การฝึกซ้อมกีฬากลุ่มโรงเรียน่บ่ายดำเนินไปอย่างดุเดือดเสียงนกหวีด เสียงเชียร์ และเสียงเด็กๆ วิ่งตึงตังดังสนั่นสนามใหญ่
ผู้กองเอกเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์อย่างช้าๆสายตาคมกริบที่เคยจดจ่ออยู่กับตัวอักษรเคลื่อนขึ้นไปสบเข้ากับร่างบางของนางเอกเข้าอย่างจัง
และจังหวะนั้นเอง...แทนที่เธอจะหลบตาหรือทำเป็เขินอาย เอมกลับทำหน้าหมั่นไส้ใส่เขาเต็มเบอร์ก่อนจะแลบลิ้น ส่งมาให้อย่างซุกซน ทะเล้น และน่าหยิกเป็ที่สุด
ภาพของหญิงสาวที่ยืนท้าทายความเขินอยู่ตรงหน้าช่างเป็จังหวะตกหลุมรักที่ทรงพลังเสียเหลือเกิน... ในเสี้ยววินาทีนั้นผู้กองเอกรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มความน่ารักแสบสันที่เกินต้านทานของนางเอก ทำให้เขา ‘ตกหลุมรักจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว’อย่างแท้จริง
‘ต่อให้ต้องยอมแพ้ให้เด็กแสบคนนี้ไปตลอดชีวิตผู้กองหนุ่มก็เต็มใจยอมจำนนแต่โดยดี!’
แต่ความฟินยังไม่ทันได้ลงหลักปักฐานนานจู่ๆ เสียงะโโวยวายด้วยความใจากสนามเด็กเล่นก็ดังลั่นขึ้น...
"ระวังครับครูเอม!!!!!!!"
เสียงทุ้มะโลั่นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่พุ่งเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วแสงยังไม่ทันที่เอมจะได้หันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น จังหวะนั้นลูกฟุตบอลลูกใหญ่ที่เด็กๆเตะพลาดเป้าก็ลอยเคว้งพุ่งตรงเข้ามาหาร่างบางด้วยความเร็วสูง
พรึบ!
ผู้กองเอกที่ยืนมองสถานการณ์อยู่ไม่ไกลพุ่งตัวเข้ามาคว้าเอวบางของเอมไว้ด้วยมือข้างเดียวพร้อมกับดึงเข้าหาตัวเพื่อหลบวิถีลูกฟุตบอลที่พุ่งเฉียดหัวไปเพียงนิดเดียวแรงเหวี่ยงจากการดึงทำให้ร่างทั้งสองร่างเซถลาล้มลงไปพิงกับเสาเต็นท์กองอำนวยการด้วยกันทั้งคู่
สนามรอบข้างเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ...
เอมเบิกตากว้างด้วยความใหัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นโครมครามดังยิ่งกว่าเสียงกลองกองเชียร์ เมื่อรู้ตัวอีกทีใบหน้าของเธออยู่ห่างจากปลายคางของนายทหารหนุ่มเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆรดรินอยู่บริเวณขมับ กลิ่นอายความเป็ผู้ชายและกลิ่นเหงื่อจางๆ จากการตากแดดดทำให้สมองของเอมขาวโพลนไปหมด
"อะ...ผู้กอง..."
เอมเสียงสั่นพร่าหัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
ผู้กองเอกไม่ได้ขยับตัวหนีแถมยังก้มมองคนในอ้อมแขนที่กำลังหน้าแดงก่ำรอยยิ้มเ้าเล่ห์แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นผุดขึ้นที่มุมปากดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตากลมโตอย่างมีความหมาย
"เมื่อกี้ใครน๊าทำตัวอวดเก่งใส่ผมอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงได้ยืนนิ่งเป็เป้าให้ผมกอดแบบนี้ล่ะหึ?"
เสียงทุ้มกระซิบแ่เบาข้างใบหูน้ำเสียงเจือความเอ็นดูระคนขี้เล่น ทำเอาเอมร้อนผ่าวไปทั้งหน้าลามไปจนถึงใบหูและต้นคอ
"คะ...ใครให้กอดเล่า! ปล่อยเลยนะ!"
