เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 110 งานเลี้ยง (2)

            ไม่นานลางสังหรณ์ของเธอก็ได้รับการยืนยัน

            เมื่ออาหารมาตั้งบนโต๊ะสองครอบครัวที่มีสมาชิกรวมแปดคนนั่งล้อมโต๊ะ ในตอนที่หลิวจินเซียงส่งน่องไก่ให้เธอซูเล่อก็ทนไม่ไหวจนระเบิดออกมา

            “แม่ นั่นน่องไก่ของหนูนะ!”

            ซูเล่อตบโต๊ะก่อนจะยืนขึ้นพร้อมจ้องน่องไก่ในถ้วยข้าวของซูอินด้วยดวงตาเบิกกว้าง

            แววตาที่คุ้นเคยนี้…

            ถึงแม้ใบหน้าจะเป็นคนละคน แต่ซูอินจดจำแววตาที่ “ถลึงใส่เธอ” ได้ดี เมื่อเห็นแววตาคู่นั้นทำให้ซูอินมั่นใจในทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบเธอ

            บอกแล้วว่าเธอน่ะไม่ใช่คนที่มีปัญหา

            หากเป็นชาติก่อนเธอคงเป็นฝ่ายยอมเพราะอย่างไรก็แค่น่องไก่น่องเดียว ทำไมต้องเสียใจขนาดนั้น

            แต่ตอนนี้ ทำไมเธอต้องยอมอยู่ฝ่ายเดียวและคอยเสียใจกับลูกพี่ลูกน้องที่เลือกปฏิบัติ

            เธอบอกว่าน่องไก่นี่เป็นของเธอ อ๋อ บนน่องไก่คงเขียนชื่อไว้สินะ

            ในใจของซูอินเกิดความคิดเช่นนั้นเธอเงยหน้าเผชิญกับการจ้องมองที่เหมือนกับเป็นศัตรูของซูเล่อใบหน้าของซูอินเต็มไปด้วยความสับสนและไร้เดียงสา

            เธอมีความสดใสราวกับดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ อยู่แล้วยิ่งแสดงสีหน้าแบบนั้นยิ่งทำให้ได้รับความเห็นใจจากคนรอบข้าง

            “กินข้าวดีๆ สิ จะตะโกนทำไม ดูซิ อินอินตกใจหมดแล้ว!”

            หลิวจินเซียงเอ่ยปรามถึงกระนั้นด้วยความที่เป็นมารดาย่อมเห็นใจบุตรสาวของตนเองหล่อนรีบหยิบน่องไก่อีกน่องออกมาจากหม้อ

            “จะรีบไปทำไม ยังไงก็มีของลูกอยู่แล้ว รีบกินเถอะ”

            เมื่อได้น่องไก่ ในใจของซูเล่อก็ยิ่งไม่พอใจ ตอนแรกให้ซองแดงมาตอนนี้ให้น่องไก่อีก ซูอินมีแต่ได้กับได้แต่ทำไมคนที่มีปัญหาถึงได้กลายเป็นซูเล่อล่ะ

            สิ่งที่ทำให้ซูเล่อรู้สึกหดหู่ใจมากกว่าเดิมคือเรื่องหลังจากนั้น

            ซูอินฉีกเนื้อไก่ส่วนที่ดีที่สุดก่อนจะคีบไปใส่ในถ้วยของเด็กชายตัวน้อย

            “อันอันก็กินด้วยนะ”

            เด็กชายอายุยังน้อย ไม่เหมาะสมที่จะใช้น้ำพุแห่งจิตวิญญาณความอ่อนแอของร่างกายนั้นเริ่มมาจากกระดูกจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับอาหารการกินในชีวิตประจำวัน

