จริงๆแล้วผู้อาวุโสจ้าวกับเสิ่นลี่ต่างก็เป็นคนฉลาด แต่เหตุผลเดียวที่เย่จื่อเฟิงสามารถปั่นหัวพวกเขาได้ นั่นเพราะเขาประเมินเย่จื่อเฟิงต่ำเกินไป เหมือนกับคนที่อยู่บนถนน ซึ่งพวกเขาไม่สนว่าจะเหยียบโดนแมลงมีพิษหรือไม่ แต่เมื่อพวกเขารู้สึกตัวก็ตกอยู่ในหลุมพรางของเย่จื่อเฟิงเรียบร้อยแล้ว
ในหนึ่งปีเย่จื่อเฟิงจะมียอดฝีมือระดับผู้ใช้ยุทธ์์คอยคุ้มครอง เขาได้เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรและสั่งให้พวกเขาปกป้องตัวเอง หากมีคนหมายจะเอาชีวิตเขาย่อมต้องผ่านด่านผู้อาวุโสจ้าวกับเสิ่นลี่ก่อน ไม่ว่าอย่างไรมนต์สะกดวิญญาณแฝดก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากเขาถูกฆ่า ผู้อาวุโสทั้งสองย่อมต้องเผชิญกับหายนะอย่างแน่นอน
พวกเขาในตอนนี้ ก็เหมือนกับตั๊กแตนที่อยู่บนเส้นด้าย
"จับฉลากงั้นรึ? มันค่อนข้างจะยากทีเดียวเชียวนะ ถึงแม้พวกข้าจะทําได้ แล้วจะให้เราบอกเจ้าอย่างไร ในเมื่อมีทุกคนเฝ้าจับตาดูอยู่มากไหม " ในใจผู้อาวุโสจ้าวได้ยอมรับหลุมพรางของเย่จื่อเฟิงขุดไว้แล้ว จึงมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ
"ท่านไม่ต้องบอกอันใดข้าต่อหน้าทุกคนหรอก ท่านก็แค่คุยผ่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับก่อนหน้านี้" เย่จื่อเฟิงหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
“ผ่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์? เจ้าคืนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเราแล้วมิใช่รึ? " ผู้อาวุโสจ้าวหน้าเปลี่ยนสีทันที เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสบถออกมา "ไอ้เด็กเหลือขอ เจ้ายังมีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้าอยู่ส่วนหนึ่งงั้นเรอะ! "
เย่จื่อเฟิงเริ่มหัวเราะ "สมกับที่เป็นผู้อาวุโสจ้าว มีสติปัญญาเฉียบแหลมยิ่งนัก ถูกต้องแล้วข้ายังมีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของท่านเหลืออยู่อีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นข้าสามารถใช้มันสื่อสารกับพวกท่านได้ หลังจากนี้ หากข้าตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิต ข้าจะใช้มันเรียกพวกท่านมาช่วย! " เย่จื่อเฟิงยังคงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องเหมือนที่ทํากับหวางหลิน ฉะนั้นครั้งนี้เขาจึงไม่ยอมปล่อยผู้อาวุโสทั้งสองไปง่ายๆ
"เจ้า! เจ้ามันเด็กเหลือขอ! ช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก! "
ผู้อาวุโสจ้าวรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขามองไปยังเสิ่นลี่แล้วหันมามองเย่จื่อเฟิง "แต่เดี๋ยวก่อนนะ... เหตุใดเจ้าถึงเก็บแต่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้า แต่ไม่เก็บของผู้อาวุโสเฉินกัน? "
"ผู้อาวุโสเฉินเป็นคนระวังตัว ข้ารู้สึกว่ามันจะดีกว่าหากเก็บแค่ของท่านเอาไว้"
ในตอนแรกผู้อาวุโสจ้าวคิดว่าเย่จื่อเฟิงกําลังชมตัวเองอยู่ แต่หลังจากคิดเรื่องนี้ดูอีกครั้ง เย่จื่อเฟิงกําลังด่าเขาว่าไอ้โง่นี่เอง!
