‘เมื่อได้รู้ว่าแขกรับเชิญในวันนี้เป็ใครแล้วงั้นเรามาเปิดหัวข้อพอดแคสต์ด้วย 'พลังเหนือธรรมชาติ' กันเลยดีไหมครับ’
‘หืม— พลังเหนือธรรมชาติ...นี่แฟน ๆ ช่องของเธอสนใจเื่พวกนี้ด้วยรึ’
‘ไม่ใช่หรอกครับ ผมก็แค่อยากรู้ว่ามันคืออะไรเท่านั้นเองเลยอยากให้ศาสตราจารย์มุราจิช่วยลงลึกลายละเอียดให้พวกเขาได้ฟังนี่เป็หัวข้อที่ถูกโหวตเข้ามาเยอะที่สุดประจำสัปดาห์เลยนะครับ’
‘อืมพลังเหนือธรรมชาติสินะ...ที่จริงแล้วเราก็ยังศึกษาเื่พวกนี้ได้ไม่ลึกเท่าไหร่หรอกฉันเลยรับรองกับเธอไม่ได้นะว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ว่าอะไรหรอกนะแต่ว่าไอ้อาชีพที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้มันไม่ค่อยเหมาะกับเื่พวกนี้นักหรอกอย่างในญี่ปุ่นเองก็มีห้องทดลองที่ศึกษาเื่พวกนี้อยู่ไม่ถึงสิบแห่งด้วยซ้ำ
...แต่ที่ฉันพูดนี่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็เื่หลอกลวงหรอกนะเพราะมันเป็เื่ลับสุดยอดที่เบื้องบนพยายามปกปิดไว้น่ะแล้วที่สำคัญไอ้พลังเหนือธรรมชาตินี่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยการฝึกฝนเพียงอย่างเดียวซะด้วยสิ’
‘เอ่อ ผมแค่อยากจะรู้น่ะครับว่าทำไมอยู่ดี ๆ คนเราถึงได้มีพลังพรรค์นั้น’
‘อืม งั้นฉันขอถามหน่อยว่าปกติเธอดูทีวีช่องไหนบ่อย ๆ’
‘คงจะเป็ช่องสามล่ะมั้งครับ’
‘ก็นั่นแหละทีวีช่องสามที่เธอดูน่ะคือช่องที่เรตติ้งสูงสุดใช่ไหมล่ะ...ทีนี้เรามาลองสมมุติกันว่าสมองมนุษย์ก็เหมือนกับทีวีที่มีอยู่สิบสองช่อง...ส่วนสมองของเธอกับฉัน จะดูอยู่ที่ช่องสามที่มีเรตติ้งสูงที่สุดเสมอ...ไอ้ช่องที่มีคนดูเยอะสุดนี่แหละ เราเรียกกันว่าสามัญสำนึกซึ่งก็หมายความว่าโลกที่เราเห็นอยู่คือโลกที่ถูกปกป้องด้วยสามัญสำนึกทั่วไป’
‘หมายความว่าสมองของเราถูกสร้างมาให้ดูทีวีในช่องปลอดภัยที่สุดงั้นหรือครับ’
‘จะพูดอย่างนั้นซะทีเดียวก็ไม่ถูกหรอกเพียงแต่ว่าช่องที่เราอยู่นี่เป็ช่องที่มีคนดูเยอะที่สุดดังนั้นแล้วมันจึงเป็ช่องที่สงบสุขเท่านั้นเอง... เราอาศัยอยู่ในโลกสามัญสำนึกนี้และในทางกลับกันคนทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ก็จะช่วยปกป้องซึ่งกันและกันไม่คิดหรือว่านี่เป็เื่ที่สมควรทำน่ะหืม’
‘เอ่อ...คุณจะบอกว่าช่องอื่นที่ไม่ใช่ช่องสามนี่ไม่สงบสุขหรือครับ’
‘ไม่รู้สิ...สมมตินะว่าช่องที่ห้าคือช่องที่สามารถฟังคำพูดของพืชกับสัตว์ได้แต่ดันฟังคำพูดคนไม่ออกและสมมติว่าช่องที่แปดคือช่องที่คลื่นสมองของมนุษย์สามารถเคลื่อนย้ายวัตถุได้โดยไม่ต้องัั...
