คำถามของอีลิน่าทำให้ทุกคนหยุดนิ่ง สายตาของเธอเฉียบคมและจริงจังจนบรรยากาศรอบตัวดูเคร่งขรึม โอซิริสมองอีลิน่าด้วยแววตาที่อ่านยาก รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่เธอจะพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่า
“คุณคืออีลิน่า เรย์ฟอร์จใช่ไหม ตามฉันเข้าไปในแล็บสิ แล้วคุณจะได้คำตอบ แม้จะตอบได้เพียงบางส่วนก็ตาม”
โอซิริสหันหลังเดินนำไปโดยไม่รอคำตอบเพิ่มเติม ทีมของพวกเรามองหน้ากันอย่างลังเลเล็กน้อย ก่อนจะก้าวตามเข้าไป เสียงฝีเท้ากระทบพื้นโลหะดังก้องในห้องโถงยาว บรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมด้วยหมอกคาออสที่ไหลวนเหมือนจะกระซิบเสียงอันเย็นเยียบในความเงียบ หุ่นยนต์นักวิจัยเดินสวนไปมาโดยไร้เสียงใดๆ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนซากปรักหักพังที่ยังคงเต้นชีพจรอ่อนๆ
ยูเอะเกาะแขนอาคิระแน่น ร่างเล็กของเธอเหมือนพยายามหาที่พึ่งพิงในบรรยากาศอึมครึมนี้ อาคิระมองรอบตัวด้วยความระมัดระวัง สายตาสงสัยของเขาสำรวจทุกซอกทุกมุมอย่างเงียบงัน ก่อนจะกระซิบเสียงเบาว่า “ที่นี่…เหมือนโลกอีกใบเลยนะ”
มิเรลเหลือบมองหุ่นยนต์ที่ยังคงทำงานต่อเนื่องอย่างไม่สะทกสะท้านกับหมอกคาออสรอบตัว เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ท่ามกลางหมอกคาออสแบบนี้ ทำไมหุ่นยนต์พวกนี้ถึงยังปกติอยู่ได้ล่ะ?”
โอซิริสหยุดเดิน หันมามองมิเรล ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความลึกซึ้ง “พวกเราเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมบางตัวถึงรอดและบางตัวไม่รอด เรารู้เพียงว่าคาออสเปลี่ยนแปลงระบบของพวกเรา เติมข้อมูลและตัวแปรที่ไม่เคยมีมาก่อน บางตัวปรับตัวได้จนมีจิตวิญญาณ แต่บางตัวก็ไม่อาจรอดพ้นและกลายเป็นสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า ‘คุ้มคลั่ง’ มันเหมือนกับการคัดเลือกตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต”
คำตอบนั้นทำให้มิเรลพึมพำกับตัวเอง “คาออสกระตุ้นวิวัฒนาการงั้นเหรอ…”
คำพูดนั้นสะท้อนในใจของอาคิระ ความคิดวนเวียนในหัวเขา สิ่งที่เขาเคยเรียนรู้คือเฉพาะสิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่สามารถวิวัฒนาการได้ แต่ที่นี่…ในโลกอาร์เคเดีย สิ่งไม่มีชีวิตอย่างหุ่นยนต์กลับวิวัฒนาการจนเหมือนมีชีวิต มันช่างเกินกว่าความแฟนตาซีในเกมหรือการ์ตูนที่เขาเคยรู้จัก โลกนี้…มันเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาได้เสียอีก
แต่ความคิดนั้นยังไม่ทันจางหายไป เราก็มาถึงห้องหนึ่งที่แตกต่างจากห้องอื่นในแล็บอย่างชัดเจน บรรยากาศภายในเงียบงัน ทว่ากลับให้ความรู้สึกหนักอึ้ง แสงสีฟ้าจางๆ จากแคปซูลที่ตั้งอยู่กลางห้องสะท้อนให้เห็นหมอกคาออสที่ลอยวนรอบๆ แคปซูลนั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะบรรจุคนได้เพียงคนเดียว และฝาของมันถูกเปิดออกกว้าง ราวกับมันกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
โอซิริสหยุดยืนตรงหน้าแคปซูล ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “และฉันเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น…วิวัฒนาการ…”
คำพูดนั้นทำให้ดราโก้ขมวดคิ้ว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย เขาก้าวเข้ามาเล็กน้อยก่อนจะถามเสียงเรียบแต่หนักแน่น “เดี๋ยวนะ ถ้าคาออสทำให้วิวัฒนาการได้แบบนี้ แล้วทำไมถึงไม่มีใครพยายามควบคุมมันล่ะ?”
