แสงอรุณแรกแห่งยามรุ่งสางคลี่คลุมเข้ามาอย่างเงียบงัน ดวงตาที่ปูดบวมของก้านพลูบอกเล่าความเศร้าที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่กี่ชั่วยาม น้ำตาแห่งรัตติกาลยังไม่ทันเหือดแห้งดี แสงแดดเรื่อรางลอดผ่านช่องไม้ไผ่ของเรือนเก่า อากาศยามเช้าต่างจากราตรีที่เพิ่งพ้น ความร้อนเริ่มแทรกซึมผ่านลำแสงอ่อน บอกเล่าว่าพระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว
เมื่อก้านพลูลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่พบแม้แต่เงาของอร ผู้ที่เคยนอนเคียงกัน หมอนและผ้าห่มถูกพับวางอย่างเรียบร้อย เธอลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงเล็กน้อยจากการนอนอย่างไม่เป็สุข สองเท้าเปล่าเหยียบพื้นไม้เย็นเฉียบ บ้านทั้งหลังเงียบเชียบไร้ผู้คน เงียบงันจนน่าประหลาดใจ
“เอื้อย!”
เสียงใสของเด็กน้อยดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ก้านพลูหันกลับไปมอง
“อ้าว คำปุ่น แล้วคนอื่นไปไหนกันหมดล่ะ?”
“พ่อกับเอื้อยอรอยู่เทิงลานหมู่บ้านจ้ะ คนอื่นกะไปคือกัน”
“ตายจริง เขาไปทำงานกันหมดเลยหรือ?”
“บ่จ้ะ...”
คำตอบสั้น ๆ ทำเอาหัวใจของก้านพลูกระตุกวูบ หญิงสาวขมวดคิ้ว แววตาฉายแววไม่สบายใจอย่างชัดเจน เธอรู้ตัวดีว่าเมื่อคืนเธอหลับลึกเกินไป และตื่นสายอย่างผิดปกติ แต่การตอบแบบมีลับลมคมในของเด็กน้อยตรงหน้ากลับทำให้ความสงสัยเพิ่มพูน แววตาล่อกแล่ก หลบสายตา มือจับโจกกระเบนแน่น
“มีอะไรหรือเปล่าคำปุ่น?”
“บะ..บ่จ๊ะ! พ่อกับเอื้อยให้กินข้าวกินปลา ให้เอื้อยคอยอยู่ม่องนี้เด้อจ๊ะ”
ก้านพลูเหลือบตามองสำรับอาหารที่วางเรียงรายบนแคร่ไม้ไผ่ ก่อนละสายตากลับมาที่เด็กน้อย ไม่ได้ใส่ใจมากนัก จึงเดินไปอาบน้ำชำระกาย ก่อนจะกลับมานั่งลงที่แคร่เพื่อเริ่มมื้อแรกของวัน แต่ทุกการเคลื่อนไหวล้วนอยู่ในสายตาคู่นั้น เด็กน้อยพุงกลมที่จ้องเขม็งไม่ละ
“มีอะไรหรือเปล่าคำปุ่น?” เธอถามขึ้นอีกครั้ง ขณะเอื้อมมือไปจับข้าวเหนียว
“จ้ะ?”
“ที่ลานหมู่บ้านหน่ะ... มีอะไรหรือเปล่า?”
“เอ่อ...บะ...บ่จ้ะ...บ่มีอิหยัง...”
ท่าทางอึกอักของเด็กน้อยยิ่งกระพือความสงสัยในใจให้ลุกโชน ก้านพลูลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินตรงไปยังบันไดไม้ ทว่าไม่ทันได้ก้าวพ้น เด็กน้อยกลับแวบมาดักหน้า ยื่นแขนสั้นกั้นทางราวกับประตูพิทักษ์
“เอื้อยสิไปไสจ๊ะ!”
“ก็จะไปลานหมู่บ้านไง”
“บ่ได้เด้อจ๊ะ! พ่อกับเอื้อยให้คอยอยู่ม่องนี่!”
“ไหนบอกว่าไม่มีอะไร”
“เอ่อ...”
“ถอยเถอะ พี่ว่าเื่นี้พี่ต้องรู้นะ”
คำปุ่น แม้จะเป็กุมารทองที่เลี้ยงไว้ด้วยอาคมก็ยังมีใจเด็ก ด้วยจิตที่ไม่อาจกล่าวเท็จได้เต็มปาก และความเกรงกลัวในญาณของก้านพลู เด็กน้อยจึงยอมถอยทางให้
ฝ่าเท้าเหยียบย่างบนดินชื้น เดินตรงไปยังลานหมู่บ้านที่เสียงฮือฮาดังแ่ ภาพตรงหน้าคือกลุ่มชาวบ้านและเพื่อน ๆ ที่ยืนล้อมวง คล้ายมุงดูสิ่งใดบางอย่าง
เมื่อฝ่าฝูงชนเข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจหายวาบ...
