บทที่ 12 เยี่ยถวนถวน “ฮิฮิฮิ”
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เยี่ยถวนถวนก็ได้กินไก่ผัดพริกหยวกแล้ว…
บัดนี้เยี่ยถวนถวนคว้าน่องไก่ในจานอย่างไม่ลังเล ส่วนมือเล็ก ๆ อีกข้างก็ไม่ยอมน้อยหน้าคว้าเอากุ้งตัวโตเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
ไป๋จีมองการกระทำนั้นของจวิ้นจู่น้อยด้วยรอยยิ้ม พลางลอบมองอ๋องเก้าอย่างระแวดระวัง
ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง จวิ้นจู่น้อยของเรานี่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็น่ารักไปเสียหมด แม้แต่การกินข้าวก็ยังน่ารักถึงเพียงนี้
“...” เยี่ยจิ่นหานไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดออกมา มารยาทในการกินไม่มีเลย
เยี่ยจิ่นหานมองท่าทางอันไร้มารยาทในการกินของบุตรสาวตัวน้อย ก่อนจะถอนหายใจอย่างแ่เบา โชคดีนักที่ตอนนี้อยู่ที่เมืองชิงหลวน หากเป็ที่เมืองหลวง เหล่าขุนนางหัวโบราณคงได้ถือโอกาสโจมตีเขาเป็แน่
หรือว่า… ถึงเวลาที่ต้องหาคนมาสอนมารยาทให้กับเ้าตัวน้อยเสียที?
“ท่านพ่อ อันนี้อร่อยมากเ้าค่ะ! ลองชิมดูสักคำสิ” เสียงใส ๆ ดังกังวาน พร้อมกับน่องไก่พริกเสฉวนที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ดวงตากลมโตของเยี่ยถวนถวนเป็ประกายราวกับหวังว่าท่านอ๋องเก้าจะลองลิ้มรสชาติอาหารที่นางชื่นชอบ
ท่านอ๋องเก้ามองบุตรสาวตัวน้อยอย่างเอ็นดูปนระอา ก่อนความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นในใจ ‘ช่างเถิด เื่มารยาทการกินค่อยว่ากันทีหลังก็ยังไม่สาย’
วันหน้าเมื่อกลับเมืองหลวง หากพวกคนแก่เ่าั้กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขาไม่ปล่อยไว้แน่!
เ้าตัวน้อยที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่รู้เลยว่าบิดาคิดอะไรอยู่ในใจ
แม้จะเป็มื้อเช้า แต่เยี่ยถวนถวนกลับกินอาหารรสจัดจ้านเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อยไม่ต่างจากลูกสุนัขน้อยที่เพิ่งเคยลิ้มลองอาหารรสเลิศเป็ครั้งแรก เสียง “แจ๊บ ๆ” ดังกังวานไปทั่วห้อง
จนท่านอ๋องเก้าผู้ที่เดิมทีกินอาหารได้เพียงเล็กน้อย กลับรู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาอย่างประหลาด ถึงกับต้องสั่งให้คนรับใช้เติมน้ำแกงรังนกเพิ่มอีกชาม
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เยี่ยถวนถวนก็คลานไปนอนแผ่พุงกลม ๆ อาบแดดอันอบอุ่นยามเช้าอยู่บนเตียงนุ่ม ๆ ราวกับลูกแมวน้อย
เยี่ยจิ่นหานมองภาพนั้นด้วยความเอ็นดู ก่อนจะอุ้มร่างนุ่มนิ่มของบุตรสาวขึ้นมาหนีบไว้ใต้แขนอย่างคล่องแคล่ว แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือ โดยไม่ลืมที่จะสั่งให้บ่าวเก็บสำรับอาหาร
แน่นอนว่าเยี่ยถวนถวนไม่ได้ขัดขืน ทั้งยังยิ้มแป้นอย่างพึงใจ ระหว่างเตียงนุ่ม ๆ กับอ้อมกอดอุ่น ๆ ของบิดา นางเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเล
ภายในห้องหนังสือ ไป๋จีรอรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์อยู่ก่อนแล้ว
“องครักษ์เงาของเราสืบหาที่อยู่ของพวกโจรได้แล้วขอรับ เื่ของตระกูลจาง ทางจวนอ๋องแค่ส่งหนังสือราชการไปเท่านั้น ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ข้าน้อยขออาสานำกำลังไปปราบปรามโจรม้าด้วยตัวเองขอรับ” ไป๋จี๋รายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เื่นี้สำคัญยิ่งนัก ต้องทำให้ชาวเมืองเห็นเป็รูปธรรมว่าเราเอาจริง
“ไม่ต้อง ข้าจะไปเอง” ท่านอ๋องเก้าเอ่ยขัดขึ้นทันที พลางโบกมือเป็เชิงปฏิเสธ
ทันทีที่สิ้นเสียงการสนทนาของทั้งคู่ เยี่ยถวนถวนที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนตักของบิดาก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
“ปราบ? ปราบปรามอะไร? ม้า? ม้าที่ไหน!” เยี่ยถวนถวนพึมพำกับตัวเองทันใดนั้นดวงตากลมโตก็เป็ประกายวาววับราวกับลูกแมวน้อยที่เพิ่งเจอของเล่นชิ้นใหม่
“ถวนถวนไปด้วย!”
