หลังจากที่รู้ว่าตัวอักษรแปลกๆ นี่เป็นภาษาที่ใช้เป็นรหัสลับ ต้องถอดรหัสก่อนถึงจะรู้ข้อความข้างในได้ สมุดเล่มนี้ต้องเก็บซ่อนหรือนำทางไปที่ไหนแน่นอน แต่ติดตรงที่ว่าในที่นี้ไม่มีคนที่ถอดรหัสภาษาเซติคได้เลย ในที่สุดเอเลน่าก็นึกออกว่าเคยเจอภาษาเซติคที่ไหน เธอบอกว่าเคยเจอที่หอสมุดใหญ่ของเมืองแต่ไม่ได้สนใจเพราะอ่านไม่ออก เอเลน่าจึงอาสาที่จะลองถอดรหัสมันดู เวนไฮร์ก็อาสาที่จะช่วยค้นศึกษามันด้วยอีกแรง
“มีอะไรที่ข้าพอช่วยได้รึเปล่า?”
บ็อบถามอย่างกระตือรือร้น จริงๆ เขาก็ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับอะไรที่ต้องใช้ความคิดมากมายนักหรอก
“โง่ๆ อย่างเราไปทำอย่างอื่นจะมีประโยชน์กว่านะสหาย งานใช้สมองให้พวกฉลาดๆ เขาทำไป เห็นแกรนด์บอกว่าเจ้าเพิ่งได้พลังใหม่มา ไม่เห็นบอกข้าบ้างเลย”
“ข้ากะจะเซอร์ไพรส์ทุกคนน่ะ แต่เมื่อเช้าลูกพี่ดันมาเห็นเข้าซะก่อน”
เมื่อทุกคนเลือกหาวัสดุที่ตนต้องการเรียบร้อยแล้ว แกรนด์จึงเก็บของทั้งหมดเข้าแหวนมิติ ของที่เลือกไว้จะนำไปให้ช่างทำชุดเกราะในเมืองหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ในขณะที่กำลังเฮฮาอยู่บนโต๊ะอาหาร หมอฮาเวิร์ดก็เดินเข้ามาทักทาย เขาเดินทางออกมาทันทีที่เอเลน่าติดต่อไป ท่าทางของหมอดูจะประหลาดใจปนตื่นเต้น มีวัตถุดิบยาที่ลูกสาวของเขาระบุไม่ได้แม้กระทั่งชื่อด้วยหรือ? ในขณะที่แกรนด์เชื้อเชิญหมอฮาเวิร์ดให้มาร่วมโต๊ะ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวอีกคนที่ตามหมอฮาเวิร์ดมาด้วย แต่ตอนนี้เธอยืนมองอยู่หน้าประตู ไม่ได้เข้ามาในบ้านแต่อย่างใด
“เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
แกรนด์เอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู ทุกคนที่อยู่บนโต๊ะอาหารต่างหันไปมองที่หน้าประตูกันหมด
“โอ้ววววววว มีสุภาพสตรีมาด้วย คุณหนู เชิญเข้ามาเลยครับ ขออภัยที่เราไม่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้”
“หูดำมาแต่ไกลเลยนะครีท เจ้าน่ะ ว่าแต่เจ้ามาที่นี่ทำไม เอลซ่า?”
