บทพิเศษ หลังลาโลก
หลังชายหนุ่มหมดสิ้นลมหายใจหญิงมีอายุย่อมเสียใจมากล้น เธอร่ำไห้อยู่นานสองนาน ลืมเลือนกาลเวลากว่าจะกลับมาตั้งสติได้ กลิ่นเืของชายหนุ่มก็ลอยฟุ้งไปยังข้างบ้าน
คนข้างบ้านหลายคนจึงเร่งเข้ามาในบ้านด้วยความเป็ห่วงเพราะคนข้างบ้านเ่าั้ล้วนเป็ญาติมิตรกับสองแม่ลูก
“พี่เกิดอะไรขึ้น”เสียงชายวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงวิ่งอย่างร้อนรนแต่ไม่มีเสียงตอบกลับใดจากหญิงมีอายุ
กระทั่งร่างชายวัยกลางคนมาถึงห้องของชายหนุ่มเห็นหญิงมีอายุนั่งนิ่ง ห่างออกไปมีร่างของชายหนุ่มนอนแน่นิ่ง ไร้ลมหายใจชายวัยกลางคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป แต่ก็กลับมาเป็ปกติในเวลาไม่นาน
“พี่ไม่เป็อะไรนะ” ชายวัยกลางเข้าไปปลอบหญิงมีอายุแล้วโทรเรียกญาติคนอื่นให้เข้ามาช่วย ก่อนโทรเรียกกู้ภัยกับตำรวจ
หลังโทรไปไม่นานเสียงหวอของรถกู้กับรถตำรวจก็มาถึงซึ่งสร้างความใให้คนแถวนั้นไม่น้อย จนคนแถวนั้นต้องเข้ามาดูกันอยู่ห่างๆเพราะแถวนี้ไม่ค่อยเกิดเื่
“ขอทางหน่อยครับ”เสียงชายคนหนึ่งะโก่อนคนสวมชุดกู้ภัยและชุดเครื่องแบบตำรวจจะเร่งเดินเข้ามาในที่เกิดเหตุ
เมื่อทั้งหมดเข้ามาถึงห้องที่มีชายหนุ่มในร่างไร้ลมหายใจเห็นภาพดาบยาวเสียท้องและรอยแผลบนร่างกาย ต่างยืนนิ่งไปครู่หนึ่งแต่ด้วยประสบการณ์จึงทำงานกันอย่างรวดเร็ว
ชายวัยกลางคนเองยังพาหญิงมีอายุออกมาเพราะกลัวว่าอยู่นานไปสภาพจิตใจจะย่ำแย่ลง
“ไม่เป็อะไรนะพี่ซุนไปดีแล้ว” ชายวัยกลางคนกล่าวปลอบ หลังจากนั้นญาติคนอื่นๆก็เริ่มทยอยมา
หลังได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทุกคนล้วนใเพราะไม่มีใครคิดว่าญาติคนหนึ่งจะทำเื่แบบนี้ นับได้ว่าเป็เื่ะเืใจสำหรับญาติทุกคน
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง
คนจากหน่วยกู้ภัยได้นำศพออกจากบ้านส่วนตำรวจทำการเก็บหลักฐานต่างๆ และตรวจสอบภายในห้องทั้งหมดก่อนจะเดินออกมาและมอบกระดาษแผ่นหนึ่งให้หญิงมีอายุ กระดาษที่ซุนเขียนทิ้งไว้ตอนลาโลก
“คุณเป็แม่ของผู้ตายใช่ไหมครับ”ตำรวจถาม หญิงมีอายุพยักหน้ารับแต่ชายวัยกลางคนส่งสายตาบอกตำรวจเหมือน้าให้เปลี่ยนมาคุยกับเขาแทน
“ใช่ครับพี่สาวผมเป็แม่ของผู้ตาย” ชายวัยกลางคนชิงตอบแทน และรับกระดาษแทน
เมื่อตำรวจมอบแผ่นกระดาษและบอกรายละเอียดต่างๆ ก็เดินจากไปส่วนชายวัยกลางคนกับญาติที่ยังอยู่เข้ามาปลอบหญิงมีอายุเพราะทุกคนล้วนเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสีย
“ไม่เป็อะไรนะพี่สะใภ้เข้มแข็งไว้”
“เื่งานศพพวกเราจะช่วยพี่เอง”
“เดี๋ยวผมบวชให้น้องนะครับน้า”
……
ระหว่างทุกคนต่างปลอบใจหญิงมีอายุรถกู้ภัยกับรถตำรวจได้ขับออกไป แต่ว่ารถกู้ภัยไม่ได้แจ้งข้อมูลติดต่อไว้ถึงทุกคนรู้ว่าศพจะต้องถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลน่าเสียดายที่ไม่มีใครตระหนักในเื่นี้
.
.
.
ณโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
รถกู้ภัยได้นำส่งศพให้กับพยาบาลสองคนที่กำลังยืนรออยู่ หลังได้รับแจ้งว่ามีศพหนึ่งต้องชันสูตร
จากนั้น
ศพของซุนได้ถูกพยาบาลทั้งสองนำพาเข้าสู่ห้องดับจิตห้องที่พักศพคนตายเอาไว้หลายศพในโรงพยาบาล ซึ่งศพของซุนได้ไปอยู่ใกล้กับอีกศพหนึ่ง
ทว่า!