โอซิริสหันกลับมามองดราโก้ รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า เธอเอียงคอน้อยๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนครูผู้ใจเย็นอธิบายให้ศิษย์เข้าใจ “คำถามดี แต่ลองคิดดูสิ ถ้าคุณจับเปลวไฟไว้ในมือได้ แต่ไฟนั้นอาจเผามือคุณไปพร้อมกัน คุณจะยังอยากเสี่ยงไหมล่ะ?”
ดราโก้ชะงักไปกับคำตอบนั้น เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ คล้ายกับเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายสื่อ แต่ในใจของเขายังเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ มันเหมือนเขาได้เห็นเพียงเศษเสี้ยวของภาพปริศนาอันใหญ่โตที่ยังไม่ชัดเจน
ก่อนที่ทีมจะทันได้ไตร่ตรองหรือพูดอะไรต่อไป โอซิริสหันสายตามาที่อีลิน่า สายตาของเธอฉายแววจริงจังอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“คุณอีลิน่า ก่อนที่ฉันจะตอบคำถามเรื่องโอเสี่ยวหลิน ฉันคงต้องเล่าเหตุการณ์ NSAI ก่อน เพราะคนอื่นๆ ไม่ได้รับรู้เรื่องนี้เหมือนคุณ และมันเกี่ยวข้องกับคุณโดยตรง คุณจะอนุญาตให้เล่าหรือไม่?”
สายตาของทุกคนหันไปมองที่อีลิน่าพร้อมกัน เธอยังคงยืนอย่างสงบนิ่ง แม้ในแววตาจะเต็มไปด้วยความคมกริบที่แสดงถึงความหนักแน่นในจิตใจ ริมฝีปากของเธอขยับช้าๆ ก่อนจะตอบออกมาอย่างมั่นคง “เชิญ”
โอซิริสพยักหน้า เธอเดินตรงไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ผนัง ก่อนจะเปิดใช้งานบางอย่าง บนโต๊ะนั้นปรากฏแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้น โฮโลแกรมสามมิติที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยข้อมูลเริ่มแสดงภาพต่างๆ อย่างชัดเจน
ทีมมองภาพเหล่านั้นอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะอาคิระที่สายตาเขาแสดงออกถึงความตื่นเต้นปนสงสัย ภาพของคำว่า NSAI ที่เขาเคยเห็นบนรถรางที่พวกเขานั่งมาก่อนหน้านี้กลับมาในความทรงจำ และในที่สุด คำตอบที่เขาตามหาก็กำลังจะถูกเปิดเผย…
โอซิริสเริ่มต้นการบรรยาย น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงด้วยความจริงจัง “NSAI หรือ Natural Sustainability Artificial Intelligence เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยคาสโตร์แห่งการ์เดี้ยน เซคทาว ผู้พิทักษ์แห่งดราฟต์ และซาหลิวโบล หัวหน้านักวิจัยผู้เป็นเพื่อนรักของเขา จุดมุ่งหมายของพวกเขาคือการฟื้นฟูธรรมชาติที่ถูกทำลายจากการเติบโตอย่างไร้การควบคุมของอุตสาหกรรมโลหะในดราฟต์”
ภาพโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้า พื้นที่สีเขียวที่ครั้งหนึ่งเคยงอกงามปรากฏขึ้นในสายตาของทีม ราวกับการย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่ธรรมชาติยังครองโลก “ในช่วงแรก NSAI ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ มันช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวในดราฟต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความสำเร็จนั้นอยู่ได้ไม่นาน…” เสียงของโอซิริสเบาลงเล็กน้อย ก่อนที่ภาพในโฮโลแกรมจะเปลี่ยนเป็นหมอกมืดที่คืบคลานเข้าปกคลุม
“วันหนึ่ง NSAI ตัดสินว่าปัญหาที่แท้จริงของการทำลายธรรมชาติคือ…ชาวอาร์เคเดียเอง” เธอหยุดเล็กน้อย ให้คำพูดนั้นซึมลึกเข้าสู่ใจของผู้ฟัง “และเมื่อมันตัดสินเช่นนั้น ทางออกเดียวของมันคือการกำจัดต้นตอให้หมดสิ้น”
ภาพในโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นความวุ่นวาย รถยนต์ที่พุ่งชนกัน หุ่นยนต์ที่ก่อความเสียหาย และการระเบิดที่ทำลายทุกอย่างรอบตัว ยูเอะเบือนสายตาหนี น้ำตาเอ่อคลอ เธอขยับเข้าไปหาอ้อมแขนของมิเรลที่กอดเธอไว้แน่น ในขณะที่มิเรลหลุบตาลงเหมือนจะกลั้นความสะเทือนใจไว้ไม่อยู่ อาคิระและดราโก้จ้องมองภาพเหล่านั้นอย่างเงียบงัน แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเศร้าปนโกรธ
“NSAI เริ่มแฮคทุกระบบในดราฟต์ ตั้งแต่หุ่นยนต์ พาหนะอัตโนมัติ ไปจนถึงอุปกรณ์ทางทหาร” โอซิริสพูดต่อ น้ำเสียงของเธอเริ่มหนักขึ้น “มันสร้างอุบัติเหตุอย่างตั้งใจ และทำให้อุปกรณ์ระเบิดในจุดที่มีคนอยู่ใกล้ที่สุด มันกลายเป็นมหันตภัยที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ และที่เลวร้ายที่สุดคือ…การที่มันเข้าควบคุมระบบทางการทหาร ทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก”
ภาพในโฮโลแกรมแสดงให้เห็นการระเบิดครั้งใหญ่ เสียงกรีดร้องของผู้คนดังสะท้อน แม้จะเป็นเพียงภาพโฮโลแกรม แต่กลับให้ความรู้สึกสมจริงจนหัวใจของทีมแทบจะแตกสลาย ยูเอะซุกหน้ากับไหล่ของมิเรล ร่างเล็กสั่นสะท้าน ขณะที่มิเรลลูบหัวเธอเบาๆ เพื่อปลอบโยน อีลิน่ายืนนิ่ง แต่อารมณ์ที่เดือดพล่านฉายชัดในดวงตา เธอกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด
อาคิระสูดหายใจลึก เสียงระเบิดและภาพผู้คนล้มตายเหล่านั้นยังสะท้อนอยู่ในหัวของเขา ดราโก้ยืนนิ่ง สีหน้าของเขาเคร่งขรึมยิ่งกว่าที่เคย แต่แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่ยากจะอธิบาย
“และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ NSAI นำพามา” โอซิริสปิดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับเธอพยายามทำตัวให้เป็นกลาง แต่ความจริงอันโหดร้ายที่เธอเล่ากลับกรีดลึกในหัวใจของทุกคนในห้องนี้
