ตอนที่ 190
พบสหาย
ดวงตาทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเยี่ยหวนเบิกกว้างราวกับตนเองนั้นไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่พบเห็นอยู่ตอนนี้ เมื่อครู่เยี่ยหวนมองเห็นภาพของสหายในอดีตทับซ้อนกับใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้
“ หลิงเฉินงั้นรึ... ” เยี่ยหวนยังตระหนกใบหน้านั้นยังคงความอ้ำอึ้งอยู่
เด็กหนุ่มผู้นี้มีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับสหายของเขาในอดีต แม้ใบหน้านั้นจะแตกต่างแต่ทั้งรอยยิ้มท่าทางทุกอย่างน้ำเสียงที่ใช้พูดมันเหมือนกับหลิงเฉิน
“ เป็นอะไรไปเจ้าแก่จนเลอะเลือนจนจำชื่อของสหายผู้นี้ไม่ได้แล้วงั้นรึ ” หลิงเฉินเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มอันคุ้นเคย
เขามั่นใจว่าเพียงแค่นี้เยี่ยหวนจะต้องจำเขาได้อย่างแน่นอนสหายในอดีตของเขาผู้นี้คุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างมากและรู้จักเขาดีที่สุด
เยี่ยหวนที่เพิ่งฟื้นคืนจากการหลับไหลอันยาวนานเมื่อต้องมาพบเจอเรื่องอันแสนประหลาดเช่นนี้ แม้เขาจะเป็นผู้ที่ทั้งห้าแคว้นสี่สมุทรยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน 8 ราชันย์ เมื่อต้องมาพบเจอกับเรื่องอย่างนี้ก็อดจะแสดงท่าทางงุนงงไม่ได้
หลิงเฉินนามนี้เยี่ยหวนไม่ได้ยินมานานมากเสียจนเขาแทบจะจำความไม่ได้แล้ว ชื่อของสหายผู้ที่ชื่อสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งห้าแคว้นในฐานะจักรพรรดิแห่งอักขระหวนกลับมาในความทรงจำอีกครั้ง
เยี่ยหวนนิ่งเงียบเขาพยายามมองใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้แล้วประเมินหลายๆอย่าง หลิงเฉินหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาในยุทธภพได้ 500 ปีแล้วจะบอกว่ากลับมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มที่มีพลังวิญญาณเพียงแค่นี้ไม่ว่าผู้ใดก็คงไม่เชื่อ
ในขณะที่กำลังจ้องมองใบหน้าของหลิงเฉินความสามารถในการรับรู้ของผู้ฝึกตนระดับเซียน มันทำให้เยี่ยหวนสามารถมองเห็นสิ่งที่กำลังซ่อนเร้นอยู่ภายในกายของเด็กหนุ่มปริศนาผู้นี้ได้
เขามองเห็นเฟิ่งหวงและสัตว์อสูรวิญญาณแข็งแกร่งอีกตนหนึ่งที่แฝงเร้นอยู่ภายในกาย
เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้ที่ได้ชื่อว่าหมอเทวะแห่งห้าแคว้นก็เริ่มใช้สติปัญญาทั้งหมดของตนเองนั้นตรองดูอย่างละเอียด มีความเป็นไปได้สูงมากที่เด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นหลิงเฉินสหายของเขาในอดีตจริงๆ
อย่างแรกเฟิ่งหวงมันเป็นสัตว์อสูรวิญญาณผู้พิทักษ์ของทั้ง 5 แคว้นที่จะยอมรับแต่ผู้ที่มีความสามารถจะขึ้นไปสู่ระดับจักรพรรดิ์สวรรค์ได้เท่านั้น เขานั้นเคยเห็นมันอยู่กับหลิงเฉิน หลังจากที่หลิงเฉินหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาภายในยุทธภพสัตว์อสูรวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้ง 5 ตนก็แยกย้ายกลับไปประจำตำแหน่งที่ยอดขุนเขาทั้ง 5 ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในห้าดินแดน
หลังจากนั้น 500 ปีเขาไม่เคยเห็นเฟิ่งหวงจะยอมรับผู้ใดเป็นนายเลย แต่ตอนนี้มันกลับมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้ย่อมแสดงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีความสามารถขึ้นไปสู่ระดับจักรพรรดิ์สวรรค์
