สรุปว่าตอนนี้ครอบครัวฉินได้แบ่งแยกครอบครัวออกจากกันแล้ว แต่ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวด้วยกันอยู่ และยังคงทำงานด้วยกันเหมือนเดิม
พ่อฉินกับแม่ฉินจะอยู่อาศัยกับครอบครัวของพี่ใหญ่ ส่วนพี่รองถ้ามีเงินกันขึ้นมาแล้ว ครอบครัวฉินก็จะช่วยกันสร้างบ้านให้ครอบครัวของพี่รอง แล้วค่อยแยกออกไปกัน
ส่วนที่ดินก็แบ่งออกเป็คนละ 8 หมู่ตามที่รัฐแบ่งให้มาเลย ครอบครัวพี่ใหญ่มี 48 หมู่รวมของพ่อแม่ฉินด้วย พี่รองมี 24 หมู่ ส่วนที่ดินของเธอได้แยกออกมาั้แ่แต่งงานกับสามีแล้ว ถ้ารวมของเธอและสามีด้วยตอนนี้เธอก็มีที่ดิน 16 หมู่
หลังจากแบ่งแยกครอบครัวกันลงตัวแล้ว ครอบครัวฉินก็เซ็นยอมรับสัญญากันทุกคน แล้วเื่การแบ่งครอบครัวก็จบลงและไม่มีปัญหาอะไร
“พ่อคะ! ถ้าแบ่งกันได้แล้วอย่างนี้แล้ว ครอบครัวไหนจะลงทุนที่ดินเท่าไหร่ คิดกันได้เลยนะคะ ฉันจะเขียนให้ชัดเจนว่า ที่ดินตรงไหนเป็ที่ดินที่เราได้ลงทุนไว้ปลูกพริกกันบ้าง จะได้เอาไปยื่นจดบริษัทให้ชัดเจนด้วย ตอนนี้มีของฉันกับสามี 16 หมู่แล้วค่ะ”
“งั้นพี่ลงทั้งหมด 24 หมู่เลยน้องเล็ก”
ฉินเหวินที่ได้ที่ดินมาจากการแบ่งแยกครอบครัวออกมาแล้ว เขาก็คิดว่าจะลงทุนที่ดินของตัวเองทั้งหมดกับน้องสาวของเขาเลย เพราะเขาเชื่อใจในตัวของน้องสาวเขามาก
“แกจะลงอะไรทั้งหมด ฮะ! เ้ารอง เหลือไว้ปลูกผัก ปลูกอะไรไว้กินบ้างสิ”
พ่อฉินที่เห็นว่าลูกชายคนรองจะปลูกพริกทั้งหมด ไม่เหลือที่ดินไว้ปลูกอะไรกินบ้างเลย ก็รีบขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ถ้างั้น เอาอย่างนี้มั้ยจ๊ะ ครอบครัวพี่ใหญ่รวมกับพ่อแม่ก็ลงทุนที่ดิน 40 หมู่ พี่รอง 20 หมู่ พ่อคิดว่ายังไง หรือว่ามากไปมั้ยคะ?”
ฉินไฉ่หงเห็นว่าทุกคนในครอบครัวคิดไม่ลงตัวกันซะที ก็เลยออกความคิดเห็นให้
“อืม...ถ้างั้น พี่ก็เหลือ 4 หมู่ไว้ปลูกผักกิน ครอบครัวพ่อแม่และพี่ใหญ่เหลือ 8 หมู่ไว้ปลูกผักกิน งั้นพี่ตกลงเอาตามที่น้องเล็กว่ามาเลยนะ”
ฉินเหวินเห็นด้วยกับความคิดของน้องสาว
“แต่ว่า...ถ้าลงทุนที่ดินตามที่ลูก้าแล้วนั้น ตอนนี้ที่ดินที่เหลือก็ยังปลูกข้าวอยู่เลยนะลูก?”
