แสงสีม่วงเปล่งประกายขึ้นมาราวกับดวงดาวที่ระยิบระยับบนท้องฟ้า พลังมิติและอวกาศปรากฏขึ้นไปทั่วทุกมุมห้อง ในขณะเดียวกันแก่นพลังงานก็ได้เปล่งแสงสีเขียวชอุ่มที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตมหาศาล
แสงสีเขียวและแสงสีเขียวค่อยๆหลอมรวมเดียวกันจนผ่านไปสักพักแสงก็ค่อยๆจางลงและเผยให้เห็นรูปลักษณ์ใหม่ของมัน
“ นี่คือกุญแจแห่งอาณาจักรลับหลังจากที่หลอมรวมกับแก่นพลังต้นไม้แห่งชีวิต ”
“ ต่อจากนี้ฉันจะเรียกมันว่า กุญแจแห่งชีวิต ” ริวพูดพร้อมจับจ้องมองไปที่กุญแจบนมือเขา
กุญแจที่ริวถืออยู่ในมือดูเหมือนจะไม่ใช่กุญแจธรรมดา ความงามของมันสะท้อนออกมาในทุกแบบและรายละเอียดของมันราวกับมันเกิดจากธรรมชาติและถูกสร้างขึ้นมาด้วยมือของเทพเ้า
ภายใต้แสงแดดอ่อนๆ กุญแจนี้ดูเหมือนจะเปล่งประกายเบาบาง ด้านหน้าของมันมีลวดลายไม้ที่ละเอียดและประณีตจนดูเหมือนเป็ภาพที่มีชีวิต
ลวดลายไม้ที่คดเคี้ยวและพันกันไปมาอันสลับซับซ้อนบนตัวกุญแจ ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของลม ดั่งต้นไม้ในป่าลึกที่มีชีวิต
รากไม้ที่เริ่มต้นจากปลายด้ามจับค่อยๆ ขึ้นมาที่หัวกุญแจ ใบไม้และเถาวัลย์ที่พันกันไปทั่วเพิ่มเสน่ห์ให้มันราวกับร่างทรงของป่าไม้ที่ผ่านการหลอมรวมกับพลังแห่งมิติ
ที่กลางของกุญแจ มีสัญลักษณ์รูปวงกลมเล็กๆ ที่ทำจากลวดลายของแสงสีทอง กระจายออกเหมือนกับลำแสงที่ฉายผ่านช่องว่างระหว่างโลก
สัญลักษณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การตกแต่ง มันเป็เหมือนประตูแห่งมิติ ที่พร้อมจะเปิดทางให้แก่ผู้ที่ถือกุญแจนี้ไปยังโลกใหม่
เพียงััเพียงแค่ปลายนิ้วก็ทำให้รู้สึกได้ถึงพลังแห่งชีวิตและพลังลึกลับที่ซ่อนอยู่ในกุญแจนี้ เสียงหวิวของสายลมที่พัดผ่านดูเหมือนจะดังขึ้นเมื่อมันถูกัั
สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความลึกลับและน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนกับว่ากุญแจนี้ไม่เพียงแค่มีไว้เพื่อไขประตูธรรมดา แต่มันเป็เครื่องมือเชื่อมต่อระหว่างโลก ที่เต็มไปด้วยความลับที่รอการค้นพบ
“ ขอบคุณมากคุณเฟลิน่า ” ริวหันไปขอบคุณเฟลิน่าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“ ไม่เป็ไร.. นายไม่ต้องสุภาพกับฉันก็ได้ เรียกฉันว่าเฟลิน่าก็พอ ” เฟลิน่าตอบกลับและพูดต่อว่า
“ ตอนนี้เป้าหมายของนายก็สำเร็จแล้ว นายจะทำอะไรต่อไป ”
“ ฉันน่าจะออกไปยังโลกภายนอกและพยายามฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งของให้มากที่สุด ” ริวมีท่าครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะตอบกลับไป
ตอนนี้เขา้าออกไปจากอาณาจักรลับให้เร็วที่สุด ใครจะรู้ว่าถ้าเขาอยู่นานกว่านี้ สมบัติในอาณาจักรลับแห่งนี้จะถูกมนุษย์จากโลกภายนอกนำออกไปเท่าไหร่
หลังจากที่ทุกคนออกไปหมดแล้วเขาค่อยหาเวลามาหาทรัพย์สมบัติในอาณาจักรลับทั้งหมด
“ งั้นฉันจะส่งนายออกไป ”
โดยไม่ให้ริวตอบโต้ เฟลิน่าก็ส่งจิตสำนึกของริวกลับไปทันที
เปลือกตาของริวค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา จากนั้นเขามองไปยังกุญแจแห่งชีวิตในมือของเขาเพื่อแสดงว่าสิ่งที่ผ่านมาเป็เื่จริง
“ ตอนนี้ฉันสามารถควบคุมอาณาจักรลับได้แล้ว ฉันควรออกจากที่นี่และปิดอาณาจักรลับให้เร็วที่สุด แต่ฉันไม่รู้ว่าพ่อและพี่ชายเป็ยังไงบ้าง ทางที่ดีฉันควรหาพวกเขาให้เจอก่อนจากนั้นค่อยออกจากอาณาจักรลับ ”
ริวคิดขึ้นในใจ ก่อนจะบอกลาเผ่าพันธุ์กิ่งก่าัเริงระบำและออกจากที่นี่เพื่อตามหาพ่อและพี่ชายของเขาทันที
ในห้องพฤษภา มีร่างของเฟลิน่าที่นั่งบนบังลังก์ลวดลายไม้ที่มีออร่าลึกลับและโบราณราวกับมาจากอดีตกาล เธอดูเหมือนราชินีผู้สูงศักดิ์
ขณะนี้เฟลิน่ากำลังใช้พลังของเธอมองริวที่กำลังเดินทางอยู่ด้านนอก ในฐานะแกนกลางของอาณาจักรลับ เธอสามารถส่องทั่วทุกมุมของอาณาจักรลับแห่งนี้ได้
“ มนุษย์ที่มีพลังแห่งโชคชะตาเหมือนสิงโตทองคำศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ.. "
" ชั่งน่าสนใจจริงๆ! ”
“ ฉันอยากรู้ว่าถ้าหากเขาได้พบกับสิงโตทองคำศักดิ์สิทธิ์ในป่าแห่งดวงดาวจะเกิดอะไรขึ้น ”
เฟลิน่ายกยิ้มขึ้นมาชวนให้ผู้คนหลงใหล แต่เมื่อนึกถึงต้นไม้แห่งชีวิตเหมือนเธอที่อยู่ในใจกลางป่าแห่งดวงดาว เธอก็หุบยิ้มทันทีและในดวงตาที่นุ่มนวลและอ่อนโยนของเธอส่องประกายแห่งความเ็าออกมา
สาเหตุหลักเลยที่เธอยกแก่นพลังงานที่มีค่ามากสำหรับเธอให้ง่ายๆเพราะเธอััได้ถึงพลังแห่งโชคชะตาในตัวอีกฝ่ายซึ่งไม่น่าปรากฏในตัวของมนุษย์ได้
ไม่งั้นเป็ไปไม่ได้ที่เธอจะยกแก่นพลังงานของเธอให้กับมนุษย์!
“ มาดูกันว่านายจะไปได้ไกลแค่ไหน ”
เสียงเบาๆของเฟลิน่าดังขึ้นจากนั้นเธอก็หลับตาลงเพื่อฟื้นฟูและรักษาร่างกายของเธอ
หากมองเข้าไปในร่างกายที่ถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าของเธอ จะเห็นพลังสีดำที่ดูมืดมนและชั่วร้ายกำลังกลืนกินพลังชีวิตของเธออย่างต่อเนื่องราวกับคำสาบ
หากเธอไม่มีพลังชีวิตมหาศาลและความสามารถในการฟื้นฟูเธอคงดูดกลืนพลังชีวิตจนตายไปนานแล้ว
…..
