บทที่ 9 แขกที่ไม่ได้รับเชิญ…ที่มาได้จังหวะพอดี?
“แขกที่ว่าคือ?”
“เป็อาจารย์จากโรงเรียนเวทยูนิโอร่า 2 ท่านคะ เห็นว่ามาเพื่อดูอาการของท่านเอมเบรสและหนึ่งในนั้นเป็อาจารย์ประจำชั้นของท่านด้วยค่ะ”
“อาจารย์ห้องฉันหรือ?”
จะว่าไปนี้ก็หยุดเรียนมาหลายวันแล้วจะมีอาจารย์ประจำชั้นมาดูอาการก็ไม่ใช่เื่แปลก อาจารย์ประจำชั้น 1-D เป็อาจารย์สาวพึ่งจบใหม่และเคยเป็ลูกศิษย์โรงเรียนยูนิโอร่าด้วย จากที่จำได้เป็คนใจดีไฟแรงใช้ได้เพราะพึ่งจบมาและมีความสามารถอยู่
“แล้วอีกคนละ?”
“เห็นบอกว่าเป็อาจารย์มาในฐานะหมอดูแลท่านเอมเบรสโดยเฉพาะค่ะ”
หมอดูแลโดยเฉพาะ? หมอแบบไหนกันละนั้น? …เอาเถอะเดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง
“ว่าแต่ท่านจะเปลี่ยนชุดหรือไม่ค่ะ?”
“ชุดนี้ดูไม่ดีเหรอ?”
มองชุดตัวเองใส่อยู่ก็เป็เสื้อคอกลมแขนสั้นสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีแดงชุดแบบใส่สบายๆอยู่บ้านนั่นแหละ ก็คิดว่าโอเคไม่น่าเกลียดอะไร
“เปล่าคะ แค่คิดว่าท่านอยากจะใส่ชุดอย่างทุกที…”
“ไม่ละ แบบนี้ดีแล้วไม่ต้องเปรียนอะไร”
ชุดทุกทีที่ฮันนาพูดถึงหมายถึงชุดที่แสนหรูหราเต็มยศเกินจำเป็ลายตาดูเชยที่เอมเบรสชอบใส่ประจำ ไม่ไหวหรอกใครจะไปกล้าใส่ของพันธุ์นั้นกันนอกจากตัวเอมเบรสเองก็คงไม่มีใครอีกแล้ว!
“พอดีไม่อยากให้พวกครูรอนานนะ ฮันนาน้ำชากับของว่าง?”
“เสิร์ฟเรียบร้อยแล้วคะ ทั้งคู่กำลังทานของว่างที่ห้องรับแขกรอท่านอยู่คะ”
“ขอบใจนะ”
ลูบหัวฮันนาทีหนึ่ง เธอก็ยิ้มดูมีความสุขดี
เอาละ ตอนนี้ก็เดินอยู่หน้าประตูห้องรับแขกแม้จะเป็บ้านตัวเองก็อดตื่นเต้นไม่ได้แฮะ เอมเบรสเคยทำเื่ไว้เยอะไม่ใช่แค่กับเพื่อนและรุ่นพี่เหล่าครูในโรงเรียนก็เช่นกันย่อมมีครูที่เกลียดขี้หน้าด้วย หวังว่าคงไม่เป็อะไรหรอกนะ
เปิดประตูเข้าไปก็เห็นครูสองคนกำลังนั่งอยู่บนโซฟายาวเดียวกันกำลังดื่มชาและของว่างในห้องรับแขกรอผมอยู่
“ต้องขอโทษด้วยครับที่ต้องให้รอ”
ก้มหัวขอโทษอย่างสุภาพก่อนจะกวาดตามองครูทั้ง 2
คนหนึ่งคือ อาจารย์สาววัยใสที่กำลังตาเป็ประกายกับคุ๊กกี้ในมือสองข้างและในปากเคี้ยวตุ้ยๆ เธอไว้ผมสั้นปะไหล่สีน้ำตาลเข้มั์ตากลมโตสีน้ำตาลอมเหลืองอ่อนผิวขาวอยู่ในชุดเครื่องแบบอาจารย์สีฟ้าของโรงเรียนพร้อมชุดคลุมสีเดียวกันที่ใหญ่เกินตัว รูปร่างตัวเล็กให้อารมณ์อบอุ่นน่ารักน่าปกป้องอะไรแบบนั้นทำเอาคิดเลยว่าจะสอนนักเรียนห้องท้ายไหวเหรอ? …ไม่อะ ไม่น่าไหว
อีกคนหนึ่งคือ อาจารย์หนุ่มหล่อมาดนุ่มที่กำลังดื่มด่ำกับชาในมืออย่างสบายใจ เขาไว้ผมทรงหางม้ากระเซอๆสีส้มั์ตาสีเขียวสดผิวขาวอยู่เสื้อเชิดสีขาวกับกางเกงสีดำสวมชุดกาวขาวพับแขนเสื้อขึ้นผิว รูปร่างผอมสูงเหมือนพวกนายแบบนิตยสารแต่ท่าทางที่ดูสบายๆไม่จริงจังอะไรเป็กันเองคงจะไม่เหมาะเท่าไร จนคิดว่าเป็ครูหรือหมอเหมาะสุดแล้ว…ถึงจะเป็อยู่แล้วก็เถอะ
ข้างอาจารย์มีตะกร้าผลไม้สำหรับเยี่ยมไข้มาด้วย
เมื่อเห็นผมเดินเข้ามาดูสบายดีอาจารย์สาวประจำชั้นผมเหมือนดีใจมากที่ผมไม่เป็ไร
“เอมเบรสฟื้นแล้วเหรอ ดีใจจังที่…อุบ!”