น่าแปลกที่ศพทั้งสองไม่มีป้ายเหมือนศพอื่นๆภายในห้องดับจิต ราวกับว่ามันเป็ความตั้งใจของใครบางคน
สามชั่วโมงต่อมา
คนสวมชุดสูทสีดำได้เดินเข้ามาในห้องดับจิตพร้อมกับหมอคนหนึ่ง
“ศพนายน้อยอยู่ไหน” คนสวมชุดสูทถามขึ้นหมอจึงชี้ไปยังทางศพของซุน “ศพนายน้อยอยู่ตรงนั้น”
คนสวมชุดสูทเดินเข้าไปดูพร้อมกับเปิดผ้าคลุมศพ ก่อนหันกลับมามองหมอ
“แน่ใจว่าเป็ศพนายน้อย?”
“ศพอยู่ด้านซ้ายเป็ศพนายน้อยไม่ผิดแน่” หมอตอบน้ำเสียงจริงจัง ไร้คำโป้ปด
“เ้ายืนยันว่าเป็ศพนายน้อยฉะนั้นก็ไม่ผิดคน มีเพียงเ้าพบเห็นนายน้อยในร่างมนุษย์ ขอตัว”กล่าวจบคนสวมชุดสูทได้หายตัวไปพร้อมกับร่างของซุน
“น้อมส่งผู้พิทักษ์”หมอโค้งตัวนอบน้อม
ผ่านไปกว่าหนึ่งนาทีถึงถอนหายใจแต่ไม่รู้ว่าทำไมหมอถึงเดินไปดูศพด้านข้างด้วยใบหน้าสงสัย
“เฮ้อ โล่งใจได้สักที”หมอพึมพำพลางเปิดผ้าคลุมศพ
พรึบ!
พอเปิดผ้าคลุมสายหมอถึงกับเบิกกว้าง ใบหน้าปรากฏเม็ดเหงื่อเย็นเยียบ
“ไม่ดีแล้ว ข้าบอกผู้พิทักษ์ผิดตายแน่ เราตายแน่” หมอเผยความวิตกกังวล ถึงประคองสติไว้ได้ความหวาดกลัวในใจนั้นไม่อาจปิดบัง
“ไม่ ผู้พิทักษ์ไม่รู้ไม่มีใครรู้ แค่ทำลายศพ เราจะรอดตาย” หมอเผยความคิด ก่อนโทรเรียกผู้ช่วยให้เตรียมขนย้ายศพแล้วโทรไปยังวัดเพื่อจองวันทำพิธีศพ
ที่สำคัญหมอนั้นไม่ลืมเอาสารเร่งการย่อยสลายฉีดใส่ร่างศพรวมไปถึงหาข้อมูลว่าใครพึ่งเสียชีวิตจะได้ทำลายศพโดยไร้ข้อสงสัยในตัว
ซึ่งข้อสรุปทั้งหมดได้ถูกหมอจัดวางแผนการและดำเนินการทั้งในเวลาสามวัน โดยเริ่มจากโทรไปหายังแม่ของซุนให้มารับศพพร้อมแนะนำให้ไปยังวัดที่จัดเตรียมไว้เพื่อทำพิธี
หลังจากนั้นหมอได้โทรไปสั่งโลงศพประสานงานกับโรงพยาบาลให้นำศพเข้าไปในโลง แต่หมอไม่ได้ใส่ศพลงโลงเพียงส่งโรงเปล่าให้กับแม่ของซุนพร้อมให้เหตุผลว่า ศพมีเชื้อไวรัสชนิดอันตรายไม่อนุญาตให้เปิดโลง
ส่วนศพถูกหมอเคลื่อนย้ายอย่างลับๆไปสู่โรงงานเผาทำลายขยะ ภายใต้การช่วยเหลือของเส้นสาย กับข้อความว่า ‘้าทำลายวัตถุอันตรายผิดกฎหมาย’
ในวันงานศพ
แม้มีเครือญาติมางานกลับไม่มีใครรู้ว่าในโลงศพนั้นว่างเปล่า มีเพียงรู้ว่าศพติดเชื้อไวรัสชนิดอันตรายต้องถูกเผาโดยเร็วมิหนำซ้ำหมอยังปลอมตัวเข้าร่วมงานศพ
จวบจนพิธีฌาปนกิจเริ่มหมอได้ออกอุบายให้เงินเด็กวัดพันหนึ่ง และยื่นซองน้ำตาล บอกให้เอาไปให้สัปเหร่อพร้อมบอกว่า‘เร่งไฟเผาศพไม่ให้เหลือขี้เถ้า’
ทั้งหมดนี้ดำเนินไปในสายตาและการควบคุมของหมออย่างราบรื่นไม่มีใครรู้เห็นถึงความผิดแปลก
อนิจจาผู้รับเคราะห์ความเศร้าโศกทั้งหมดตกไปอยู่กับหญิงมีอายุ ไม่เพียงเศร้าใจเห็นลูกชายตาย ยังไม่ได้พบเห็นเถ้ากระดูกคาดว่าเธอต้องจมอยู่ในความทุกข์ไปอีกหลายปี