จิ้นเหอยกอาหารใส่ถาดใบใหญ่ก่อนจะยกเข้าไปหาองค์ชายสาม เขาเลิกคิ้วขึ้นสูงมององค์ชายที่นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหารท่าเดิมที่เดิมจากเมื่อกลางวันไม่เปลี่ยนเขารู้สึกกังวลใจว่าองค์ชายผู้นี้สมองยังปกติดีหรือไม่ การนั่งนิ่ง ๆ อยู่ที่เดิมและดวงตาที่เหม่อมองท้องฟ้าเงียบๆ นั่นทำให้คาดเดาไม่ออกเลยจริง
“ฝ่าาข้าบาทเอาพระกระยาหารมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นเหอส่งเสียงเพื่อให้คนที่นั่งนิ่งอยู่รับรู้ว่าเขามาแล้วพร้อมเดินเข้าไปวางอาหารเบื้องหน้าอย่างนอบน้อมเหลือบมองเ้านายเล็กน้อย ซึ่งพระองค์หันพระพักตร์ที่สวมใส่หน้ากากมามองเขานิ่งๆ ก่อนจะมองอาหารตรงหน้าโดยไม่ได้ตรัสสิ่งใดออกมา
“ฝ่าานี่ซีหูซู่อี๋ว์เป็ปลาสดใหม่จะช่วยให้พระองค์เจริญอาหารมากขึ้นพ่ะย่ะค่ะส่วนนี่หวงกู่ไช่จะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงแนะนำอาหารยังคงบอกเรื่อยๆ อาหารสี่อย่างแม้จะดูเรียบง่ายแต่ถูกจัดทำอย่างตั้งใจ ซีหูซู่อี๋ว์เป็ปลาเปรี้ยวหวานซีหูหยางจินลองคีบมาลิ้มรสช้า ๆ ตามคำแนะนำก่อนจะพยักหน้ารับอย่างพอใจอีกถ้วยเป็ซุปเต้าหู้ผักโขมที่รสชาติอร่อยกลมกล่อม อีกสองจานก็ล้วนแล้วเป็อาหารที่มีคุณค่าทางร่างกายทั้งนั้น
“เ้าไม่ได้เป็พ่อครัวเหตุใดจึงเชี่ยวชาญทำอาหารนัก”
หยางจินเอ่ยถามเสียงเรียบขณะทานข้าวด้วยความรู้สึกอิ่มเอม เป็ครั้งแรกที่ทำให้เขารู้สึกมีความสุขกับการรับประทานอาหารอาจเพราะนานมากแล้วที่จะมีคนใส่ใจเขาเช่นนี้
“ทูลฝ่าาข้าบาททำอาหารให้อาจารย์ทุกวันจึงจดจำได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืมเปิ่นหวางชอบอาหารของเ้า”
จิ้นเหอยกยิ้มมุมปากอย่างดีใจการที่มีคนชอบอาหารที่เขาทำให้รู้สึกดีใจไม่น้อย เพราะปกติอาจารย์จะหาเื่ตำหนิเขาบ่อยๆ
“ขอบพระทัยฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นเหอคุกเข่ารอให้องค์ชายเสวยเสร็จผ่านไปสองเค่อองค์ชายสามก็วางตะเกียบลงและดื่มน้ำเปล่าในจอกชาเล็ก ๆ อย่างสง่างามแม้จะพิการแต่มารยาทและรัศมีความสูงส่งของบุตรัก็ยังคงอยู่
“เ้าอายุเท่าไรแล้ว”
“ทูลฝ่าาข้าบาทอายุได้สิบสี่ปีแปดเดือนพ่ะย่ะค่ะ”จิ้นเหอตอบอย่างนอบน้อมยังรอคำสั่งเงียบ ๆ
“อืมอายุยังน้อยแต่ความสามารถนั้นกลับมากนัก ผิดกับเปิ่นหวางที่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ด้วยตนเอง”
จิ้นเหอรู้สึกหน้าเสียเล็กน้อยเมื่อองค์ชายกำลังตัดพ้อชะตาชีวิตของตัวเอง
“ฝ่าาอย่าน้อยพระทัยพ่ะย่ะค่ะสักวันพระองค์ต้องทำสิ่งที่อยากทำได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิ่นหวางเดินไม่ได้จะทำสิ่งใดได้ ที่สำคัญร่างกายเปิ่นหวางนั้นยังอ่อนแอ จิ้นเหอเ้าอยู่กับเปิ่นหวางมีแต่เื่ให้ลำบากพรุ่งนี้เปิ่นหวางจะให้เ้าย้ายไปที่อื่นจะได้มีอนาคตที่ดีขึ้น”
จิ้นเหอรู้สึกร้อนรนเขาไม่รู้ว่าองค์ชายคิดการใดอยู่ มิใช่ว่าพระองค์กำลังลองใจเขาอยู่หรอกใช่หรือไม่
“ทูลฝ่าาอย่าทรงไล่ข้าบาทไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ข้าบาทจะตั้งใจทำงานและเชื่อฟังฝ่าาทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นเหอหมอบกรานโขกศีรษะวอนขออย่างร้อนรนแม้ที่นี่ไม่ใช่ที่ดีนัก แต่เขาไม่อาจรับประกันชีวิตตนเองได้หากไปที่อื่นคนในวังหลวงก็เหมือนปีศาจก้าวพลาดเพียงนิดก็ถูกกลืนกินจนหมดสิ้น
“เ้าคิดดีแล้วหรือจิ้นเหอที่จะอยู่กับเปิ่นหวาง”
“พ่ะย่ะค่ะขอฝ่าาทรงเมตตาอย่าผลักไสข้าบาทเลยพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นเหอรับคำอย่างหนักแน่นแม้อายุยังเยาว์วัยแต่เขาก็เคยผ่าน่ยากลำบากชีวิตมามาก หากไม่มีไหวพริบเขาคงไม่อาจมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้
“เงยหน้าขึ้นมาและขยับเข้ามาใกล้ๆ เปิ่นหวาง”
หยางจินเอ่ยบอกช้าๆ เมื่อร่างที่หมอบกรานเงยหน้าขยับเข้ามาตามคำสั่ง นิ้วเรียวขาวที่ไม่ได้ถูกแสงแดดมานานแตะปลายคางอีกฝ่ายขึ้นมาให้สบกับพระพักตร์
“จิ้นเหอในเมื่อเ้าเลือกแล้วต่อไปนี้เ้าไม่อาจเปลี่ยนใจไปจากเปิ่นหวางได้หากเปิ่นหวางตายก็จงตายไปพร้อมกับหลุมศพเปิ่นหวางแต่หากเปิ่นหวางยังอยู่ตราบเท่าชีวิตจะไม่ให้ผู้ใดสังหารเ้าได้เช่นกัน แต่เวลานี้เปิ่นหวางอ่อนแอไม่อาจปกป้องเ้าได้มากนักจงใช้ชีวิตอย่างระวัง”
คำกล่าวจริงจังทำให้จิ้นเหอสั่นสะท้านอย่างหวาดหวั่น สิ่งที่ตรัสมานั้นมีความทะเยอทะยานแฝงอยู่ แต่ขณะเดียวกันกลับระวังตัวเป็อย่างดีเขาเข้าใจความหมายที่องค์ชายผู้นี้สื่อออกมาจึงก้มหน้าขอบพระทัยด้วยความยินดี
“ขอบพระทัยฝ่าาข้าบาทจะเชื่อฟังพ่ะย่ะค่ะ”