ถึงดูเหมือนว่าช่องทีวีเหล่านี้จะดูน่าตื่นใจแค่ไหนแต่ในทางกลับกันคนที่อาศัยในโลกเ่าั้ก็ไม่สามารถที่จะรับข่าวสารจากช่องที่สามได้พวกเขาจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรคือศีลธรรมหรือสามัญสำนึกในโลกของเรา’
‘ผมเข้าใจถูกไหมครับที่คุณกำลังจะบอกว่าคนซึ่งอยู่ในช่องอื่นนั่นคือคนจิตไม่ปกติ’
‘อืม...ก็ลองคิดดูสิว่าคนที่อยู่ในช่องที่ห้านั่น ถึงแม้จะสามารถพูดกับต้นไม้ได้แต่ไม่สามารถพูดกับคนได้ผลลัพธ์ก็คือสังคมจะตราหน้าว่าเขาเ่าั้คือพวกคนบ้าที่จิตไม่ปกติและจะนำพวกเขาไปขังไว้ตามโรงพยาบาลบ้า นั่นแหละคือพวกที่มีพลังเหนือธรรมชาติล่ะ
ซึ่งคนพวกนี้น่ะนะจะมีความสามารถมาั้แ่เกิดและส่วนมากพวกที่อยู่รอดได้ในสังคมของเราจะมีช่องอยู่สองช่องอย่างเช่นช่องที่แปดกับช่องที่สามในเวลาเดียวกัน
ซึ่งพวกนี้สามารถที่จะเปลี่ยนช่องสลับกันไปมาได้แต่ในทางกลับกันพวกเขาก็ไม่สามารถจะใช้พลังได้ในขณะที่มีสามัญสำนึกเหมือนกับที่คนเราไม่สามารถดูทีวีสองช่องได้พร้อมกันนั่นแหละฉะนั้นแล้วคนพวกนี้จะมีตัวตนที่ผิดปกติแอบซ่อนอยู่เสมอไงล่ะ’
‘งั้นการพูดถึงเหตุผลหรือสามัญสำนึกกับพวกที่มีเฉพาะช่องห้าก็ไม่มีประโยชน์สินะครับในเมื่อพวกเขาไม่มีมันมาั้แ่แรกแล้ว’
‘ถูกต้องสังคมมักจะเรียกคนพวกนี้ว่าฆาตกรโรคจิตแต่สำหรับพวกนักวิจัยอย่างเราแล้วจะเรียกคนพวกนี้ว่า พวกที่ไม่สามารถปรับตัวได้พวกเขาคือตัวตนที่ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับสังคมของเราเป็ตัวตนที่ไม่สมควรจะเกิดมาแต่แรก...อย่างสมมตินะว่ามีนักพลังจิตคนหนึ่งที่มีทั้งช่องสามและแปดในเวลาเดียวกันแต่สมมติว่าคน ๆ นั้นเกิดสูญเสียประสาทในการดูช่องที่สามไป คน ๆนั้นจะไม่สามารถดำรงอยู่ในสังคมได้แม้ว่าเขาจะรู้ถึงสมัญสำนึกทั้งหมดก็ตาม’
‘งั้นจะมีทางเปลี่ยนให้พวกนั้นปรับตัวกับสังคมของเราได้ไหมครับ’
‘มีทางเดียวก็คือฆ่าคนพวกนั้นซะถ้าให้พูดละเอียดหน่อยก็คือต้องทำลายสมองอันไม่ปกตินั่นทิ้งซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากคำว่าฆ่าสักเท่าไหร่หรอก เพราะมันไม่มีทางที่จะรักษาชีวิตคน ๆหนึ่งโดยทำลายสมองของเขาทิ้งหรอกจริงไหม หรือถ้าเกิดจะมีจริง ๆคนที่สามารถทำได้นั่นก็คงต้องเป็คนที่อยู่ในช่องสิบสองล่ะมั้งเพราะพวกคนในช่องนั้นก็ทำได้เกือบทุกอย่างอยู่แล้ว’
เสียงศาสตราจารย์คนนั้นหัวเราะราวกับกำลังพูดเื่ตลก
‘โห ทั้งผู้ฟังและผมรู้สึกว่าวันนี้ได้ข้อมูลมากขึ้นเยอะเลยล่ะครับ...แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่ผมอยากจะถามหน่อยน่ะครับ’