ตลอดทั้งชีวิตของมันตัวตนที่มีความสามารถจะขึ้นไปสู่ระดับจักรพรรดิ์สวรรค์มีไม่มากภายในยุทธภพ หนึ่งในนั้นก็คือหลิงเฉิน
และเหตุผลอีกอย่างที่พอจะยืนยันได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คือหลิงเฉินนั่นคือเขาสามารถปลดผนึกอักขระผนึกระดับสีส้มได้ด้วยพลังวิญญาณเพียงแค่นี้ ผู้ที่จะมีความรู้ในด้านอักขระมากมายเช่นนี้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เขารู้จัก
“ เจ้าจริงๆงั้นรึหลิงเฉิน ”
“ ข้าเองไม่ได้เจอกันตั้ง 500 ปีเลยสินะ แต่เวลาของข้ามันผ่านไปรวดเร็วราวกับกระพริบตา ” หลิงเฉินเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้เหล่าศิษย์ของสำนักยาเทวะที่กำลังล้อมรอบร่างของทั้งสองอยู่ต่างยืนสับสน ใบหน้าของพวกเขานั้นปะปนไปด้วยทั้งความตื่นตระหนกและความงุนงงเมื่อได้เห็นบทสนทนาของท่านเจ้าสำนักและเด็กหนุ่มผู้นั้น
พวกเขานั้นแทบจะไม่อยากเชื่อว่าเด็กหนุ่มที่มีไว้เพียงแค่นี้จะเป็นสหายของท่านเจ้าสำนักจริงๆตามคำบอกเล่าก่อนหน้านี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่พวกเขาเหล่านั้นที่งุนงงไม่ว่าผู้ใดจะรู้ก็คงจะต้องมีอาการเช่นเดียวกัน
“ รับเจ้าสำนักของพวกเจ้าไปซะข้าหนัก ” หลิงเฉินหันไปพูดกับศิษย์ของสำนักยาเทวะ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นศิษย์ชาย 2 คนก็ได้เข้ามาพยุงร่างของเจ้าสำนักแทนหลิงเฉิน
ใบหน้าของเยี่ยหวนยังคงเต็มไปด้วยความสับสนอยู่ไม่น้อยแม้จะรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าคือสหายของตนเองจริงๆ
“ หลิงเฉินนี่เจ้า... ”
พูดยังไม่ทันจบประโยคหลิงเฉินยกมือขึ้นมาห้ามปากของเยี่ยหวนเอาไว้เสียก่อน
“ ไม่ใช่ตอนนี้พวกเราจะต้องออกไปข้างนอกก่อน ” หลิงเฉินเอ่ยออกมาอย่างสุขุม สิ่งที่พวกเขานั้นควรจะกระทำในตอนนี้คือการออกไปด้านนอก
ตอนนี้สำนักยาเทวะถูกล้อมรอบด้วยยอดฝีมือจำนวนมาก มันมีทางลงเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นนั่นก็คือด้านหน้าของสำนักที่เป็นบันไดจำนวน 10,000 ขั้น ลำพังตัวของหลิงเฉินเองเขาสามารถเขาออกด้านนอกได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ตอนนี้มีเหล่าศิษย์ของสำนักยาเทวะมากมายที่เขาต้องพาออกไปด้วย
หลิงเฉินคิดไม่ตกตอนนี้เขาอยู่บริเวณคุกด้านหลังสำนักระยะทางไปสู่ด้านหน้ามีทหารเฝ้ามากมายและเป็นระยะทางที่ไกลมากพอสมควร
หลีกเลี่ยงการปะทะไม่ได้หลิงเฉินตรองดูเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อเขากวาดสายตามองเหล่าศิษย์ของสำนักพวกนี้มีแต่คนที่ไม่มีวิชาการต่อสู้ทั้งนั้น
“ นี่เยี่ยหวนสำนักของเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่ฝึกฝนการต่อสู้เลยงั้นรึ ” หลิงเฉินหันไปถามสหายของตนเองที่กำลังโดนพยุงร่างไว้โดยชายทั้งสอง
“ เคยมี... แต่ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนที่สำนักยาเทวะเกิดเรื่องพวกเขาก็โดนสังหารจนหมด ตัวของข้าเองก็โดนผนึกเพื่อไม่ให้เหล่าศิษย์พวกนี้คิดต่อต้าน ”
แต่ทันใดนั้นเองความเจ็บปวดแผ่ซ่านออกมาจากแก่นพลังวิญญาณของหลิงเฉินอีกครั้ง “ อ๊า..”
