ฤทธิ์กระบี่เทพมารราคะสยบปฐพี..!!

    บทที่ 69 เหล่าผู้มีคุณธรรมจอมปลอม

            เมื่อแรกเห็นมู่ฮวยฮง เว่ยเซี่ยถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความแค้น แต่ก่อนที่จะฝืนตัวลุกขึ้นจนปากแผลเปิดออก ฟางเหนียงก็ได้บอกให้มันสงบจิตสงบใจไว้ก่อน เพราะประเดี๋ยวนางจะเข้าไปเจรจาเอง เว่ยเซี่ยเห็นมารดาคนงามของมันบอกแบบนั้น จึงยอมเชื่อฟัง และสงบจิตสงบใจลง



            "พวกท่านเข้ามาทำไมกันหรือ.? " ฟางเหนียงกล่าวถาม



            "แม่นางฟางเหนียง ข้าพาบุตรชายมาขอขมา ที่เขาได้ลงมือทำร้ายบุตรชายของเจ้าไป"



            ผู้พูดเป็นชายสูงวัยอายุอานาม น่าจะสัก 50 กว่า ๆ เห็นจะได้ ท่าทางน่าเกรงขาม ดูมีสง่าราศี ใบหน้าหน้ามีความคล้ายคลึงมู่ฮวยฮง กับมู่เทียนหยงอยู่หลายสิบส่วน ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะแท้จริงมันคือ มู่ชิงอี้บิดาของคนทั้งสองนั้นเอง



            "เช่นนั้นเองรึเจ้าสำนักมู่ แต่พวกเราก็พูดคุยปรับความเข้าใจกันแล้วมิใช่หรือไร แถมยามนี้บุตรชายของข้าก็ไม่เป็นอันใดแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจทั้งสิ้น พวกท่านอย่าได้คิดมากไปเลย" ฟางเหนียงแย้มยิ้มก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยท่าทางสุภาพ



            "โอ้ ประเสริฐนัก ช่างใจกว้างสมกับเป็นแม่นางฟางเหนียงจริง แต่ถึงอย่างไรเสียข้าก็ต้องให้เทียนหยงมาขอขมาเจ้า กับบุตรชายอยู่ดี เอ้ามาสิ เทียนหยงก้าวออกมาเร็วเข้า" มู่ชิงอี้หันไปหาบุตรชายคนโตของมันก่อนเรียกเขาออกมา



            เมื่อนั้นคุณชายอันดับหนึ่งผู้สง่างามแห่งสำนักเก้ากระบี่เทวฤทธิ์จึงได้ก้าวมายืนเคียงข้างบิดของมัน ก่อนจะเอ่ยวาจาขึ้น "แม่นางฟางเหนียงข้าต้องขออภัยด้วย ที่ลงมือรุนแรงกับบุตรชายของท่าน รุนแรงเยี่ยงนั้น"มันกล่าวพร้อมประสานสองมือขึ้นเพื่อคารวะ ก่อนที่มู่เทียนหยง จะหันมามองที่เว่ยเซี่ยซึ่งนอนอยู่บนเตียง ก่อนจะระบายยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ



            "เจ้าปลอดภัยดีแล้วใช่หรือไม่ น้องเว่ยเซี่ย พี่ต้องขออภัยเจ้าอีกครั้งที่ลงมือหนักไปหน่อย หวังว่าเจ้าจะอภัยข้านะ"



            "พี่..รึ..! น้อง..รึ..! เจ้าสารเลวนี้มันเป็นผู้ใดกัน ถึงได้มานับญาติ เป็นพี่เป็นน้องกับข้า แถมรอยยิ้มกับ ท่าทางก็ดูเสแสร้งอยู่หลายส่วนนัก ท่านแม่หลงคารมพวกมันได้อย่างไรกันนี่.."



            เว่ยเซี่ยจ้องถมึงทึงมาที่มู่เทียนหยงก่อนจะครุ่นคิดในใจด้วยความโกรธ และในยามนั้นเองเสียงเอ่ยอันเย็นเฉียบของเจ้ากระบี่เทพมารราคะ ในหัวของมันก็ดังขึ้น




            "เสแสร้งจอมปลอมยิ่งนัก..ทว่า มิใช่มันผู้เดียวหรอก เจ้าลองมองดูสายตาของพวกมันทุกคนในให้ดี ๆ เถิด.."