            เด็กน้อยคนนักที่จะไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไก่ที่เลี้ยงเองในชนบท โดยเฉพาะเมื่อนำไปตุ๋น รสชาติยิ่งอร่อยสิ่งดีๆ อย่างน่องไก่เมื่อก่อนมักจะถูกหลิงเมิ่งแย่งไปเสมอน้อยครั้งที่ซูอันจะได้กิน ถึงแม้ผู้ใหญ่จะหยิบยื่นให้ แต่พี่สาวใจร้ายก็อยู่ตรงนั้นเขาจึงทำได้เพียงยอมเสียสละอย่างว่าง่าย

            แต่ตอนนี้พี่สาวคนใหม่แบ่งเนื้อจากน่องไก่ให้ดวงตาที่มืดมนของซูอันจึงเปล่งประกาย ริมฝีปากเล็กที่มันวาวจากน้ำมันเผยรอยยิ้ม

            ไม่ใช่แค่เด็กชายตัวน้อย ผู้ใหญ่หลายคนที่มองอยู่ข้างๆต่างก็ดีใจเช่นกันที่ได้เห็นภาพบรรยากาศนี้

            โดยเฉพาะหลิวจินเซียง เธอเป็นคนปากไวมาตลอดและเป็นพี่สะใภ้อยู่บ้านติดกันมาหลายปี ทำให้เวลามีอะไรก็มักจะพูดออกไปตรงๆโดยไม่รู้สึกอาย

            “ฉันเคยพูดแล้ว อินอินเป็นเด็กที่รู้เรื่องมากกว่าเมิ่งเมิ่งซะอีกเถียนเฟินเธอดูสิ เด็กคนนี้มีความเป็นพี่สาวมากขนาดไหน”

            คนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอย่างเมิ่งเถียนเฟินจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าระหว่างเมิ่งเมิ่งและอันอันเป็นเช่นไรคนนั้นก็ลูก คนนี้ก็ลูก  หลายต่อหลายครั้งทำให้เธอไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

            แต่หลายต่อหลายครั้งเธอก็กลัวว่าจะถูกนำมาเปรียบเทียบเพราะตอนที่มีหลิงเมิ่งเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวเรื่องเหล่านี้ยังไม่ค่อยจะแสดงออกมาชัดเจนเท่าไรแต่ในวันนี้มีอินอินเข้ามาเป็นตัวเปรียบเทียบ คนหนึ่งเอาแต่บ่นเรื่องที่อันอันป่วยและต้องใช้เงินมากในการรักษา แสดงท่าทีไม่พอใจต่างๆ นานาจนไปถึงขั้นรังแกในขณะที่อีกคนหนึ่งกลับปฏิบัติต่ออันอันเป็นอย่างดี

            เธอผู้มีสถานะเป็นมารดาไม่ว่าจะพยายามมองว่าหลิงเมิ่งเป็นคนดีเพียงใดแต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

            ซูอินไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเมิ่งเถียนเฟินเพราะตอนนี้เธอกำลังรอดูท่าทีของซูเล่อ

            หลังจากที่เธอแบ่งน่องไก่ให้เด็กชายตัวน้อยแล้วท่าทีของลูกพี่ลูกน้องคนนี้ของเธอยิ่งน่าสนใจมากขึ้น

            เธอเดาว่าตอนนี้ในใจของอีกฝ่ายคงไม่พอใจมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

            คนที่ในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจไม่ได้มีแค่ซูเล่อในคฤหาสน์กลางใจเมือง หลิงเมิ่งก็กำลังเศร้าโศกเสียใจอยู่กับตนเองเช่นกัน

            ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความลำบากสิบหกปีที่เจอว่ามันแย่เพียงใด แต่เมื่อเธอได้กลับมาอยู่กับตระกูลหลิงซูอินก็ให้ยืมชุดนักเรียนที่ชำรุด จนเธอต้องขายหน้าไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนทดลอง อีกทั้งราดชานมใส่เพื่อนของเธอทำให้เธออับอายต่อหน้าผู้คนมากมายไหนจะเรื่องที่แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วไม่ยอมไกล่เกลี่ย จนเธอถูกจับเข้าสถานพินิจ

            เรื่องก่อนหน้านั้นช่างมันเถอะแต่งานเลี้ยงฉลองวันเกิดที่เป็นโอกาสสำคัญของเธอก็ถูกทำลายจนพัง

            ซู อิน!

