หลังจากได้รับการแนะนำจากเปี๋ยปู้ซือหม่าหลินผู่ หยางเจาก็ได้รู้ว่าขุนนางผู้ที่เป็ตูเว่ยผู้นั้น แท้จริงแล้วคือยอดขุนพลนามว่าพัวหอง*[1]
พวกเขาเดินลงมาจากหอคอยกำแพงเมืองมุ่งตรงไปยังค่ายทหาร ในที่สุดก็ได้พบกับพัวหองที่กำลังศึกษาแผนยุทธศาสตร์การป้องกันเมืองร่วมกับทหารนายอื่น ๆ เมื่อเห็นหยางเจาและหลินผู่เดินเข้ามา พวกเขากลับไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย
"พวกเราคอยอยู่ตรงนี้ก่อนเถอะ"
หลินผู่ดึงตัวหยางเจาให้ถอยออกไปด้านข้าง เพื่อรอจนกว่าการหารือจะเสร็จสิ้น
"ท่านตูเว่ย ท่านผู้ตรวจการมาถึงแล้วขอรับ"
ในขณะนั้น มีทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาแจ้งข่าว
สิ้นคำพูดของนายทหารผู้นั้น หวังเฟินผู้ตรวจการแคว้นแห่งแคว้นจี้โจวก็ก้าวเท้าเดินเข้ามาในค่ายทหาร
"ท่านผู้ตรวจการ สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจเลยขอรับ"
"ประตูเมืองทั้งสี่ด้านของเมืองเยี่ยเฉิงผ่านการโจมตีมาแล้วหนึ่งครั้ง ความเสียหายรุนแรงยิ่ง อีกทั้งเสบียงกรังในกองทัพก็เหลือเพียงพอสนับสนุนได้อีกเพียงเจ็ดถึงแปดวันเท่านั้น"
"อาวุธสำหรับป้องกันเมืองอย่างลูกธนูหรือท่อนไม้กลิ้ง หากยังคงใช้งานเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เกรงว่าคงเหลือใช้ได้อีกเพียงสามวันเท่านั้น"
"ประตูเมืองของหอคอยทั้งสี่ด้าน มีเพียงประตูเฟิ่งหยางเท่านั้นที่สถานการณ์ยังพอรับมือไหว ส่วนด้านอื่น ๆ น่าเป็ห่วงอย่างยิ่ง"
"ประตูกว่างหยางทางทิศใต้ เกือบจะเสียประตูเมืองไปแล้ว"
"การก่อฏของพวกโจรแมลงเม่าเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป พวกเราไม่มีเวลาเตรียมตัวตั้งรับ พริบตาเดียวพวกมันก็ยกทัพมาประชิดติดกำแพงเมืองแล้ว"
พัวหองรายงานสถานการณ์ปัจจุบันเป็คนแรก
ประตูเฟิ่งหยางที่มีหยางเจาเป็กำลังสำคัญในการต้านรับ ถือเป็กรณีพิเศษของาครั้งนี้
หลังจากรับฟังรายงานของพัวหองจบ หวังเฟินก็รู้สึกปวดหัวอย่างหนัก พลางถามว่า "พานตูเว่ย ท่านพอจะมีแผนการขับไล่ศัตรูหรือไม่?"
พัวหองกล่าวอย่างจนใจว่า "ข้าได้สั่งการให้รื้อถอนบ้านเรือนบางส่วนภายในเมือง เพื่อนำไม้และหินมาใช้ป้องกันเมือง อีกทั้งยังเร่งผลิตลูกธนูให้ได้มากที่สุด หวังว่าจะประคองสถานการณ์ไปได้อีกสักสองวัน ไม่ทราบว่ากองหนุนของท่านหลูจงหลาง*[2] จะเดินทางมาถึงเมื่อใด?"