            พอสิ้นเสียงของเจ้ากระบี่เทพมารราคะเว่ยเซี่ยก็กวาดตามองไปเหล่าเจ้าสำนักคนอื่น ๆ ภายในห้อง ก่อนจะพบว่าทุกคน มิได้มีท่าทางที่จะสนใจอาการบาดเจ็บของตัวมันเลย



            บรรดาเหล่าเจ้าสำนักหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ จนถึงสูงอายุ ดูจะสนใจสนทนาอยู่กับ ฟางเหนียง กับ เตียวเหมยเสียมากกว่า แถมท่าทางของพวกมันยังดูเจ้าชู้กรุ้มกริ่มเป็นอย่างมาก หากมีผู้ใดไม่ได้สนทนา พวกมันก็จะฉวยโอกาส ใช้สายตาแทะโลม จ้องมองเรือนร่างของสตรีทั้งสองอย่างน่าเกลียด แถมที่น่ารำคาญที่สุดก็เห็นจะเป็นเจ้า มู่ฮวยฮง คุณชายสาม ที่พยายามจะก้อร่อก้อติก เว่ยหลินน้องสาวต่างมารดาของมันอย่างเกรงใจผู้ใด



            "น้องเว่ยหลินคนงามพี่ว่าพวกเราออกไปเดินเล่นในตลาดกันดีหรือไม่ เจ้าดูแลเว่ยเซี่ยมาทั้งวันทั้งคืนแล้วคงจะเหนื่อย ไปพักผ่อนเสียบ้าง มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะป่วยได้นะ"




            สีหน้าวาจาท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยของเจ้าฮวยฮง ทำเอาเว่ยหลินถึงกับขนลุกซู่ แต่ก็มิอาจด่าทอหรือ พูดออกไปตรง ๆ ได้ ว่ามันอยากจะไปกับมัน ด้วยเหตุที่ว่า นางเห็นแก่หน้าของเตียวเหมยมารดา ซึ่งเป็นผู้นำในการประชุมเหล่าชาวยุทธ์ในครั้งนี้ หากพูดจารุนแรงอาจจะทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองผิดใจกัน และเสียงานใหญ่ได้ เว่ยหลินจะทำได้แค่ อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แบ่งรับแบ่งสู้ เท่านั้น




            เว่ยเซี่ยที่เห็นเช่นนั้นก็เดือดดาลมาก ๆ มันอยากจะลุกขึ้นแล้ว เอากำปั้นยัดปากของเจ้าฮวยฮงเสียจริง ๆ แต่ก็ทำเช่นนั้นมิได้…และ ในเวลานั้นเองดูเหมือนสถานการณ์จะเลวร้ายหนักกว่าเดิมเมื่อเสียงของเจ้ามู่ชิงอี้เอ่ยขึ้น



            "จริงด้วย หลานเว่ยหลิน เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปเดินเล่นในเมืองกับ ฮวยฮงเล่า หรือว่าที่จริง เจ้า…รังเกียจบุตรชายของลุงกระนั้นรึ"



            วาจาแผ่วเบา และรอยยิ้มดูมีเมตตา ของมู่ชิงอี้ทำเอาเว่ยหลินถึงกับสะดุ้งเฮือก การกล่าวเช่นนี้มิได้ต่างอันใดกับมัดมือชก หากนาง บอกปัดก็เท่ากับว่าไม่ไว้หน้าของมัน เลยมิใช่รึ เตียวเหมยเองเข้าใจความรู้สึกของบุตรสาวดี แต่ด้วยความที่ต้องทำงานใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงนางจึงมิมีทางเลือก นอกจากบอกให้เว่นหลินไป กับเจ้าฮวยฮง




            "ข้าทราบแล้วท่านแม่…" เว่ยหลินกล่าวตอบด้วยแววตาเศร้าสร้อยก่อนที่นางจะเดินออกจากห้อง โดยที่มีเจ้ามู่ฮวยฮงที่ท่าทางลิงโลดพร้อมกับคนสนิทของมันอีกสองสามคนเดินตามไปด้วย ทว่า…ก่อนที่มันจะออกจากห้องดูเหมือนเว่ยเซี่ยจะได้เห็น แววตาเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย พร้อมใบหน้ายิ้มเยาะจากเจ้ามู่ฮวยฮงมองมาหามันอยู่แวบหนึ่ง



            แต่แค่นั้นก็ไม่เจ็บปวดเท่ากับ สิ่งที่เจ้าสองพ่อลูกสกุลมู่ อีกสองคนที่เหลือได้เอ่ยต่อมา



            "จริงด้วยสินะแม่นางฟางเหนียง ถ้าจำไม่ผิด พวกเรายังหารือเรื่องแผนการบุก หุบเขาหมื่นราคะไม่จบเลยใช่หรือไม่"



