เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 13 เจ้าอยากจะเดินหรือคลาน ( rewrite )

    เมื่อเห็นสหายตนโดนล้อมไว้ ซีว่างรีบใช้ท่าร่ายพุ่งไปสุดแรงเกิด ชายหนุ่มพุ่งมาถึงข้างกายของสหายตนเอง ก่อนกล่าวถาม “มีเหตุอันใด” ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ มีคน 8 คน จิตโลกาขั้น 5 หนึ่งคน จิตโลกาขั้น 2 สองคน ที่เหลืออยู่ระดับ กำเนิดโลกา
    “ความหล่อของพี่เฟิงเป็นเหตุ” จิ้นเฟิงกล่าวต่อพี่ชายตน “มีแม่นาง..นางหนึ่ง สนใจในตัวพี่เฟิง , จึงเข้ามาพูดคุยด้วยเท่านั้น..แต่ว่าแม่นาง..นางนั้น เป็นคนที่ เจ้าหน้าผุ่นั้นหมายปอง” ก่อนที่จะชี้นิวไปที่ ผู้ที่มีพลังปราณสูงสุด จิตโลกาขั้น 5 มันผู้นี้ หน้าตาจะเรียกว่า น่าเกลียดก็มิได้ แต่หน้าตามันบ้านมาก ๆ ตัวเล็กผอมแห้ง เหมือนไม่มีแรง
    “เหตุใดเรื่องแค่นี้..ท่านถึงเก็บมาใส่ใจ” เฟิงอวิ๋นกล่าวถามต่อ เจ้าหน้าบ้าน ๆ ผู้นั้นไปด้วยท่าทางที่สุภาพ มิได้ชักอาวุธของตนออกมาเลยแม้แต่น้อย
    “เป็นแค่คนของสำนักต่ำ ๆ อย่างเจ้า ไม่มีสิทธิ์มาอ้อนวอนขอร้อง..คนสำนักเพลิงสวรรค์อย่างพวกข้า” เหล่าลูกน้องของเจ้าหน้าผุกล่าวออกมา
    “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสำนักข้าเลย , ข้าและน้องแค่หวังจะมาดูละครเร่ก็เท่านั้น..โปรดพี่ชายใจกว้างปล่อยข้าและสหายไปเถิด” เฟิงอวิ๋นกล่าวด้วยไมตรี ต่อพวกมัน
    “สหายของเจ้าไปได้..แต่เจ้าต้องอยู่ตรงนี้ , ให้ข้าสั่งสอน” เจ้าหน้าผุ่กล่าวก่อนจะชี้นิ้วไปที่เฟิงอวิ๋น
    “พูดดีต่อมันไปก็เท่านั้น..มันก็แค่จะแสดงให้แม่หญิงผู้นั้นเห็นว่ามันเหนือกว่าเจ้าเท่านั้นเอง, คนพาลเช่นนี้พูดไปก็เท่านั้น” ซีว่างกล่าวต่อสหายตน
    “แล้วเจ้ามีความคิดอย่างไร” เฟิงอวิ๋นกล่าวถามสหายของตน ด้วยท่าทีที่จนปัญญา มันไม่ได้อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
    “คนก็น้อยกว่า..ระดับพลังก็สู้ไม่ได้ ,ได้แต่รอรับบาทาจากมันเท่านั้น” จิ้นเฟิงกล่าวต่อพี่ชายพร้อมทำหน้าตาน่าสงสาร
    “พวกเจ้าไปเถิด..มันต้องการแค่ข้า” ด้วยความรักพวกพ้อง เฟิงอวิ๋นจึงกล่าวไปเช่นนั้น
    “เฮ้..พ่อหนุ่มหน้ามน , เหตุใดเจ้าพูดเช่นนั้น..เป็นสหายกัน มาสามจะกลับสองได้อย่างไร” ซีว่างกล่าวพร้อมตบไหล่สหายตนเองอย่างเบามือ
    “เกียรติของตระกูลจิ้นได้มัวหมองพอดี ถ้าข้าทำเช่นพี่กล่าว” จิ้นเฟิงรีบหยิบอาวุธ ของตนออกมา
    เฟิงอวิ๋นซึ้งใจต่อสหายตนเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังทำสายตาเป็นห่วงเล็กน้อย
    “เฮ้ย..พวกเจ้า , จะตายอยู่แล้ว..ไปทำน้ำเน่าต่อในนรกเถิด , ฆ่ามัน” เมื่อเจ้าหน้าผุสั่งการต่อลูกน้องของมัน
    เมื่อได้ยินลูกพี่สั่งพวกมันตะโกนคำว่า “ฆ่า” ก่อนจะพุ่งกายเข้าหาตัวทั้งสามคนที่อยู่ตรงกลาง