พานบายศรี องค์พระ สายสิญจ์ อาจารย์สุเทพ และอร
ภาพที่คุ้นตาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานหวนกลับมาอีกครั้ง ทว่าในความคุ้นเคยนั้น กลับมีบางสิ่งผิดแปลกออกไปอย่างน่าหวาดหวั่น
เจมส์ เพื่อนชายที่เธอเคยหัวเราะร่วมโต๊ะอาหารด้วย บัดนี้มีสายสิญจ์พันรอบศีรษะและลำตัว เขานั่งคุกเข่า ลำตัวสั่นเทา ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าและมือซีดเผือด ขอบตาดำคล้ำช้ำเื มอมแมมไปด้วยน้ำตาและคราบเหงื่อ ริมฝีปากสั่นระริกขณะพนมมือแนบอก เสียงสะอื้นสะท้อนก้องคลอเคล้าไปกับความเงียบอึมครึมของพิธี
ไม่ห่างกันนัก คือร่างของ แพรวา เพื่อนสาวอีกคนจากคณะเดียวกัน เรือนร่างแห้งเหี่ยว ิัเกาะกระดูกจนแลดูเหมือนซาก จากหญิงสาวผู้เปล่งปลั่งงดงาม บัดนี้เหลือเพียงผิวกร้านแตกร้าวราวกับดินแล้ง ดวงตาเบิกโพรงอย่างหวาดกลัวจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า ริมฝีปากแห้งผากอ้าค้างไว้ในจังหวะสุดท้ายของชีวิต แมลงวันตอมไต่ทั่วใบหน้าและลำตัว บอกชัดเจนว่า…ชีวิตได้จากร่างนี้ไปแล้ว
เสียงฮือฮาแตกตื่นดังขึ้นรอบบริเวณ นักศึกษาหลายคนเกาะกลุ่มกันแน่น บางคนถึงกับร้องไห้ออกมา อีกหลายคนซุบซิบด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ราวกับยังไม่อาจเชื่อได้ว่าภาพสยองตรงหน้า คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาเคยคิดว่า ‘ปลอดภัย’ เสียงกระซิบ เสียงสะอื้น เสียงสวดมนต์ประสานกันในอากาศร้อนยามสาย
“มาเด้อขวัญเอย
อย่าได้หลงูเา อย่าได้หลงป่าลึก
มาเซา มาอยู่ มาเฮ็ดบุญกุศล
ขอให้ขวัญกลับคืนในเนื้อในตน
อย่าได้เร่ไปทางผีทางเปรตเด้อ
ขวัญเอ๋ย ขวัญมา…”
บทบริกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นจากปากของผู้เป็ที่เคารพในหมู่บ้าน เสียงของ อาจารย์สุเทพ สอดประสานกับเสียงแ่เบาของ อร ลูกสาวที่นั่งอยู่เคียงข้าง ต่างช่วยกันท่องบทคาถาเพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลออกจากร่างของชายหนุ่มที่สั่นเทาอยู่เบื้องหน้า
หยดน้ำมนต์เย็นเยียบค่อย ๆ รินรดจากกระหม่อม กลิ่นสมุนไพรลอยคลุ้ง แทรกซึมไปทั่วสรรพางค์ร่างกาย
เหมือนเป็สื่อกลางระหว่างโลกนี้กับสิ่งลี้ลับที่ไม่อาจมองเห็น
ในขณะที่สายสิญจ์ยังรัดรอบศีรษะของ เจมส์ อย่างแ่า สายตาของ ก้านพลู ก็เผลอเหลือบไปยังเงาหนึ่ง
ร่างของหญิงสาวกำลังเดินแทรกขึ้นมาอย่างเงียบงัน แล้วหยุดอยู่ที่ด้านหลังกลุ่มชาวบ้านที่ยืนล้อมดูพิธีอย่างใกล้ชิด
แววตานิ่งเฉียบเ็า คอเอียงเล็กน้อยขณะมองภาพตรงหน้า เส้นผมสีส้มของเธอสะท้อนแสงแดดเช้าจาง ๆ เหมือนเปลวเพลิงเร้นเงา
ก้านพลูนิ่งงัน
ดวงตาคลอเบ้า น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม ลมหายใจหอบถี่ ร่างกายเริ่มสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่ เธอพยายามเบือนหน้าไปอีกทาง หลีกเลี่ยงการสบตาโดยไม่รู้ตัว
"ฮือออออออออ..."
