คำสาปก็ต้องแก้ สาวใช้ก็ต้องเป็ แถมยังคอยมานั่งระแวดระวังอีกว่าองค์รัชทายาทจะมาพาเข้าวัง ใครจะรับรู้บ้างว่าหนี่เฟิ่งจิวนั้นลำบาก หญิงสาวนั่งขบคิดปัญหาชีวิตของตัวเองทุกวัน
“งานการไม่มีหรืออย่างไร ถึงมานั่งสบายอกสบายใจอยู่ตรงนี้!”
“มีค่ะคุณหนู”
“เ้ามันสติฟั่นเฟือนหนักทุกวัน !!!!”
หากเธอวางเงินค่าปรับ แล้วสามารถลุกไปตบคุณหนูหลี่เหมยเลยได้ไหม ที่ผ่านมาหนี่เฟิ่งจิวคิดว่าตัวเองพยายามอดกลั้นมาก จนถึงมากที่สุดแล้วในตอนนี้
“คุณหนูอย่าหาเื่กันเลยนะคะ”
“ใครอยากยุ่งกับเ้า!”
“วันหนึ่งระวังได้ไปนอนข้างถนน คุณหนูคิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหน??”
“เ้า!!! กรี๊ดดดดด!”
“มันหนวกหู!!! ที่นี่ไม่ใช่ป่าสงวน” เด็กสาวอย่างหลี่เหมยต้องมีคนสั่งสอนบ้าง นังคุณหนูที่ชอบใช้เสียงกรี๊ดข่มขวัญผู้อื่น
“หนี่เฟิ่งจิว!!!”
“ยังไม่รีบไปอีกหรอคะ ฉันเป็บ้า แล้วเคยเห็นตอนที่บ้าสุดไหม?”
ใช่ว่าหลี่เหมยอยากยุ่งกับหนี่เฟิ่งจิวนักหรอก แต่ทุกครั้งที่เห็นก็เกิดความน้อยใจขึ้นมา ท่านพี่ไม่แม้แต่จะชายตามองเธอ แต่กลับไปเอาอกเอาใจหญิงบ้านี่แทน
คุณหนูแสนชังน้ำหน้าของเธอ แววตาชิงชังปิดไม่มิดนั้นไม่ได้ะเืหนี่เฟิ่งจิวสักนิด เชื่อไหมว่าอีกไม่นานเธอก็กลับบ้าน และคุณหนูจะได้รู้เองว่าต่อให้ไม่มีเธอ ท่านอ๋องก็ไม่ชายตามองอยู่ดี
“อ้าว....แม่นาง! เจอกันพอดีเลย”
“เยว่ชุน”
“ยังจำชื่อของข้าได้อยู่หรือ พอดีว่าข้าไปขายของที่ตลาดมาน่ะ”
“ขายดีไหม?”
“พอได้อยู่นะ สมุนไพรหลายตัวของข้าหายาก เป็ที่้าของคนส่วนมาก” เยว่ชุนเป็เด็กหนุ่มที่ขยันขันแข็ง แถมยังพูดจาเก่งสมกับเป็พ่อค้า
ที่สำคัญเ้านี่รู้ทุกเื่ของสังคม เรียกได้ว่าเป็นักข่าวของแคว้นฮั่วเลยทีเดียว
“เยว่ชุน...”
“หืม?”
“นายพอจะรู้จักหมอดูบ้างไหม พวกมีของวิเศษอะไรแบบนี้”
“แม่นาง้าหรือ?”
“คือฉัน้ารู้บางเื่ เป็เื่ที่ต้องใช้คนมีพลังในการทำนาย” ชั่วชีวิตของหญิงโสดวัยใกล้สามสิบอย่างหนี่เฟิ่งจิว บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดอยากหาหมอดู เนื้อคู่เป็ใคร เจอตอนไหนก็ช่างหัวมันปะไร แต่เื่นี้เธอจะพึ่งตัวเองอย่างเดียวไม่ได้
“มีคนหนึ่ง บ้านอยู่ท้ายตลาดโน่น !”
