สเตฟานี่มีความรู้สึกเหมือนลมหายใจเกิดติดขัดขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เธอใฝ่หามาั้แ่หัวค่ำ แต่กระนั้นก็ไม่อาจจะบังคับใจตัวเองให้คล้อยตามหรือปล่อยอารมณ์ไว้ มีความรู้สึกเหมือนเด็กๆ ที่ได้ของเล่นชิ้นถูกใจมาและกังวลกับการที่จะเล่นให้สนุก เพราะรู้ว่าอีกไม่ช้านานก็จะต้องมีคนมาแย่งชิง
เขาแนบคางอยู่กับแนวขมับของเธอ ลมหายใจระรวยอยู่บนเรือนผม ความหรรษากระจายซ่านไปทั้งตัวเมื่อเขาประทับริมฝีปากลงตรงปลายหางตาและเหนือโหนกแก้ม
"ผมอยากจะค่อยๆ ลองชิมความหวานของขนมชิ้นนี้นะ" เสียงบร็อคกระซิบอยู่ข้างหู ซอนไซ้ลงไปในความนุ่มของเส้นไหมจนถึงติ่งหู เน้นเบาๆ จนเธอสะท้านไปทั้งร่าง
สเตฟานี่มีความรู้สึกเหมือนตัวเองจะละลายลงเหมือนก้อนน้ำตาลที่กําลังละลายอยู่ในปาก
"คุณก็ได้ชิมแล้วนี่คะ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงแ่โผยมิได้ต่างไปจากเสียงกระซิบเลย
"ยังงั้นรึ?" เขาทาบริมฝีปากลงบนนวลแก้ม
สิ่งที่เธอควรจะทําคือ เงยหน้าขึ้นเพื่อให้เขาได้ประทับจุมพิตลงบนเรียวปาก แต่ทว่าเธอกลับลดคางลง เปลือกตาปิดสนิทด้วยเขาประทับริมฝีปากลงบนเปลือกตาแทน
"พวกผู้หญิงทุกคนคงจะให้ความสําราญใจกับคุณได้เวลาที่คุณอยู่ในอารมณ์รักนะคะ" สเตฟานี่รู้ว่ามันจะต้องเป็ความจริงเช่นที่ได้กล่าวออกไป การที่บร็อคเอาใจเธอก็เพราะเธอเป็ของเล่นชิ้นใหม่ของเขา มิใช่เป็เพราะเธอเป็บุคคลพิเศษสําหรับเขาแต่อย่างใด มันเป็ความจริงที่สร้างความขมขื่นใจให้อยู่ไม่น้อย "คุณก็มีของว่างไว้ชิมอยู่แล้วนี่คะ อุตส่าห์เอาติดมาด้วย"
"แต่ขณะนี้คุณกําลังอยู่ในอ้อมกอดของผมนะ ทําไมไม่ทําให้ผมพอใจล่ะ?" เขาถามเสียงเบา
หัวใจของสเตฟานี่ลอยเลื่อนไปเมื่อนึกไปถึงความเสนอสนองที่จะยังความพึงใจให้แก่กันและกัน ความเป็ชายชาตรีของเขาเป็พลังอันแรงกล้าที่สามารถจะทําให้เธออ่อนระโหยลงได้ และรู้ว่าตัวเองจะต้องแหลกสลายลงถ้าปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีอํานาจเหนือจิตใจ ใครคนหนึ่งกระแทกไหล่เข้าเต็มแรง คู่เต้นรําที่เต้นผ่านเข้ามานั่นเอง และทําให้สเตฟานี่ตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งความคิด
แต่แล้วในนาทีนั้น เธอก็ต้องนิ่งขึงไปด้วยริมฝีปากของเขาประทับลงตรงมุมปากเข้าพอดี อาจจะเป็เพราะความเผลอไผลกระมังที่ทําให้เธอสนองรับในจุมพิตนั้น โดยไม่ใจกับผู้คนที่อยู่รอบข้าง มันเป็จุมพิตที่หักหาญและรุนแรงยิ่งนัก และก็ยุติลงอย่างรวดเร็วเช่นที่เกิดขึ้น แม้เท้าทั้งสองจะยืนอยู่บนฟลอร์ แต่ก็ดูเหมือนมันจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