เข่าหนึ่งข้างของเด็กหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬทรุดต่ำลงไปอยู่กับพื้น มือข้างขวาที่ไม่ได้ถือจับอะไรไว้ยกขึ้นมากุมบริเวณกลางหน้าอกที่เป็นจุดที่ความเจ็บปวดนั้นแผ่ซ่านออกมา ผลจากการฟฝืนใช้พลังวิญญาณเมื่อครู่มันกลับมาอีกครั้ง หลิงเฉินหายใจถี่ระรัวด้วยอาการที่ไม่เป็นปกติ
ผู้อาวุโสของสำนักยาเทวะเข้ามาดูอาการของเด็กหนุ่มผู้นั้นทันที แต่เมื่อลองตรวจดูอาการจากสายตาและชีพจรแล้วมันไม่เคยพบเห็นอาการเช่นนี้มาก่อนจึงแสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนก
“ พาข้าเข้าไป ” เสียงของเยี่ยหวนเอ่ยสั่งการกับศิษย์ที่กำลังพยุงร่างของตนเองอยู่
“ ขอรับ!!! ” เหล่าศิษย์ส่งคนนั้นพาร่างของเยี่ยหวนเขาใกล้ร่างของหลิงเฉินที่กำลังทรมานกับความเจ็บปวดอยู่ที่พื้น
เยี่ยหวนยกฝ่ามือข้างขวาของตนเองวางไปที่แผ่นหลังของหลิงเฉินก่อนที่เขาจะเริ่มแผลสร้างพลังวิญญาณระดับเซียนออกมา พลังวิญญาณสูงล้ำแผ่ซ่านปกคลุมสร้างแรงกดดันไปทั่วทั้งบริเวณ ใบหน้าของเหล่าศิษย์น้อยใหญ่ต่างซีดเผือดแล้วพากันผงะถอยกันไปคนละหลายก้าว
พลังวิญญาณที่แผ่ซ่านออกมามันคือพลังวิญญาณของผู้ที่ถูกกล่าวว่าเป็นหนึ่งในราชันย์ทั้ง 8 เมื่อได้เทียบดูแล้วพวกเขากลายเป็นมดตัวเล็กไปเลย
แม้จะเพิ่งฟื้นคืนมาจากการหลับใหลอันยาวนานตลอด 3 ปีแต่พลังวิญญาณของเยี่ยหวนก็ยังสร้างแรงกดดันมหาศาลแม้ว่านี่มันจะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
เยี่ยหวนถ่ายโอนพลังวิญญาณของตนเองเข้าไปภายในร่างของหลิงเฉินเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่กำลังแผ่ซ่านออกมาทั่วทั้งร่างกาย
ผ่านไปไม่นานใบหน้าของหลิงเฉินก็เริ่มดีขึ้นอาการเจ็บปวดของเขาเริ่มจางหายไป ลมหายใจที่ติดขัดอย่างถี่ระรั้วก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ พลังวิญญาณระดับเซียนที่กำลังสร้างแรงกดดันไปทั่วบริเวณถูกเก็บเข้าไปเช่นเดิม เหล่าศิษย์ของสำนักยาเทวะก็เริ่มหายใจไม่ทั่วท้องมากขึ้น
แม้ว่าเยี่ยหวนจะเป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนที่ไม่ได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้แต่พลังวิญญาณของเขาก็ยังสามารถสร้างแรงกดดันให้กับผู้คนบริเวณรอบๆได้ไม่ต่างจากผู้ฝึกตนระดับเซียนคนอื่น
หลิงเฉินที่อาการเจ็บปวดนั้นหายไปเขาก็เริ่มกำหนดลมหายใจของตนเองให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วลุกขึ้นอย่างช้าๆ
“ ข้าขอบใจมากเยี่ยหวน นี่แปลว่าข้าหายแล้วงั้นรึ ” หลิงเฉินหันไปถาม
เยี่ยหวนส่ายหน้าไปมาเพื่อตอบปฏิเสธ