            เธอกัดฟันพ่นชื่อนี้ออกมาหลิงเมิ่งมองปฏิทินที่อยู่บนโต๊ะทำการบ้าน แววตาของเธอจ้องไปยังวันที่ถูกวงเอาไว้

            วันนั้นคือวันประกาศผลการสอบขึ้นมัธยมปลาย

            คะแนนยังไม่ออก แต่หลิงเมิ่งรู้ดีว่าตนเองทำคะแนนได้ไม่ดีเพราะในวันสอบเธอส่งกระดาษคำตอบเร็ว และมีหลายข้อที่เว้นว่าง

            แต่ซูอิน…

            จากที่เธอรู้มา ซูอินมีผลการเรียนดีมาตลอดตั้งแต่เด็ก

            แววตาของเธอเป็นประกายเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นเธอเดินเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ ก่อนจะปรับอารมณ์ให้กลายเป็นบุตรสาวที่เชื่อฟังจากนั้นจึงเดินไปเคาะประตูที่อยู่ถัดไปจากห้องนอนหลัก

            “คุณแม่คะ คุณแม่ไม่รู้หรอกค่ะว่าสภาพการศึกษาในชนบทมันแย่ขนาดไหนมีครั้งหนึ่งที่โรงเรียนเปิดเรียนไปได้ครึ่งเทอมแล้วแต่หนังสือเรียนเพิ่งจะถูกส่งมา ไหนจะคุณครูที่สอนพวกเราอีกบางคนเรียนจบแค่ชั้นมัธยมต้น…”

            หลิงเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง และบ่นอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง

            ราวกับต้องการบอกว่า การที่เธอเรียนไม่เก่งสาเหตุมาจากสภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนที่ไม่ดี

            แล้วใครที่ได้รับสิ่งดีๆ ไป แน่นอนว่าซูอินไงล่ะ

            คำพูดนั้นฝังเข้าไปในใจส่วนลึกของอู๋อู๋

            หลังจากที่ได้บุตรสาวที่แท้จริงของตนเองกลับมาเธอก็ติดต่อกับคุณครูที่โรงเรียนในชนบท ทำให้รู้ว่าเมิ่งเมิ่งมีผลการเรียนแย่อู๋อู๋เป็นคนเก่งมาโดยตลอด เมื่อรู้ว่าบุตรสาวแท้ๆ ของตนเองมีผลการเรียนแย่ทำให้เธอรับไม่ค่อยได้

            แต่ว่าไม่นานเธอก็คิดออก

            สองสามีภรรยาตระกูลซูเป็นเพียงชาวนาบุตรสาวที่ให้กำเนิดกลับได้รับชื่อเสียงและเกียรติยศ เธอกับจื้อเฉิงเป็นคนฉลาดบุตรสาวที่พวกเขาให้กำเนิดจะไม่ฉลาดได้อย่างไร หากเมิ่งเมิ่งได้รับสิ่งดีๆตั้งแต่ยังเล็ก ต้องทำได้ดีกว่าซูอินแน่นอน

            เมิ่งเมิ่งต้องถูกเข้าใจผิดอย่างแน่นอน!

            สองแม่ลูกคิดในสิ่งเดียวกัน ไม่นานนักอู๋อู๋ก็ตบโต๊ะและตัดสินใจว่าเมื่อคะแนนสอบขึ้นมัธยมปลายออก เธอจะนำคะแนนของหลิงเมิ่งและซูอินมาสลับกัน

            เพราะอย่างไรทะเบียนบ้านและทะเบียนนักเรียนของซูอินก็ยังอยู่ที่พวกเขา

            “คุณแม่ดีที่สุดเลยค่ะ!”