อยู่ดีๆอาจารย์สาวก็ชะงักไปก่อนทำท่าอึดอัดเหมือนหายใจไม่…คุ๊กกี้ติดหายใจไม่ออก!? น้ำๆ ใครก็ได้น้ำมาที!
“นี้ครับน้ำ”
อาจารย์สาวรีบคว้าแก้วชาที่ครูหนุ่มส่งก่อนยกดื่มอึกๆจนหมด เพราะดีใจจนเกินไปจนลืมคุ๊กกี้เ้ากรรมที่อยู่ในปากจะติดคอ ดีที่อาจารย์หนุ่มที่เห็นงั้นเลยรีบส่งชาให้เธอดื่มแก้ติดคอทันท่วงที
“ไม่เป็ไรนะครับ อาจารย์อิกลู”
“คะ อาจารย์คามิโนว์”
พอเห็นว่าอาจารย์สาวประจำชั้นผมไม่เป็ไรแล้ว เขาก็แสดงสีหน้าโล้งอกก่อนจะพิงเก้าอี้อย่างเดิม ผมเองก็ไปนั่งฝั่งตรงข้ามอาจารย์ทั้งสอง
“ขะ–ขอโทษนะคะ พอดีอาจารย์เห็นว่าคุ๊กกี้มันอร่อยก็เลย…”
ไม่ต้องบอกก็รู้ครับว่าอาจารย์ชอบคุ๊กกี้ที่ฮันนาทำ …ไว้ขอให้เธอเตรียมเพิ่มเป็ของฝากก่อนกลับดีกว่า
พอเห็นอาจารย์สาวอิกลูหน้าแดงพูดงึมงำพลางเอานิ้วชี้จิ้มกันแก้เขินในเื่ที่เกิดขึ้น ครูหนุ่มคามิโนว์ก็อดขำไม่ได้ผมก็เช่นกัน
อาจารย์หนุ่มหันมามองผมก่อนแนะนำตัว
“ก็ไม่รู้เธอจะจำอาจารย์ได้ไหมอะนะ อาจารย์ชื่อ อาจารย์คามิโนว์เป็หมอประจำโรงเรียนนะ แล้วยินดีด้วยที่อาการดีขึ้นแล้วนะเอมเบรส”
“ขอบคุณครับอาจารย์”
ผมรับตะกร้าผลไม้ที่อาจารย์คามิโนว์ยืนให้อย่างยินดีก่อนจะฝากให้ฮันนา
“ใช้แล้ว ตอนแรกอาการเธอแย่มากจนอาจารย์กลัวแทบแย่…ดีจังเลยที่เธออาการดีขึ้นมากอย่างนี้”
“ต้องขอโทษด้วยครับอาจารย์ที่ทำให้เป็ห่วง”
พอเห็นสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ดีใจของอาจารย์อิกลูที่เห็นผมดีขึ้นเข้า เลยทำได้แต่ก้มหัวขอโทษที่ทำให้เป็ห่วง
เป็เื่ที่น่าดีใจจังที่อาจารย์ประจำชั้นอิกลูยังเป็ห่วงอยู่แม้จะทำเื่ร้ายแรงไปก็ตาม จากความทรงจำก่อนกับหลังเสียพลังไปของอาจารย์แต่ละคนชั่งแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว คงมีแค่อาจารย์อิกลูมั่งที่ยังคงปฏิบัติเหมือนเดิม
“งั้นขอกลับเข้าเื่ที่มาวันนี้ก่อนนะครับ วันนี้ที่ผมกับอาจารย์อิกลูอาจารย์ประจำชั้นของเธอก็มาเพื่อตรวจดูอาการเธอว่าเป็อย่างไรบ้างหลังจากที่ได้ข่าวเพื่อนเธอว่า เธอฟื้นแล้ว”
แชลลี่กับรุ่นพี่ฟอร์เทลคงไปบอกสินะ
“ครับ ดีขึ้นมากแล้ว”
“ได้ยินงั้นก็ดีแล้ว… จะว่าไหมถ้าอาจารย์จะขอ…”
“เชิญครับ”
ว่าแล้วอาจารย์คามิโนว์ย้ายมานั่งข้างผมพร้อมกล่องเครื่องมือหมอก่อนเปิดกล่องหาของในกล่องดังกุกกักๆเตรียมตรวจ
ที่พวกเขามาวันนี้หลักๆมาเพื่อดูอาการผม