‘หืม... ถามมาสิ’
‘แล้วพวกที่สามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้ล่ะครับ—’
เรย์ขยับสมอลทอร์คในหูเล็กน้อยก่อนกดเปลี่ยนช่องสัญญาณเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังเริ่มซึมซับเื่ที่จับต้องไม่ได้มากเกินไป
‘—ความกังวลเกี่ยวกับการตัดงบประมาณกำลังขยายตัวมากขึ้นแม้ว่าาระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังไม่จบและค่าใช้จ่ายที่ตามมาก็กลายเป็ปัญหาใหม่ที่ประเทศต้องเผชิญกระทรวงกลาโหมได้ออกมาแสดงท่าทีต่องบประมาณที่อาจถูกตัดด้วยการประกาศว่าพวกเขาจะยื่นผลการตัดสินใจภายในการประชุมครั้งนี้อย่างไรก็ตามจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการตัดสินใจต่อสาธารณะ ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะสามารถจบการอภิปรายในการประชุมวาระพิเศษในวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่’
‘ถ้าอย่างนั้น อากาศวันนี้เป็ยังไงบ้างขอเชิญคุณฮิยามะต่อเลยครับ’
‘ค่ะถัดมาคือพยากรณ์อากาศค่ะ วันนี้ก็เริ่มหนาวขึ้นมาเลยใช่ไหมคะ จากอากาศที่แห้งและลมกรรโชกแรงของวันนี้ ความกดอากาศสูงซึ่งเกิดขึ้นทางตะวันตกของฮอกไกโดส่งผลให้—’
ข้อมูลจากช่องข่าวสารยังเป็เหมือนเช่นเคยมีทั้งเื่ไร้สาระบ้าง เื่มีสาระบ้าง
ผู้คนในเมืองดูสภาพอากาศหลังจากนี้บ้างดีใจบ้างกังวล ต่างคนต่างออกไปทำงาน ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ไปมาทั้งเด็กหญิงตัวน้อยผู้ส่งเสียงร่าเริงขณะจับมือกับพ่อแม่สามีภรรยาสูงวัยบนม้านั่ง กลุ่มเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปโรงเรียนพร้อมเสียงหัวเราะดังลั่นและคู่รักที่กำลังถามนู่นนี่กับพนักงานหน้าร้านขายดอกไม้
ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นใน่เดือนสุดท้ายของปีเรย์กระชับผ้าพันคอแน่นเขาเดินทางเกือบห้าสิบนาทีออกจากบ้านในย่านเดนเอนโชฟุจนถึงโรงเรียนเอกชนชื่อดังของโตเกียวซึ่งตั้งอยู่ในเขตนากาโนะ
บริเวณทางเข้าแม้เป็วันสุดท้ายของภาคเรียนที่สองนักเรียนยังคงแน่นขนัดมีคนจำนวนมากเดินสวนไปมาอย่างกระฉับกระเฉง
“นี่—เมื่อคืนได้ดูไลฟ์ปะ?”
“กรี๊ด! แน่นอน ๆ ใครจะพลาดได้กันล่ะอาคาซะคุงของฉันยังหล่อทุกมุมเหมือนเดิมจนหัวใจจะวาย”
“ใบสำรวจเรียนต่อนายกรอกเสร็จหรือยังอะฉันขอดูหน่อยดิ”
“ของแบบนี้ใครจะให้ดูกัน...ว่าแต่เมื่อคืนนายเห็นคลิปปรากฏการณ์ท้องฟ้าเรืองแสงประหลาดที่ถูกรีทวิตจนกำลังติดเทรนด์อยู่ตอนนี้ไหม?”