            แววตาของหลิงเมิ่งแสดงความตื่นเต้น เธอโผเข้ากอดรอบคอของอู๋อู๋และหอมแก้มหนึ่งครั้ง

            ความเศร้าหมองตรงหว่างคิ้วของอู๋อู๋คลายลง ก่อนจะกอดตอบบุตรสาวแววตาของเธอไม่ต่างไปจากหลิงเมิ่ง เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

            ซูอินที่อยู่ไกลออกไปที่หมู่บ้านตงผิงกำลังจามเธอหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดจมูก ปรับพัดลมที่อยู่บนหัวนอนลงหนึ่งเบอร์

            หลังจบงานเลี้ยงที่บ้านคุณลุง เรื่องการเรียนก็ถูกพูดถึง

            สิ่งที่เกินความคาดหมายคือท่าทีกระตือรือร้นสนใจในการเรียนของเด็กชายตัวน้อยระหว่างหุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์สกับเรื่องการเรียน เขาเลือกให้ความสนใจอย่างหลังมากกว่า

            สิ่งที่ซูอินไม่รู้คือหลิงเมิ่งเคยบอกเด็กชายตัวน้อยว่าสุขภาพของเขาไม่ดี เกรงว่าหลังจากนี้คงไม่ได้เข้าเรียน และจะไม่มีเพื่อนเล่นจากนั้นก็จะกลายเป็นคนไม่รู้หนังสือ ต้องทำไร่ทำนาแบบบิดามารดา

            เมื่อในใจถูกปกคลุมด้วยความทรงจำอันมืดมิดทำให้เด็กชายตัวน้อยมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะศึกษาเล่าเรียน

            แต่สิ่งที่ซูอินยังไม่รู้ชัดเจนนักก็คือช่วงปิดเทอมเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มักจะทำเรื่องเหมือนกันๆ นั่นคือเที่ยวเล่นอย่างสบายใจ เมื่อใกล้เปิดเทอมก็ปั่นการบ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่เธอสามารถนั่งอ่านหนังสือในช่วงปิดเทอมเป็นเพราะในใจของเธอไม่ใช่เด็กอายุสิบหกปีเธอรู้ว่าตนเองต้องทำสิ่งใด และสามารถสงบจิตใจเพื่อทำตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

            แต่หากเธอถามตนเองเมื่อตอนอายุสิบหกปีก็คงชอบเที่ยวเล่นเหมือนกับซูเล่อ

            ในวันนี้เด็กชายตัวน้อยเพิ่งจะมีอายุสี่ขวบ

            น่าเหลือเชื่อมาก!

            ถึงแม้จะน่าเหลือเชื่อ แต่รักการเรียนถือเป็นสิ่งที่ดีเด็กชายตัวน้อยที่ชื่นชอบการเรียนยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่

            ครั้งนี้ที่กลับมายังตระกูลหลิงเธอนำโต๊ะเรียนที่ใช้ในโรงเรียนมัธยมทดลองกลับมาด้วย และนำไปไว้ในห้องวางไว้ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ เพื่อใช้เป็นโต๊ะอ่านหนังสือสำหรับเด็กชายตัวน้อย

            ทำให้เด็กชายตัวน้อยดีใจมาก

            ซูอินหาหนังสือจากหนังสือที่หลิงเมิ่งเหลือทิ้งไว้เป็นหนังสือที่มีตัวอักษรเส้นประและตัวเลขสีแดงที่มักจะใช้ในโรงเรียนอนุบาลให้เด็กชายจากนั้นจึงเหลาดินสอและวางเบาะรองนั่งให้ยกสูงขึ้น

            หนังสือ ปากกาจดบันทึก แบบเรียนรวมไปถึงกระดาษเปล่าถูกวางไว้บนโต๊ะ ก่อนที่ซูอินจะเริ่มตั้งใจอ่านหนังสือมีเด็กชายตัวน้อยนั่งอยู่ข้างกาย มือที่ยังไม่คุ้นชินกับดินสอค่อยๆเขียนทีละขีดอย่างตั้งใจ

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันประกาศคะแนนสอบก็มาถึง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245