"ท่านมีเหตุผลอันใดผู้อาวุโสเฉิน ถึงจะหยุดข้าไม่ให้สังหารเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้! "
ผู้อาวุโสเฉินถอนหายใจ เขาดีใจที่ตัวเองไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายของชายผู้นี้แล้วรีบหยุดผู้อาวุโสจ้าวเอาไว้ เขาไม่อยากให้ผู้อาวุโสจ้าวทําอันใดที่จะก่อให้เกิดปัญหากับตัวเขาเอง
การที่เย่จื่อเฟิงผู้นี้ เจ้าเล่ห์ได้ขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ใครจะรู้ว่าเมื่อโตขึ้นเขาจะกลายเป็นอันใด บางทีเขาอาจจะช่วยเหลือสํานักในอนาคตก็ได้
....
การประลองในตอนบ่ายนั้นเป็นงานหลักที่ทั่วทั้งเมืองเหลยโจวให้ความสนใจ หลังจากหมดเวลาพัก ทางสํานักก็ได้ประกาศกฎของการแข่งขันในส่วนที่สอง และอย่างที่เย่จื่อเฟิงได้คาดไว้ มันเป็นการประลองหนึ่งต่อหนึ่งทั้งหมดสามคู่
นี่คือการประลองของตระกูลเย่กับตระกูลหลิว หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ในอดีต หัวข้อสนทนาในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่เย่จื่อเฟิง
"พี่ชายทั้งหลาย...ข้าไม่รู้จริงๆว่าปีนี้จะเป็นอย่างไร ห้าปีก่อน เย่จื่อเฟิงไม่มีความกล้าแม้แต่จะเข้าร่วม แต่พอห้าปีผ่านไปเขากลับไต่เต้าขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของรุ่นเยาว์ทั้งหลาย นี่มันเกินกว่าสามัญสํานึกแล้ว! "
"ยิ่งไปกว่านั้นเย่จื่อเฟิงผู้นี้อยู่แค่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่เท่านั้น แต่กลับสามารถปีนขึ้นไปยังขั้นที่หกสิบเจ็ดได้ แม้แต่หวางเทียนจื้อนายน้อยแห่งตระกูลหวางก็ยังทําไม่ได้ เหมือนกับว่าเย่จื่อเฟิงได้ตบหน้าคนทั้งตระกูลหวางชัดๆ "
อันที่จริงตระกูลเล็กๆ จํานวนมากต่างก็ยินดีกับเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาถูกตระกูลหวางกดขี่ข่มเหงมาเป็นเวลานานหลายปี แล้วยามนี้เย่จื่อเฟิงเสมือนได้ต่อลมหายใจให้กับพวกมัน พวกมันย่อมรู้สึกยินดีเป็นธรรมดา
"จริงสิ... ข้ายังได้ยินมาอีกว่า คุณหนูรองของตระกูลหลิวเป็นคู่หมั้นของเย่จื่อเฟิง จากที่ข้าเห็นต่อให้ตระกูลไหนเป็นผู้ชนะก็หาใช่เรื่องสำคัญ เพราะพวกเขาก็กําลังจะเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว"
"เอาล่ะๆ หยุดคุยกันดีกว่า ทั้งสองตระกูลออกมาแล้ว หลังจากที่พวกนั้นจับฉลาก การประลองก็จะเริ่มขึ้น"
ณ ลานประลองของหอวิญญาณต้องห้าม เวลานี้ทั้งสองตระกูลใหญ่กำลังยืนคนละฝั่ง ฝั่งละ 3 คน การที่ทั้งสองตระกูลจะต้องยืนอยู่ห่างกันนี่ถือเป็นกฎของเมืองเหลยโจวทวีปวิญญาณยุทธ์
หลินเค่อเดินอย่างใจเย็นไปยังใจกลางลานประลอง เมื่อทุกคนเห็นดังนี้ต่างก็หยุดพูดคุยกันทันที แล้วหลินเค่อก็กล่าวว่า "อันดับหนึ่งของการแข่งขันในส่วนแรกคือ เย่จื่อเฟิง ดังนั้นตระกูลเย่ที่เขาเป็นตัวแทนจะต้องประลองกับตระกูลของผู้ชนะในงานชุมนุมบันไดสวรรค์ครั้งก่อน ตระกูลที่สามารถเอาชนะการประลองสองรอบจะเป็นฝ่ายชนะ ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนขึ้นมาจับฉลากเลือกคู่ได้"