“ ไม่...ข้าเพียงทำให้อาการของเจ้ามันทุเลาเบาบางลงเพียงแค่นั้น สิ่งที่เจ้าเป็นอยู่มันมีขั้นตอนการรักษาที่ลึกล้ำเกินกว่านี้มาก ” เยี่ยหวนออกมาราวกับรู้อะไรบางอย่างเพียงแค่มองด้วยสายตา
“ เจ้าเหลือเวลาอีกกี่วัน ”
หลิงเฉินเยี่ยหวนกำลังถามถึงเวลาที่แก่นพลังวิญญาณของเขานั้นจัดแตกดับ หลังจากที่เฟิ่งหวงบอกกับเขาว่าเวลาเหลืออีกเพียงแค่ 1 เดือน เขาก็เร่งออกเดินทางมาทันทีโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 วัน
“ ประมาณ 24 วัน ” หลิงเฉินตอบกลับหลังจากไต่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว
“ ข้าต้องใช้เวลาประมาณ 15 วันในการรักษาเจ้า เร่งมือออกไปจากที่นี่เถอะเดี๋ยวจะไม่ทันการ ” เยี่ยหวนเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง
ใบหน้าของหลิงเฉินพลันเปลี่ยนตามไปทันทีในเมื่อเวลาของเขาเหลืออยู่เพียงแค่ 24 วันและเยี่ยหวนเปล่าออกมาแล้วว่าเขาต้องใช้เวลารักษา 15 วัน นั่นแปลว่าเขาจะมีเวลาเหลือเพียงแค่ 9 วัน
9 วันในการเตรียมการหลายๆอย่างมันถือว่าน้อยพอสมควร
“ เข้าใจแล้ว ” หลิงเฉินตัดสินใจได้เขานั้นต้องจบเรื่องทั้งหมดให้รวดเร็วที่สุด
ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังที่หล่อเหลาเป็นทุนเดิมของเด็กหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬอันแสนเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความสง่างาม เริ่มฉายความเย็นชาในระดับที่ว่าเมื่อเหล่าศิษยของสำนักยาเทวะเห็นแล้วยังต้องผงะถอยกันไป
ตอนนี้หลิงเฉินสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของผู้ฝึกตนจำนวนมากที่มารวมตัวอยู่ด้านหน้าคุก พวกมันคงจะสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของเยี่ยหวนที่ปลดปล่อยออกมาเมื่อคู่
“ พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่แห่งนี้ข้าออกไปเปิดทางให้ ” หลิงเฉินพูดออกมาอย่างเย็นชาก่อนจะเดินตรงไปที่บันไดทางขึ้นพร้อมกับกระบี่สีดำแดงที่อยู่ในมือข้างซ้าย
เด็กหนุ่มที่มีท่าทางเคร่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้มที่แผ่ซ่านออร่าสังหารออกมานั้นเดินขึ้นไปด้านบนเพียงแค่คนเดียว
“ เจ้าสำนักขอรับแบบนี้มันจะดีหรือขอรับ ” ผู้อาวุโสของสำนักยาเทวะเอ่ยออกมาอย่างเป็นกังวล ตอนที่เด็กหนุ่มผู้นั้นขึ้นไปด้านบนคนเดียวย่อมแปลว่าเขาต้องปะทะกับพวกของจอมอักขระจำนวนมาก
“ ไม่เป็นอันใด... ถ้าเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นเจ้านั่นจริงๆต้องไม่เป็นอันใดอย่างแน่นอน ” เยี่ยหวนตอบกลับผู้อาวุโสของสำนักไปด้วยเสียงอันแผ่วเบา ดวงตาอันอบอุ่นที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเยี่ยหวนหันไปมองทางบันไดหินทางขึ้น
จบตอน