เยี่ยจิ่นหานขมวดคิ้ว “เหลวไหล!”
ไป๋จีรีบพูดเกลี้ยกล่อม หวังว่าจะเปลี่ยนใจจวิ้นจู่น้อยได้ “จวิ้นจู่น้อย การปราบโจรม้ามันอันตรายมากนะขอรับ ไม่ใช่ที่สำหรับเล่นสนุก”
เยี่ยถวนถวนเถียงกลับอยากไม่ยอมแพ้ พลางทำหน้าบึ้ง “แต่ข้าได้ยินคำว่าโจรม้าทีไร รู้สึกตื่นเต้นทุกทีเลย มันต้องสนุกแน่ ๆ”
อยู่แต่ในจวนอ๋อง นางเบื่อจะแย่อยู่แล้ว
ถวนชีชีก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง [ใช่แล้ว! เ้าก็ต้องไปด้วย!] ท้ายที่สุดแล้วการเลี้ยงดูในห้องหับคับแคบไม่อาจสร้างฮ่องเต้หญิงได้
เมื่อได้ยินคำพูดของถวนชีชี เยี่ยถวนถวนก็ยิ่งมุ่งมั่นที่จะไป “ข้าจะไป ข้าจะไปด้วย! ถวนถวนจะปกป้องท่านพ่อ”
เยี่ยจิ่นหานแอบอมยิ้มกับความไร้เดียงสาของบุตรสาว
แม้จะรู้ดีว่าเ้าตัวน้อยโง่เขลาคงทำอะไรพวกโจรม้าไม่ได้ แต่ก็นับว่ามีความกตัญญูรู้คุณอยู่บ้าง
“เื่อะไรจะสนุกกัน การปราบปรามโจรม้าหมายถึงการออกไปสู้รบนะ ไม่ได้ไปเล่นกับโจร”
“แต่ว่า…” เยี่ยถวนถวนก้มหน้า พูดด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ “ถวนถวนไม่อยากเล่นกับมดในบ้านแล้ว” มันช่างเป็อะไรที่น่าเบื่อเหลือเกิน
วันนี้นางทำรังมดพังไปตั้งสามสิบสองรังแล้ว
มดทั้งจวนอ๋องเห็นนางแล้วต้องเลี่ยงทางเดินหนีเลยทีเดียว
ไป๋จี “...”
เยี่ยจิ่นหาน “ไม่ได้”
ท่านอ๋องเก้าพูดไว้แล้ว ไม่อาจแก้ไขได้
เยี่ยถวนถวนเบ้ปาก “เช่นนั้น… ท่านพ่อจะไปเมื่อไหร่”
“เช้าตรู่วันพรุ่งนี้”
“ถ้าเช่นนั้นถวนถวนจะไม่รบกวนท่านพ่อแล้ว” เยี่ยถวนถวนกล่าวอย่างว่าง่าย แล้วลงมาจากตักของเยี่ยจิ่นหาน แล้วเดินคอตกกลับห้องตัวเองด้วยความน้อยใจ
ภาพเงาร่างเล็ก ๆ นั้น ทำให้หัวใจของไป๋จีแทบสลาย จวิ้นจู่น้อยช่างน่าสงสารเหลือเกิน
เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไร้มารดา และบิดายังเป็ชายผู้แสนเ็าเช่นนี้อีก ช่างเป็กรรมแท้ ๆ
เขาต้องจับโจรม้าเป็ ๆ กลับมาให้จวิ้นจู่น้อยเล่นให้ได้!