เอมรีบใช้มือเล็กๆ ทุบอกแกร่งเบาๆเพื่อประท้วง แต่มีหรือที่คนตัวโตกว่าจะยอมปล่อยง่ายๆ
"ไม่ปล่อยครับ..."
ผู้กองเอกกระซิบชิดริมใบหูเสียงทุ้มต่ำเจือหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดีดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความเ้าเล่ห์ขั้นสุด
“ผมจำได้ว่ามีเด็กแถวนี้แอบแลบลิ้นใส่ผม”
“ใครแลบลิ้นใส่ผู้กองกันคะ!อย่ามาใส่ร้ายนะ!”
เอมเถียงเสียงแข็งกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวบนใบหน้าด้วยการทำเสียงดุใส่ แต่ติดตรงที่แก้มแดงๆกับดวงตาลอกแลกมันฟ้องความจริงหมดเปลือก
“อ้าว...เมื่อกี้ผมยืนมองอยู่ตรงเต็นท์โน้นเห็นเต็มสองตาเลยครับว่าแม่เสือสาวตัวน้อยแถวนี้แอบทำหน้าทะเล้นใส่...แบบนี้ต้องโดนทำโทษข้อหาดื้อกับผู้กองแล้วมั้งครับ?”
“ผู้กองจะมาลงโทษอะไรเล่าปล่อยได้แล้ว คนอื่นมองกันหมดแล้วนะ!”
เอมกระซิบเสียงลอดไรฟันเมื่อกวาดสายตาไปเห็นสายตาหลายคู่ในสนามเริ่มหันมามองด้วยความสนใจทั้งพี่ฝนและเด็กๆ ต่างพากันอมยิ้มกริ่มทำเอาเธออยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
“โอเคครับ โอเคปล่อยแล้วครับ”
วินาทีที่ประโยค ‘โอเคครับ โอเคปล่อยแล้วครับ’สิ้นสุดลง... ผู้กองเอกก็คลายอ้อมกอดที่แสนจะหวงแหนออกจากร่างบางของเอมอย่างช้าๆแม้ในใจลึกๆ จะโหยหาและอยากจะกอดเธอไว้อย่างนั้นไม่ปล่อยไปตลอดกาล
แต่ทว่า...สำนึกของสุภาพบุรุษและความรักที่อยากจะให้เกียรติผู้หญิงที่เขารักอย่างสูงสุดก็ทำให้เขาต้อง ‘จำยอม’ ที่จะปล่อยมือออกด้วยความอาลัยอาวรณ์
ทันทีที่สองมือแกร่งเลื่อนหลุดออกจากเอวบางสายตาคมกริบของนายทหารหนุ่มยังคงจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังแดงก่ำด้วยความเขินอายไม่กะพริบรอยยิ้มอบอุ่นระบายขึ้นที่มุมปากยิ่งทำให้ผู้กองหนุ่มดูมีเสน่ห์และอันตรายต่อหัวใจคนมองเป็ที่สุด
หลังจากผู้กองเอกปล่อยมือแล้วเอมก็รีบถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อรักษาระยะห่างหัวใจดวงน้อยเต้นรัวแรงแทบจะทะลุออกมานอกอกใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งทวีความแดงลามลึกไปจนถึงใบหูและต้นคอ
“ขอบคุณค่ะ”
เอมเอ่ยเสียงแ่เบาแทบไม่เป็ศัพท์ดวงตากลมโตไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาก่อนจะรีบหมุนตัวจ้ำอ้าวเดินหนีหายไปหาเด็กๆที่สนามด้วยความเขินอายจนแทบจะก้าวขาไม่ออก
ผู้กองเอกยืนนิ่งอยู่กับที่ปล่อยให้สายตาคมกริบทอดมองตามแผ่นหลังบางที่เดินหนีด้วยรอยยิ้มกว้างระบายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลารอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู ความสุขและประกายความคลั่งรักที่ฉายชัดอยู่ในแววตาอย่างปิดไม่มิดเลยทีเดียว