“พาไปได้ไหม”
“ข้าพาแม่นางไปได้ แต่ท่านอ๋องจะยอมให้ออกจากจวนหรือ”
“เดี๋ยวหาแผนก่อน”
ความจริงหนี่เฟิ่งจิวก็อยากพึ่งพาเจียงเหวิน แต่เ้านั่นมีจุดยืนชัดเจนว่าจะจงรักภักดีต่อท่านอ๋อง ไม่มีทางที่จะร่วมมือกับเธอ หรือช่วยเหลือกันแน่นอน
“ถ้าฉันออกมาได้ นายยืนรออยู่ตรงป่าด้านหน้านั้นนะ”
“อ่า...”
ในเวลานี้ท่านอ๋องกำลังเขียนตำรา ไม่ค่อยเรียกให้ใครเข้าไปรับใช้เท่าไร หนี่เฟิ่งจิวคิดว่าจะงัดมารยาหญิงสาวออกมาออดอ้อน ร้อยทั้งร้อยผู้ชายก็ตายหมดทั้งนั้น เจียงเหวินที่นั่งแยกกระดาษอยู่ก็ส่งสายตาเตือนว่าอย่าเข้าไป
“ท่านอ๋อง....”
“หือ?”
“ขอออกไปดูตลาดหน่อยได้ไหมคะ เด็กๆพวกนั้นบอกว่ามีของกินเยอะ”
“อยากไปหรือ”
“ค่ะ อยากไปมาก”
หวังว่าท่านอ๋องจะพูดอะไรที่ทำให้เธอมีความสุขนะ สายตาของหนี่เฟิ่งจิวเลยเอาแต่มองริมฝีปากท่านอ๋อง แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่เห็นได้คำตอบ
“ข้าเขียนบทนี้จบ แล้วจะพาเ้าไป”
“ค...คะ??? พาไปหรอคะ”
“ทำไมล่ะ”
“คือว่าฉัน...ฉันไปเองก็ได้นี่นา” คำตอบโดนใจไหมล่ะหนี่เฟิ่งจิว ท่านอ๋องผู้ไม่ปรารถนาความวุ่นวายในชีวิต แต่กลับอยากพาสาวรับใช้ไปเที่ยว ย้อนแย้งเกินไปไหมเนี่ยพ่อคุณ
“เ้าจะไปทำอะไรกันแน่”
“ไม่มี๊! ฉันไม่ไปทำอะไรทั้งนั้น จะทำอะไรได้อีกล่ะคะ”
“ข้าก็พาไปได้ เ้าไม่ต้องกังวลหรอก”
“ฉันไม่ได้กังวลเลยค่ะ ฉันสบายมาก ทุกอย่างโอเค” หนี่เฟิ่งจิวพูดรัวเป็แรปเปอร์ ท่านอ๋องคิดไปว่าเธอคงตื่นเต้นที่ได้ออกไปข้างนอก แม้ว่าเธอจะมองเขาตาแข็งก็ตาม
หญิงสาวต้องคิดแผนสำรองที่จะทำให้ท่านอ๋องไม่เข้ามาวุ่นวาย จึงบากหน้าไปหาคุณหนูเหมยลี่ที่กำลังแต่งหน้าแต่งตัวไม่รู้จะไปเล่นงิ้วที่ไหน
“คุณหนูคะ คุณหนูหลี่เหมย”
“อะไร??”
“ท่านอ๋องกำลังจะไปตลาด นี่เป็โอกาสดีนะคะที่คุณหนูจะได้ออกไปเปิดหูเปิดตา”
“จริงหรือ??? ท่านพี่กำลังจะไปตลาด”
“จริงแท้แน่นอนค่ะ”
“ดีมาก วันนี้เ้าทำให้ข้าอารมณ์ดี” ยัยคุณหนูหน้าขาวเดินไปผัดแป้งอีกสองสามรอบ พร้อมกับชุดเครื่องทรงที่ดูแล้วโคตรหนัก แต่หญิงสาวก็ยังทนสวมใส่มันเพราะความสวย
ทั้งหมดมากองกันอยู่หน้าจวนอ๋อง เสี่ยวเหยาเลิกคิ้วมองหนี่เฟิ่งจิวที่ดูร้อนรนพิกล คงจะมีแต่หลี่เหมยที่น่าจะมีความสุขมากที่สุด สายตาของหนี่เฟิ่งจิวมองไปที่ป่าด้านหน้า ก็เห็นเยว่ชุนกำลังยืนรออยู่ เธอจึงต้องแอบกวักมือให้เขาหลบไปก่อน
“หนี่เฟิ่งจิว!”