แกรนด์เบรกความหน้าหม้อของครีทไว้แล้วยังคงยิงคำถามเดิมไปอีกครั้ง หญิงสาวยืนตัวเกร็งอยู่หน้าประตูโดยไม่รู้จะพูดรึจะเข้าไปตามคำเชิญชวนดี แทบไม่มีครั้งใดเลยที่เอลซ่ารู้สึกอึดอัดในการไปที่แห่งใดแบบนี้ เธอเป็นทายาทของตระกูลชั้นสูงของเมืองแห่งนี้ เมื่อเธอไปที่ไหนจะได้รับการเชื้อเชิญและมีบุคคลระดับสูงของที่แห่งนั้นออกมาต้อนรับเสมอ แต่เมื่อมายังที่แห่งนี้ บ้านหลังขนาดกลางที่ยังต่อเติมไม่เสร็จ แถมกลุ่มคนที่อยู่บนโต๊ะอาหารมันดูแตกต่างจากที่อื่นที่เธอเคยพบเจอมา ตรงหน้าเธอตอนนี้มันเหมือนกับการชุมนุมสัตว์ประหลาดซะมากกว่า
“หนูเอลซ่าอยากจะมาพบเจ้าสักครั้งน่ะ เธอบอกกับข้าไว้นานแล้ว วันนี้ได้โอกาสมาที่นี่ ข้าก็เลยพาเธอมาด้วย”
‘โทษที ข้าลืมบอกท่านพ่อเรื่องนี้’
เอเลน่าเอนตัวไปกระซิบข้างหูแกรนด์ ถึงเธอจะรู้ว่าแกรนด์ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับตระกูลฟลูตัน แต่พ่อของเธอไม่ได้รู้เรื่องนี้ด้วย และพาเอลซ่าจนมาถึงที่นี่
“เอลซ่า? อ๋อ พวกคู่แฝดขี้โอ่ในชั้นเรียนหรอกหรอ มิน่า รู้สึกหน้าคุ้นๆ เจ้าจำข้าได้มั้ย?”
“เจ้า...เจ้าคนไม่เอาถ่านหนิ”
เอเลซ่าจ้องหน้าครีทอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น คำที่เอลซ่าเรียกแทนตัวของครีททำให้บ็อบกับเวนไฮร์นั่งหัวเราะคิกคิกอยู่ที่มุมโต๊ะ
“จะเรียกข้าว่าอะไรก็ช่าง แต่โตมาสวยจนข้าเคลิ้มเลย อย่าทำเหมือนคนอื่นไกลสิ เราเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันนะ ควรจะติดต่อกันไว้บ้าง ขอรหัสอักขระสื่อสารเจ้าหน่อย”
“...............”
“ท่านลุงหมอตามสบายนะครับ ขออภัยที่รบกวนท่านแต่เช้า ส่วนเจ้า ออกมาข้างนอกกับข้าหน่อย”
แกรนด์เรียกเอลซ่าให้ตามเขาออกไปข้างนอก ส่วนในบ้านนั้น การจะหยิบอะไรแบบนี้ออกมามันต้องเป็นความลับอยู่พอสมควร
“ข..ข้าอยากมาพบเจ้า เลยไปถามจากท่านลุงฮาเวิร์ด วันนี้ท่านก็เลยพาข้ามาด้วย”
เอลซ่าก้มหน้าพูดโดยที่ไม่กล้าสบตากับแกรนด์ แกรนด์เองก็เข้าใจดีจากกิริยาและคำพูดที่เอลซ่าแสดงออกมา ช่างเป็นคนที่เก็บงำอารมณ์ความรู้สึกได้อ่อนด้อยจริงๆ
“งั้นหรอ แล้วไงต่อ”
“ท่านพ่อฝากมาบอกเจ้าว่าท่านอยากพบเจ้าสักครั้ง ท่านดีใจมากเมื่อรู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ อีกอย่างท่านได้มอบของสิ่งนี้มาให้ เพื่อยืนยันความตั้งใจจริงที่ยินดีจะยอมรับเจ้าเข้าตระกูลของเราอีกครั้ง”
เอเลซ่านำกล่องใบเล็กมาไว้บนมือพร้อมกับเปิดมันออก ในกล่องมีอัญมณีสีแดงสดใสที่ถูกใส่กรอบและร้อยทำเป็นสร้อยคออยู่เส้นหนึ่งวางอยู่ในกล่องใบนั้น
“สร้อยคอชิ้นนี้เป็นของแม่เจ้าที่มอบให้ท่านพ่อไว้ ท่านยังเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลา มันเป็นสร้อยคู่ที่ทำมาเหมือนกันสองเส้น อีกเส้นนั้นแม่ของเจ้าพกไว้กับตัว เจ้าก็คงจะรู้ ข้างในมีอักขระสื่อสารทางไกลที่สามารถใช้ติดต่อกันกับท่านพ่อได้ เจ้าน่าจะ...”