"ข้าไปเอง" หลังจากที่หลินเค่อพูดจบ เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วก็ก้าวเดินออกไป ไม่จําเป็นต้องพูดถึงเย่เสวี่ยอี๋ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะสนับสนุนพี่ชายของตนอยู่แล้ว ส่วนเย่หุ้ยฉือก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพียงแค่รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
ส่วนปิงเชี่ยนที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง สีหน้าของนางยังคงหดหู่เป็นอย่างยิ่งจนไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหน
ในที่สุดหลิวหนิงจือกระตุกแขนเสื้อของหลิวอี้เก๋อแล้วปั้นยิ้ม "ศิษย์พี่ ท่านออกไปจับฉลาก"
"ท่านกลัว? หรืออายที่ต้องเผชิญหน้าเย่จื่อเฟิง? "
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวหนิงจือหายไปทันที จ้องเขม็งไปที่เย่จื่อเฟิง
หลิวอี้เก๋อมองไปยังเย่จื่อเฟิงแล้วถอนหายใจออกมา แล้วเดินไปยืนข้างเย่จื่อเฟิง จ้องมองเย่จื่อเฟิงด้วยสายตาดุร้าย "คอยดูเถอะข้าอยากจะสั่งสอนเจ้าด้วยมือของข้า เจ้าจะได้รู้จากคำว่าที่ต่ำที่สูง "
เย่จื่อเฟิงหัวเราะเบาๆ "ถ้าข้าสู้กับเจ้า เช่นนั้นฝ่ายข้าคงชนะลอยลำแล้วล่ะ"
"เจ้า! " หลิวอี้เก๋อมีโทสะเดือดดาลอย่างท่วมท้น เมื่อเห็นว่าเย่จื่อเฟิงไม่เห็นตนเองอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
"เย่จื่อเฟิง! อย่าคิดว่าแกจะโชคดีเป็นครั้งที่สองล่ะ ครั้งนี้ ถ้าพวกเรามาเจอกัน ข้าจะให้แกลิ้มรสความเจ็บปวดที่แท้จริง! "
หลินเค่อมองไปยังทั้งสองแล้วกล่าวว่า " เอาล่ะ หยุดเถียงกันได้แล้ว ตรงนี้มีกล่องอยู่สองใบในแต่ละกล่องจะมีรายชื่อตัวแทนของทั้งสองกลุ่ม กลุ่มละสามคน พวกเจ้าทั้งสองคนจะจับฉลากขึ้นมาคนละหนึ่งแล้ววางไว้บนโต๊ะนี้"
เย่จื่อเฟิงยิ้มพร้อมกับผายมือให้หลิวอี้เก๋อแล้วกล่าวคำว่า "เชิญ" หลังจากนั้นเขาก็หลับตาลงอย่างรวดเร็วแล้วเริ่มคุยกับผู้อาวุโสจ้าว
"ท่านผู้อาวุโสจ้าว แต่ละชื่ออยู่ตรงไหนบ้าง? โปรดบอกข้าที"
ผู้อาวุโสจ้าวยิ้ม "ไอ้เด็กเหลือขอ ทีเช่นนี้ทำมาเป็นพูดจาสุภาพเชียวนะ"
"เร็วเข้า ไม่มีเวลาแล้ว" ที่เย่จื่อเฟิงปล่อยให้หลิวอี้เก๋อเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ก็เพื่อถ่วงเวลา แต่เขาไม่อาจเสียเวลาไปมากกว่านี้ได้อีก ไม่เช่นหลินเค่อจะสงสัยเอาได้
ผู้อาวุโสจ้าวหัวเราะ "เอาล่ะๆ ใบตรงกลางคือหลิวหนิงจือ อันที่อยู่ด้านซ้ายคือหลิวปิงเชี่ยน และอันที่อยู่ด้านขวาคือหลิวอี้เก๋อ"
"เข้าใจแล้ว" เย่จื่อเฟิงถอนหายใจแล้วลืมตาขึ้น
"เห๊อะ! ข้ามาก่อนก็ต้องเริ่มก่อนอยู่แล้ว" หลิวอี้เก๋อยื่นมือเข้าไปในกล่องแล้วหยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น
หลินเค่อรับกระดาษแผ่นนั้นแล้วประกาศว่า"การประลองคู่แรกเย่เสวี่ยอี๋จากตระกูลเย่จะเป็นผู้ออกมาประลอง เย่จื่อเฟิงถึงตาเจ้าแล้ว"
เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วหยิบกระดาษที่อยู่ตรงกลางออกมา เขายื่นมันให้กับหลินเค่อโดยไม่มองแม้แต่น้อย
"คุณหนูหลิวหนืงจือจากตระกูลหลิว"
เย่เสวี่ยอี๋อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่แปด ในขณะที่หลิวหนิงจืออยู่ขั้นที่เจ็ด เมื่อเห็นว่าเสวี่ยอี๋อยู่ขั้นสูงกว่าคู่ต่อสู้ผู้ชมทั้งหมดต่างส่งเสียงไชโยโห่ร้องด้วยความประหลาดใจ