    ซีว่างหยิบกระบี่ของตนออกมาพร้อมกล่าว “ได้เวลาแสดงแสนยานุภาพของเจ้าแล้ว..ตัดดารา”
    เมื่อกระบี่ได้ยินคำสั่งของนายตนเอง มันก็สั่นเล็กน้อย เหมือนตื่นเต้นที่จะได้อาละวาด
    ซีว่างรู้ความสามารถของตนดี ว่าตนนั้นมีความพิเศษอยู่ อาจเป็นเพราะมีพลังธาตุทอง ทำให้เจ้าตัวนั้น สามารถสู้ข้ามระดับได้ 3 ระดับ
    ผู้ที่อยู่ระดับ 4 จิตโลกา ชายหนุ่มถึงแม้เอาชนะไม่ได้ แต่สามารถสู้ได้อย่างสูสี ผนวกกับกระบี่วิเศษตัดดารา ตอนนี้ชายหนุ่มอาจไม่สามารถชนะเจ้า หน้าผุ่ได้ แต่เจ้าหน้าผุก็ไม่สามารถ สังหารตนได้เช่นเดียวกัน
    ตอนนี้ซีว่างได้โยนกระบี่ของตนไปข้างหน้า พวกเหล่าคนที่มุงดูอยู่จึงพลันส่งเสียงออกมา “มันยอมแพ้แล้ว?” “คนสำนักภพจันทราก็แบบนี้แหละหนา ไม่สามารถสู้คนสำนักเพลิงสวรรค์ได้หลอก” “อะไรกัน ใจเสาะเสียจริง”
    เมื่อเห็นซีว่างทำเช่นนั้นเหล่า ศิษย์สำนักเพลิงสวรรค์พลันชะงักเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าหน้าผุ จะกล่าวออกมาว่า “เจ้าพวกโง่มันกำลังจะใช้วิชาของสำนักมัน!!”
    แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว “แรมที่ 4 ทลายจันทรา” ซีว่างพุ่งด้วยความเร็วสูงไปคว้ากระบี่ของตนเอง พลังเร่งฝีเท้าของตนเองไปมา ด้วยความเร็วที่ว่องไวอย่างมาก พร้อมออกดาบโจมตีตอบไป
    ซีว่างสามารถจัดการ พวกที่ระดับต่ำกว่าจิตโลกาทั้ง 5 คนได้อย่างง่ายดาย ส่วนอีกสองคนเมื่อเห็นท่าไม่ดี จึงกลับไปยืนข้างกายซ้ายขวาของหัวหน้าตน พร้อมแสดงสีหน้าที่ตื่นกลัวออกมา
    เนื่องจากชายหนุ่มกลัวผลที่ตามมา จึงใช่สันกระบี่ฝาดแทนใช้ด้านคมในการโจมตีต่อพวกมัน
    เจ้าพวกที่โดนสันกระบี่ตีไปนั้น ต่างกระเด็นไปหลายเมตร นอนร้องโอดครวญกันระงมไม่อาจลุกขึ้นมาได้จากความเจ็บปวดที่ประสบมา
    ก่อนที่ชายหนุ่มจะไปหยุดที่ตรงหน้า ของเจ้าหน้าผุ ใช้กระบี่ชี้หน้ามัน แล้วกล่าวว่า “หากเจ้าอยากเดินกลับไปแบบสบาย ๆ รีบไสหัวไปซะ หรืออยากคลานกลับสำนักเจ้า..ก็หยิบอาวุธเจ้าขึ้นมา”
    “โว้วว..ยอดฝีมือ ยอดฝีมือจริง ๆ ” “พ่อหนุ่มรูปหล่อ ท่านเท่ยิ่งนัก” “ข้ายากเป็นเมียท่าน” “ได้โปรดสนองข้าสักครา ข้าสัญญาจะตั้งใจทำงาน”
    จากเสียงดูถูกกลับกลายเป็นเสียงสรรเสริญ ‘เจ้าพวกที่มองคนแค่เปลือกอย่างพวกเจ้า มันช่างกลับกลอกจริง ๆ ’ ซีว่างคิดอยู่ในใจ
    “ขยะอย่างเจ้ากล้าขู่ข้า ? , หากเจ้าและสหายของเจ้า คลานเข้ามาเลียเท้าของข้า..ข้าจะถือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น” พูดจบเจ้าหน้าผุ ก็หยิบดาบออกมาเตรียมปะทะกับเหล่าชายหนุ่ม
    “ยังไม่เห็นเงาหัวตัวเองขาดสินะเจ้า” ซีว่างพุ่งไปหาเจ้าหน้าผุ ก่อนจะกู่ร้องออกมา “ตาย!!”