คงเพราะทางโรงเรียนสั่งให้มาตรวจสอบดูอาการผมเื่ที่ผมไปใช้เวทต้องห้ามจนมาอยู่สภาพเช่นนี้เป็อย่างไรบ้างอีกอาการแซกซ้อนหรือไม่ ยังไงก็เป็ถึงลูกดยุกคงจะปล่อยไว้เฉยๆไม่ได้ไม่งั้นอาจส่งผลกระทบหรือเสียชื่อต่อโรงเรียนได้
“คุณหมอครับ?”
“อะไรเหรอครับ?”
“ทำไมเตรียมของนานจังเลยครับ”
ก็ไม่ได้จะเร่งอะไร แต่เห็นหาของในกล่องนั้นมาได้สักพักแล้วแต่ดูยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอสักกะที พอได้ยินงั้นอาจารย์ได้แต่หัวเราะแห้งๆ
“โทษทีนะ พอดีไม่ได้เปิดกล่องเครื่องมือแพทย์มานานั้แ่สมัยเรียน”
“ทั้งที่เป็หมอในห้องพยาบาล?”
ได้ยินงั้นเขาชะงักไปแป๊ปหนึ่งหันมายิ้มเจื่อนๆก่อนจะหาของในกล่องต่อ
“ดูเหมือนจะโดนจับได้สินะ ที่จริงแล้วอาจารย์เป็อาจารย์แนะแนวนะ พอดีอาจารย์ห้องพยาบาลไม่มีใครว่างเลยให้ผมเลยอาสามามาแทนเพราะเคยเรียนด้านการแพทย์ทั่วไปมาด้วยอะนะ จากนี้ไปจะมาเป็หมอส่วนตัวเอมเบรสด้วยน่าจะดูแลเธอได้…ยังไงก็ฝากตัวด้วยนะ”
“…ครับ”
ว่าแล้วเขาก็หัวเราะกลบกลื่น พอมองไปที่อาจารย์อิกลูทำหน้าเศร้าๆหลบสายตาผมก็เลยพอเข้าใจได้
‘ไม่อยากมีหมอคนไหนอยากมาตรวจผมแต่เป็คำสั่งจากโรงเรียนเลยโยนให้เป็อาจารย์แนะแนวที่พอมีความรู้อยู่บ้าง’ คงประมาณนี้ละนะ ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรอีกเช่นกันเพราะเอมเบรสสร้างเื่ไว้เยอะเลยไม่มีใครอยากยุ่งด้วยแถมโดนไร้จากตระกูลอีก
ก็ดีแล้วละ ถ้าจะให้ฝืนมาสู่ไม่มาจะดีกว่าไม่งั้นอึดอัดแย่! แถมตอนนี่อาจารย์คามิโนว์บอกว่าอาสามาแทนน่าจะเื่จริง มันรู้สึกอย่างนั้น
“ครับทางนี้เช่นกัน จากนี้คงต้องรบกวนอีกมาก ไม่ใช้แค่อาจารย์คามิโนว์ อาจารยิ์อิกลูก็เช่นกัน ขอฝากตัวด้วยครับ”
โค้งหัวให้อาจารย์ทั้งสองเป็การฝากตัวหลังจากนี้
“จากที่ดูก็ไม่มีไข้อะไร อัดตราการเต้นหัวใจและปอดก็ทำงานปกติดี ความดันเืก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยรวมแล้วร่างกายแข็งแรงปกติดีไม่มีปัญหานะ”
“งั้นเหรอครับ”
พอได้ยินงั้นก็สบายใจ ฮันนากับอาจารย์อิกลูก็เหมือนกัน
“ดีจังเลยคะท่านเอมเบรส”
“ค่อยยังชั่ว ดีใจด้วยนะเอมเบรส”
“ครับอาจารย์อิกลู”
หลังจากอาจารย์คามิโนว์ตรวจร่างกายผมเสร็จ…ก็หลังจากหาอุปกรณ์เจอจนครบอะนะ หลอดแก้ววัดอุณหภูมิ เครื่องฟังตรวจสำหรับฟังปอดและหัวใจและเครื่องวัดความดันโลหิตตั้งโต๊ะแบบปรอท ไม่ว่าอันไหนก็เหมือนอุปกรณ์การแพทย์ธรรมดาโลกเก่าทั้งนั้น แต่ว่า…