เมื่อกลับมาถึงห้อง ร่างน้อย ๆ ก็ลากห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมาจากใต้เตียงแล้วเริ่มบรรจุข้าวของลงไป
ถวนชีชี [เด็กน้อย เ้าจัดห่อผ้าทำไมกัน? บิดาของเ้าไม่ได้ห้ามเ้าไปแล้วหรือ?]
เยี่ยถวนถวน “ฮิฮิฮิ”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น จวนอ๋องก็ได้รวมพลพร้อมแล้ว
กองทหารม้าพันนายและองครักษ์เงาต่างพร้อมออกเดินทาง ทั้งจวนอ๋องอยู่ในความเงียบสงบ แม้แต่นกบนต้นไม้ก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องแม้แต่น้อย
ท่านอ๋องเก้าในฐานะอ๋องแห่งเมืองชิงหลวน การเดินทางออกนอกเมืองย่อมต้องยิ่งใหญ่สมฐานะ
รถม้าของเยี่ยจิ่นหานใช้ม้าถึงหกตัวในการลากจูง ภายในรถกว้างขวางจุคนได้ถึงหกคน ม่านหน้าต่างทำจากผ้าไหมเนื้อดีที่นำเข้าจากต่างแดน ราวจับทำจากหยกขาวประดับด้วยเส้นทอง ทุกรายละเอียดล้วนแสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวย
แม้แต่เบาะนั่งก็เป็ขนสุนัขจิ้งจอกปักลวดลายที่ช่างปักแปดคนใช้เวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนในการปัก
ไป๋จี๋จัดขบวนทัพเสร็จ ก็ยืนประสานมืออยู่ข้างรถม้าแล้วถาม “ท่านอ๋อง ท่าน…จะไม่บอกลาจวิ้นจู่น้อยก่อนไปหน่อยหรือขอรับ?”
การออกไปครั้งนี้อาจใช้เวลาสิบวันหรือครึ่งเดือน การทิ้งจวิ้นจู่น้อยไว้ที่จวนอ๋องเพียงลำพัง ช่างทำให้รู้สึกเ็ปใจยิ่งนัก
เยี่ยจิ่นหานไม่แสดงอาการใด ๆ แม้แต่แววตาก็ยังคงเรียบเฉย “ไม่จำเป็”
หากไม่ใช่เพราะนิ้วมือที่วางอยู่บนหัวเข่าขยับงอเล็กน้อย ไป๋จีคงคิดว่าในใจของท่านอ๋องไม่มีจวิ้นจู่น้อยอยู่เลยแม้แต่น้อย
“ออกเดินทาง!” เมื่อคำสั่งดังขึ้น กองทัพก็เริ่มออกเดินทาง
ไป๋จีเหลียวมองไปทางเรือนหลังของจวนอ๋องทุก ๆ สามก้าว เฮ้อ! เขาอาลัยอาวรณ์จวิ้นจู่น้อยเสียจริง
…
รถม้าเคลื่อนไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็ออกจากเมืองชิงหลวน
นอกเมืองนั้นขรุขระกว่าในเมืองมากนัก
ตลอดทางสั่นโคลงเคลงคลอน โยกไปทางซ้ายทีขวาที ข้าวของในรถก็กระทบกันดังโครมครามไปหมด
จู่ ๆ ก็มีเสียงดังออกมาจากในรถม้า
“โอ๊ย เจ็บ ๆ ๆ ๆ... เจ็บ... ท่านพ่อข้าเจ็บ…”
เสียงซุกซนแต่น่าสงสารนี้ แม้เยี่ยจิ่นหานจะคิดด้วยเท้าก็รู้ว่าเป็ใคร
แต่เหล่าองครักษ์เงาไม่รู้ จึงปรากฏตัวล้อมรถม้าเอาไว้
“ใครน่ะ!”
