนหลับไปอย่างสงบนอนหลับไปตลอดกาล
เขาฟื้นขึ้นมาก็พบว่าปลายนิ้วชี้ของตนเองมีรอยประทับสีแดงสดอยู่จากนั้นเขาก็หันกลับไปมอง เห็นชายวัยกลางคนที่ไว้เคราแพะผู้หนึ่งหน้าตาไม่นับว่าสุภาพอ่อนโยน แต่สายตาอันเป็ประกายนั้นมีพลังทำให้คนเชื่อมั่นยิ่ง
“บิดามารดาเ้าไม่อยู่แล้ว”ชายเคราแพะเอ่ย “เด็กเอย ข้าชื่อเย่าปู้ตู๋เป็สหายเก่าของบิดามารดาเ้าข้าพาเ้ามา จากนี้ไปข้าก็คืออาจารย์ของเ้า”
เวลาช่างผ่านไปเร็วนักพริบตาเดียวจากเด็กน้อยก็เติบโตเป็วัยแรกรุ่นแล้ว
“เ้ารอข้าอยู่ตรงนี้นะ”เขากำชับเด็กหนุ่มที่ดูไม่ค่อยยินดีนัก “ถ้าหากอาจารย์กลับมาเ้าช่วยหาวิธีถ่วงเขาให้ข้าที ข้าหาสมุนไพรเจอจะรีบออกมา”
“อื้ม”
เขาย่องเข้ามาในกระท่อมโอสถของเย่าปู้ตู๋ดูแล้วเหมือนมีแค่สวนดอกไม้ขนาดย่อม เดินผ่านประตูอาคมผกผันภายในถึงเป็แปลงสมุนไพรที่กว้างใหญ่ไพศาลเขาคิดค้นของเล่นที่น่าสนใจขึ้นมาใหม่จำนวนหนึ่ง แต่กลับหาสมุนไพรที่้าไม่ได้ทำได้แค่มาขโมยในแปลงสมุนไพรของอาจารย์แล้ว ทว่าแปลงสมุนไพรใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มองไปรอบ ๆ ก็ยังหาสมุนไพรต้นที่เขา้าไม่เจอเลย
แค่มองหาก็ใช้เวลาไปมากแล้วเขาคิดว่าจ่างซุนจื่อจวินจะต้องรอจนร้อนใจอยู่แน่ ๆ หาไม่เจอก็ออกไปก่อนดีกว่าทว่าพอหันกลับมา เย่าปู้ตู๋ก็ยืนจ้องทำหน้าบึ้งตึงอยู่ด้านหลังของเขาแล้ว
“เ้าเด็กบ้าข้าว่าเ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!”
เย่าปู้ตู๋ลงโทษให้เขาคุกเข่าหันหน้าเข้ากำแพงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆ เป็การลงโทษที่ลอบเข้าแปลงสมุนไพร ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ให้ออกข้างนอกด้วยทางทิศใต้ของแปลงสมุนไพรมีบ่อน้ำพุใสอยู่บ่อหนึ่ง เขาคุกเข่ารับโทษทัณฑ์อยู่ข้างบ่อน้ำนั้นเมื่อมองทะลุผิวน้ำเขายังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกผ่านประตูอาคมผกผันได้ด้วย
จ่างซุนจื่อจวินเองก็ไม่รู้ว่าเย่าปู้ตู๋ไม่จำเป็ต้องเดินเข้าประตูหลักก็กลับมาที่แปลงสมุนไพรได้และไม่รู้ว่าผู้สมรู้ร่วมคิดของตนถูกจับได้คาหนังคาเขาเสียแล้วเขาจึงยังเฝ้าอยู่ตรงนั้น
เขาคุกเข่าเจ็ดวันจ่างซุนจื่อจวินก็เฝ้าอยู่ข้างนอกเจ็ดวัน