“ต่อไปเป็การตรวจร่ายกายด้านมานาและพลังเวทละนะ”
จากนี้ไปของจริง
อาจารย์คามิโนว์หยิบของในกล่องเพิ่ม นำหลอดแก้ววัดอุณหภูมิที่พึ่งวัดผมไปใส่ในหลอดแก้วสำหรับทดลองก่อนปิดจุก ในหลอดนั้นมีของเหลวสีฟ้าบรรจุอยู่แล้วพอเขย่านิดหน่อยก็เริ่มเกิดปฏิกิริยาเวท จากที่ฟังอาจารย์มาของเหลวสีฟ้านั้นคือมานาในรู้แบบน้ำสำหรับการทดลอง
น้ำมานานี้จะทำปฏิกิริยากับหลอดแก้ววัดอุณหภูมิที่พึ่งวัดไป ในหลอดแก้ววัดอุณหภูมิจะมีพลังธาตุต่างๆที่ค้างในร่างกายอยู่ติดอยู่พอทำปฏิกิริยากับน้ำมานาก็จะเกิดสังเคราะห์ทำให้เกิดสีของธาตุต่างๆในร่างกายออกมาเด่นชัดคล้ายสีน้ำ
พอทำปฏิกิริยาเสร็จก็เกิดสีน้ำในหลอดทั้ง 5 สี สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนธาตุลม สีน้ำตาลอ่อนแทนธาตุดิน และสีเหลืองทองแทนธาตุแสง
“อืม…สีอ่อนกว่าที่คิดนะเนี่ย”
อาจารย์คามิโนว์บอกอย่างนั้นพลางมองหลอดทดลอง สีน้ำในหลอดทดลองกระจายเป็ 5 สีน้ำไม่แยกแต่ไม่ผสมกันในหลอดเหมือนบีบสีน้ำพร้อมกันแต่ยังไม่ขน แต่ละสีที่แสดงต่างเบาและจางมากจนมองทะลุอีกฝังของหลอดได้ชัดเจน
ยิ่งสีไหนเข้มหรือชัดมากเท่าไรยิ่งบอกถึงพลังธาตุมากเท่านั้น จากสีที่จางในหลอดคงบอกได้ว่าพลังธาตุของผมอ่อนขนาดไหน ประมาณ 1 ดาวได้เห็นอาจารย์ว่างั้นเหมือนที่ผมลองดูเอง สีแดงที่แทนถึงธาตุไฟที่เป็ธาตุหลักของเอมเบรสที่ควรเข้มสุดเพราะเป็ธาตุหลักกลับจางสุดในทุกสี
แม้อาจารย์จะไม่พูดก็รู้ว่าคงกลับไปใช้ธาตุไฟไม่ได้แล้ว สีหน้าของอาจารย์ทั้งสองแสดงออกมาได้ชัดเจนแม้พยายามจะปิดไม่ให้ผมรู้ก็ตาม
โดยเฉพาะอาจารย์อิกลูจะรู้สึกผิดมากคงคิดว่าเป็ความผิดตนเองที่ไม่ดูนักเรียนตัวเองให้ดีจนทำเกิดเื่อย่างนี้ขึ้น
อย่างรู้สึกผิดไปเลยครับอาจารย์อิกลู เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็เพราะเอมเบรสเองอาจารย์ไม่ผิดอะไรเลยแม้แต่น้อย
อาจารย์คามิโนว์หยิบของบางอย่างในกล่องเพิ่มมาวางหน้าผมอีกอย่าง มันคือลูกแก้วเวท หลังจากนั้นก็ไปแกะบางอย่างออกจากเครื่องฟังตรวจสำหรับฟังปอดและหัวใจและเครื่องวัดความดันโลหิตตั้งโต๊ะแบบปรอท มันคือผลึกเวท
ผลึกเวทเล็กๆในผลึกนั้นคงมีข้อมูลที่อาจารย์วัดผมไว้จากอุปกรณ์แพทย์ผลึกเวทสำหรับบันทึกข้อมูล พอเห็นผลึกขนาดเล็กพกพาและวิธีใช้ก็อดคิดถึงแฟลชไดร์ฟในโลกเก่าไม่ได้ ทันสมัยจังแฮะโลกแฟนตาซีนี้