ยังไม่ทันพูดจบเอลซ่าสัมผัสได้ว่าออร่าพลังของแกรนด์นั้นเปลี่ยนไป ขนของเธอลุกชันขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่บ่งบอกว่าอันตรายกำลังแผ่ออกมาจากตัวชายผู้นี้ ความรู้สึกที่เหมือนอยู่ใกล้สัตว์อสูรที่พร้อมจะขย้ำทุกชีวิตอย่างไม่ไว้หน้า แกรนด์แทบสติหลุดเมื่อเห็นอัญมณีสีแดงสดใสชิ้นนี้อีกครั้ง มันเหมือนกับที่แม่ของเขาเคยห้อยไว้ที่คออย่างไม่เคยถอดไว้ห่างกาย เป็นสร้อยที่แม่เขารักและถะนุถนอมมันมากกว่าของชั้นไหนๆ ที่เธอเคยใช้ แต่เมื่อถึงเวลาคับขันในวันนั้น แม่ของเขาพยายามติดต่อไปหลายครั้ง เธอเชื่อมั่นในตัวของชายผู้นั้นตราบจนวินาทีสุดท้าย แต่ผลที่ได้คือชายผู้นั้นกลับลบอักขระสื่อสารของเขาทิ้งจนไม่สามารถติดต่อได้ ลบออกในตอนที่แม่ของเขาพยายามขอความช่วยเหลือ แกรนด์ในตอนนั้นมองเห็นแววตาที่มีความหวังและแววตาสิ้นหวังผุดขึ้นในใบหน้าแม่ของเขา ทุกเหตุการณ์ในวันนั้นอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด เหมือนดูเอลจะคาดไม่ถึงเช่นกันที่แกรนด์รู้ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น
“ไอ้สารเลว! กล้าใช้ท่านแม่เป็นเครื่องมือกล่อมข้างั้นหรอ?”
แกรนด์บีบสร้อยเส้นนี้จนขาดกระจุยคามือ ดวงตาของแกรนด์เริ่มฉายสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาจากนัยน์ตา มือของเขาเริ่มสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ทั่วร่างกายมีสายฟ้าเข้าล้อมรอบจำนวนหนึ่ง คนที่อยู่ในบ้านหลักสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงพลังของแกรนด์ได้จึงรีบวิ่งออกมาดูข้างนอก
“ลูกพี่ สงบสติอารมณ์ไว้ก่อน!”
ถึงบ็อบจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก แต่ที่เขาเห็นตอนนี้คือ แกรนด์ใกล้สติหลุดแล้ว ช่วงแรกๆ ที่ไปอยู่กับเลออนที่หมู่บ้านโอ๊คแลนด์ แกรนด์ชอบที่จะฝันร้ายบ่อยครั้ง มันเป็นช่วงแรกๆ ที่เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ และเขายังเด็ก ช่วงนั้นสติของแกรนด์หลุดบ่อยครั้ง ยังดีที่มีลุงของเขาช่วยระงับเอาไว้ได้ทุกครั้งไป ส่วนหนึ่งที่มักเป็นแบบนี้เพราะเป็นช่วงแรกของการฝึกควบคุมพลังสายฟ้าด้วย แต่ในตอนนี้ ถ้าเกิดแกรนด์ฟิวส์ขาดขึ้นมาใครจะหยุดเขาได้กัน
บ็อบมองหาหินที่อยู่ตามพื้นอย่างลุกลี้ลุกลน เขาอยากได้ก้อนที่แข็งๆ หน่อย เพราะถ้าจะใช้อิฐที่ช่างนำมาต่อเติมบ้านมันก็เปราะเกินไป จนไปพบหินก้อนพอดีมือวางอยู่พื้นพอดี
“โทษทีนะลูกพี่ แต่ช่วยได้สติก่อนทีเถอะ”
บ็อบเกร็งพลังไว้ที่มือขวาข้างที่เขาถือก้อนหิน ออร่าพลังใสๆ ก็หดลงมาคลุมที่หินก้อนที่บ็อบถือไว้ในมือ
“อิมแพคพิสทอลส์!”
วูมมมมม!!!
หินที่อยู่ในมือบ็อบถูกซัดออกไป เป้าหมายคือแกรนด์ที่อยู่ห่างออกไปแค่ 50 เมตร ก้อนหินห่อหุ้มด้วยพลังคลื่นกระแทกพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่เป้าหมายด้วยความเร็วสูง!