    เมื่อเห็นซีว่างพุ่งเข้ามา เจ้าลูกน้องทั้งสองคนเตรียมจะ เข้าไปช่วยกันรุมสกรัมชายหนุ่ม
    “พวกเจ้าสองคน ลืมพวกข้าไปหรือไม่?” จิ้นเฟิงพุ่งเข้ามาหาเจ้าคนทางขวา พร้อมกับเฟิงอวิ๋นพุ่งเข้าไปหาคนทางซ้าย
    ซีว่างแลกดาบกับเจ้าหน้าผุอยู่หลายครา เสียงกระบี่และดาบฟาดฟันกันดังสนั่น
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง !
    ก่อนที่ซีว่างจะเฉียดกระบี่ตนเข้าที่ใบหน้าของเจ้าหน้าผุ จนสามารถสร้างแผลเล็กน้อยบนใบหน้าของมันได้ แต่บาดแผลมิได้ใหญ่อะไร เพียงแต่เป็นรอยบาดก็เท่านั้น
    ที่ซีว่างสามารถสร้างบาดแผลต่อมันได้ เป็นเพราะอีกฝ่ายมัวแต่ประมาทต่อชายหนุ่ม คิดว่าซีว่างเป็นขนมที่สามารถเคี้ยวได้ง่าย ๆ จึงทำให้มันต้องรับต่อผลที่ตามมา
    เจ้าหน้าผุรีบพุ่งตัวออกมาก ตั้งหลักก่อนจะกล่าว ต่อชายหนุ่มว่า “ข้ายอมรับว่าเจ้าเก่งไม่เบา..แต่ระดับจิตโลกา 1 ก็ยังต่ำชั้นนัก” เจ้าหน้าผุกล่าวก่อนจะพูดว่า “เพลิงผลาญตะวัน!!”
    ใบดาบของมันเกิดเพลิงลุกท่วม ก่อนจะวาดเพลงดาบ แล้วปล่อยเพลิงนั้นพุ่งหาซีว่างเพลิงที่พุ่งออกมานั้นเป็นเพลิงสีแดงเข้ม พุ่งแหวกอากาศตรงไปข้างหน้าอย่างน่าเกรงขาม“แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา” ซีว่างวาดฝ่ามือของตนเอง ก่อนที่ไอพลังจะไปรวมอยู่ที่กระบี่ แล้วปล่อยแสดงสีเหลืองทองออกไป เป็นรูปจันทร์เสี้ยว ตรงเข้าหาคลื่นพลังเพลิงของอีกฝ่ายในทันที
    เมื่องสองพลังที่เท่าเทียมกันพุ่งเข้าปะทะเข้าหากัน จึงเกิดเสียงดังสนั่นขึ้น ' ตู้ม !! '
    ตอนแรกอาจจะเพราะมันนั้นประมาทในตัวของซีว่าง แต่ครานี้นั้น..มันปล่อยพลังทั้ง 10 ส่วนของมันโดยมิได้กักพลังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย ขณะมันเริ่มรู้สึกเกรงกลัวต่อชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของมันขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่มันจะรีบทะยายออกไปง้างดาบในมือ ฟาดใส่ชายหนุ่มอย่างเต็มแรง
    ซีว่างยกดาบขึ้นต้านไว้ ก่อนจะกล่าวว่าจายั่วยุต่อมัน “เฮ้ พ่อรูปหล่อ ตอนนี้ใครกันแน่ที่ขยะ”
    ใบดาบและกระบี่เสียดสีกันไปมา แต่จุดเปลี่ยนมันก็เกิดขึ้น..ด้วยคุณภาพของอาวุธทั้งสองฝ่าย ใบดาบของเจ้าหน้าผุเกิดการร้าว ก่อนที่จะหักตามมาในภายหลัง
    ซีว่างยั้งตัดดาราของตนไว้ ไม่งั้นคงทำให้เจ้าหน้าผุสิ้นชื้อเป็นแน่ ก่อนที่จะนำกระบี่จี้คอของเจ้าหน้าผุ แล้วกล่าวด้วยท่าทีที่หยิ่งยโส
    “ตอนนี้ขยะที่เจ้าว่า สามารถสังหารเจ้าอย่างง่ายดาย..โดยการออกแรงนิดเดียวเท่านั้น” ก่อนซีว่างจะก้มหน้าแล้วกระซิบข้างหูของมัน “ว่าอย่างไร..หน้าเจ้าก็ไม่ได้ดีเด่อยู่แล้ว , ร่างกายขาดศีรษะ ผุ ๆ แบบนี้ไป มันก็คงจะไม่เสียหายเท่าใด..เจ้าคิดอย่างนั้นหรือไม่?”