“ค...คะ????”
“เ้าเป็อะไร แล้วนั่นทำไมเอาแต่มองป่า”
“ตื่นเต้นค่ะ ฉันไม่เคยเห็นตลาดมาก่อนเลย” หนี่เฟิ่งจิวก็พยายามจนถึงที่สุดแล้ว ท่านอ๋องฉลาดมากขนาดนี้อีกไม่นานหรอก อีกไม่นานต้องโดนจับได้แน่นอน
“นี่คุณหนู ไปเดินข้างท่านอ๋องสิคะ”
“ทำไม?”
“ออกนอกจวนทั้งที่ ก็ต้องเคียงข้างกันให้สมเป็คุณหนูจวนอ๋องนะคะ” นอกจากจะทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้แล้ว เธอก็ยังต้องใส่ไฟให้คุณหนูหลี่เหมยบ้าจี้ เพื่อที่จะปลีกตัวออกไปทำภารกิจ
โชคดีมากที่คุณหนูหลี่เหมยอยากเข้าโรงเตี๊ยม ท่านอ๋องเองก็ไม่ได้ขัดใจอะไร ชายหนุ่มยังคงไว้สีหน้าวางเฉย ยกถ้วยชาขึ้นจิบโดยไม่ใส่ใจรอบข้างนัก
“ท่านอ๋อง ฉันขอไปดูตรงนั้นหน่อยนะคะ”
“อืม”
หนี่เฟิ่งจิวเรียกได้ว่าไม่มีการเดิน เธอวิ่งสุดแรงเกิดเพื่อไปหาเยว่ชุนที่ยืนรออยู่ ทั้งสองเดินไปท้ายตลาดด้วยกันโดยไม่รู้ว่าเจียงเหวินแอบตาม
“เ้าไปดูหน่อย ข้าว่าวันนี้เฟิ่งจิวทำตัวประหลาด”
“ขอรับ”
แต่ยิ่งเดินตามทั้งคู่ ก็รู้สึกว่าบ้านข้างหน้านั้นมันคุ้นตาแปลกๆ ทั้งสองเดินหายเข้าไปด้านในด้วยกัน โดยที่เจียงเหวินยังยืนอึ้งด้วยความใ
ก็นั่นมันบ้านของเขาเอง บ้านที่ตอนนี้มีเพียงแม่ของเขาอาศัยอยู่เพียงลำพัง !
“แม่นาง นั่นทำสิ่งใด???”
“เจียงเหวิน!!!"
“อ้าวเ้าลูกคนนี้ จะมาก็ไม่เห็นบอกกล่าวให้แม่รู้เลย”
“จะทำอะไรกัน?”
“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ นี่ลูกค้าของแม่ เขามีเื่อยากรู้น่ะสิ” อาอี้แม่ของเจียงเหวิน เป็ร่างทรงที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ส่วนเจียงเหวินนั้นไม่ได้ชอบด้านนี้ก็ตามพ่อเข้าวังไป
คำทำนายของแม่ที่เคยบอกท่านอ๋อง ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเจียงเหวินไม่ลืม
“แม่นาง! อยากรู้เื่ใด ถามข้าก็ได้”
“แน่ใจว่าจะบอก?”
“ข้าจะบอกให้หมด แต่ต้องกลับไปกับข้า ท่านอ๋องรออยู่นะ”
“อะไรกันล่ะเจียงเหวิน คนรักของลูกหรือ???”
“ม...มะ ไม่ใช่นะแม่! อย่าหาพูดให้ข้าหัวขาดได้ไหมเล่า” คนเป็แม่ก็พยักหน้าเบาๆเป็เชิงเข้าใจ แต่หนี่เฟิ่งจิวนั้นต้องรู้ให้ได้ ว่าคำสาปของท่านอ๋องจะมีวิธีแก้ยังไง
“จะถามเื่อะไร?”
“เอ่อ...คือว่า ฉันจะกลับบ้านได้ยังไงคะ”
“อืม”
ท่าทางทะมัดทะแมง แววตาก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน กลิ่นของธูปคละคุ้งไปทั่วทั้งบ้าน นี่เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นวิธีการทรง เยว่ชุนเองก็ยืนยันว่าอาอี้นี่ของจริง ก่อนจะถอยร่นออกไปรอด้านนอก
“ปานเสี้ยวพระจันทร์ ! ช่วยคน....”