เสียงสะอื้นของเจมส์ดังขึ้นกะทันหัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็เสียงโหยหวน
"อ๊ากกกกกกกกกกก!!"
มือหนาสองข้างปัดป่ายทุบโต๊ะพิธีอย่างบ้าคลั่ง สายสิญจ์ที่พันอยู่รอบศีรษะหลุดออกมาพันยุ่ง เท้าเปลือยเตะถาดพานจนกระเด็นกระจัดกระจาย เหล่าชาวบ้านต่างก้าวถอยหนีด้วยความตื่นตระหนก กลัวโดนลูกหลง
เจมส์ลุกพรวดขึ้น ก่อนจะวิ่งหน้าตั้ง มุ่งตรงไปยังแนวป่าทึบ
"อีหล่า!"
เสียงของ อาจารย์สุเทพ ดังขึ้นในวินาทีนั้นราวบอกกล่่าวให้ลูกสาวของท่านรีบจัดการกับเหตุการณ์ตรงหน้า
อรรีบประนมมือแนบอกแน่น ปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้จรดกันเป็รูปสามเหลี่ยม ราวกับประทับตราศักดิ์สิทธิ์กลางอากาศ เสียงคาถาไหลลื่นจากริมฝีปากอย่างมั่นคง แต่หนักแน่น ก่อนจะยกมือขึ้นเหนือศีรษะ แล้วเป่าลมหายใจออกแรงอย่างรวดเร็ว
ลมบางอย่างกระแทกวูบออกไป
เพียงพริบตาเดียว...
ร่างของเจมส์ทรุดฮวบลงกลางทาง ราวกับถูกบางสิ่งน็อกกลางอากาศ
มนต์นิทรา ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเฉียบขาด
เสียงอาจารย์สุเทพสั่งการทันที เหล่าชาวบ้านช่วยกันอุ้มร่างที่หมดสติของเจมส์กลับเข้าสู่เรือนลมวูบ ให้เขาได้นอนพักเพื่อรอฟื้นคืนสติ
เพื่อน ๆ หลายคนคอยเฝ้าอยู่ข้างกาย คอยเช็ดตัวด้วยน้ำมนต์ตามคำบอกเล่าของ อร หวังเพียงให้ดวงจิตของเจมส์กลับมาเป็ของเขาอีกครั้ง
อรกลับมาถึงเรือนใหญ่ตั้งใจจะจัดเก็บเครื่องพิธีให้เรียบร้อย ทว่าเมื่อก้าวขึ้นบ้านก็พบว่า ก้านพลู เพื่อนตัวแสบของเธอกลับมายืนรออยู่เสียก่อน
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงถามดังขึ้นทันทีที่อรเหยียบเท้าขึ้นบันได ร่างของเด็กน้อยยืนละห้อยอยู่ไม่ห่างนัก คำปุ่น ิญญาเด็กน้อยที่ยังไม่ไปไหน ยืนรอรับสำนึกผิดด้วยแววตาหม่นหมอง
อาจารย์สุเทพเดินตามขึ้นมาเงียบ ๆ ไม่ได้เอ่ยอะไร ทอดสายตามองเด็กผีที่ยืนหลบตาอยู่มุมเรือนอย่างดุ ๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องของตนไป ทิ้งทุกอย่างให้เป็หน้าที่ของลูกสาวจัดการ
“เจมส์กับแพรวา ทำไมถึงกลายเป็แบบนั้น?”
อรเดินนำหน้าไปนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยคำตอบ
“เมื่อเช้า ชาวบ้านจะออกไปเก็บเห็ด...แต่ดันไปเจอแพรวากับเจมส์เข้า สภาพตามที่มึงเห็นนั่นแหละ กูถามเพื่อน ๆ แล้ว มันบอกว่าเมื่อคืน เจมส์กับแพรวาออกไปสูบบุหรี่...แต่ชาวบ้านเห็นว่าพวกมันเข้าไปในป่าลึกมาก กูเลยไม่รู้ว่าพวกมันไปเจออะไร หรือไปทำอะไรกันมา”
“แล้ว...แพรวา…”
“อืม… คงต้องแจ้งเื่ส่งให้อาจารย์กึ้งหวะ กูไม่รู้จะจัดการยังไงเลย”
“แล้วเจมส์ล่ะ มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ขวัญหาย….กูว่าเมื่อคืนพวกมันไปทำอะไรผิดที่ผิดทางเข้า เ้าที่เ้าทางเลยเล่นงานมันทั้งคู่ พ่อกูก็ไม่รู้ พรายกูก็ไม่บอก กูโคตรไม่เข้าใจเลยว่ามันไปเจออะไรเข้า”
“...มึงว่า มันจะเกี่ยวกับเื่เมื่อคืนไหม?”