หลังจากเดินหนีความเขินออกมาได้เอมก็พยายามดึงสติกลับมาจดจ่อกับการดูแลเด็กๆ ในการฝึกซ้อมต่อเธอนั่งลงบนเก้าอี้สนามเพื่อรอคิวซ้อมท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่ยังคงแผดเผาลงมาจนร้อนระอุแม้จะมีร่มเงาจากเต็นท์ช่วยไว้บ้าง แต่ความร้อนอบอ้าวก็ยังทำให้เหงื่อซึมตามไรผม
ในระหว่างที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาเช็ครายชื่อเด็กๆในกระดาษ จู่ๆแสงแดดจ้าที่เคยสาดส่องลงมากระทบผิวกายก็มืดครึ้มลงคล้ายมีร่มเงาขนาดใหญ่มาช่วยบังไว้ให้เอมชะงักเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือร่างสูงใหญ่ของนายทหารหนุ่มที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ผู้กองเอกยืนใช้ร่างหนาของตัวเองทำหน้าที่เป็ "ร่มบังแดด"ยืนบังแสงแดดแผดเผาที่กำลังส่องตรงมายังเอมจนมิดชิดสายตาคมกริบทอดมองลงมาด้วยรอยยิ้มละมุนและแววตาเอ็นดูระคนห่วงใย
“แดดแรงขนาดนี้...นั่งตากแดดหน้าแบบนี้ เดี๋ยวไม่สบายเอานะครับ”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแ่เบาเคล้าเสียงลมหายใจอุ่นทำเอาเอมที่เพิ่งตั้งสติได้ถึงกับหัวใจกระตุกวูบ ใบหน้าที่โดนแดดเลียจนแดงอยู่แล้วยิ่งทวีความแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูด้วยความเขินจัดที่จู่ ๆ เขาก็เข้ามาเทคแคร์แบบใกล้ชิดต่อหน้าเด็กๆและเพื่อนครูรอบสนามอีกครั้ง!
แต่ด้วยความที่ไม่อยากเสียฟอร์มให้เขาจับได้ว่าเธอเขินจนแทบจะละลายเอมจึงแกล้งทำเป็ตีหน้ามึนแล้วเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงกวนๆเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายขั้นสุด
"อันนี้คือผู้กองว่างเหรอคะ??"
น้ำเสียงที่พยายามทำเป็แข็งกร้าวแต่ใบหน้ากลับแดงแจ๋ไปถึงใบหูยิ่งทำให้คนมองอย่างผู้กองเอกรู้ทันและนึกเอ็นดูในความน่ารักปนฟอร์มจัดของเธอจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว!
ผู้กองเอกยิ้มอ่อนโยนแววตาคมกริบที่เคยดุดันยามอยู่ในโหมดทำงานกลับฉายประกายความอบอุ่นและอ่อนโยนยามที่มองผู้หญิงตรงหน้ามือหนายื่นออกไปหยิบพัดลมมือถือจากโต๊ะมาเปิดเบอร์แรงสุดแล้วจ่อไปที่ใบหน้าหวานของเธออย่างเบามือ
“ก็เพราะคนแถวนี้...ดื้อไม่ยอมดูแลตัวเอง ผมก็เลยต้องคอยมาทำหน้าที่ดูแลแทนไงครับ...จะได้ไม่มีใครฉวยโอกาสมาแย่งจีบไปซะก่อน”
คำพูดที่เจือความจริงจังและสายตาหวานเชื่อมนั้นทำเอาเอมถึงกับพูดไม่ออก ร่างบางได้แต่นั่งนิ่งให้อีกฝ่ายดูแลอยู่แบบนั้นท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงแซวมุขหวานๆ ของเด็กๆรอบสนามที่เริ่มหันมาซุบซิบแซวกันยกใหญ่!