วันแรกเขารู้สึกว่าจ่างซุนจื่อจวินยึดมั่นในมิตรภาพนักนานขนาดนี้แล้วยังไม่ไป วันที่สามเขารู้สึกว่าจ่างซุนจื่อจวินโง่เขลาสิ้นดีตนไม่ออกไปเลยก็ต้องถูกจับได้แล้วสิ เหตุใดเขายังไม่กลับไปอีกไม่กลัวถูกจับมารับโทษร่วมกับตนรึ วันที่ห้า เขาทนดูต่อไปไม่ได้แล้วจึงขอร้องเย่าปู้ตู๋ให้ปล่อยจ่างซุนจื่อจวินกลับไปพักผ่อนก่อนแม้ตนเองต้องคุกเข่าเพิ่มอีกหลายวันก็ไม่เป็ไร แต่เย่าปู้ตู๋ไม่ตกลง
วันที่เจ็ดในที่สุดเขาก็รับโทษครบแล้ว บีบนวดหัวเข่าแล้วลุกขึ้นยืนเย่าปู้ตู๋ปรากฏตัวด้านหลังของเขา มองภาพสะท้อนบนผิวน้ำนั่นเป็เด็กหนุ่มแข็งทื่อราวกับหุ่นไม้คนหนึ่งเย่าปู้ตู๋ตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดพลางเอ่ย“เ้าหาสหายที่คู่ควรให้เชื่อใจได้แล้วนะ”
อี้ซีเฉินวิ่งกะโผลกกะเผลกไปด้านนอกกระท่อมโอสถเห็นจ่างซุนจื่อจวินยังยืนอยู่ตรงนั้นก็พุ่งเข้าไปต่อยไหล่ยิ้มอย่างหมั่นไส้ปนเอ็นดู “เ้างั่ง เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าถูกอาจารย์จับได้แล้วลงโทษให้คุกเข่าอยู่เจ็ดวัน”
“เดาได้”
“เช่นนั้นเหตุใดเ้าไม่กลับไปละ”
“ข้าเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดอาจารย์ลงโทษเ้า ก็คือลงโทษข้า”
“อวดรู้นัก!”แม้จะเอ่ยวาจาเช่นนี้ แต่เขากลับยิ้มกว้างจนมองไม่เห็นตาแล้ว “เฮ้อเช่นนั้นถ้าอาจารย์ลงโทษให้ข้าคุกเข่าหนึ่งปี เ้าก็จะรอหนึ่งปีรึ”
“อื้ม”
“แล้วถ้าร้อยปีเล่า”
“ก็รอ”
“พันปีหมื่นปีเ้าก็จะรอรึเ้าไม่กลัวยืนจนกลายเป็หินหรือไร”
“เช่นนั้นเ้าก็คุกเข่าจนกลายเป็ไม้แล้ว”
“ฮ่า ๆๆๆเหตุใดคำพูดนี้ข้าฟังแล้วรื่นหูนัก! วางใจเถอะ เ้าเป็พี่น้องที่ดีข้าเองก็ให้ค่ากับคุณธรรมน้ำมิตร ต่อไปไม่ว่าเ้าจะทำความผิดอะไรข้าจะอยู่เป็เพื่อนเ้าเอง!”
[1] อี้ซีเฉินเล่นคำคำว่า เชวียเต๋อ (缺德)ที่หมายถึงไร้คุณธรรม เลวทราม โดยเรียกแทนชื่อเดิมคือ โหย่วเต๋อ (有德) ที่หมายถึง มีคุณธรรม
[2] จิน เป็หน่วยชั่งน้ำหนักโบราณของจีน 1 จินมีค่าเท่ากับ 500 กรัม
*************
เปิดPre-Order ฉบับรูปเล่ม ั้แ่วันที่6 - 20 มีนาคม 2567

ราคาปกติ359 บาท พิเศษ!เฉพาะ่พรีออร์เดอร์ ลด 15% เหลือเพียง 305 บาท (ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
หนังสือมีจำนวน296 หน้า พร้อมที่คั่น 1ชิ้น และโปสต์การ์ดลายปก 1 ใบ
เริ่มจัดส่งหนังสือั้แ่วันที่1 เมษายน 2567เป็ต้นไป
สั่งซื้อได้ทางARN Application หรือ https://shorturl.asia/hCZRA
E-Book จะวางจำหน่ายที่ARN Application และ MEB เร็ว ๆนี้