“เห็นดิ แล้วไงวะ...นายคิดว่านั่นเป็ฝีมืุ์ต่างดาวรึไงสำหรับฉันนั่นมันพวกลองของอยากทำซีจีโชว์พราวด์ซะมากกว่า”
“งั้นช่างหัวมนุษย์ต่างดาวนั่นเหอะจริงสิ...วงในบอกฉันว่าเย็นนี้นาคาจิม่าซังจะมาถ่ายรายการแถวบรอดเวย์ด้วยล่ะนายไปเป็เพื่อนฉันหน่อยดิ อย่างน้อยวันนี้ฉันต้องได้ลายเซ็นเธอกลับมา”
เสียงพูดคุยเอะอะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานของวัยรุ่นดังขึ้นทั่วทุกมุมโรงเรียนตอบรับอากาศยามเช้าอันสดใสซึ่งเข้าสู่่ฤดูหนาว
“เมอร์รี่ คริสต์มาส! เย็นนี้นายมีนัดแล้วหรือยังพวก?”
เสียงทุ้มเอ่ยทักขึ้นจากด้านหลังนั้นเดินเข้ามาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง ทำให้เขาต้องถอนหายใจเบา ๆโดยที่ไม่จำเป็ต้องหันกลับไปมองก็สามารถรับรู้ได้ว่าเป็เสียงของใคร
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละคืนนี้จะขังตัวเองนอนอ่านหนังสืออยู่ในบ้านเงียบ ๆ”
เขาตอบหน้าตาเฉยด้วยท่าทางไม่แยแส
“ไม่เอาน่าเพื่อนพูดถึงคืนคริสต์มาสแล้วก็ต้องเดทกับปาร์ตี้สิ วันนี้ที่โรงแรมพ่อฉันจัดงานจะได้แนะนำสาว ๆ ให้นายได้รู้จักไงล่ะ—ใครจะยอมปล่อยให้ผ่านคืนนี้ไปแบบเงียบเหงากัน!”
‘ทานากะ เคนจิ’ เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ ดวงตาคมดุ ผิวสีแทนบ่งบอกดีกรีนักกีฬาหมอนี่ถือเป็เพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของเขาั้แ่สมัยมัธยมต้นด้วยความน่าตาดีเฟรนด์ลี่เข้าถึงง่าย ทำให้หมอนี่เป็ที่ป๊อปปูล่าในหมู่สาว ๆแถมยังเป็กีฬาบาสเกตบอลที่กำลังถูกจับตามองในฐานะคลื่นลูกใหม่ไฟแรง
ขนาดความสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ดของเรย์ยังดูเตี้ยลงเล็กน้อยเมื่อเดินเคียงข้างเคนจิ ความกำยำของแขนขาก็เป็ไปในทางเดียวกัน
เขาไม่มีทางพูดเด็ดขาดว่าไม่สบอารมณ์เสมอกับความแตกต่างทางส่วนสูงระหว่างพวกเขาที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเจอกันครั้งแรกเลย

ใช่แล้ววันนี้เป็วันคริสต์มาสแต่สำหรับเขาที่ไม่ชอบเอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่คนหมู่มากมารวมตัวกันจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับเทศกาลเหล่านี้เป็พิเศษ
“เคนจิ...ใครคนนั้นที่นายว่าก็คือฉันคนนี้นี่แหละ ไม่มีอะไรทำให้ฉันเปลี่ยนใจได้หรอกนะ”
“ทำไมหนุ่มม.ปลายวัยว้าวุ่นถึงได้มีความคิดที่จืดชืดขนาดนี้กันได้เนี่ย”
เขาถอนหายใจตอบกลับเคนจิด้วยใบหน้าเบื่อโลก
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าหนุ่มม.ปลายเป็วัยว้าวุ่นหรือเปล่า แต่ในฐานะนักเรียนแน่นอนว่าต้องนึกถึงเื่การสอบอยู่แล้ว ขอโทษทีนะที่ฉันมันจืดชืดน่ะ”
เขาตอบไปห้วน ๆเป็เชิงกระทบกระเทียบ ทว่าหมอนี่ดูจะไม่ใส่ใจสักนิด
“เ็าจังเลยนะ...งั้นเอาเป็ว่าถ้าคืนนี้นายยอมไปฉันยอมขายร้องเท้ารุ่นลิมิเต็ดคู่นั้นที่นายอยากได้ให้เป็การแลกเปลี่ยน— ตกลงไหม?”