    “เจ้าหรือจะกล้าลงมือต่อข้า ?..ข้าว่าเจ้าไม่กล้า..” เจ้าหน้าผุตอบไปด้วยเสียงที่สั่นออกมา
    “ใช่..ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก แต่คนทุกผู้แถวนี้สามารถเป็นพยานได้ว่า..เจ้าผู้ที่มีฝีมือระดับจิตโลกาขั้น 4 กลับพ้ายแพ้ให้แก่ขยะจิตโลกาขั้น 1 , เจ้าคงไม่มีหน้ากลับสำนักแล้วกระมัง” ซีว่างกล่าวเสียเย็น ก่อนจะง้างเท้าเตะให้ เจ้าหน้าผุพุ่งไปไกลได้
    ถึงโดนเตะมา เจ้าหน้าผุก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บเท่าใดเลย แต่ด้วยความอับอายของตน ทำให้ตนอยากจะนอนตรงนั้น ไม่ต้องลุกขึ้นมาอีก
    เมื่อเห็นผู้เป็นหัวหน้าของตน โดนเตะกระเด็นไป เหล่าลูกน้องรีบพุ่งเข้าไปหา ไม่รั้งอยู่ต่อสู้กันต่อ
    เมื่อเจ้าหน้าผุลุกขึ้นมา จึงกล่าวต่อซีว่าง ว่า “เจ้าชื่ออันใด”
    “จิ้นว่าง” ซีว่างตอบขณะเดินกลับไปหาสหายตน
    “ล้างคอเจ้ารอได้เลย ข้าไม่จบแค่นี้แน่” เมื่อพูดจบเจ้าหน้าผุกลับลูกน้อง รีบพุ่งหายไปจากกรอบสายตาของชายหนุ่มในทันที
    “ท่านพี่..ท่านแข็งแกร่งยิ่งนัก , สามารถสู้ข้ามระดับได้หลายขั้น..ท่านนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว” จิ้นเฟิงกล่าวต่อพี่ชายตน
    ก่อนที่เด็กหนุ่มจะก้มหน้า แล้วกล่าวน้ำเสียงผิดหวังต่อพี่ชายตนว่า “ท่านพ่อท่านแม่ให้ข้าตามมาปกป้องท่าน..กลับเป็นพวกข้าสร้างเรื่องต้องให้ท่านพี่ออกหน้าแทน , ข้ามันไร้ความสามารถยิ่งนัก”
    เฟิงอวิ๋น เอามือลูบหัวจิ้นเฟิง ก่อนกล่าวว่า “หากเจ้ารู้ว่าไม่ดีพอ..เจ้าก็เลิกขี้เกียจแล้วเร่งฝึกฝนฝีมือของเจ้า..ดีกว่าโทษตัวเองเช่นนี้ , เพราะข้าก็จะไม่ยอมให้มันต้องห่างข้าไปได้ไกลเช่นเดียวกัน” เมื่อเฟิงอวิ๋นกล่าวจบ ก็ส่งยิ้มให้กับซีว่าง
    “อย่างที่เฟิงอวิ๋นว่า..เจ้าเลิกขี้เกียจได้แล้ว ,วัน ๆ เอาแต่หาของกิน..ส่วนเจ้าเฟิงอวิ๋น...”
    ก่อนที่ชายหนุ่มจะยกนิ้วชี้ไปที่ หน้าของเฟิงอวิ๋น “เจ้าก็เลิกทำหน้าหล่อได้แล้ว..เพราะหน้าหล่อ ๆ ของเจ้า จึงทำให้มีภัย..ข้าสามารถช่วยเจ้าในเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย..เจ้าสนใจหรือไม่” ก่อนที่ซีว่างจะยกหมัดตัวเองขึ้นมือ แล้วใช้มืออีกข้างถูหมัดของตนเอง พร้อมกับยิ้มให้สหายตน
    “เจ้าจะหวงหน้าตนเองไปทำไม ในเมื่อแม่นา.....”