เยี่ยถวนถวนค่อย ๆ ผลักเบาะที่นั่งใต้ก้นของบิดาออกอย่างน่าสงสาร ลูบศีรษะแล้วมุดออกมาจากข้างใต้
ดวงตาเล็ก ๆ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
องครักษ์เงา “โอ้! เป็จวิ้นจู่น้อยนี่เอง แยกย้าย ๆ ๆ”
เยี่ยจิ่นหานลุกขึ้นยืน มองดูเ้าตัวน้อยโง่เขลาที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันจากใต้เบาะ
เขาเพียงแต่จ้องมองนางด้วยสายตาเ็า ขณะที่นางค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกมาจากข้างใต้ ค่อย ๆ เคลื่อน...
คลานไปได้ครึ่งทางก็ติด!
ตกลงนางมุดเข้าไปได้ยังไงกันแน่?!
เส้นเืที่ขมับของเยี่ยจิ่นหานกระตุกเป็ระยะ
แล้วเยี่ยถวนถวนก็ถูกอุ้มขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับบิดา
เยี่ยถวนถวนยิ้มแหยอย่างเก้อเขิน “ท่านพ่อ เอ่อ... บังเอิญจังเลยนะเ้าคะ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เยี่ยจิ่นหาน “...”
นี่มันบังเอิญตรงไหนกัน???
“ข้าเคยบอกเ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ให้ตามมาด้วย” เยี่ยจิ่นหานวางนางลงให้ยืนดี ๆ
เยี่ยถวนถวนเอามือลูบหัวตัวเอง “ท่านพ่อ ถวนถวนเจ็บหัว”
เยี่ยจิ่นหานแต่เดิมตั้งใจจะโกรธ แต่เมื่อเห็นก้อนนูนใหญ่บนหน้าผากของนาง ก็รู้สึกทั้งโมโหระคนขบขันในคราวเดียวกัน
ส่วนไป๋จีที่อยู่นอกรถม้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเ็ปใจยิ่งนัก
รีบส่งยาทาแผลที่ท่านอ๋องใช้เป็ประจำเข้าไปให้
เยี่ยถวนถวนทายาแล้วก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ก้อนนูนใหญ่บนหน้าผากก็ยังดูน่าขันยู่ดี
เยี่ยจิ่นหานบีบแก้มนาง
“ในเมื่อตามออกมาแล้ว เหตุใดจึงไม่ออกมาแต่แรก”
เยี่ยถวนถวนก้มหน้ามองนิ้วตัวเอง “กลัวท่านพ่อจะดุถวนถวน”
เยี่ยจิ่นหานแค่นเสียงเ็า “โง่เง่า” ราวกับว่านางคิดจริง ๆ ว่าเขาไม่รู้ว่ามีคนอยู่ใต้ที่นั่ง
เยี่ยถวนถวนรู้ว่าบิดาไม่ได้ด่าว่านางโง่จริง ๆ นางไม่เพียงไม่โกรธ แต่ยังกอดแขนเสื้อเขาเข้าไปใกล้
“ท่านพ่อ ยังเจ็บอยู่เลย เป่าให้หน่อย”
เยี่ยจิ่นหาน “...” เขาเป็ชายชาตรี จะไปเป่าอะไรเช่นนั้นได้อย่างไรกัน
“ท่านพ่อ…”
“ท่านพ่อ…”
เสียงเรียกดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนองครักษ์ที่ยืนอยู่แถวนั้นอิจฉาตาร้อนผ่าว
โอ้! จวิ้นจู่ตัวน้อยแสนน่ารัก ผู้ใดบ้างจะไม่อยากมีไว้
เยี่ยจิ่นหานทำหน้านิ่ง “ข้าทำไม่เป็”
ไป๋จีที่อยู่ด้านนอกร้อนใจยิ่งกว่าอะไร ทำไมถึงทำไม่เป็เล่า เื่ง่าย ๆ แค่นี้ นี่มัน...
หัวหน้าองครักษ์ไป๋ที่กำลังร้อนใจเปิดม่านหน้าต่างขึ้น “ท่านอ๋อง การเป่าก็แค่เป่าลมตรงาแเบา ๆ เท่านั้นเองขอรับ…”
เยี่ยจิ่นหานกวาดตามองอย่างเ็า
ไป๋จีใจนคอหดเข้าไป รีบปล่อยม่านลงอย่างรวดเร็ว “ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”
รู้ตัวว่าทำผิดรึ? สายเกินไปแล้ว
“หักเงินเดือนครึ่งปี”
ไป๋จีทำหน้าเศร้าสร้อย “ขอรับ”
ใครบอกว่าข้าไม่รู้จักการเป่าแบบนั้นกัน!