แล้วหยิบแผ่นไม้เล็กๆสีน้ำตาลอีกอย่างหนึ่งออกมาบนแผ่นไม้มีการแกะสลักวงแหวนเวทไว้ เขานำผลึกเวทวางบนช่องเล็กๆบนแผ่นไม้ที่อยู่รอบๆวงแหวนเวท
“เอมเบรสช่วยวางมือบนนี้หน่อยนะ”
ผมทำตาม ก็รู้ว่าของพวกนี้คืออะไรจากความทรงจำเอมเบรสก็ทำตามก่อนใส่พลังมานาในร่างกายลงไปในวงแหวนเวท
มันคืออุปกรณ์ตรวจมานาและวงจรเวทแบบพกพาอย่างหนึ่ง แผ่นไม้จะทำหน้าที่วัดพลังมานาและเวทที่ใส่ลงไปโดยมีผลึกเวทที่มีข้อมูลร่างกายพื้นช่วยเสริมข้อมูลออกมาให้แม่นยำขึ้น
หลังใส่พลังเวทลงไปได้สักพักลูกแก้วเวทก็ฉายภาพร่างกายของผมในรูปแบบ3D ต่อหน้าพวกเรา ไฮเทคกว่าโลกเก่าอีก
ภาพ3D ได้แสดงภาพวงจรมานาในร่างกายของผมให้ทุกคนได้เห็น ก็รู้ตัวและเคยด้วยตัวเองมาก่อนแล้วแต่พอมาเห็นภาพจริงๆตรงหน้าก็อดใสภาพไม่ได้ว่า มันเละมาก!
ถ้าให้เทียบให้เห็นภาพคงเหมือนตอนเห็นโฆษณาเลิกเหล้าที่ให้เห็นภาพเปรียบเทียบตับดีๆกับตับคนที่ติดเหล้าใกล้จะตับแข็งแล้วแต่นี้ทั้งร่างกายเลย แม้แต่ฮันนาที่ไม่รู้เื่เวทยังใเลยอาจารย์อีกสองคนก็ไม่เหลือก่อนจะปิดภาพลง
“เออ…คือ เอมเบรส…”
“ไม่เป็ครับ อาจารย์ผมเข้าใจ”
อาจารย์อิกลูที่เหมือนจะพยายามจะพูดอะไรสักอย่างให้กำลังใจแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร อาจารย์ทั้งสองต่างมองหน้ากันอย่างขมเพราะไม่รู้จะทำไงกับสถานการณ์อย่างนี้
การจะพูดให้ความหวังลมๆแร้งๆหรือการบอกความจริงอันขมขื่นเื่ในฐานะนักเวทของผม ไม่ว่าทางไหนก็เ็ปสำหรับเอมเบรสทั้งคู่คงคิดงั้น เอมเบรสก็เช่นกัน……ถ้าเป็เมื่อก่อนละนะ
“เอมเบรสนี้คือ?”
อาจารย์อิกลูถามถึงหนังสือที่ผมยืนให้อาจารย์ทั้งสองดู
“ความหวังครับ”
““ความหวัง?””
อาจารย์ทั้งสองถามอย่างสงสัยกับหนังสือที่อยู่ตรงหน้านี้
มันคือหนังสือเล่มที่สามที่เอาวางบนพื้นด้วยกันกับ 2 เล่มแรก การที่เจอหนังสือเล่ม 3 นี้นั้นเป็เื่ที่โชคดีและการที่อาจารย์ทั้งสองมาวันนี้ด้วยก็นับเป็อีกหนึ่งโชคดีสำหรับผม
“อาจารย์อิกลูครับ ผมตัดสินใจจะเปลี่ยนจากจากผู้ใช้เวทธาตุไฟไปเป็ผู้ใช้เวทธาตุดินแทน… ช่วยสอนเื่เวทธาตุดินให้ด้วยครับ!”
ก้มหัวข้อร้องต่อหน้าอาจารย์อย่างจริงจัง
จากนี้ไปจะเป็ทางเลือกใหม่ของผมในฐานะเอมเบรสการเป็นักเวท ทางเลือกที่แสงแห่งความหวังแสนริบหรี่นั้น…แม้จะริบหรี่ผมจะทำให้เปล่งประกายและจริงเอง!