“เอ๊ะ!...ชะ...ช่วยยังไงคะ บอกมาเลยว่าฉันต้องช่วยใคร?”
“หึหึหึ..อ๋องผู้นั้นชะตาน่าเห็นใจ แต่อีกไม่นานเขาก็จะต้องไป ชีวิตที่พันผูกระหว่างจันทร์ที่ขาดครึ่ง ทำให้คำสาปยังคงอยู่ตลอดกาล”
“นังหนู! ข้าไม่อาจบอกความลับของ์ได้ แต่เ้าจะช่วยเขาได้แน่นอน”
“อะ อ้าว!!! ไม่เอาสิคะอาอี้ ฉันเองก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน” หนี่เฟิ่งจิวไม่อยากรอเวลา หากนานกว่านี้เธอก็อาจจะต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดไป
“อ๋องจะพาเ้ากลับ หลังจากที่แก้คำสาปสำเร็จ”
“ยังไงคะ?”
“มีเพียงอ๋องเท่านั้นที่รู้วิธีแก้คำสาปนี้ ตัวข้าบอกได้แค่เท่าที่ต้องบอก” หันไปหาเจียงเหวินเ้าตัวก็ส่ายหน้า ก็รู้มาเท่ากับที่แม่บอกว่าหญิงที่มีปานพระจันทร์เสี้ยวจะช่วยแก้คำสาป
หนี่เฟิ่งจิวกำลังหมดหนทางสิ้นหวัง ขาแข้งของเธออ่อนแรงไปหมด อุตส่าห์ฝากความหวังไว้ที่ร่างทรงหมอดูแล้วเชียว ก็ยังไม่เห็นได้คำตอบอะไรสักอย่าง
“ฉันจะทำยังไงดี ! โอ้ยยยย เซ็งว้อยยยย !!!”
“แม่นาง เป็อย่างไรบ้าง แม่นสุดเลยใช่หรือไม่?” เยว่ชุนเองก็อยากรู้ว่าเป็ยังไง เพราะเขานั้นฟังจากเสียงร่ำลือที่ชาวบ้านโจษขานมาทั้งนั้น
“ก็ดี แต่ยังไม่ได้คำตอบ”
“อ้าว!...”
“หนี่เฟิ่งจิว !!!!”
“อึก...ท...ทะ ท่านอ๋อง มะ มาทำอะไรตรงนี้คะ”
“นี่น่ะหรือการมาตลาด นี่ใช่ไหมที่เ้ารบเร้าอยากมาเองนักหนา” ท่านอ๋องหน้าตาบึ้งตึงไม่สบอารมณ์ ในขณะที่เยว่ชุนยืนนิ่งเป็รูปปั้นแทบลืมหายใจ
ส่วนเจียงเหวินที่เดินรั้งท้ายก็เบิกตากว้างใ ท่านอ๋องทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้เล่า
“ไม่ใช่นะคะ ท่านอ๋องกำลังเข้าใจผิด”
“กลับจวน”
“ค่ะๆ”
ราวกับเด็กทำความผิดมาร้อยอย่าง หนี่เฟิ่งจิวแทบไม่กล้าเงยหน้ามองอีกคน ได้กลิ่นจิตสังหารลอยออกมาจากตัวของท่านอ๋อง อะไรที่ทำให้เขาโกรธได้มากมายขนาดนี้กัน
จวนอ๋องในเวลานี้มีเพียงหนี่เฟิ่งจิวกับเสี่ยวเหยาที่ยืนคนละฝั่ง หญิงสาวยังคงก้มหน้ามองพื้นทำตัวลีบตัวเล็กให้มากที่สุด จนอีกคนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากให้เงยหน้ามองดีๆ
“อย่าโกรธเลยนะคะท่านอ๋อง ฉันไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีมาจริงๆ ถามเจียงเหวินก็ได้....”
“...” เหมือนท่านอ๋องจะลืมว่าเธอคือสาวเฉิงตู ผู้มีสกิลการเอาตัวรอดเป็เลิศ หนี่เฟิ่งจิวเลยทิ้งตัวลงบนตักของท่านอ๋องที่นั่งนิ่งเป็รูปปั้น และมันก็ได้ผลเมื่อท่านอ๋องถลึงตาด้วยความใ