            "ใช่แล้วท่านเจ้าสำนักมู่"



            "เช่นนั้นพวกเราทุกคนไปหารือกันต่อดีดีไหม เพราะไหน ๆ บุตรชายของเจ้าก็ไม่เป็นอันใดแล้ว…"



            มู่ชิงอี้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ บวกกับรอยยิ้มบนใบหน้า ที่ดูเหมือนมิมีสิ่งใดแอบแฝง ทว่า….ลึก ๆ นั้นกลับมีเจตนาชั่วช้าซุกซ่อนอยู่ ฟางเหนียงกับ เตียวเหมยที่ได้ฟังเช่นนั้นพวกนางก็พลันบังเกิดความลังเลใจเป็นอย่างยิ่ง




            "แม่นางฟางเหนียง เจ้าสำนักหญิงเตียวเหมย ข้าเห็นด้วยกับท่านพ่อเป็นที่สุด ยามนี้ขอพวกท่านทั้งสองเห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วมเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวที่ไม่สำคัญให้วางไว้ก่อน พวกพรรคมารชั่วกำลังเหิมเกริม หากเราไม่เร่งหารือให้จบข้าเกรงว่า….ทุกอย่างจะสายเกินแก้" มู่เทียนหยง กล่าวขึ้นมาบ้าง พร้อมแสร้งทำสีหน้าท่าทางวิตกกังวลเพื่อให้สตรีทั้งสองใจอ่อน ก่อนที่เหล่าเจ้าสำนักคนอื่น ๆ ที่อยู่ภายในห้องจะพยักหน้า และพากันส่งเสียงเออออห่มหมก ไปกับมันด้วย และนั้นเองที่ทำให้ ฟางเหนียง กับ เตียวเหมยต้องจำใจจากเว่ยเซี่ยเพื่อไปหารือธุระกับพวกมันต่อให้จบ



            "งั้นแม่ขอไปคุยกับพวกเขาก่อนนะเว่ยเซี่ย แล้วแม่จะรีบกลับมาหา เจ้าก็นอนหลับพักผ่อนซะนะจะได้ฟื้นตัวในเร็ววัน" ฟางเหนียงมารดาคนงามแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยนกับบุตรชายที่นอนบาดเจ็บอยู่บนเตียง ก่อนที่นางจะเดินตามคนอื่น ๆ ออกไป ส่วนเตียวเหมยเองมิได้กล่าววาจาอันใดออกมา นางเพียงระบายยิ้มเบา ๆ พร้อมสีหน้ากระอักกระอ่วนให้เว่ยเซี่ยเท่านั้น…



            "นะ…นี่มัน เกิดบ้าอันใดขึ้น…ท่านแม่ ท่านแม่บุญธรรม อย่าพึ่งไป..!! ข้า ข้ายังบาดเจ็บอยู่ไยถึงไม่อยู่ดูแลข้า…" เว่ยเซี่ยพยายามจะส่งเสียงร้องเรียก ทว่า…ความเจ็บปวดจากบาดแผลก็แผ่ซ่านจนทำให้มัน มิอาจเปล่งเสียงได้ ทว่า…ในตอนนั้นเองเจ้ากระบี่เทพมารราคะก็ได้กล่าวขึ้นในหัวของมันแทน




            "อ๊าาาา..าาา กลิ่นปราณราคะ กลิ่นแห่งความกำหนัดปรารถนาในกามารมณ์ของมนุษย์ช่างแผ่ซ่านออกมามากมายยิ่งนัก ข้าขอบอกเจ้าไว้ล่วงหน้าเลยนะ เจ้าหนู พวกมันทุกตัว ล้วนหมายปองร่างกายอังงดงาม จากมารดาทั้งสองของเจ้าแน่ ๆ ร่วมถึงไอ้เด็กเปรต ที่พาน้องสาวต่างมารดาของเจ้าไปตลาดด้วย…"




            "เจ้าว่าอันใดนะ..!! อั๊ก..!!" พอเว่ยเซี่ยได้ยินเช่นนั้นสองตาของมันก็เบิกกว้าง แถมยังร้องออกมาเสียงดังลั่นห้อง และด้วยความเดือดดาลนี่เอง ที่ทำให้ลมปราณ กับธาตุไฟในร่างปั่นป่วน จนมันต้องกระอักเลือดออกมาคำโต และน่าเศร้ายิ่งนัก ที่ยามนี้มิมีผู้ใดในห้อง ที่จะเข้ามาช่วยเหลือดูแลมันได้เลย




