ออฟฟิศอาเชอร์
ม่านเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมตัวโปรดในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งหลักการเรียนจบ ก็ตั้งหลักปักฐานเข้าทำงานที่บริษัทแห่งนี้เนื่องจากใกล้กับที่พักและเดินทางไปมาสะดวก
“ม่านไปกินข้าวกัน”
เ้าของร่างสูงโปร่งสูงราวร้อยแปดสิบอัพเลื่อนเก้าอี้เข้ามาหาม่านเด็กหนุ่มด้วยท่าทางขี้เล่น เอ่ยเรียกม่านเพื่อนสนิทไปกินข้าวเขาคือเมฆานั่นเอง
เมฆาคือเพื่อนสนิทของม่านที่เป็เพื่อนกันมาั้แ่สมัยมหาลัยจนจบออกมาก็ยังตามสมัครงานและเข้าทำงานด้วยกันอีก เรียกได้ว่าม่านอยู่ที่ไหนมีเมฆาอยู่ด้วยที่นั่น ทั้งคู่ตัวติดกันเป็ปลิง จะทำอะไร ไปที่ไหน ก็ต้องไปด้วยกันตลอด
“แต่งานม่านยังไม่เสร็จเลยอ่ะ ขออีกห้านาทีได้ปะเม” ด้วยความสนิทม่านจึงเรียกเมฆาสั้น ๆ ว่าเม เพราะมันจำง่ายกว่า
“นายเอาแต่ทำงาน จนไม่มีเวลากินข้าวจนผอมไปหมดแล้วนี่ วางงานไว้ก่อนเถอะ ไปกินข้าวก่อนค่อยกลับมาทำก็ได้ งานฉันก็ยังไม่เสร็จเหมือนกัน”
เมฆ่าบอกออกไปพร้อมกับคว้าเข้ายังข้อมือเล็กดึงให้ม่านลุกขึ้นจากเก้าอี้ จนม่านยอมเออออไปด้วย
“เออ ๆ เอางั้นก็ได้” เมฆาจึงคลี่ยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะที่เขาสามารถพาเพื่อนสนิทออกมากินข้าวด้วยกันได้ ไม่อย่างงั้นคงต้องใช้ไม้แข็งบังคับกันเลยทีเดียวเพราะม่านชอบดื้อไม่ยอมกินข้าวและมักอดข้าวอยู่บ่อย ๆ
“ดีมาก เราไปโรงอาหารกันเถอะ” เมฆาเอ่ยเห็นว่าม่านยอมเชื่อฟัง จึงยกมืออีกข้างขึ้นโบกให้พี่ ๆ ในแผนกไป
“พี่ ๆ ครับ ผมและม่านขอตัวไปพักก่อนนะครับ”
พวกพี่ ๆ ในแผนกก็ใจดีเอ็นดูเด็กทั้งสอง ก่อนรับเข้ามาทำงานในบริษัทจริงจัง พวกเขาทั้งคู่ก็เคยร่วมฝึกงานด้วย กันที่นี่ เลยไม่แปลกที่ทั้งคู่จะรู้สึกสนิทสนมกันกับเพื่อนพี่ ๆ ในที่ทำงาน
“รีบกินรีบกลับมานะ น้องเมน้องม่าน พี่มีงานให้ช่วยถ่ายเอกสารต่อ”
“รับทราบครับพี่สุ” เมฆายกมือขึ้นมาตะเบ็งเหมือนกับทหาร ปล่อยมือที่จับมือของม่านออก หัวเราะคิกคัก พากันเดินตรงไปยังโรงอาหาร
ดีที่บริษัทอาเชอร์มีโรงอาหารให้กับพนักงานด้วย โดยที่พนักงานในแผนกไม่ต้องออกไปซื้ออาหารทานกันเองข้างนอก แถมอาหารทุกอย่างที่บริษัทจัดหาให้ฟรีทั้งหมด พวกเขาไม่ต้องเสียตังค์ซื้อกับข้าวสักบาท ช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะเลยทีเดียว
“ม่านวันนี้นายอยากกินอะไร เดี๋ยวฉันเดินไปสั่งมาให้”
“โธ่! เม นายทำเหมือนฉันจะเป็ง่อยอยู่แล้ว ฉันเดินไปสั่งเองได้หน่า ร้านข้าวมันก็อยู่แค่เนี่ย”
ม่านหันมาพูดกับเมฆาขณะเดินลงบันไดไปชั้นล่าง เนื่องจากโรงอาหารถูกสร้างไว้ยังชั้นล่างนั่นเอง