เคนจิยังคงไม่ยอมแพ้เขายักคิ้วด้วยรอยยิ้มเป็ต่อยื่นขอเสนอที่รู้ดีว่าเพื่อนของตนไม่มีทางปฏิเสธได้
“...ดีล?”
เรย์หรี่ตาเงยมองอีกฝ่าย
“ให้ตายสิ นายนี่มัน...”
เมื่อเรย์ก้าวเข้ามาในห้องเรียนประจำชั้นบรรยากาศภายในห้องไม่ได้แตกต่างจากทุกวัน เพื่อนนักเรียนจับกลุ่มพูดคุยตามมุมต่างๆ ของห้อง บางคนหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็คข้อความหรือฟังเพลงขณะที่อีกกลุ่มกำลังหัวเราะเฮฮากับเื่ที่เพิ่งคุยกันบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักราวกับเป็การบอกลาวันสุดท้ายของภาคเรียน
โต๊ะเรียนถูกจัดวางเป็แถวอย่างเป็ระเบียบโต๊ะบางตัวเต็มไปด้วยของส่วนตัวของนักเรียน เช่น หนังสือการ์ตูน เครื่องดื่มหรือหุ่นโมเดลกันพลา ที่บ่งบอกถึงความสนใจของแต่ละคน ผนังห้องเรียนทาสีขาวซีด แต่ถูกตกแต่งด้วยโปสเตอร์กิจกรรมของโรงเรียนและประกาศต่างๆ ที่ช่วยเติมสีสันให้บรรยากาศภายในห้อง
แสงแดดอ่อน ๆของยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ด้านหลังห้องโต๊ะเรียนใกล้หน้าต่างถูกยึดครองโดยนักเรียนที่ชอบนั่งรับแสงแดดใน่เช้าขณะที่เสียงของการพูดคุยเอะอะยังคงดังขึ้นจากกลุ่มเพื่อนที่จับกลุ่มกันตามมุมห้องทุกคนดูเหมือนจะมี่เวลาที่สนุกสนาน
เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ถึงขั้นสนิทกับคนในชั้นทุกคนอาจจะเป็เพราะท่าทีไร้อารมณ์ดูไม่หือไม่อือหรือด้วยสาเหตุอื่นด้วยก็ไม่รู้ได้เพื่อนร่วมชั้นหลายคนยังพูดคุยกับเขาด้วยท่าทีไว้ตัวเกรงอกเกรงใจคนที่พูดด้วยอย่างปกติได้มีประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น
หลังจากเรย์เอ่ยรับคำทักทายเพื่อนร่วมห้องเขาเดินตรงเข้ามาหาเพื่อนสนิทที่มีเพียงน้อยนิดอีกคนหนึ่ง
“ทำไมสภาพเป็งี้เมื่อคืนนายได้นอนบ้างหรือเปล่าเนี่ย”
“อ่า— อืมเมื่อคืนเสียเวลาต่อกันพลาไปหลายชั่วโมงฉันก็เลยพักสมองด้วยการรอดูอนิเมะรอบดึกแบบถ่ายทอดสดเลยเป็อย่างที่นายเห็นเนี่ยแหละ”
อีกฝ่ายตอบโดยที่หน้ายังฟุบอยู่กับโต๊ะเรียนบริเวณด้านข้างของเขา