พ่อฉินเห็นด้วยกับการแบ่งที่ดินลงทุนกับลูกสาว ถึงเหลือที่ดินให้ปลูกอะไรกินไม่เยอะ แต่เขาก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว และเขาก็ยังเชื่อใจในตัวลูกสาวมากด้วย
“ไม่เป็ไรจ้ะพ่อ รอเกี่ยวข้าวเสร็จ ค่อยเอามาปลูกพริกหรือกระเทียมก็ได้ เราแค่เขียนแบ่งว่าที่ดินตรงไหนใช้ลงทุนให้ชัดเจนแค่นั้นเองค่ะ”
เมื่อเห็นว่าครอบครัวตกลงไม่มีอะไรถามอีก ฉินไฉ่หงก็เริ่มแบ่งหุ้น ที่ครอบครัวแต่ละคนจะได้ถือกันแต่ละครอบครัวออกไป
“ถ้าครอบครัวเราเห็นด้วยทั้งหมดแล้ว งั้นฉันจะแบ่งหุ้นออกเป็ 4 ส่วนนะคะ มีของพ่อแม่ ของครอบครัวพี่ใหญ่ ของครอบครัวพี่รอง แล้วก็ของฉัน เราจะแบ่งหุ้นออกเป็ครอบครัวละ 25% ทุกคนคิดว่ายังไงคะ?”
“อา!...แบ่งเยอะจัง เอาของพ่อกับแม่แค่ 20% เ้าใหญ่ 20% เ้ารอง 20% ส่วนลูกเอาไป 40% เราไม่เอาเปรียบลูกหรอก ลูกต้องเป็คนจัดการทุกอย่างเองเกือบทั้งหมด พวกเราที่เหลือก็แค่รอทำตามที่ลูกบอกเท่านั้น แบ่งแค่นี้ก็พอแล้ว”
พ่อฉินคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับลูกสาวเกินไป เลยได้แบ่งให้ใหม่
“ใช่แล้วน้องเล็กแบ่งตามที่พ่อบอกนั่นแหละดีแล้ว”
ฉินเหวินกับครอบครัวฉินก็เห็นด้วยกับที่พ่อฉินพูด
“ที่แบ่งหุ้นออกเป็ 20% ของพ่อกับแม่นี่ ถ้าน้ำพริกของเรายังขายได้ต่อไป พวกลูกก็ไม่ต้องให้เงินำาญตอนแก่ของพ่อกับแม่แล้ว แต่ถ้าเกิดขายไม่ได้และครอบครัวกลับมาปลูกข้าวทำไร่ทำนาเหมือนเดิมอีก ก็ให้พวกลูกจ่ายเงินเกษียณตามกฎของหมู่บ้านเราได้เลย ฉินไฉ่หงลูกเขียนเงื่อนไขข้อนี้เพิ่มในใบแยกครอบครัวของเราด้วยนะ”
ฉินไฉ่หงที่ได้ยินพ่อฉินบอก เธอก็เขียนให้เลย จะได้ไม่ลืม
“ถ้างั้น...ฉันจะแบ่งหุ้นตามที่พ่อบอกเลยนะคะ สรุปว่า พ่อแม่มีหุ้น 20% ครอบครัวพี่ใหญ่มีหุ้น 20% ครอบครัวพี่รองมีหุ้น 20% ส่วนของฉันลงทุนที่ดินกับสูตรน้ำพริกและเทคโนโลยีอื่นๆ มีหุ้น 40% เอ่อ..ฉันขอบอกไว้ก่อนนะคะ เนื่องจากบริษัทนี้จัดตั้งด้วยครอบครัวของเรา ฉันไม่อยากให้มีการขายหุ้นให้กับคนอื่นๆ แต่ถ้าในอนาคตต้องมีการดึงคนอื่นเข้ามาลงทุน พวกเราต้องมั่นใจว่า หุ้น 70% ต้องเป็ของครอบครัวเรา ฉันไม่อยากให้คนอื่นมาจัดการกับบริษัทเรา และถ้ามีการดึงคนอื่นเข้ามาลงทุน ก็ต้องถามความคิดเห็นของคนในตระกูลก่อนด้วย ทุกคนคิดว่ายังไง เห็นด้วยกับฉันมั้ยคะ?”