“ฉันกลัวนายเหนื่อยไหมล่ะ เห็นนั่งทำงานงก ๆ เกรงว่าเมื่อคืนนายก็คงเอางานกลับไปทำที่บ้านอีกล่ะสิ”
ม่านพยักหน้า เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าเอางานกลับไปทำที่บ้านด้วย ถึงบริษัทอาเชอร์ที่พวกเขาอยู่จะเล็ก แต่งานกลับมีเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน ม่านต้องนั่งทำบัญชีให้กับหัวหน้าพัลวันจนแทบไม่มีเวลาพัก
ใช่ฟังไม่ผิด บัญชี ม่านทำหน้าที่ดูแลบัญชีภายในบริษัทอาเชอร์ เื่เงินเดือนพนักงานต่าง ๆ การจัดสรรหาซื้อของในส่วนของบริษัทล้วนให้ม่านเป็คนจัดแจง ส่วนเมฆาทำหน้าที่จัดแจงเอกสารตำแหน่งธุรการ
“ก็มีบ้างแหละ ไม่อย่างงั้นเขาจะเรียกว่าทำงานเหรอ จริงไหม” ม่านเอ่ย
“เฮ้อ ~ นายนี่นะ ทำงานเกินตัว พวกเราไม่ใช่คนยากจนอะไรสักหน่อย ทุกอย่างก็มีครบครั้นใช่จะเป็ยาจก ยังต้องระเห็จตัวเองมาทำงานเพราะเบื่อบ้านที่ไม่มีอะไรทำ ฉันว่านายลาออกจากงานใหม่ เดี๋ยวฉันเลี้ยงนายเอง ฉันว่าฉันเลี้ยงนายได้สบายอยู่แล้ว”
เมฆาบ่นออกมา บ้านเมฆาทำธุรกิจขายทองและเพชรพลอยจำนวนมากมีธุรกิจหลายสาขามากมายจนไปถึงต่างประเทศ ครอบครัวของเมฆาไป ๆ มา ๆ ระหว่างต่างประเทศเพราะต้องดูร้าน ส่วนเมฆานั้นต้องอยู่บ้านคนเดียวเขาเบื่อเกินไปจึงตามหลังม่านเพื่อนสนิทต่อย ๆ มาทำงานด้วยกัน
“นั่นบ้านนาย ไม่ใช่บ้านฉันสักหน่อย บ้านฉันก็แค่เปิดบริษัทเล็ก ๆ พอมีพอใช้ ว่าแต่ใครอยากให้นายมาเลี้ยงฉันกัน” ม่านหันหน้าไปมองค้อนใส่เมฆา
“นายก็ถ่อมตัวเกินไปแล้วคุณหนู” เมฆาเอ่ยย้อนกลับ
บริษัทเล็ก ๆ ที่ว่าของม่านกลับโด่งดังไปทั่วในต่างประเทศ บ้านของม่านทำเสื้อผ้าแบนด์ส่งออกขายครอบครัวอยู่ต่างประเทศเช่นเดียวกันกับเมฆา
มีเพียงม่านที่ไม่ยอมย้ายสำมะโนครัวไปอยู่กับครอบครัวและบอกทางครอบครัวไปว่าเขาสามารถอยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องเป็ห่วงและม่านไม่้ารับ่ต่อของกิจการครอบครัว จึงปล่อยให้มิลานพี่ชายช่วยดูแลกิจการเสื้อผ้าของครอบครัวไปแทน
ม่านยักไหล่ จะว่าอย่างงั้นก็ได้ เรียกได้ว่าพวกเขารวยกันอยู่แล้วทั้งคู่
“กินข้าวบ้างนะ ทำงานหนักเกินจนฉันอดห่วงนายไม่ได้แล้วเนี่ย”
“ไม่ใช่ผัว ไม่ต้องห่วงผมมากครับคุณเมฆา” ม่านพูดประชดเดินเข้าไปร้านอาหารตามสั่ง
“ป้าครับ ราดหน้าทะเลถ้วยหนึ่ง” น้ำเสียงใส่สั่งอาหารออกไป
เมฆาส่ายหัว นึกในใจ ‘แล้วถ้าฉัน้าเป็ผัวนาย ต้องทำยังไงล่ะม่าน’ คลี่ยิ้มออกมาในขณะที่ม่านไม่เห็น เดินเข้าไปกอดคอเพื่อนสนิทหน้าตาเฉย
“สองที่ครับป้า” กันมาฉีกยิ้มให้ม่านไปหนึ่งกรุบ
“ได้เลยจ้ะ รอแป๊บนะไอ้หนุ่ม”
ม่านหันขวับมามองเมฆาพร้อมทำหน้าเอือมระอาใส่เพราะม่านสั่งอะไรเมฆาก็มักจะสั่งตามเสมอ รีบขยับตัวออกจากการเกาะกุมของมืออีกฝ่าย
วืด!