หมอนี่มีชื่อว่า ‘ทาเคอุจิ ฮารุโตะ’เขามีรูปร่างค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับนักเรียนในวัยเดียวกันภายนอกดูไม่เหมือนโอตาคุ แต่ภายในนับว่าขั้นสุดในหลายๆ ด้าน แม้เ้าตัวจะยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่ก็ตาม
“นายก็แค่อัดไว้ไม่ได้หรือไง”
“ไม่อ่ะมันไม่ดีเท่ากับดูถ่ายทอดสดนี่นา! มันสนุกตื่นเต้นกว่ากันเยอะคนอย่างนายไม่มีทางเข้าใจหรอก”
เขาได้แต่ส่ายหัวให้กับเหตุผลของอีกฝ่ายก่อนจะนั่งลงประจำที่ของตนบ้าง
“วันนี้เป็วันสุดท้ายที่เราจะได้เรียนอยู่ห้องนี้ด้วยกันแล้วร่าเริงหน่อยสิ”
อีกฝ่ายส่งเสียงตอบรับอืออาแต่สักพักเหมือนจะนึกอะไรได้ เลยเด้งตัวขึ้นมา
“เออใช่ ก่อนนายมาสักพักซานาเอะซังจากห้องซีแวะมาถามหานายด้วยล่ะ... อะไรกันนายแอบไปคุยกับเธอั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย?”
“…”
เมื่อเห็นว่าเรย์ไม่ตอบกลับมาในทันทีฮารุโตะจึงเอียงคอฉงน
“อ้าวหรือว่านายไม่สนใจเธอ”
เคนจิที่เพิ่งตามเข้ามาได้ยินเช่นนั้นถึงกับหูผึ่งลากเก้าอี้มาร่วมนั่งฟังด้วยอีกคน
“โฮ่โฮ่~ ขนาดเพื่อนสนิทอย่างฉันยังไม่รู้ นายนี่ร้ายกาจไม่เบานี่หว่าสมแล้วที่เป็คู่หูของฉัน แถมได้ยินมาว่าเธอเป็ตัวแม่ของห้องซีเลยนะหากไม่ติดว่าฉันมีแฟนอยู่แล้วล่ะก็...”
ทันทีที่หันกลับไปมองโดยอัตโนมัติเรย์ก็รู้ตัวว่าพลาดท่าเสียแล้ว
เคนจิซึ่งนั่งเท้าคางกับพนักพิงเก้าอี้ยักคิ้วข้างหนึ่งคล้ายจะบอกว่าชำเลืองมองมาก็เข้าแผนล้วงความลับแล้ว
“ไม่ต้องมาทำไก๋คิดว่าปิดฉันได้รึไง”
“มันไม่ใช่อย่างนั้นตอนนี้ไม่ได้คุยกันแล้วล่ะ”
เรย์ถอนหายใจการถูกซักโดยไม่คาดคิดทำให้รู้สึกหงุดหงิดชอบกล
“หือ ทำไมเลิกกันล่ะ?”
ฮารุโตะยังคงเอียงคอถามอย่างสงสัย
“ใช้คำว่าเลิกคงไม่ได้มั้งเพราะยังไม่ได้เป็อะไรกันสักหน่อยฉันแค่รู้มาว่าเธอมีคนอื่นคุยอยู่ด้วยนอกเหนือจากฉันเท่านั้นเอง”
เขาไม่ใช่ผู้ชายคิดเล็กคิดน้อยที่ต้องรักษาภาพลักษณ์อะไรจึงไม่จำเป็ต้องปิดบัง
“NTR! นี่มันใช่ NTRใช่ไหม ก็หมายความว่านายโดน NTR งั้นเหรอให้ตายสิพวก ทำไมถึงเป็นายที่ได้รับโอกาสนั้นกัน!”