“เอาตามที่ลูกว่า ถ้ามีใครกล้าขายหุ้นให้คนอื่น แล้วไม่บอกครอบครัว พ่อจะเป็คนหักขามันทิ้งเอง”
ครอบครัวฉินที่เหลือก็ตกลงเห็นด้วย
ดังนั้น การก่อตั้งบริษัทขายน้ำพริกของครอบครัวภายใต้แบรนด์ ‘ตระกูลฉิน’ ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว…
หลังจากคุยกันเื่แยกครอบครัวและการจัดตั้งบริษัทกันเสร็จในตอนเย็น
ก่อนจะนอนฉินไฉ่หงก็ไปขอเมล็ดพริกกับกระเทียมกับแม่ฉิน ที่จะเอาไปปลูกบนที่ดินของครอบครัวที่ตกลงว่าจะลงทุนกัน ตอนนี้ยังมีที่ดินที่ยังว่างอยู่ 30 หมู่ ส่วนที่ดินที่เหลือยังปลูกข้าวอยู่อีก 30 หมู่ ค่อยปลูกพริกและกระเทียมทีหลังจากที่เกี่ยวข้าวเสร็จเอาก็แล้วกัน
ตอนนี้ครอบครัวฉินและเธอได้ใช้ที่ดินลงทุนในครั้งนี้ทั้งหมด 76 หมู่ด้วยกัน แต่บนที่ดินของเธอและสามีก็ได้ปลูกพริกกับกระเทียมไปก่อนหน้านี้แล้ว 16 หมู่
พอไปขอมาได้แล้ว ฉินไฉ่หงก็เอาเมล็ดพริกกับกระเทียมที่เอาไว้ใช้ปลูกในวันพรุ่งนี้ เอามาแช่น้ำพุวิเศษของเธอ เพื่อให้พริกกับกระเทียมที่จะปลูกโตไวและทนกับทุกสภาพอากาศ แล้วยังช่วยให้ผลผลิตเยอะขึ้นอีกด้วย และที่สำคัญยังทำให้เพิ่มความอร่อยของรสชาติพริกกับกระเทียมได้ด้วยอีกนะ
ในชาติที่แล้วตอนที่เธอทำโฮมสเตย์อยู่ เธอก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน ไม่ต้องใช้น้ำพุวิเศษรดน้ำทุกวัน แล้วยังสามารถทำให้คนอื่นที่มาช่วยงาน ไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับน้ำพุด้วย เพราะเธอใช้แค่ครั้งเดียวจบเลย ที่เหลือก็ปลูกและรดน้ำเหมือนผักธรรมดาได้เลย
แต่ถ้าจะเอาผลผลิตของเมล็ดที่เคยแช่น้ำพุวิเศษไปปลูก ถ้าไม่ได้แช่น้ำพุวิเศษก่อนปลูกอีกครั้ง ผลผลิตที่ได้ก็จะเป็เหมือนพืชผักธรรมดาทั่วไป จะไม่ได้ผลเหมือนต้องแช่น้ำพุวิเศษแล้วไปปลูกเหมือนเดิมอีกแล้วนะ
เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน สรุปว่าถ้าผักหรือผลไม้ที่ปลูกด้วยการแช่น้ำพุวิเศษตายลง แล้วถ้าจะปลูกใหม่ก็ต้องนำกลับมาแช่น้ำพุวิเศษก่อนปลูกอีกครั้งด้วย จึงจะมีรสชาติที่อร่อยหรือทนต่อสภาพอากาศเหมือนเดิมได้น่ะ
ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เมล็ดหรือ กิ่ง ราก ลำต้น ไปปลูกใหม่ได้โดยตรง ไม่อย่างนั้น ผลที่ได้ก็จะเป็เหมือนผักผลไม้ทั่วไปธรรมดาๆ นั่นเอง
ตอนที่เธอไปขอเมล็ดพริกกับกระเทียม แม่ฉินก็งงเหมือนกัน เพราะปกติแม่ฉินไม่เคยแช่น้ำก่อนปลูกเลย
แต่ฉินไฉ่หงก็โกหกแม่ฉินไปว่า เคยอ่านเจอในหนังสือมาว่าถ้าแช่เมล็ดก่อนปลูก ผักจะงอกไว แม่ฉินที่เห็นว่าลูกสาวเรียนจบมาสูงก็ไม่ได้ห้ามอะไรอีก อีกอย่างแม่ฉินก็เห็นว่าต้นพริกที่ลูกสาวปลูกไว้ ที่บ้านของลูกเขย เหมือนจะโตไวจริงๆ ดังนั้นแม่ฉินก็เลยได้แต่เชื่อฟังคำพูดที่ลูกสาวบอกมา แล้วก็ไม่ได้สงสัยอะไรอีกต่อไป....