“อะไร” เมฆาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“นายสั่งข้าวตามฉันอีกแล้วนะ คิดเองไม่เป็หรือไง”
“ใครว่าล่ะ ฉันก็อยากกินแบบนั้นเหมือนกัน”
เมฆาตีเนียนเอ่ยแถไปเรื่อย หันหน้ามองทางอื่น
“ฉันไปสั่งน้ำก่อนดีกว่า นายจะกินน้ำอะไร” เมฆาหันหน้ามาถาม
“แป๊บซี่แก้วหนึ่ง” ม่านเอ่ยออกมา
“ได้เลยครับ” แล้วเมฆาก็เดินไปสั่งแป๊บซี่ต่อในขณะที่ม่านยืนรอราดหน้าทะเล
“ราดหน้าทะเลสองที่ได้แล้วจ้า”
ป้าคนขายยื่นราดหน้าทะเลมาตรงหน้าม่าน ก่อนม่านจะเอ่ยขอบคุณป้าร้านข้าวออกไป ยกจานราดหน้าทะเลทั้งสองจานไปนั่งรอเมฆาที่โต๊ะ
เมื่อเห็นหน้าตาอาหารตรงหน้า ท้องไส้ก็เริ่มร้องประท้วงโครมครามออกมาเสียงดัง ให้รู้ว่าเขานั้นหิวแล้ว เด็กหนุ่มเงยหน้าไปมองหาเมฆา เห็นว่าเมฆากำลังเดินกลับมาที่โต๊ะแล้ว แล้วทั้งคู่ก็นั่งกินอาหารด้วยกันโดยมีเมฆาตั้งกุ้งในถ้วยขึ้นมาแบ่งให้
“กินเยอะ ๆ นะ จะได้โตไว ๆ”
ม่านกำลังตักปลาหมึกเข้าปากถึงกลับหยุดกินและเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเมฆา
“นายกินเงียบ ๆ โดยไม่ใช้ปากพูดก็ไม่มีใครว่านะเมฆา”
จึก!
เป็คำพูดโคตรทิ่มแทงจิตใจเมฆาสุด ๆ แต่เมฆากับชอบที่จะแหย่ม่านให้เขาด่าตัวเองเล่นเหมือนเดิม
.
.
ตกเย็น 17.00 pm.