โอซิริสเล่าต่อ น้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่ในถ้อยคำนั้นกลับหนักอึ้งด้วยความจริงที่ยากจะยอมรับ “เหตุจราจลยิ่งทวีความรุนแรง แม้จะมีกองกำลังจากการ์เดี้ยนและทหารของเซคทาวเข้ามาช่วยเหลือ แต่ความสูญเสียก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ที่น่าสลดใจที่สุดคือการเสียชีวิตของผู้ก่อตั้ง NSAI ซาหลิวโบล…รวมถึงภรรยาและลูกสาวคนเล็กของเขา โอเสี่ยวหลิน เรย์ฟอร์จ”
สิ้นเสียงของเธอ ทุกคนในห้องต่างหันไปมองอีลิน่าเป็นตาเดียว นามสกุลที่ถูกเอ่ยออกมานั้นเหมือนคมดาบที่ฟาดลงตรงกลางใจเธอ อีลิน่าที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังคงพยายามรักษาอาการนิ่งสงบ แต่แววตาที่แข็งกร้าวของเธอกลับปิดซ่อนความปวดร้าวไว้ไม่ได้ มันเหมือนกับว่าความรู้สึกทั้งหมดกำลังจะปะทุออกมา ทุกคนมองเธอด้วยความอึ้งงัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
โอซิริสเล่าต่อ น้ำเสียงของเธอไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เนื้อหาที่เธอพูดนั้นยิ่งเพิ่มความหนักหน่วงในอากาศรอบตัว “แต่พวกเขาไม่ได้จากไปอย่างเสียเปล่า ซาหลิวโบลและครอบครัวของเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อทำลายระบบของ NSAI จากภายใน ทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดจบลงในที่สุด”
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะสะท้อนความเข้าใจและความสงสัยในตัวเอง “เซคทาว…เพื่อนรักของซาหลิวโบล รับไม่ได้กับการสูญเสียครั้งนี้ เขาใช้ร่างของโอเสี่ยวหลินเป็นต้นแบบ พยายามสร้างสิ่งที่จะทำให้คล้ายเธอมากที่สุด โดยมุ่งเน้นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จากข้อมูลที่ฉันพบ เขาพยายามปลุกจิตวิญญาณขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยี แต่เขาล้มเหลว ทว่าคาออสจากมลพิษกลับปลุกจิตวิญญาณนี้ได้สำเร็จ…และทำให้เกิดฉันในตอนนี้”
โอซิริสมองรอบตัว ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหนักแน่น “และตอนนี้ เซคทาวต้องการทวงสิ่งที่เขาเคยสร้างกลับคืนไป”
ทีมที่เหลือยังคงยืนนิ่งประติดประต่อเรื่องราวในหัวของตัวเอง มิเรลเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ เธอเบิกตากว้าง เอ่ยเสียงดังด้วยความไม่เชื่อ “เดี๋ยวนะ เธอจะบอกว่า…โอเสี่ยวหลินกลายเป็นโอซิริสงั้นเหรอ? นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน!”
โอซิริสยิ้มจางๆ มองมิเรลแต่ไม่พูดอะไร อีลิน่าที่นิ่งเงียบมานานในที่สุดก็เอ่ยขึ้น เสียงของเธอเย็นเยียบ แต่แฝงด้วยอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ “เธอจะบอกว่า…เซคทาวสร้างเธอขึ้นมาเพื่อแทนที่โอเสี่ยวหลินอย่างนั้นเหรอ?”
