ในเวลานี้หวงเยี่ยยังไม่จำเป็ต้องใช้เจตจำนงระดับาาของตนเองเลยซักนิด
เพราะเพียงแค่หอกสีดำสนิทที่กำแน่นอยู่ในมือก็เพียงพอให้เขากวาดล้างสัตว์อสูรัระดับแรกเริ่มได้อย่างง่ายดาย
ราชันย์พงไพรพิฆาตดารานั้นร้ายกาจเกินไป หากปลดปล่อยมันออกมาเพียงเสี้ยวหนึ่ง เขาอาจสังหารสัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่าตนเองได้ ทว่าชายหนุ่มไม่คิดสิ้นเปลืองพลังิญญากับสัตว์อสูรัระดับต่ำเหล่านี้โดยไม่จำเป็
เพราะการทดสอบครั้งนี้มันไม่ใช่การอวดอำนาจของตน หากคือการเก็บเกี่ยวคะแนนและแต้มิญญาให้คุ้มค่าที่สุด
เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง ร่างคล้ายจระเข้มีเกล็ดสีคล้ำพุ่งออกจากเงาทรุดโทรมของกำแพงพังทลาย กรามอ้ากว้างเผยเขี้ยวแหลมคม หวงเยี่ยหมุนกายเพียงครึ่งวง หอกในมือแทงทะลวงเข้ากลางปากอสูรนั้นอย่างเฉียบขาด
【สังหารสัตว์อสูรัระดับแรกเริ่ม ได้รับแต้มิญญา 10 แต้มค่ะ】
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในห้วงสำนึกของเขา
ร่างหนึ่งล้มลง อีกร่างโผล่ออกมา จากมุมหนึ่งสู่มุมหนึ่ง เขาใช้เพียงท่วงท่าหอกที่ลื่นไหลดุจสายน้ำแต่หนักหน่วงดั่งภูผา สัตว์อสูรัระดับแรกเริ่มตนแล้วตนเล่าไม่อาจผ่านปลายคมเหล็กนั้นไปได้
ไม่นานนัก คะแนนในการทดสอบของเขาก็เพิ่มขึ้นมาหลายร้อยแล้วด้วยซ้ำ
หวงเยี่ยชำเลืองมองข้อมูลของตนชั่วครู่ ก่อนจะรับรู้ว่าจำนวนแต้มิญญาที่สะสมไว้เริ่มถึงจุดที่เพียงพอ
เขาหยุดยืนบนซากบันไดหินครู่หนึ่ง สูดลมหายใจลึก แล้วออกคำสั่งในใจอย่างเรียบเฉย
“พัฒนา!”
ระบบกลืนกินิญญาตอบสนองทันที
【พลังิญญาระดับเริ่มต้นขั้นสูง】- สามารถพัฒนาได้ ใช้แต้มิญญา 225
【ร่างกายระดับเริ่มต้นขั้นสูง】- สามารถพัฒนาได้ ใช้แต้มิญญา 225
ไม่มีความลังเลแม้เพียงเสี้ยว หวงเยี่ยเลือกยกระดับทั้งสองด้านในทันที
กระแสพลังบางอย่างไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรทั่วร่างอย่างรวดเร็ว ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากภายในสู่ปลายแขนปลายขา กล้ามเนื้อที่เคยตึงเครียดกลับยิ่งแน่นกระชับ กระดูกส่งเสียงเบาๆราวกับถูกหล่อหลอมใหม่
ส่วนพลังิญญาภายในกลับกระจ่างใสขึ้นอีกขั้น คลื่นพลังที่เคยกระเพื่อมบางเบาบัดนี้แ่าและเสถียรกว่าเดิมหลายเท่า
หวงเยี่ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกที่ได้ไม่ใช่เพียงแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย หากเป็การก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมอย่างชัดเจน
ตอนนี้เขามีพลังในการจัดการกับเหล่าสัตว์อสูรัได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น
อสูรที่เคยต้องใช้สามกระบวนท่า บัดนี้เพียงหนึ่งแทงก็เพียงพอ อสูรที่เคยต้องหลบเลี่ยงสองครั้ง บัดนี้สามารถปะทะตรงหน้าได้โดยไม่หวั่นเกรง ชายหนุ่มกระชับหอกในมือ พลางพึมพำเสียงต่ำ
“ยอดเยี่ยมชะมัด!”
ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของซากปรักหักพัง เทพธิดาเหยินเฟยยืนตระหง่านท่ามกลางทะเลเพลิงสีดำทมิฬ เปลวไฟของนางเป็อาณาเขตเพลิงนรกที่แผ่กระจายออกไปหลายสิบเมตรโดยรอบ ทุกสิ่งที่ก้าวล้ำเข้าสู่ขอบเขตนั้นจะถูกเผาผลาญในชั่วลมหายใจ
สัตว์อสูรัขนาดใหญ่คำรามลั่นก่อนกระโจนเข้าหา ทว่าทันทีที่มันก้าวเข้าสู่เขตแดนเพลิง ร่างทั้งร่างก็ถูกเผาไหม้จากภายใน เสียงร้องแหลมสูงดังขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะเหลือเพียงซากไหม้เกรียมล้มลงทับซ้อนกัน
พื้นดินรอบตัวนางกลายเป็สีดำด้านจากเถ้าถ่าน อากาศร้อนระอุจนบิดเบี้ยวราวภาพลวงตา
เหยินเฟยยืนอยู่ท่ามกลางกองศพที่ถูกแผดเผา ดวงตาคมงามสะท้อนเปลวไฟสีหมึกอย่างเ็า
“หึ? พวกมันก็ไม่เท่าไหร่นี่”
“ไหนดูคะแนนการทดสอบแบบเรียลไทม์หน่อยละกัน”
นางเปิดใช้กำไลข้อมือ แสงบางเบาปรากฏขึ้นกลางอากาศ แสดงรายชื่อและตัวเลขเรียงลำดับอย่างชัดเจน
《คะแนนการทดสอบ》
《อันดับที่หนึ่ง เหยินเฟย 1,520 คะแนน》
《อันดับที่สอง เย่ซันเป่ย 1,250 คะแนน》
《อันดับที่สาม เย่ิ 1,220 คะแนน》
《อันดับที่สี่ หูซุนอิง 1,040 คะแนน》
เหยินเฟยมองตัวเลขของตนด้วยสายตาสงบนิ่ง
“เราเป็อันดับหนึ่ง? ไม่ผิดไปจากที่คาด เพราะเราแข็งแกร่งมากที่สุดอยู่แล้ว!”
ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังชื่อที่นางคุ้นเคย
“แต่ไอ้เ้าชายน้อยอย่างหวงเยี่ยนั่น ทำไมถึงมีคะแนนเพียงแค่ห้าร้อยกว่าๆเท่านั้น!”
ความสงสัยวาบผ่านดวงตา
“หรือว่าเขายังไม่ได้เอาจริง และเปิดใช้เจตจำนงแห่งพลังระดับาา?”
ทุกคนต่างก็ทราบดีว่าหวงเยี่ยนั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด
ภายในสถาบันนักล่าัพื้นฐานสาขาที่เจ็ด ไม่ใช่สิ อาจจะทั่วทั้งเมือง A มีเขาเพียงคนเดียวที่ปลุกเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับาาขึ้นมาได้
และมันก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าเจตจำนงที่พวกนางอยู่หลายเท่า
การที่หวงเยี่ยมีคะแนนน้อยกว่าพวกนาง แน่นอนว่ามันแปลกประหลาดเกินไป
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาทอประกายลึกซึ้ง
“เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่!”