ในมุมป่าแห่งหนึ่งของอาณาจักรลับมีร่างสามร่างที่แสดงสีหน้าท่าทางที่แตกต่างกันอยู่ ชายวัยกลางคนคิ้วขมวดเล็กน้อยและมองไปที่ภาพตรงนั้นอย่างหงุดหงิด
คนๆนี้คือคาร์ล และอีกสองคนที่อยู่เบื้องหน้าเขามีท่าทีเหนื่อยล้าโดยเฉพาะคนที่ดูมีอายุน้อยกว่า นั้นก็คืออากิและทาชิ
ตอนนี้อากิเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เหงื่อไหลออกมาทั่วร่างกายเขา สาเหตุที่เขาเป็แบบนี้เพราะเขาใช้พลังพิเศษที่เป็พร์ของเขา
ใช่! อากิเป็หนึ่งในผู้ที่สามารถปลุกพร์ได้ พร์ของเขาคือการพัฒนาสัตว์อสูรธาตุไฟได้เร็วกว่าปกติหลายเท่าและเพิ่มพลังให้กับสัตว์อสูรธาตุไฟได้ ดังนั้นอากิจึงมีแต่สัตว์อสูรธาตุไฟ
แล้วด้วยเหตุนี้เองทำให้ัเพลิงตะวันระดับอิลิทขั้นต่ำจึงสามารถสู้กับหมาป่าจันทราสีเงินระดับอิลิทขั้นกลางได้อย่างสูสีหรือแม้แต่ได้เปรียบเล็กน้อย
ในขณะที่ทาชิรับมือกับจระเข้ั์ตาโลหิต ถึงแม้สัตว์อสูรของเขาจะไม่แข็งแกร่งเท่ามัน แต่เขาใช้จำนวนเข้าสู้และเน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและหลบหลีกการโจมตีของจระเข้ั์ตาโลหิต
เพราะจระเข้ั์ตาโลหิตมีความเร็วที่ช้ามากแต่โดดเด่นเื่พลังโจมตี
“ ดูเหมือนพวกนายจะพยายามถ่วงเวลา ”
หลังจากสังเกตมานานคาร์ลก็เข้าใจเป้าหมายของพวกเขาได้ ถึงแม้สัตว์อสูรของพวกเขาจะต่อสู้กัน แต่สัตว์อสูรของพวกอากิต่างเน้นที่การหลบหลีกและการตั้งรับมากกว่า ราวกับไม่ได้ตั้งใจจะเอาชนะแต่อย่างไร
“ บางทีพวกกำลังรอความช่วยเหลือจากสหพันธ์อยู่ ” เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ คาร์ลก็ไม่ลีลาอีกต่อไปและเรียกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาออกมา แต่นั่นไม่ใช่กิ้งก่าเงาแต่อย่างใด
“ การละเล่นควรจะจบตรงนี้ได้แล้ว! ”
“ ออกมา ก็อตซิลล่าเหล็กคราม! ”
ทันใดนั้นร่างขนาดใหญ่โตสูงขนาดสองเมตรปรากฎขึ้นมันเป็สัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม รูปร่างของมันคล้ายกับสัตว์เทพ ก็อตซิลล่าแห่งการทำลายล้าง แต่มันมีขนาดตัวที่เล็กกว่ามาก
ถึงยังนั้นก็ตามมันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างอย่างโดดเด่น ผิวของมันถูกหุ้มด้วยเกล็ดเหล็กแข็งแกร่ง สีครามเข้มแวววาวราวกับโลหะที่เพิ่งถูกตีขึ้นรูป
เกล็ดแต่ละชิ้นเรียงตัวเป็ชั้นอย่างประณีต เสริมความรู้สึกของพลังและความแข็งแกร่ง
หางยาวหนาทรงพลังที่มีปลายเป็ใบมีดคมสีเงินแวววาวซึ่งสามารถฟาดฟันศัตรูได้อย่างง่ายดาย ดวงตาสีฟ้าสว่างเจิดจ้าเหมือนแสงไฟจากเครื่องจักรโบราณ มันมองดูทุกสิ่งด้วยความเยือกเย็นและทรงอำนาจ
กระดูกสันหลังของมันประดับด้วยโครงสร้างที่คล้ายหนามั์สีเงิน ยามที่ก็อตซิลล่าเหล็กครามโกรธ
หนามเ่าั้จะเปล่งแสงสีฟ้าสดใสก่อนจะปล่อยพลังงานออกมาในรูปของลำแสงพลังทำลายล้างที่สามารถเผาผลาญทุกสิ่งให้สิ้นซาก