"ครั้งนี้เย่จื่อเฟิงมากับดวงจริงๆ จับฉลากถูกคู่ตั้งแต่ครั้งแรก บางทีตระกูลเย่อาจจะเอาชนะตระกูลหลิวได้ก็เป็นได้! "
"มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดเช่นนั้น ตระกูลหลิวนั้นแข็งแกร่งกว่าตระกูลเย่แทบจะทุกด้าน ถึงแม้ว่าคุณหนูจากตระกูลเย่จะชนะ แต่ข้าไม่คิดว่าอีกสองคนจากตระกูลเย่จะทําอันใดได้อีก"
"พูดเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าอยากพนันข้างตระกูลหลิวใช่หรือไม่? ย่อมได้เช่นนั้นข้าลงข้างตระกูลเย่เอง เจ้ากล้าพนันเงินก้อนใหญ่กับข้าหรือไม่? "
"มาเลย! คิดว่าข้าไม่กล้าเรอะ? "
คนจากตระกูลเล็กๆ ที่แพ้ไปก่อนแล้ว เริ่มพนันขันต่อกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่คนในสํานักเองต่างก็เริ่มวางเดิมพันเช่นกัน
...
หลังจากต่อสู้กันได้สักพัก หลิวหนิงจือก็กระเด็นออกนอกลานประลองพร้อมกับกระอักโลหิตออกมา
เย่เสวี่ยอี๋มองหลิวหนิงจืออย่างดูถูกแล้วหยุดโจมตี "เจ้าแพ้แล้ว"
ในที่สุด หลิวหนิงจือก็ไม่สามารถเอาชนะเย่เสวี่ยอี๋ที่อยู่ขั้นสูงกว่าตัวเองได้ นี่ทําให้ตระกูลเย่ต้องการชัยชนะอีกเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
"พี่ปิงเชี่ยน... ข้าขอโทษ ข้าแพ้แล้ว... "
"ไม่เป็นไรหรอกหนิงจือ เจ้าทําดีแล้ว ถ้าเจ้าจะโทษ ก็โทษอี้เก๋อที่โชคร้ายจับคู่เจ้ากับคนที่เก่งที่สุด"
หลิวหนิงจือพยักหน้าจากคําพูดปลอบใจของปิงเชี่ยน ทันใดนั้นนางก็หันกลับไป นางอยากรู้ว่าเย่จื่อเฟิงจะทําหน้าอย่างไร แต่เย่จื่อเฟิงไม่ได้หันมามองแม้แต่น้อย
นางกัดริมฝีปากเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า โดยไม่รู้ว่าตัวเองกําลังคิดอันใดอยู่...
......
นอกจากคนตระกูลเย่แล้ว คนอื่นๆต่างคิดว่าการจับคู่ครั้งนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น แต่ละคนต่างก็ถอนหายใจกับการประลองคู่นี้
ส่วนคนของตระกูลเย่ต่างรู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะผลที่ออกมาเป็นเช่นดั่งที่เย่จื่อเฟิงบอกมาก่อนหน้านี้
"จื่อเฟิงเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ นี่จะเป็นการต่อสู้ที่ดีที่สุดใช่หรือไม่? "
น้ำเสียงของเย่ฉงเทียนแฝงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น หากเป็นไปตามแผนที่เย่จื่อเฟิงได้วางเอาไว้ เช่นนั้นตระกูลเย่ก็จะได้ตําแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเหลยโจวกลับคืนมา
เย่เสวี่ยอี๋เดินออกจากลานประลองด้วยความดีใจ พร้อมกับมองไปยังพี่ชายของตน "ดูสิท่านพี่จื่อเฟิง ข้าจัดการนางได้! ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนของท่าน เช่นนั้นตระกูลเย่ของเราจะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากงานชุมนุมครั้งนี้ และยังได้ตําแหน่งกลับคืนมาด้วย! "
เย่จื่อเฟิงยิ้ม "เอาล่ะๆ เรื่องนั้นยังไม่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งไปหวังอันใดมาก ตอนนี้ผู้อาวุโสหลินกําลังเรียกข้าไปจับฉลากแล้ว... "
จบตอน