ขณะที่ไม่ไกลจากเหยินเฟย เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหววาบผ่านซากกำแพงที่แตกร้าว รอยเท้ากระทบพื้นหินอย่างมั่นคง ทว่ากลับเบาราวกับไร้น้ำหนัก ชายหนุ่มผู้มีนามว่าเย่ิกำดาบยาวในมือแน่น คมอาวุธสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องว่างของอาคารพังทลายเป็ริ้วบาง
การเคลื่อนไหวของเขาไม่รีบร้อน หากกลับลื่นไหลดุจสายลมที่พัดผ่านทิวสน
เสียงคำรามของสัตว์อสูรัดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ร่างขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยเกล็ดหยาบกร้านพุ่งทะยานเข้ามาจากด้านหน้า
เย่ิเพียงยกปลายดาบขึ้นเล็กน้อย จากนั้นสะบัดแขนอย่างเฉียบขาด
หนึ่งการฟาดฟันปลดปล่อยคลื่นลมคมกริบที่มองไม่เห็น แต่กลับตัดผ่านอากาศเป็เส้นโค้งชัดเจน
เสียงฉีกขาดดังขึ้นพร้อมกันกับโลหิตที่สาดกระเซ็น ร่างอสูรถูกผ่าออกเป็สองส่วนอย่างง่ายดายก่อนจะทรุดลงกับพื้นหิน การโจมตีของเขารวดเร็วดั่งสายลม หนึ่งการสบัดสามารถก่อกำเนิดแรงลมที่คมเฉียบและรุนแรงจนศัตรูมิอาจต้านทาน
สายลมวายุคลั่ง
เจตจำนงธาตุลมระดับสูงที่เขาปลุกขึ้นมาช่วยเสริมความว่องไว หล่อหลอมพละกำลังให้แข็งแกร่งเกินกว่านักล่าัรุ่นเดียวกัน ทุกย่างก้าวและการเคลื่อนไหวเหมือนลอยล่องอยู่เหนือพื้นดิน และทุกคมดาบกลับหนักแน่นดุจภูผา
อสูรอีกตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากซอกอาคารด้านข้าง มันคำรามลั่นก่อนจะพุ่งเข้าใส่ เย่ิหมุนกายครึ่งวง ดาบสะท้อนแสงวาบอีกครั้ง คลื่นลมพัดกระแทกจนฝุ่นผงฟุ้งกระจาย จากนั้นร่างอสูรก็ล้มลงโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
ในเวลานั้นเอง เงาดำสามสายก็เคลื่อนวูบเข้ามาจากทั่วทิศทาง
แมวัเงาจันทร์
ั์ตาแดงฉานของพวกมันสะท้อนประกายดุร้าย
กรงเล็บแหลมคมฉีกอากาศเกิดเสียงหวีดหวิว ราวกับพร้อมจะฉีกเนื้อหนังของชายหนุ่มในพริบตา
เย่ิไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เขาสูดลมหายใจลึก เสียงคำรามต่ำแ่ดังลอดลำคอ ก่อนจะสบั้นดาบออกไปเป็วงกว้าง
ลมรอบกายหมุนวนอย่างรุนแรง คล้ายพายุย่อมๆที่ก่อตัวขึ้นในเสี้ยววินาที
คมดาบแห่งสายลมพุ่งกระจายออกเป็เสี้ยวโค้งหลายสายพร้อมกัน ตัดผ่านร่างของแมวัทั้งสามอย่างแม่นยำ
ร่างของพวกมันแยกออกเป็สองส่วนกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
เย่ิยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางละอองฝุ่นที่ยังไม่ทันจาง ดาบในมือยังคงเปล่งประกายจางๆจากกระแสลมที่หลงเหลืออยู่ จากนั้นเขาก็เก็บดาบเข้าฝัก คล้ายเพิ่งเสร็จสิ้นกิจวัตรธรรมดา ก่อนที่จะยกข้อมือขึ้น เปิดใช้กำไลเพื่อตรวจสอบคะแนนแบบเรียลไทม์
แสงบางเบาฉายภาพตัวเลขเรียงลำดับขึ้นตรงหน้า
“อันดับสามเรอะ?”
เย่ิเลิกคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง
“แล้วเย่ซันเป่ยที่อยู่อันดับสองเป็ใครกัน!”
“แสดงว่าเขาเองก็เป็ผู้ที่ปลุกเจตจำนงระดับสูงได้สินะ?”
“แบบนี้น่าสนุกแล้วสิ”
เขาหัวเราะเบาๆในลำคอ เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น เพราะสำหรับตัวของเขาแล้ว การแข่งขันระหว่างนักล่าัรุ่นเดียวกันนี่แหละ มันถึงจะทำให้นิสัยที่เฉื่อยชาของเขาสามารถกระเตื้องและเดือดพล่านขึ้นมาได้
เย่ิเหยียบย่างผ่านซากศพของแมวัเงาจันทร์อย่างไม่ใส่ใจ กวาดสายตามองไปรอบบริเวณ คล้ายกำลังค้นหาศัตรูรายถัดไป
“ว่าแต่เ้าชายน้อยหวงเยี่ยไปอยู่ไหนเนี่ย?”
ตอนแรกก็คิดว่าเขาจะขึ้นเป็อันดับที่สองหรือไม่ก็หนึ่งไปแล้วเสียอีก
เขาเอียงศีรษะคล้ายครุ่นคิด
“แต่ก็ช่างมันเถอะ เื่ของเขามันไม่ใช่เื่ของข้าอยู่แล้ว!”