ผู้กองเอกสวมิญญา"บอดี้การ์ดส่วนตัว" และกองหนุนกิตติมศักดิ์คอยดูแลความเรียบร้อยให้เอมและเด็กๆ ตลอดทั้ง่บ่ายแบบไม่ได้พักผ่อน ไม่ว่าจะเป็การช่วยจัดแถวเด็กๆ นำดื่มน้ำมาคอยบริการเคลียร์พื้นที่สนาม หรือแม้กระทั่งคอยถือกระเป๋าและอุปกรณ์กีฬาให้ทำเอาคุณครูและเด็กๆในทีมต่างพากันอมยิ้มแซวในความเอาใจใส่ที่เกินเบอร์ของนายทหารหนุ่มส่วนเอมก็ได้แต่นั่งหน้าแดงก่ำทำตัวไม่ถูกทุกครั้งที่หันไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความคลั่งรักคู่นั้น
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึง่เย็นการแข่งฝึกซ้อมกีฬากลุ่มโรงเรียนและกิจกรรมทั้งหมดเสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อยเสียงประกาศกลับโรงเรียนดังขึ้นพร้อมกับเสียงเด็กๆ ที่ส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจ
“เอาล่ะจ้าเด็กๆ!ได้เวลากลับโรงเรียนเราแล้วนะ ไปหยิบกระเป๋าแล้วมาเข้าแถวขึ้นรถกันเร็ว!”
พี่ฝนส่งเสียงต้อนเด็กๆให้มารวมกลุ่มกันที่หน้าเต็นท์เอมกำลังก้มหน้าก้มตาเช็คชื่อและนับจำนวนเด็กในความดูแลอย่างขันแข็งทว่าจังหวะนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับยื่นขวดน้ำเย็นเฉียบและผ้าเย็นมาให้
“เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว...ดื่มน้ำแล้วก็เช็ดเหงื่อหน่อยครับ เก่งมากเลยนะวันนี้”
ผู้กองเอกเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแววตาพราวระยับเต็มไปด้วยความชื่นชม เอมเงยหน้าขึ้นรับสิ่งของเ่าั้มาถือไว้หัวใจเต้นตึ้กตั้กกับความใส่ใจที่เสมอต้นเสมอปลายั้แ่เช้าจรดเย็น
“ขอบคุณค่ะ...ผู้กองก็เหนื่อยเหมือนกันนะคะ ไหนจะต้องคุมงานสนาม ไหนจะต้องมาช่วยเด็กๆ อีก”
“ ไม่เหนื่อยเลยครับ...ถ้าได้ดูแลคนแถวนี้ ยิ่งกว่าคุ้มซะอีก”
คำหยอดหน้าตายแบบไม่ให้ตั้งตัวทำเอาเอมหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบเธอรีบหลบสายตาแกล้งหันไปจัดการเื่เด็กๆ ต่อเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
รถรับส่งของโรงเรียนเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบท่าเด็กๆ ทยอยกันเดินขึ้นรถอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยโดยมีผู้กองเอกและทีมทหารคอยช่วยดูแลความปลอดภัยและช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถให้อย่างแข็งขันจนกระทั่งเด็กๆ ขึ้นไปนั่งประจำที่จนครบหมดทุกคัน
เอมเดินตรวจความเรียบร้อยเป็คนสุดท้ายก่อนจะเตรียมตัวขึ้นรถตามเด็กๆไป ทว่าจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวขึ้นบันไดรถ ผู้กองเอกก็เอื้อมมือมาแตะเบาๆที่ข้อแขนเพื่อรั้งไว้ชั่วครู่
เอมชะงักหันกลับไปมองด้วยความสงสัย
“กลับไปถึงแล้วพักผ่อนเยอะๆนะครับ... “
ผู้กองหนุ่มระบายรอยยิ้มอบอุ่นละลายใจส่งสายตาวิบวับเป็ประกายมาให้ เอมเม้มปากแน่นหัวใจดวงน้อยพองโตจนแทบจะทะลักออกมานอกอก เธอพยักหน้ารับเบาๆ
“ค่ะ...ผู้กองก็เดินทางกลับค่ายดีๆ นะคะ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือวันนี้ด้วยค่ะ”
“ด้วยความยินดีครับ...สำหรับครูเอม ผมสแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว”
เอมทนความเขินไม่ไหวรีบตัดบทแล้วหมุนตัวก้าวขึ้นรถไปทันทีทว่าเธอก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองผ่านกระจกหน้าต่างรถบัส...ภาพของผู้กองเอกที่ยืนตรง ทำความเคารพแบบทหารส่งท้ายพร้อมกับรอยยิ้มกว้างและโบกมือลาด้วยความเอ็นดูทำให้เอมต้องยกมือขึ้นกุมแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเองพร้อมกับอมยิ้มออกมาคนเดียวตลอดทางกลับโรงเรียน