เปรี้ยง!!!
หินที่บ็อบขว้างไปถูกแกรนด์เอามือมาป้องกันไว้และบีบจนแตกละเอียด คลื่นพลังที่ระเบิดออกจากก้อนหินกระจายออกจนทำให้สิ่งของที่อยู่รอบๆ กระจัดกระจายไปคนละที่ สักครู่ดวงตาของแกรนด์ก็สีจางลงจนเป็นแววตาปกติ พลังที่ปลดปล่อยออกมาก็หายไป แกรนด์มองไปที่บ็อบด้วยแววตาขอบคุณ เขานึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะสูญเสียความเยือกเย็นออกมาครั้งแรกในรอบหลายปี ทั้งที่คิดเอาไว้ว่าสามารถควบคุมพลังได้อย่างสมบูรณ์แล้วแท้ๆ แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตนเองเพิ่งจะมีพลังเพิ่มขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดทั้งยังไม่ชินนักที่จะใช้พลังนั้น นี่ขนาดแค่สร้อยและถ้อยคำตอแหลยังสติหลุดได้ขนาดนี้ ถ้าได้เจอชายผู้นั้นต่อหน้าจะขนาดไหน แกรนด์ถอนหายใจและมองไปที่เอลซ่า ตอนนี้ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อมองมาที่เขา แกรนด์รู้สึกสงสารเธอที่ถูกพ่อของเธอครอบงำและใช้เป็นเครื่องมือไม่ต่างจากลูกน้อง และเมื่อครู่เธอก็เกือบจะเป็นที่ระบายอารมณ์ของเขาไปอีก ถ้าเขาทำร้ายเธอลงไปเมื่อครู่นี้ พฤติกรรมมันก็ไม่ต่างจากชายที่เขาเกลียดชังเท่าไหร่ คิดไปแล้วก็รู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อย แม้เธอจะเป็นคนที่ถูกส่งมาเพื่อล้วงข้อมูลของเขาก็ตามที แต่เอลซ่าก็เป็นคนที่ให้ความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่บ้าง
“นี่ๆ ไม่เป็นอะไรแน่หรอ ถ้าหมอนั่นมันจะคลั่งขึ้นมาอีก”
“ลูกพี่ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ปล่อยให้พี่น้องเขาคุยกันเถอะ”
เมื่อเห็นเหตุการณ์ปกติแล้วทุกคนก็กลับเข้าบ้านไป ปล่อยให้ทั้งสองคุยกันต่อ
“ขอโทษด้วย ช่วงนี้ข้าคงเครียดมากไปหน่อย”
“ไม่เป็นไร เจ้าเป็นยังไงบ้าง? ตั้งแต่กลับเรายังไม่มีโอกาสคุยกันเลย”
“ข้าจะพูดตรงๆ เลยนะ ข้ารู้อยู่แล้วล่ะว่าเขาใช้ให้เจ้ามาล้วงข้อมูลของข้า แต่ข้าก็ไม่ได้โทษเจ้าหรอกนะ ข้าอยากจะถามเจ้ามากกว่าว่ารู้สึกยังไงที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมแบบนั้น”