คำถามนั้นทำให้อรชะงักไปชั่วครู่ ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกเื่ที่ตนละเลยไป ั้แ่เช้ามา เธอกับพ่อถูกชาวบ้านตามตัวให้ไปจัดพิธีั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง ทุกอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะมีเวลาไตร่ตรอง หรือคิดทบทวนเื่ราวเมื่อคืน
อีกทั้งพ่อยังมอบหมายให้เธอเป็คนลงมือเองทั้งหมด ส่วนท่านเองคอยอยู่เป็เพียงกำลังเสริม
อรหันไปทางคำปุ่น เอ่ยเสียงเรียบ
“คำปุ่น มื่อนี่คอยสอดส่องให่ข่อยแนว่าเกิดหยังขึ้นบ้าง ขั้นฟ้าวมาบอกข่อยเด้อ”
“จ๊ะ...” เด็กน้อยสะดุ้งโหยง ตอบรับด้วยเสียงแ่ ๆ แต่แววตาก็ยังวูบไหวไม่มั่นคง
จากนั้น อรหันกลับไปบอกให้ก้านพลูกินข้าวที่ยังวางไว้ที่เดิมแต่เช้า โดยมีคำปุ่นคอยอยู่เป็เพื่อน อย่างน้อยก็ยังพอช่วยกันขับไล่สิ่งเร้นลับที่อาจหลงผ่านมาได้บ้าง
เสียงประตูห้องเปิดเบา ๆ ราวกับเ้าของไม่อยากรบกวน อรเดินเข้าไปในห้องนอนของอาจารย์สุเทพ ตั้งใจจะปรึกษาเื่ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม ภายในห้องมืดสลัว ดวงไฟถูกดับไว้หมด มีเพียงแสงเช้าแ่เบาจากช่องหน้าต่างที่ส่องเข้ามา ร่างของชายชรานอนสงบอยู่บนเบาะที่ปูไว้บนแคร่ไม้ไผ่
เธอหยุดยืนชั่วครู่ ไม่อยากรบกวนผู้เป็พ่อ เข้าใจดีว่าเขาเหนื่อยมากเพียงใดกับเหตุการณ์ในเช้าวันนี้
แม้จะมีอาคมมากเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานสังขารที่โรยราลงในแต่ละวันได้
อรจึงค่อย ๆ ถอยออกมา ปล่อยให้พ่อได้พักผ่อน ก่อนจะเดินเข้าห้องของตน เธอยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มือค่อย ๆ เปิดหีบไม้เก่าแก่ที่วางอยู่ตรงมุมห้อง ราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้
หนังสือเล่มหนึ่งถูกหยิบออกมา สันหนังสือกรอบแห้ง สีเหลืองซีดจากกาลเวลา…อาคมบทหนึ่งถูกคั่นหน้าไว้ชัดเจน ไม่มีบทอื่นใดร่วมอยู่ในเล่ม
ตัวอักษรที่เขียนไว้เป็ลายมือยุ่งเหยิงและภาษาที่ไม่คุ้นเคย บทอาคมลึกลับนี้ พ่อของเธอเคยบอกไว้เพียงชื่อเท่านั้น ไม่อธิบายใด ๆ เพิ่มเติม แต่ตอนนี้... อรเริ่มมั่นใจว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นแน่นอน
เธอนั่งขัดสมาธิกลางห้องเงียบ ๆ สองมือพนมขึ้นแนบอก ดวงตาหลับลง ริมฝีปากเริ่มขยับเบา ๆ ท่องบทอาคมโบราณที่ไม่เคยใช้งานมาก่อน เสียงของเธอแ่เบาแต่มั่นคง ดังก้องอยู่ในห้องที่ไร้สิ่งรบกวน
“โอม อาคูรี รามี หมัญญา อาลี ภติมันต์ ยะทามะ พาทา
ทุติยัมปิ ภาคะมณี สุวะชันต์ รามี หมัญญา อาลี ราติมันต์ ยะทามะ โอม...”