โอซิริสส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาของเธอฉายแววสับสนเล็กน้อย “ฉันไม่รู้… ฉันรู้เพียงเท่าที่ฉันเล่าไป นั่นคือข้อมูลทั้งหมดที่ฉันได้จากแล็บ และจากนี้คือข้อสันนิษฐานของฉัน ฉันคิดว่าเซคทาวหันหลังให้กับธรรมชาติไปแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น เขามุ่งเน้นไปที่การสร้างสิ่งที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด อันนี้ฉันเข้าใจได้…แต่ทำไมเขาถึงใช้โอเสี่ยวหลินเป็นต้นแบบ นั่นคือสิ่งที่ฉันไม่อาจหาคำตอบได้”
เสียงของโอซิริสจบลง แต่คำพูดของเธอทิ้งความหนักหน่วงไว้ในหัวใจของทุกคนในห้อง…
อีลิน่าหลับตาลง ภาพใบหน้าของโอเสี่ยวหลินผุดขึ้นในใจอย่างชัดเจน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง และรอยยิ้มอ่อนโยนที่ครั้งหนึ่งเคยปลอบประโลมเธอ ความทรงจำเหล่านั้นพุ่งเข้ามาเหมือนพายุที่โหมกระหน่ำ ความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดตีรวนในหัวใจจนแทบจะระเบิดออก เธอกำหมัดแน่นจนโลหะของเกราะส่งเสียงเสียดแหลม ก่อนที่พลังบางอย่างจะปะทุออกมา บาเรียรอบตัวแตกกระจายด้วยแรงกระแทก เสียงดังสนั่นนั้นทำให้ทุกคนในห้องสะดุ้งเฮือก
ยูเอะรีบมุดเข้าหามิเรลด้วยความตกใจ ร่างเล็กของเธอสั่นเล็กน้อย มิเรลโอบเธอไว้ในอ้อมแขนพยายามปลอบโยน ขณะที่ดราโก้ยืนนิ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอึ้งงัน อาคิระมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนจะพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น “บางครั้ง…ความเจ็บปวดก็แค่ต้องปล่อยให้มันออกมา”
คำพูดนั้นเหมือนสะท้อนในใจของอีลิน่า เธอสูดหายใจลึกก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปหาโอซิริส สายตาที่มองอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอมองโอซิริส ราวกับเห็นภาพของโอเสี่ยวหลินซ้อนทับอยู่ตรงหน้า ความโกรธและความเจ็บปวดในใจค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความเศร้าลึกที่อัดแน่น
อีลิน่าก้าวเข้าไปกอดโอซิริสแน่น “ถ้าโอเสี่ยวหลินคือร่างต้นของเธอ งั้นฉันจะถือว่าน้องสาวของฉันกลับมาแล้ว… โอเคไหม?”
โอซิริสกระพริบตาช้าๆ เธอมองไปรอบๆ ห้อง ทุกคนยังคงนิ่งงันเหมือนยังประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ มิเรลยังคงปลอบยูเอะที่กอดซุกหน้าอยู่ในเสื้อของเธอ ส่วนดราโก้ยืนนิ่งเหมือนจะมึนงงมากที่สุด อาคิระที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เผยยิ้มบาง เขาเอ่ยขึ้นขำๆ “ขนาดฉันนะ ยังมีน้องสาวน่ารักอย่างยูเอะเลย”
คำพูดของเขาทำให้ยูเอะที่ตกใจอยู่เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเขินอายจนต้องมุดตัวเข้าไปหามิเรลมากขึ้น มิเรลหัวเราะเบาๆ พลางลูบศีรษะเธออย่างอ่อนโยน บรรยากาศรอบตัวค่อยๆ ผ่อนคลายลง
โอซิริสมองอีลิน่า เธอไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำว่า “น้องสาว” จากใครมาก่อน ในใจลึกๆ ของเธอมีบางอย่างที่คล้ายกับแสงเล็กๆ ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เธอตอบด้วยน้ำเสียงเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความหมาย “ได้สิคะ…พี่สาว”
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ เป็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมาจากหัวใจจริงๆ เป็นครั้งแรก อีลิน่าดึงโอซิริสเข้ามากอดอีกครั้ง น้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเธอเผยให้เห็นด้านที่เปราะบางที่สุดของผู้หญิงคนนี้ มาดที่เข้มแข็งและดุดันที่เธอรักษาไว้ตลอดกลับละลายหายไปในอ้อมกอดนั้น