    “พลั๊ก!!” เฟิงอวิ๋นซัดเข้าไปที่หน้าของสหายตนเต็มแรง “หากเจ้าไม่ระวังคำพูดของเจ้า , จะกลายเป็นข้า..ที่จะช่วยงัดสุนัขออกจากปากของเจ้า” เฟิงอวิ๋นกล่าวด้วยความโกรธ
    “ไอเอ็นอ้องไออำอังอันเอย (ไม่เห็นต้องใช้กำลังกันเลย) ” ซีว่างเอามือกุมปากก่อนจะพูดกับสหายตน
    “ข้ารู้เจ้าไม่ได้เจ็บจริง..อย่ามาทำตัวน่าสงสาร , ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” เมื่อได้ชกสหายตนไปที เหมือนปล่อยความอัดอั้นใจ ที่ตนประสบพบเจอมาทั้งวันออกไปทั้งหมด
    “วันนี้ไม่ใช่วันดีเท่าไหร่..ข้าว่าเรากลับกันดีกว่า..ละครเร่ไว้โอกาสหน้า” จิ้นเฟิงกล่าวก่อนจะ เดินนำหน้าไป
    เมื่อจิ้นเฟิงเดินนำหน้าไป เฟิงอวิ๋นก็ใช้ท่าทางเป็นภาษาใบ้ต่อซีว่าง‘นิ้วชี้ที่ซีว่าง (ถ้าเจ้า)ชี้นิ้วไปที่ปาก (พูดมาก)ชี้นิ้วไปที่ตนเอง (ข้า)ชูมือขึ้นเป็นกำปั้น (จะชกเจ้า) ’ ก่อนจะเดินตามจิ้นเฟิงไป
    เมื่อเห็นสหายตนเองเดินจากกันไปหมด ซีว่างจึงเรียบเปลี่ยนสีหน้าที่ทำเป็นเล่นของตนเอง เป็นใบหน้าตาจริงจัง ก่อนที่ชายหนุ่มจะมองไปบนหลังคา แต่ไม่เห็นผู้ใดอยู่บนนั้น มันมองดูอยู่สักพัก ก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบเดินตามสหายตนเองไป
    เมื่อซีว่างเดินไป จึงมีคนโผ่มาจากหลังคา คนผู้นี้จ้องมองการต่อสู้มาตลอด ก่อนจะกล่าวออกมา “ความสามารถมัน..น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” ...เมื่อกลับมาถึงสำนัก เจ้าสำนักเยว่ชิงวิ่งมาอย่ารีบร้อน วิ่งตรงเข้าไปหาซีว่าง
    “หวงหลง หวงหลง !!” ชราเฒ่ารีบวิ่งมาโดยไม่สนใจท่าที หรือตำแหน่งของตน เพียงแต่ตะโกนออกมาเสียงดังรั้น
    “จริงหรือไม่..ข่าวที่ข้าได้ยินมา ?” เยว่ชิงจับซีว่างเขย่าด้วยความแรง เหมือนคนกำลังเขย่าเซียมซีอย่างไรอย่างนั้น
    “ท่านเจ้าสำนัก..โปรดใจเย็นก่อน , ข้าเกรงว่ากว่ามันจะตอบท่านได้..สมองมันคงหล่นไปอยู่ที่พื้นก่อนกระมัง” เฟิงอวิ๋นกล่าวต่อเจ้าสำนัก
    เยว่ชิงพลันหยุดลง ก่อนจะถาม คำถาม “จริงหรือไม่ที่เจ้า..สามารถชนะคนที่มีระดับสูงกว่าเจ้าได้ตั้งหลายขั้น” เย่วชิงกล่าวโดยไม่เก็บอาการของตนเอง
    “จริงแท้แน่นอน , พี่ชายข้าทั้งเก่งทั้งเท่..สามารถกำราบจิตโลกาขั้น 4 ด้วยตนเองที่มีพลังเพียง จิตโลกาขั้น 1” จิ้นเฟิงแย่งซีว่างตอบ พลันกล่าวยกย่องพี่ชายของตนด้วยความภูมิใจ
    “ถ้าท่านรู้ว่า..ท่านพี่ข้าเป็น...”