"คุณทําอย่างนี้กับผู้หญิงทุกคนที่รู้จักหรือคะ? ฝากรักกับเขาบนฟลอร์เต้นรําอย่างนี้นะ? ตอนแรกก็เฮเลนตอนนี้ก็เป็ฉัน" เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งเยาะแม้ว่ามันจะค่อนข้างพร่าอยู่
แม้จะเงยหน้าอยู่ แต่สเตฟานี่ก็ไม่กล้าพอจะสบสายตากับเขา ความสลัวในห้องเครื่องดื่มเกือบจะกลายเป็ความมืด และคล้ายกับแสงนั้นจะยิ้มเยาะเธออยู่
สเตฟานี่มีความรู้สึกเสมือนตัวเองเป็ทางผ่านสําหรับเขา มันบาดลึกลงไปในศักดิ์ศรีของตัวเอง ที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับเขาได้อย่างง่ายดาย แต่มีผู้หญิงคนไหนบ้างเล่าที่จะใจแข็งปฏิเสธเสน่ห์ของผู้ชายคนนี้
"ผมอยากจะปลุกขึ้นให้มันร้อนระอุขึ้นมาเสียบ้าง ไม่ใช่นั่งตีสีหน้าชาเย็นอย่างที่เป็อยู่" บร็อคเอ่ยขึ้น...ชาเย็น...สํารวม...เธอนะรึ? ดูมันไม่มีทางจะเป็ไปได้เลย เขาลูบไล้ฝ่ามือไปตาม่ลําคอ ไปหยุดอยู่ตรงจุดรวมของเส้นประสาท สเตฟานี่ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตัวเองที่กระแทกกระทั้นอยู่กับปลายนิ้วของเขา "ใจเต้นแรงจริง รู้ไหมว่ามันกําลังบอกถึงความรู้สึกที่คุณมีต่อผมอยู่"
เขาจับมือเธอไปวางตรงจุดศูนย์รวมของชีพจรของตัวเองด้วย ซึ่งมันก็เต้นรัวแรงไม่ต่างไปกว่าเธอเลย นี่เธอสามารถสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นกับเขาได้เหมือนกันงั้นหรือ? หรือว่ามันจะเป็เพียงแค่แรงแห่งความปรารถนา?
"มือคุณก็เย็นจัง" บร็อคเอ่ยขึ้นอีก
มันไม่น่าเป็ไปได้เลยเพราะขณะนี้เธอกําลังตกอยู่ในความร้อนรุ่มยิ่งนัก แต่เมื่อพยายามจะดึงมือออกเขาก็จับไว้แน่น พร้อมกับยกขึ้นจรดริมฝีปาก จูบลงตรงกลางใจมือ
"ผม้าคุณนะ สเตฟานี่" เขาพูดขึ้นซึ่งก็เป็ขณะเดียวกันกับที่เสียงเพลงได้จบลง
มีเสียงอื้ออึงบังเกิดขึ้นรอบๆ ตัว สเตฟานี่ไม่จําเป็ต้องหาคําตอบ เพราะผู้คนรอบๆ ตัวกําลังเดินออกจากฟลอร์เต้นรำ โดยมีเธอกับเขาเดินตามออกมาด้วย
เมื่อมองไปทางโต๊ะที่นั่ง และเห็นเพอรี่กําลังจับตามองอยู่ สเตฟานี่จึงออกเดินตรงไปยังโต๊ะนั้นทันที และก่อนที่จะถึงโต๊ะ เธอก็ชักมือออกจากการเกาะกุมของบร็อค ซึ่งเขาก็ยอมปล่อยแต่โดยดี เธอไม่กล้าสบสายตากับพี่ชายตรงๆ เมื่อเลื่อนร่างเข้าไปนั่งเคียงข้าง พร้อมกับเหลือบสายตามองไปทางเฮเลนซึ่งนั่งหน้ายิ่งด้วยความไม่พอใจ
"หวังว่าคําวันนี้คุณคงจะมีความสุขเต็มเปี่ยมเลยนะคะ บร็อค" เสียงแหลมๆ ของเฮเลนเอ่ยขึ้นอย่างกระแทกกระทั้น