ฮารุโตะอุทานเบาๆก่อนล้มฟุบหมอบคว่ำหน้ากองกับโต๊ะอย่างกับเป็เื่ที่หน้าอิจฉาอย่างไรอย่างนั้น
“…”
“มันเป็เื่ธรรมดาที่ซานาเอะสุดป๊อบคนนั้นจะมีผู้ชายหน้าตาดีมากมายต่างแวะเวียนเข้ามาคุยกับเธอว่าแต่นายได้เผด็จศึกไปหรือยัง ลีลาเธอสมกับเป็ตัวแม่อย่างที่เขาว่ามาจริงไหม?”
เคนจิโน้มตัวมาข้างหน้าด้วยแววตาเป็กระกายซุกซนเขาทำท่าป้องปากกระซิบกระซาบแค่ให้ได้ยินกันเพียงสามคนเท่านั้น
เรย์ส่ายหัวอย่างหน่ายใจน้อย ๆไม่ได้โต้ตอบคำเย้าแหย่นั้น
เขาล้วงหนังสือในกระเป๋าเป้ขึ้นมาซึ่งเป็หนึ่งในผลงานวรรณกรรมของนักเขียนนวนิยายสืบสวนชื่อก้องโลกที่เขาชื่นชอบ
ในยุคสมัยนี้ที่หนังสือแบบดิจิตอลได้รับความนิยมเขากลับชื่นชอบที่ได้ััหรือสูดกลิ่นน้ำหมึกที่ติดบนนิ้วมือตัวเองมากกว่า
เคนจินอนเหยียดหลังไปกับเก้าอี้วางสองเท้าขึ้นบนโต๊ะ ประสานสองมือไว้หลังศีรษะแล้วผิวปาก
“หน้าแบบนี้คงเรียบร้อยไปแล้วงั้นดิชีวิตมัธยมปลายมันคือเหตุการณ์ของเื่รักรัก ใคร่ใคร่ ใช่ไหมล่ะอย่างเช่นคืนคริสมาสต์นี้ ก็ต้องนึกถึงค่ำคืนอันเร่าร้อน— โอ๊ย! ใครวะ มันเจ็บนะเว้ย”
ยังไม่ทันได้เอ่ยจบเขาก็ต้องร้องโอดครวญขึ้น
“เร่าร้อนพอไหมล่ะเคนจิ! นายนี่ขยันหาเื่ปวดหัวให้ฉันอยู่เรื่อย...ถึงวันนี้คุณครูคุโรบะจะไม่เข้าโฮมรูมแต่ก็ไม่ได้หมายความว่านายสามารถทำตัวตามสบายได้นะ!”
น้ำเสียงไม่เป็มิตรปรากฏขึ้นที่ด้านหลังพร้อมกับเด็กสาวหน้าตาหน้ารัก รูปร่างเล็กสันทัดสมส่วนชวนหลงใหลน่าทะนุถนอม
ระหว่างพูดชื่อของอาจารย์ที่ปรึกษาเธอใช้สันหนังสือเคาะไปบนหัวของเคนจิ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอนหลังพิงเก้าอี้วางขายาวทั้งสองพาดไว้บนโต๊ะราวกับกุ๊ยข้างถนนอย่างอดไม่ได้

“จ้า จ้าชิโฮะเธอนี่มันดุยิ่งกว่าแม่ฉันอีกนะ”
‘คาวางุจิ ชิโฮะ’ เป็หัวหน้าห้องผู้อยู่ในกรอบระเบียบ ขยันขันแข็งและยังมีมนุษยสัมพันธ์ดี ได้รับความเชื่อถือจากอาจารย์ แถมเป็หนึ่งในสภานักเรียนเรียกได้ว่าซุปเปอร์หัวหน้าห้อง
เธอเป็เพื่อนั้แ่สมัยเด็กของเคนจิบ้านของพวกเขาทำธุรกิจร่วมกันทำให้เรย์เลยพลอยสนิทกับเธอไปด้วยั้แ่ได้เริ่มรู้จักกับเคนจิ