"ตามข่าวล่าสุด ท่านหลูจงหลางนำกองทัพแปดหมื่นนายยกมาสมทบ คาดว่าจะเดินทางมาถึงเมืองเยี่ยเฉิงเร็วที่สุดในอีกเจ็ดวันข้างหน้า"
หวังเฟินขมวดคิ้วมุ่น
อาวุธสำหรับป้องกันเมืองมีเหลือเพียงพอใช้ได้แค่สามวัน
หากรื้อถอนบ้านเรือนในเมืองมาใช้ก็น่าจะยื้อเวลาไปได้อีกสองถึงสามวัน แต่เวลาก็ยังคงไม่เพียงพออยู่ดี หากกองฏโพกผ้าเหลืองภายนอกเมืองเปิดฉากโจมตีหนักอีกครั้ง เวลาที่พวกเขาสามารถต้านทานได้ย่อมลดน้อยลงไปอีก
นี่เป็เพียงการคำนวณการสูญเสียของอาวุธเท่านั้น ยังไม่ได้นับรวมความเสียหายของกำลังพลป้องกันเมือง
หากสู้รบกันอีกสักสองระลอก จำนวนทหารป้องกันเมืองที่ล้มตายย่อมเพิ่มขึ้น การต้านทานย่อมยากลำบากยิ่งกว่าเดิม
พื้นที่หลักที่กองฏโพกผ้าเหลืองเคลื่อนไหวและยึดเป็ฐานที่มั่นคือแคว้นจี้โจว พวกมันไม่มีทางปล่อยเมืองเยี่ยเฉิงไปอย่างแน่นอน
"เจ็ดวัน!"
พัวหองรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
เมืองและอำเภออื่น ๆ ต่างก็กำลังต่อสู้กับพวกฏโพกผ้าเหลืองในเขตพื้นที่ของตนเอง ทำให้ไม่สามารถแบ่งกำลังพลมาสนับสนุนเมืองเยี่ยเฉิงได้
"ผู้น้อยมีแผนการหนึ่ง สามารถยื้อเวลาศัตรูไปได้อีกสองถึงสามวันขอรับ"
ในขณะที่หวังเฟินและพัวหองตกอยู่ในความเงียบงัน เสียงของหยางเจาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
เขาโพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหันจนหลินผู่ที่อยู่ข้าง ๆ ใ ส่งสายตาเป็นัยว่าอย่าได้ทำอะไรวู่วาม
พัวหองมองมาทางพวกเขาด้วยความสงสัย ในที่สุดก็นึกเื่ของหลินผู่ขึ้นมาได้จึงถามว่า "หลินผู่ เขาคือพลทหารคนนั้นบนประตูเฟิ่งหยาง คนที่เ้าแนะนำมาใช่หรือไม่?"
"ใช่ขอรับ การที่ประตูเฟิ่งหยางรักษาไว้ได้ ทั้งหมดล้วนเป็เพราะความสามารถของหยางเจา"
หลินผู่เล่าเื่ราวทั้งหมดให้ฟังอย่างสรุป โดยเน้นย้ำถึงความสามารถของหยางเจาเป็พิเศษ พร้อมกล่าวเสริมว่า "ทหารของพวกเราตายไปหลายนาย ข้ากังวลว่ากำลังพลจะไม่เพียงพอในการบัญชาการทำให้ขวัญกำลังใจแตกซ่าน ประจวบเหมาะกับหยางเจามีความสามารถ จึงขอแนะนำให้ท่านตูเว่ยได้รู้จักขอรับ"
"โอ้!"
หวังเฟินเริ่มรู้สึกสนใจหยางเจาขึ้นมาบ้าง จึงถามว่า "เ้าบอกว่าสามารถยื้อเวลาไปได้อีกสองสามวัน เ้ามีวิธีอย่างไร?"
หยางเจาไม่มีท่าทีเกรงกลัว เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วกล่าวว่า "ขอเพียงท่านผู้ตรวจการสั่งการให้รวบรวมน้ำสีทองและน้ำมันไฟภายในเมือง หากไม่มีน้ำมันไฟ ให้รวบรวมน้ำมันตง น้ำมันงา หรือน้ำมันสัตว์มาแทน ก็จะสามารถยื้อเวลาไปได้อีกหลายวันขอรับ"
"ใช้น้ำมันไฟ ก็คือการใช้ไฟจู่โจม แผนการนี้อาจจะใช้ได้ผล"
พัวหองครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "เมืองเยี่ยเฉิงกว้างใหญ่ น้ำมันไฟ น้ำมันงา และน้ำมันตงที่รวบรวมมาได้น่าจะมีไม่น้อย เมื่อศัตรูบุกประชิดกำแพงเมืองก็สาดลงไปแล้วจุดไฟเผา น่าจะมีประสิทธิภาพอยู่ไม่น้อย นับว่าเป็ความสะเพร่าของข้าที่คิดไม่ถึงเื่นี้ แต่ว่าน้ำสีทองนั่นเล่ามีประโยชน์อันใด?"