"เลิกพูดอย่างคนขี้อิจฉาเสียทีเถอะเฮเลน" เขาทรุดตัวลงนั่งพาดแขนโอบไหล่เธอไว้ อีกมือหนึ่งเอื้อมไปหยิบแก้วเครื่องดื่ม "ผมบอกั้แ่แรกแล้วนะว่าเที่ยวนี้ผมมาธุระ" แม้นเสียงจะนุ่มนวลแต่แววในดวงตาก็แข็งกร้าว
เขาเหลือบตามองมาทางสเตฟานี่ ซึ่งเธอก็สามารถจะอ่านความนัยอันแฝงด้วยแรงปรารถนาออกอย่างชัดเจน เธอจิบเครื่องดื่มอย่างใจเย็น แต่น้ำแข็งในแก้วละลายหมดแล้ว เครื่องดื่มในแก้วจึงได้รสชาติโดยสิ้นเชิง สเตฟานี่วางแก้วกลับลง เหลือบตามองไปทางพี่ชาย
"ดึกมากแล้วนะ เพอรี่ เรากลับกันก่อนดีกว่า" เธอรู้ว่าพี่ชายจะต้องเห็นด้วย จึงลุกขึ้นจากโต๊ะเสียก่อน
"พรุ่งนี้เช้าพบกันนะบร็อค" เพอรี่ยื่นมือให้นายจ้างัั
"ดีใจที่ได้รู้จักคุณนะคะ คุณคอลลินส์" สเตฟานี่ผงกศีรษะให้สาวสวยผมบลอนด์ตามมรรยาท และได้รับคําตอบคือการมองอย่างไม่แยแสเธอจึงหันไปพูดกับบร็อคต่อ "คุณจะกลับวันอาทิตย์ไม่ใช่หรือคะ?"
"ใช่ตอนบ่ายๆ" เขาจ้องหน้าเธอเขม็ง
"ฉันไม่แน่ใจนะคะว่าจะได้พบคุณก่อนกลับหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ก็ขอถือโอกาสให้คุณเดินทางโดยปลอดภัยเสียเลย" สเตฟานี่ยื่นมือให้เขาจับ
และบร็อคก็ไม่ยอมปล่อยมือออกเมื่อย้อนถามว่า "อ้าว...แล้วพรุ่งนี้คุณไม่มาทํางานหรอกหรือ?"
"ไม่หรอกค่ะ" สเตฟานี่รู้สึกไม่สบายใจเลย เพราะขณะนี้พี่ชายกําลังยืนอยู่ข้างๆ เธอเหลือบตามองเขาพร้อมกับตอบบร็อคยิ้มๆ ว่า "ฉันมีเ้านายที่วิเศษมากค่ะอนุญาตให้หยุดได้จะได้ซักเสื้อผ้าทําความสะอาดบ้านด้วย"
บร็อคปล่อยมือเธอออกพร้อมกับส่งยิ้มให้เพอรี่ "ราตรีสวัสดิ์นะพรุ่งนี้ 8 โมงเช้าพบกัน"
และก่อนที่สองพี่น้องจะทันเดินเลยโต๊ะออกมา บร็อคก็หันไปให้ความสนใจกับเฮเลน ซึ่งเพิ่งจะยิ้มออกมาได้เสียแล้ว สเตฟานี่พยายามทําใจให้ลืมเสียว่า เพียงเมื่อครู่ก่อนนี้เองเขายังโอบร่างเธอไว้ในอ้อมแขน แต่ขณะนี้กําลังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งให้ความสําราญใจกับเขาต่อว่า แต่ดูเหมือนจะทําใจได้ไม่เท่าไรนัก เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองออกจะโชคดีอยู่ที่รอดปากเหยี่ยวปากกามาโดยที่ยังไม่มีรอยขีดข่วน
ทั้งสองพี่น้องต่างเงียบกริบ ไม่พูดไม่จาอะไรกันเลย เมื่อเดินออกมานอกอาคาร ฝ่าอากาศหนาวเย็นกลับไปยังรถที่จอดทิ้งไว้
มันมีอยู่เพียงประโยคเดียว ที่เพอรี่เอ่ยขึ้นขณะที่ขับรถกลับบ้านคือ
"พี่หวังว่าเธอจะรู้นะว่ากําลังทําอะไรอยู่ สเตฟานี่"
"ฉันก็หวังอย่างนั้นเหมือนกันนั่นแหละ" เธอตอบพร้อมกับถอนใจเบา"ๆ