เอลซ่าแสดงสีหน้าหดหู่ปนเศร้าใจออกมา เธอไม่รู้จะพูดอย่างไรดี จริงอยู่ที่เธอถูกส่งมาล้วงข้อมูล แต่ใจจริงแล้วเธอไม่คิดอยากจะทำเลย การมาพบแกรนด์อีกครั้งที่หมู่บ้านแห่งนี้ใจนึงเธอรู้สึกยินดีแต่ใจนึงเธอรู้สึกอึดอัดที่ต้องเสแสร้งต่อหน้าเขา แต่ตอนนี้เขากลับรู้อยู่แล้วว่าเธอมาทำอะไรที่นี่ทำให้เอลซ่ามีความรู้สึกหลากหลายซับซ้อนปนกันไปหมด
“ข้า..ข้าขอโทษ ข้าไม่อยากทำแบบนี้เลย แต่ข้าขัดคำสั่งของท่านพ่อไม่ได้ ข้ารู้สึกว่านั่นไม่ใช่ท่านพ่อที่ข้าเคยรู้จักเลย เวลาที่ข้าเข้าใกล้ท่านพ่อ ข้าจะอึดอัดจนแทบทนไม่ได้ ต่อหน้าท่านพ่อ ข้าต้องคุกเข่าและก้มหน้าตลอด ยามที่ท่านพ่อออกคำสั่ง ข้าจะตอบรับ จดจำคำสั่งไว้และต้องทำให้มันสำเร็จ ข้าอึดอัดที่ต้องทนอยู่แบบนี้ ข้าอึดอัดทุกครั้งที่ถูกปฏิบัติเหมือนมิใช่คนในครอบครัว ท่านพ่อมักพูดเสมอว่าข้าอ่อนแอและใจอ่อน ข้าผิดด้วยเหรอที่ข้าเป็นแบบนี้ ข้าไม่อยากทำอีกแล้ว ข้าแค่..ข้าแค่อยากให้ท่านพ่อคนเดิมกลับมา”
น้ำตาของเอลซ่าเริ่มคลอเบ้าออกมา ทุกคำพูดที่ออกมาช่างฟังดูฝืดเคืองเหมือนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเอ่ยมันออกมา แกรนด์มองเธอด้วยสายตาสังเวชก่อนที่จะนึกอะไรบางอย่างได้
“เดี๋ยวๆ ไม่ใช่แล้ว! เขาทำอะไรกับเจ้า? ถอดเสื้อคลุมออก!”
“แต่...”
“หันหลังมาแล้วถกเสื้อตรงไหล่ข้างขวาออก”
เอลซ่าถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เธอก็ทำตามแต่โดยดี แกรนด์มองดูที่หลังบริเวณใกล้ๆ ไหล่ขวามีสัญลักษณ์อักษรอยู่ตรงนั้นกระจุกนึง
“นี่มัน ผนึกกรงครอบวิญญาณ เขาเป็นคนตราให้เจ้างั้นหรอ?”
“ข้าไม่รู้”
ผนึกกรงครอบวิญญาณเป็นตราผนึกที่ผู้ใช้นิยมฝังไว้กับลูกน้องหรือคนสนิทเพื่อรักษาความลับสูงสุดของผู้เป็นนาย ผู้ที่ถูกฝังจะถูกบังคับให้ไม่ยอมบอกความลับของเจ้านายที่ตนรู้เด็ดขาดและจะพยายามปกป้องความลับนี้ไว้แม้ต้องปลิดชีพตนเองก็ตามที ผู้ที่มีผนึกนี้จะสามารถจดจำคำสั่งของเจ้านายอย่างลืมเลือนไม่ได้ จิตวิญญาณของคนผู้นั้นจะถูกกระตุ้นด้วยคำสั่งนั้นตลอดเวลา ความรู้สึกนี้จะไม่หายไปจนกว่าจะทำภารกิจนั้นเสร็จสิ้น ถือว่าเป็นผนึกควบคุมที่มีความโหดร้ายรองจากตราสัญญาทาสเลยทีเดียว แต่ชายผู้นั้นกับฝังผนึกแบบนี้ให้กับลูกสาวตนเอง!