เสียงคำรามของมันดังก้องกังวาน ราวกับเสียงเหล็กกระทบกันในโรงงานขนาดใหญ่ เสียงนั้นเพียงพอที่จะทำให้ทั้งป่าเงียบงันและสิ่งมีชีวิตรอบข้างหนีหายไปด้วยความกลัว
ถึงแม้ก็อตซิลล่าเหล็กครามจะดูโดดเด่นด้านพละกำลังและพลังโจมตี แต่จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของมันคือพลังป้องกันที่เกล็ดเป็เหล็กหนาชั้นๆ
มันเป็สัตว์กึ่งเทพที่มีพลังป้องกันมากที่สุดในทวีปดาวประกายฟ้า
ใช่แล้ว! ก็อตซิลล่าเหล็กครามเป็หนึ่งในแปดสัตว์กึ่งเทพของทวีปดาวประกายฟ้า
ถึงแม้ก็อตซิลล่าเหล็กครามจะดูมีนิสัยดุร้าย แต่หากผู้ฝึกฝนได้รับความไว้วางใจจากมัน มันจะต่อสู้เคียงข้างด้วยความภักดีและความร้ายกาจที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้
“ ก็อตซิลล่าเหล็กคราม ! ” อากิและทาชิอุทานออกมาด้วยความกลัวทันที
เห็นได้ชัดว่านี่คือสัตว์กึ่งเทพที่คาร์ลแย่งชิงมาเมื่อสามปีก่อน ที่สำคัญที่สุดออร่าที่ก็อตซิลล่าเหล็กครามปล่อยออกมาทรงพลังกว่าสัตว์อสูรระดับอิลิทไปไกลมาก เป็ไปได้สูงว่ามันจะกลายเป็สัตว์อสูรระดับาาไปแล้ว
“ ดูเหมือนพวกนายจะเดาได้ก็อตซิลล่าเหล็กครามของฉันกลายเป็สัตว์อสูรระดับาาแล้ว! " คาร์ลพูดออกพร้อมยกยิ้มอย่างชั่วร้าย เขาดูมีความสุขมากเมื่อเห็นท่าทีเกรงกลัวของพวกอากิ
หนี!
นี่คือความคิดเดียวของอากิและทาชิ สัตว์อสูรระดับาาไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้านทานได้แม้แต่น้อย
อากิและทาชิรีบเรียกสัตว์อสูรที่มีความเร็วที่สุดของพวกเขาและหนีออกไปทันที
“ หึม… คิดจะหนีเหรอ! ”
“ ก็อตซิลล่าเหล็กครามใช้ลำแสงเหล็กไหลแห่งการทำลายล้าง ”
ก็อตซิลล่าเหล็กครามยืดตัวขึ้นสูงสุด ร่างกายขนาดมหึมาของมันเต็มไปด้วยพลังที่เกรี้ยวกราด หนามแหลมขนาดใหญ่บนสันหลังที่ปกติเปล่งประกายสีเงินเยือกเย็น เริ่มเรืองแสงสีฟ้าสว่างจ้าขึ้นทีละน้อย
แสงนั้นไหลเวียนเหมือนพลังงานชีพจรที่เต้นเป็จังหวะจากโคนสันหลังไปจนถึงปลายหนาม เสียงคำรามต่ำลึกดังก้องออกมาจากลำคอเหล็กของมัน ราวกับเสียงสะท้อนของเหล็กที่กำลังร้อนแดงในเตาหลอม
พื้นดินรอบๆ สั่นะเืเหมือนตอบรับพลังงานมหาศาลที่มันกำลังปลดปล่อย ก้อนหินเล็กๆ ลอยขึ้นจากแรงสั่นะเืของพลังงานที่พลุ่งพล่านในอากาศ ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะความสงบ แต่เป็เพราะความกลัว
แล้วในชั่วพริบตา หนามทั้งหมดบนสันหลังก็อตซิลล่าเหล็กครามเปล่งแสงสว่างวาบราวกับฟ้าผ่าที่หล่นลงมาจาก์ แสงสีฟ้าพุ่งออกมาจากปากของมันเป็ลำแสงพลังงานเข้มข้น
ลำแสงนั้นมีความคมชัดเหมือนกระแสไฟฟ้าที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่น เสียงของมันแผดเสียงแหลมเหมือนเสียงการฉีกขาดของอากาศ
ลำแสงพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง พื้นดินที่ลำแสงลากผ่านถูกเผาไหม้กลายเป็หลุมลึก รอยไหม้สีดำสนิทที่ยังคงหลอมเหลวเหมือนลาวา บ่งบอกถึงอุณหภูมิที่ร้อนแรงจนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถต้านทานได้
“ ตู้ม! ”