เย็นนี้ฟ้าฝนไม่เป็ใจเด็กหนุ่มทั้งสองยืนรอรถกันอยู่ด้านหน้าบริษัทหลังจากเลิกงาน แต่กลับไม่มีรถแท็กซี่ที่ไหนขับผ่านเข้ามาสักคัน
ลำพังม่านเองก็ไม่ได้พกร่มติดไม้ติดมือมาด้วยและไม่คิดว่าวันนี้ฝนจะตกตอนเย็น ทั้งที่อากาศก่อนออกจากที่พักมันแดดร้อนเปรี้ยง ๆ ขนาดนั้น ม่านจึงชะล่าใจ
“เอาไงอะ ขืนยืนรอรถอยู่ตรงนี้ เราคงไม่ได้กลับบ้านกันแน่”
เมฆาพูดขึ้นหันมาถามความเห็นม่านเพื่อนสนิท ม่านส่ายหัว เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พนักงานที่บริษัทก็เริ่มทยอยกลับกันหมดแล้ว ทุกคนต่างพกร่มกันมาด้วยเพราะข่าวพยากรณ์อากาศวันนี้บอกว่าตอนเย็นของวันจะมีฝนตกหนัก ซึ่งม่านและเมฆาไม่ได้ดูข่าววันนี้มาก็เลยไม่รู้จึงซวยไปโดยปริยาย
“ฉันไปเรียกรถให้ดีกว่า ยิ่งฝนตกแบบนี้รถยิ่งติด กว่าจะถึงบ้าน”
ถึงบ้านของม่านจะใกล้กับที่ทำงานแต่การที่รถติดก็ทำให้การจราจรติดขัดและแย่ลงได้เช่นเดียวกัน อาจจะต้องรถติดเป็ชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน
“แล้ววันนี้เรานึกยังไง ไม่ขับรถมากัน” เมฆาเอ่ย
“นั่นสิ”
เพราะม่านกลัวที่ทำงานอิจฉาละมั้ง หากขับรถหรูมาคนในที่ทำงานอาจจะหมั่นไส้เอาได้ มันมักจะมีคนบางประเภทที่มักสอดรู้สอดเห็นในที่ทำงานอยู่บ่อย ๆ ม่านี้เีต้องเป็ขี้ปากชาวบ้านและมานั่งตอบคำถาม จึงเลือกที่จะนั่งแท็กซี่หรือเรียกพี่วินมอเตอร์ไซต์ให้มาส่งแทน บอกเมฆาว่าวันนี้ไม่ต้องเอารถมา
“แต่ฝนตกแรงขนาดนี้จะไปเรียกที่ไหน”
“ไม่งั้นเราจะรอฝนหยุดตกเหรอ ฉันี้เีรอ ฉันวิ่งไปเรียกตรงโน้นแป๊บเดียวเดี๋ยวมานะ”
เมฆาชี้มือไปยังถนนใหญ่ ก่อนรถแท็กซี่จะขับเข้ามาด้านหน้าบริษัทตรงนั้นมีรถสัญจรผ่านไปมา ยังไม่ทันที่ม่านจะได้ร้องห้ามเขาเอาไว้ เมฆาก็ตากฝนออกไปยืนโบกรถซะแล้ว
ตากฝนแบบนี้เดี๋ยวนายก็เป็หวัดหรอก
เด็กหนุ่มนึกในใจมองเมฆาร่างสูงใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวยืนตากฝนกำลังยกมือโบกรถให้กับเขา เป็เพราะใส่เสื้อทำให้เมื่อมันโดนฝนเสื้อจึงแนบเข้าไปกับกายเนื้อจนบางเห็นยันข้างใน
จะว่าไปเมฆาเพื่อนผมมันหุ่นดีจัง ม่านเผลอมองเมฆาเพลิน
ไม่นานเมฆาก็วิ่งกลับเข้ามา พร้อมกับรถแท็กซี่ขับตามเข้ามาด้วยสองคัน
“ม่าน รถมาแล้ว นายไปก่อนเลย”
“แล้วนายล่ะ” ผมะโถามกลับไป
“ฉันไปคันหลัง ระวังเปียกด้วย” เมฆาชี้มือไปยังคันหลัง
“อื้อ ขอบใจนะ นายรีบกลับไปอาบน้ำด้วยล่ะ ระวังจะไม่สบาย ขอบใจนายมาก” ม่านเอ่ยขอบคุณเมฆาออกไปก่อนก้าวขาขึ้นรถ
เมฆาพยักหน้าให้ม่านเปิดประตูรถออกยืนรอม่านขึ้นรถจนเสร็จ
“ไอ้หนู มันเปียกหมดแล้ว เอ็งรีบ ๆ ขึ้นมา รีบปิดประตู” ลุงขับแท็กซี่หันหน้ามาบอก
“ขอโทษครับลุง”
“จะไปไหน”
“หมู่บ้านเมฆฤดีครับ”