“เสียใจด้วยนะก็ใครใช้ให้บ้านเราอยู่ติดกันไม่ทราบ แล้วที่สำคัญนะ...แม่นายยังอนุญาตให้ฉันคอยจัดการควบคุมความประพฤติของนายได้เต็มที่เพราะฉะนั้นทำตัวดีๆ อยู่ในโอวาทหน่อยล่ะ”
ชิโฮะยิ้มเย็นเท้าสะเอวมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางเอาเื่
“ทำหน้าทำตาแบบนั้นเล่นเอาฉันปวดท้องไปหมดละ เคยได้ยินไหมว่าผู้หญิงหมาะกับรอยยิ้มน่ะเพราะรอยยิ้มคือเครื่องสำอางของผู้หญิงยังไงล่ะคุณหนู”
เธอหน้ามุ่ยส่งเสียงดังเหอะเมินอีกฝ่ายก่อนจะเลือกหันกลับมาพูดกับเรย์แทน
“เรย์...วันนี้มีประชุมจบภาคการศึกษาที่ห้องสภานักเรียน อย่าลืมมาด้วยนะเมื่อคืนไม่เห็นอ่านข้อความน่ะ ฉันเลยคิดว่าควรมาบอกไว้ก่อน”
เขาเองก็เป็หนึ่งในสมาชิกสภานักเรียนเช่นกัน
“ไม่มีปัญหา...เื่เมื่อคืนขอโทษทีนะ พอดีฉัน้าสมาธิน่ะเลยปิดการสื่อสารทุกอย่างไว้”
เรย์พยักหน้างึก ๆให้อีกฝ่ายโดยที่ตายังคงจดจ่อกับตัวหนังสือตรงหน้า
“ส่วนนายเคนจิเรามีเื่ต้องสะสา— อุบ!”
เคนจิใช้มือข้างหนึ่งปิดปากหญิงสาวขณะกำลังเอ่ยอะไรบางอย่างกับตน
“พอเลย… เธอจะบ่นฉันเื่ผิดนัดเมื่อวันก่อนสินะ ฉันไม่อยากฟัง— รู้อะไรไหมเพราะเธอดุแบบนี้ไง ถึงต้องโสดไปตลอดชีวิตน่ะยัยคุณหนู!”
ฮารุโตะมองภาพต้องหน้าแล้วรีบฟุบลงกับโต๊ะอีกครั้งตนคิดว่าวินาทีนี้อย่าเข้าไปเอี่ยวด้วยจะดีกว่า
“—”
ชิโฮะไร้คำพูด นอกจากฆ่าคนเธอไม่มีความคิดอย่างอื่นแล้วจริงๆ
เคนจิกล่าวพร้อมกับรีบเคลื่อนไหวออกจากระยะจู่โจมของอีกฝ่ายทันทีอย่างรู้งาน
“หนอย—! ตลอดชีวิตอะไรกันหา!!นายนั่งไทม์แมชชีนมาจากอนาคตรึไง— รู้ใช่ไหมว่าปากเสียแบบนี้ต้องเจอกับอะไร!!”
ชิโฮะไม่รู้ว่าหน้าตาท่าทางของตนที่ตอบสนองต่อคำพูดของเคนจิดูหน้าขบขันหรืออย่างไรแต่เธอรู้สึกถึงไฟลุกพรึบบนใบหน้า
ทั้งคู่กลายเป็จุดดึงดูดของเพื่อนร่วมชั้นทำให้ทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะจนนักเรียนที่เดินผ่านไปมาด้านนอกยังต้องหยุดมองด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้กัน
สุดท้ายตอนจบกลายเป็ว่าเคนจิต้องมานั่งฟังชิโฮะเทศนาจนเริ่มคลาส
เรย์ได้แต่ปิดหนังสือลงเท้าคางไว้บนฝ่ามือ เหม่อมองไปนอกหน้าต่างด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับหันหลังให้บรรยากาศวุ่นวายยามเช้าเหมือนเช่นทุกที