    “เพี้ยะ!!”
    ซีว่างรีบตบกะโหลกน้องชายของตน ก่อนกล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนักถามข้า..ไม่ใช่เจ้า , เสียมารยาท..”
    ‘ข้าว่าเรื่องความปากไวและปากไม่ดี มันอยู่ที่การเลี้ยงดูเป็นแน่’ เฟิงอวิ๋นคิดในใจ ‘ข้าไม่มีวันให้พวกมันสองคนรู้เรื่องน่าอาย ของข้าอีกเป็นแน่’ เฟิงอวิ๋นคิดพลันส่ายหน้าอย่างอับจนไปมา
    “ไม่ต้องบอกข้าก็รู้อยู่แล้วว่า..หวงหลงของข้านั้นพิเศษหาใครเหมือน ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า , เรื่องนี้เป็นเรื่องดี..เข้าข้างในก่อนเถอะ , ข้าเตรียมอาหารไว้เลี้ยงพวกเจ้า” ชายแก่ยิ้มแกล้มปริ ก่อนจะหันไปกล่าวต่อ สหายของชายหนุ่มว่า “พวกเจ้าด้วย..ข้าเตรียมไว้มากมาย”
    ชายชรารีบดึงมือชายหนุ่มเข้าไปข้างใน โดยไม่มีโอกาสให้เหล่าชายหนุ่มได้ปฏิเสธ
    “นี่สุราที่ดีที่สุดของเมือง มา ๆ ข้ารินให้เจ้า” ชายชรารินให้ซีว่าง แล้วตามด้วย เฟิงอวิ๋น
    จิ้นเฟิงยกแก้วเหล้ารอให้ ชายชรารินให้ แต่ก็ต้องผิดหวัง
    “เจ้าอายุไม่ถึง ฉะนั้น อด” ชายชรายิ้มหล้ามองไปที่เด็กน้อย ด้วยสายตาเอ็นดู
    เด็กน้อยทำหน้าประท้วง ก่อนมองขอความช่วยเหลือ
    “เจ้าแค่ 16 ปี ยังไม่คำควรดื่มสุราตอนนี้ , ท่านเจ้าสำนักทำถูกแล้ว” เฟิงอวิ๋นกล่าวต่อ น้องของตน
    “ก็ได้ ๆ ไม่ดื่มก็ไม่ดื่ม , ในเมื่อไม่ให้ข้าดื่ม..พวกกับแกล้มข้าขอไม่เกรงใจ” เด็กน้อยกวาดทุกอย่างลงท้องด้วยความเร็วอันน่าตกใจ
    ‘เรื่องเล่นน่ะเรื่องหลัก..เรื่องกินนี่เรื่องใหญ่จริง ๆ ’ ซีว่างมองการกระทำของน้องชายตน พลันทอดถอนใจออกมา
    หลังจากกินเสร็จเหล่าชายหนุ่มจึงกล่าวลาโดยเจ้าสำนักไม่ได้รั้งตัวไว้
    เมื่อถึงเตียงนอน ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ชายหนุ่มจึงหลับทันทีเมื่อหัวถึงหมอน...คราวนี้ชายหนุ่มฝัน แต่สิ่งที่ตนเห็นในฝันนั้น คือนักพรตเฒ่าที่ไม่ได้ พบเจอกันมาเสียนาน
    “ว่าอย่างไรหนุ่มน้อย , เจ้าชอบร่างใหม่ของเจ้าหรือไม่ ?” ชายแก่กล่าวพร้อมยิ้มให้ชายหนุ่ม
    “มันก็ดีอยู่หรอก.. , ข้าเพียงแต่สงสัย เหตุใดความสามารถในการต่อสู้กับฝึกวิชาของข้าถึงอัศจรรย์นัก” ชายหนุ่มกล่าวจบก่อนจะจ้องมองไปที่ชายชรา
    จริงอยู่ที่ตนมีพลังธาตุทอง แต่มันก็แค่ความสามารถทางธาตุเท่านั้น เหตุใดตนถึงสามารถสู้กับคนที่ระดับพลังสูงกว่าตนได้ ตั้งหลายระดับ
    “อ้อ นั้นคือเรื่องที่เจ้าสงสัยสินะหนุ่มน้อย”
    “ก็เจ้าเป็นเด็กที่เกิดมาจาก พรหมจรรย์ธาตุทอง...”