น้ำสีทองก็คืออุจจาระและน้ำจากสิ่งปฏิกูล
"น้ำสีทองมีประโยชน์สองประการขอรับ"
"ประการแรก นำไปต้มให้เดือดแล้วสาดใส่ศัตรูที่กำลังปีนขึ้นมา าแที่เกิดจากน้ำร้อนลวกเช่นนี้จะรักษายากยิ่ง ทำให้ศัตรูสูญเสียความสามารถในการสู้รบไป"
"ประการที่สอง ในสมัยก่อนที่รัฐฉินจะพิชิตหกรัฐ มีวิธีการที่นำลูกธนูและดาบไปแช่ในน้ำสีทองก่อนใช้งานขอรับ"
"ภายในน้ำสีทองมีสารพิษชนิดหนึ่ง หากาแััโดน เนื้อเยื่อรอบาแจะเน่าเปื่อย ทำให้ผู้ได้รับาเ็มีไข้สูง ป่วย และเสียชีวิตในที่สุด"
"ในเมื่อวันนี้เราได้ปะทะกับพวกโจรแมลงเม่าแล้ว ศัตรูที่มาบุกตีเมืองต่างก็มีาแติดตัวไม่มากก็น้อย ดังนั้นน้ำสีทองย่อมแสดงผลได้อย่างเต็มที่ขอรับ"
หยางเจาอธิบาย
ในน้ำปฏิกูลเต็มไปด้วยแบคทีเรียและเชื้อโรค ในยุคโบราณที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะ หากาแััโดนเชื้อโรคเหล่านี้ย่อมเกิดการอักเสบ หรือถึงขั้นบาดทะยัก ด้วยสภาพการแพทย์ในยุคนี้ทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น
น้ำสีทองเปรียบเสมือนอาวุธชีวภาพในยุคโบราณโดยแท้
หลินผู่ตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าหยางเจาไม่เพียงมีความดุดัน แต่ยังมีเล่ห์เหลี่ยมในการป้องกันเมืองอีกด้วยลัทธิไท่ผิง
พัวหองและหวังเฟินดวงตาเป็ประกาย การใช้พิษจากน้ำสีทองสังหารศัตรู วิธีการนี้พวกเขาต่างเคยได้ยินมาบ้าง
ในบันทึกโบราณเองก็เคยมีบันทึกเื่นี้ไว้เช่นกัน
ไม่นึกเลยว่าพลทหารตัวเล็ก ๆ คนนี้จะมีความรู้รอบตัวถึงเพียงนี้!
หยางเจาเสริมต่อว่า "น้ำสีทองไม่เพียงแต่สกัดศัตรูได้ แต่ยังสามารถทำให้พวกฏโพกผ้าเหลืองเกิดความสั่นคลอนในศรัทธาต่อลัทธิไท่ผิง*[3] อีกด้วยขอรับ"
"จะทำให้สั่นคลอนได้อย่างไร?" หวังเฟินถามอย่างสงสัย
"เตียวก๊ก*[4] และพวกพ้องสามารถรวบรวมกองทัพหลายแสนนายมาสร้างความวุ่นวายได้ เพราะลัทธิไท่ผิงของเขาสามารถมอบความศรัทธาให้กับพวกฏโพกผ้าเหลือง หากทหารที่โดนน้ำสีทองสาดใส่ต้องล้มป่วยตายลง ความศรัทธาของพวกมันย่อมพังทลายลงมิใช่หรือขอรับ?" หยางเจากล่าว
พัวหองกล่าวว่า "เตียวก๊กไม่ได้ป่าวประกาศหรอกหรือว่า การเลื่อมใสในลัทธิไท่ผิงสามารถใช้น้ำยันต์รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกชนิด?"
หยางเจาย้อนถามว่า "ท่านตูเว่ยเชื่อจริง ๆ หรือว่า น้ำยันต์สามารถรักษาโรคได้?"
พัวหอง "..."
เขาย่อมไม่เชื่ออย่างแน่นอน
หวังเฟินเห็นสมควรว่าแผนการนี้มีความเป็ไปได้ และยามนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว จึงสั่งการว่า "จงรีบจัดคนออกไปรวบรวมน้ำสีทองและน้ำมันไฟมาให้ทั่วเมือง ต้องเร่งมือให้เร็วที่สุด!"