            เว่ยเซี่ยดิ้นทุรนทุรายอยู่สักพักใหญ่ก่อน ที่ร่างของมันจะหยุดนิ่ง และสลบไป ทว่า…นี่ไม่ใช่เพราะมันความผิดปรกติของร่างกาย หากแต่เป็นเจ้ากระบี่เทพมารราคะ ที่ใช้พลังมารทำให่เว่ยเซี่ยสงบลง




            "อย่าพึ่งใจร้องวู่วามไอ้หนู เดี๋ยวเจ้าจะขาดใจตายเสียก่อน ข้ายังต้องใช้เจ้าอีกนาน ยามนี้จงนอนหลับพักผ่อนซะ"




            เจ้ากระบี่เทพมารราคะเอ่ยขึ้นมาอย่างชั่วร้าย ก่อนที่มันจะเงียบเสียงลง และหายไปในความมืดมิด ภายในจิตของเว่ยเซี่ย…

            ..

            ..

            ..

            "อ๊าาาา..าาาา ซี้ดดดด..ดดด กระแทกเข้ามาแรง ๆ เลย เทียนหยง แก่นกายของเจ้าช่างใหญ่โต แข็งแกร่งดีเหลือเกิน…อ๊าาาา..าาาาา"




            "พาข้าไปถึงสวรรค์ที่ท่านเจ้าสำนักมู่ อ๊าาาา…าาาา สอดใส่เข้ามาอีก ใส่เข้ามาให้สุดโคนของท่านเลยอ๊าาา..าาาา….ซี้ดดดด หลั่งน้ำกามของท่านใส่ในท้องข้าเลย"




            "อูววว..ววว ซี้ดดดด…ดดด น้องเว่ยหลิน อมลึก ๆ เช่นนั้นแหละ อ๊าาา…าาา ตวัดเลียหัวบานของข้าด้วย แบบนั้นแหละ โอววว เจ้าช่างใช้ลิ้นได้วิเศษนัก น้ำกามของข้าจะแตกแล้ว โอววว..วววว"




            เบื้องหน้าของเว่ยเซี่ยในยามนี้ คือภาพ ของสตรีผู้งดงามทั้งสามคนในชีวิตของมัน พวกนางกำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าล่อนจ้อน และกำลังบรรเลงเพลงกามราคะอันเร่าร้อน ให้กับสามพ่อลูกสกุลมู่อยู่ เว่ยเซี่ยถึงกับพลันตื่นตะลึง อ้าปากตัวแข็งทื่อ ก่อนจะร่ำร้องออกมาเสียงดังราวกับคนเสียสติ




            "ปะ…เป็น ไม่ได้ นี่มัน…มันไม่ใช่เรื่องจริง ม่ายยยยยยย…ยยยยย!!"



            ก่อนที่มันจะตกใจตื่น รอบตัวมืดสนิท เพราะยามนี้เป็นเวลากลางดึกแล้ว เหงื่อกาฬของมันไหลซึมออกมาทั่วกายจนเปียกโชก ทุกอย่างเงียบสงัด มีเพียงหายใจถี่ ๆ ของมันกับเสียง จ๊วบ ๆ แถว บริเวณหว่างขา




            สองตาของเว่ยเซี่ยเบิกกว้างก่อนจะเพ่งไปในความมืด ภาพค่อย ๆ ชัดขึ้นเมื่อสายตาเริ่มปรับแสงได้ สิ่งที่มันเห็นก็คือ ศีรษะของใครบางคนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ไม่สิต้องกล่าวว่านางกำลังโยกหัวขึ้นลงพร้อมใช้ปาก ดูดเจ้ามังกรยักษ์ตาเดียวของมันอยู่เสียมากกว่า และพอเริ่มรู้สึกตัวว่ามีใครกำลังมองนางจึงหยุดการกระทำก่อนจะเงยหน้าขึ้น




            "ตื่นแล้วรึเว่ยเซี่ย แม่ขออภัยด้วย ที่แอบเข้ามาทำเช่นนี้ แต่แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน…ลูกแม่"




            ผู้กล่าวมิใช่สตรีที่ไหน  แม่เลี้ยงคนงามของเว่ยเซี่ย เจ้าสำนักสตรีหยกสวรรค์ เตียวเหมย นั้นเอง…



            จบบทที่ 69

    คล้ายกับเรื่องฤทธิ์กระบี่เทพมารราคะสยบปฐพี..!! ที่คุณอ่าน