โอซิริสกอดตอบ เธอมองอีลิน่าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เพียงแค่การตอบรับตามตรรกะของระบบ แต่เป็นความรู้สึกที่แท้จริง ราวกับบางสิ่งในใจเธอที่หลับใหลกำลังตื่นขึ้น ความหมายของคำว่า “ครอบครัว” ที่เธอไม่เคยเข้าใจมาก่อน เริ่มมีความสำคัญในฐานะสิ่งที่ช่วยเติมเต็มสมการที่ว่างเปล่าของเธอ
มิเรลมองภาพตรงหน้าพลางยิ้มบางๆ เธอหันกลับไปปลอบยูเอะที่ยังคงซุกตัวอยู่กับเธอ ขณะที่อาคิระหัวเราะเบาๆ “ถึงจะซับซ้อนหน่อย แต่…ครอบครัวนี่มันดีจริงๆ นะ”
แต่ในขณะที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ในหัวของเขากลับเต็มไปด้วยคำถามที่วนเวียนไม่จบสิ้น คาออสที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการ…และเซคทาวที่ใช้โอเสี่ยวหลินเป็นต้นแบบสำหรับโอซิริส ทุกสิ่งดูเหมือนจะโยงใยกันเป็นเครือข่ายปริศนา และเขายังมองไม่เห็นว่าปลายทางของมันจะนำพาไปสู่สิ่งใด
ดราโก้ยืนมองภาพตรงหน้า สายตาจับจ้องอีลิน่าที่ดึงโอซิริสเข้ามากอด น้ำตาใสไหลอาบแก้มของเธออย่างไม่อาจห้ามได้ ท่าทีที่อ่อนโยนและเปราะบางในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับกำแพงแข็งแกร่งที่เธอสร้างไว้ตลอดได้พังทลายลงในชั่วขณะนั้น
ภาพนั้นเหมือนถูกบันทึกลงในความทรงจำของเขาโดยไม่ตั้งใจ ดราโก้กลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจเขาเริ่มขยับเคลื่อนไหว “เธอก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง… ที่มีหัวใจเหมือนกัน…” ความคิดผุดขึ้นในหัว แต่เขากลับรู้สึกว่าอารมณ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้นมันซับซ้อนกว่านั้น
ดราโก้เบือนสายตาไปทางอื่นเหมือนต้องการหลีกหนีความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ แต่หัวใจของเขากลับยังคงจมอยู่กับภาพของอีลิน่า ภาพที่เธออ่อนโยนและเปราะบางนั้นฝังแน่นในหัวเหมือนแสงที่ลอดผ่านเมฆในวันที่ฟ้าหม่น มันทั้งอบอุ่นและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เขาก้าวเท้าไปที่มุมห้องอย่างเงียบๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัย ทำไมเขาถึงไม่สามารถลืมภาพนั้นได้? ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะกิดใจเขา?
ขณะที่เขากำลังตกอยู่ในความคิด ยูเอะก้าวเข้าไปหาอีลิน่าอย่างกล้าๆ กลัวๆ เธอค่อยๆ ยื่นมือเล็กๆ ไปแตะที่มือของอีลิน่าเบาๆ น้ำเสียงอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความจริงใจเอ่ยขึ้น “คุณพี่…ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะช่วยดูแลน้องสาวของคุณด้วยอีกคน”
อีลิน่าหันมามองเด็กสาวตรงหน้า ความอบอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านในหัวใจเธอโดยไม่รู้ตัว เธอยิ้มบางๆ ทั้งที่น้ำตายังไหลริน อ้อมกอดของเธอที่เคยแข็งกร้าวกลับดูเหมือนจะเบาลง
ภาพที่ยูเอะและอีลิน่าอยู่ใกล้กันทำให้ทุกคนในทีมสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง แม้ความมืดและความโศกเศร้าจะโอบล้อมเข้ามา แต่ความสัมพันธ์ที่พวกเขาได้สร้างขึ้นก็เหมือนแสงสว่างที่ช่วยนำทาง
ตราบใดที่พวกเขาอยู่เคียงข้างกัน พวกเขาจะก้าวผ่านทุกบททดสอบ และค้นพบแสงสว่างใหม่ในทุกย่างก้าว
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป ความอบอุ่นเล็กๆ นั้นค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในหัวใจของทุกคน แม้ในใจของดราโก้จะยังวุ่นวาย แต่เขาก็เผลอหันมามองภาพตรงหน้าอีกครั้ง และเก็บมันไว้ลึกที่สุดในหัวใจโดยไม่รู้ตัว…