ทหารหลายนายได้รับคำสั่งก็รีบออกไปจัดการภารกิจทันที
"หยางเจา เ้ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลหยางแห่งหงหนงหรือไม่?"
หวังเฟินพิจารณาหยางเจาอยู่ชั่วครู่ บุรุษผู้นี้มีฝีมือไม่ธรรมดา อีกทั้งยังมีสติปัญญา อาจเป็บุตรหลานตระกูลขุนนางที่เกิดจากอนุภรรยาจึงต้องตกยากถึงเพียงนี้
หากมีตระกูลหนุนหลังและมีความสามารถ ก็สามารถที่จะรับใช้ได้อย่างเต็มที่
หยางเจาประสานมือกล่าวว่า "ผู้น้อยเป็เพียงคนธรรมดา และบังเอิญแซ่หยางเท่านั้นขอรับ"
เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเฟินก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง จึงกล่าวว่า "ข้าจะไปประกาศคำสั่งระดมชาวเมืองให้ช่วยกันรวบรวมน้ำมันไฟและน้ำสีทองมาที่ค่ายทหาร ส่วนเื่ที่เหลือให้เป็หน้าที่ของท่านพานตูเว่ยดูแลต่อ"
"น้อมส่งท่านผู้ตรวจการ!"
พวกเขาทั้งหลายต่างมองส่งหวังเฟินเดินออกจากประตูค่ายไป
พัวหองกล่าวว่า "หากน้ำมันไฟและน้ำสีทองใช้ได้ผล หยางเจา เ้าก็นับว่ามีบุญคุณกู้เมืองเยี่ยเฉิงเอาไว้ ตอนนี้เ้าเป็เพียงนายสิบ ข้าขอเลื่อนขั้นให้เ้าเป็จวินโฮ่ว*[5] เป็การพิเศษ เพื่อรับผิดชอบการป้องกันประตูเฟิ่งหยางทั้งหมด ส่วนหลินผู่ ข้าจะให้ย้ายไปประจำการที่ประตูจงหยาง เ้าคิดว่าพอจะทำหน้าที่นี้ไหวหรือไม่?"
จวินโฮ่วเป็ตำแหน่งรองจากซือหม่าเท่านั้น
หยางเจาคำนวณระดับความก้าวหน้าแล้ว พบว่าเป็การเลื่อนขั้นทีเดียวสามระดับ อีกทั้งไม่ใช่ตำแหน่งรักษาการชั่วคราว จึงตอบเสียงดังว่า "ผู้น้อยจะไม่ทำให้ท่านตูเว่ยต้องผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ!"
[1] พัวหอง หรือชื่อในภาษาจีนกลางคือพานเฟิ่ง เป็ขุนนางทหารตำแหน่งตูเว่ย (ผู้บังคับการทหาร) ประจำเมืองเยี่ยเฉิง
[2] จงหลางเจียงเป็ตำแหน่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่อยู่ในระดับขุนพลของราชวงศ์ฮั่น มักได้รับมอบหมายให้คุมกำลังทหารกองกำลังสำคัญ อารักขาพระราชวัง หรือเป็แม่ทัพนำศึกปราบปรามในเขตยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในวรรณกรรมสามก๊ก
[3] ลัทธิไท่ผิงเป็ขบวนการทางศาสนาและลัทธิเต๋าในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ก่อตั้งโดยเตียวก๊ก เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากแค้น โดยใช้หลักการรักษาโรคด้วยน้ำยันต์และยาสมุนไพร ก่อนจะขยายตัวกลายเป็กองกำลัง 'ฏโพกผ้าเหลือง' เพื่อโค่นล้มราชสำนักฮั่น
[4] เตียวก๊ก หรือชื่อในภาษาจีนกลางคือจางเจี่ยว เป็ผู้นำสูงสุดและผู้ก่อตั้งกองฏโพกผ้าเหลือง ทั้งยังเป็ผู้ก่อตั้งลัทธิไท่ผิง
[5] จวินโฮ่วเป็ตำแหน่งนายทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพยุคฮั่น มีฐานะเทียบเท่านายกองหรือผู้บังคับกองพัน คุมกำลังพลระดับหลักร้อยคนขึ้นไป