“อยู่นิ่งๆ สักครู่ มันจะเจ็บอยู่บ้าง ทนเอาหน่อยแล้วกัน”
แกรนด์ส่งพลังไปที่นิ้วและใช้มันขีดลงไปที่ผนึกนั้นเพื่อที่จะทำลายมันออก พลังสายฟ้าไหลเวียนไปทั่วร่างของเอลซ่าจนเธอรู้สึกเกร็งและชาไปทั่วทั้งร่าง เอลซ่ากัดฟันไว้ไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา เหงื่อหลายเม็ดผุดขึ้นที่ใบหน้าของเธอเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าขั้นตอนการทำลายผนึกของแกรนด์มันทำให้เธอเจ็บปวดมากขนาดไหน
“เสร็จแล้ว ยังดีที่มันถูกผนึกที่ร่างเจ้ามานานจนใกล้เสื่อมสภาพ ถ้าเป็นตอนที่สร้างผนึกนี่ขึ้นใหม่ๆ เจ้าทนไม่ไหวแน่ตอนที่ข้าลบมันออก”
เอลซ่านั่งหอบอย่างหนักหน่วง แม้สีหน้าไม่สู้ดีแต่ก็รู้สึกได้เลยว่าแววตาสดใสขึ้นมาก
“เจ้าอยู่กับเอเลน่าที่นี่ได้จนกว่าท่านลุงหมอจะกลับ วันนี้ข้ามีธุระจะไปทำในเมือง กลับอีกทีก็ช่วงเย็น ข้ามีหลายอย่างที่อยากจะถามเจ้าอยู่พอดี”
แกรนด์หันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านไม่นานก็ออกมาพร้อมกับครีท ทั้งสองมุ่งหน้าเข้าเมืองโดยรถม้าด่วนที่จัดไว้ ผ่านไปจนถึงช่วงเย็นแกรนด์กลับมาพร้อมกับนำแกนชีวิตของกูลไปให้เอเลน่า
“บ็อบ มาเอาของฝากของเจ้า”
แกรนด์เอาไวน์ร้อยปีเป็นถังมาให้อีกเช่นเคยพร้อมทั้งกำชับให้กินพอหายอยากก็พอ แหล่งที่ไปซื้อมาถังนี้คือถังสุดท้าย บ็อบก็รับปากอย่างจริงจัง ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าหมักตั้งร้อยปี กินวันละถังยังไงไม่นานมันก็หมด ส่วนโรงหมักของบ็อบเองก็สร้างยังไม่เสร็จ ถึงสร้างเสร็จก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะหมักจนได้ที่ ตอนนี้หลักๆ แล้วบ็อบตุนจากร้านค้ากลางที่นำเข้ามาขาย แกรนด์นำเอาของอีกสิ่งออกมาให้บ็อบ มันคือลูกเหล็กทรงกลม 6 ลูก ขนาดของมันเท่ากับกำปั้นของบ็อบ
“ตอนนี้มีแค่นี้ เอาไปซ้อมก่อนนะ ท่าเมื่อเช้าเล่นเอาข้าสะดุ้งเลยล่ะ ตอนสู้จริงเจ้าคงไม่อยากใช้แค่ก้อนหินหรอก จริงมั้ย?”
“ท่านช่างรู้ใจข้าจริงๆ ข้าก็คิดว่ายังงั้นแหละ”
แกรนด์หันไปทางประตูบ้าน เห็นหมอฮาเวิร์ดกำลังจะกลับพอดี หมอได้ตัดเอาชิ้นส่วนของวัตถุดิบยาเหล่านี้เพื่อเอากลับไปศึกษาด้วย วันนี้เอลซ่าเดินเล่นอยู่ข้างนอกกับเอเลน่า เธอไม่ได้เหยียบเข้ามาในบ้านเลย ในตอนนี้สีหน้าของเธอดูสดใสขึ้นมาก เมื่อหมอฮาเวิร์ดกลับเธอก็ต้องกลับไปด้วย ทุกคนเดินไปส่งทั้งสองที่โรงรถม้า
“อีกประมาณ 10 วันข้าจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง วันนี้คงทำได้แค่นี้”
“ท่านลุงหมอรักษาสุขภาพด้วย รบกวนท่านมามากแล้ว ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ”
“เจ้าเนี่ยสุภาพกับเขาก็เป็นนะ”
เอเลน่าเอ่ยขึ้นขณะที่เดินกลับเข้าบ้าน
“ข้าเป็นคนสุภาพแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว”
“หรอ ปกติกับคนอื่นข้าเห็นเจ้าแทบอยากจะด่ายันโคตรเหง้าพวกมันซะอีก”
“ก็พวกนั้นมันศัตรู ตั้งแต่มาอยู่นี่ไม่ใช่ศัตรูข้าเป็นร้อยแล้วเหรอ มีเรื่องก็ไม่เว้นแต่ละวัน วันที่ประมูลวันนั้นข้าก็ส่งพวกมันไปพบยมบาลตั้งหลายคน ตอนนี้เราควรเก็บตัวฝึกฝนดีกว่า นี่ก็ใกล้หน้าหนาวเข้ามาแล้ว ต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ”
“เกี่ยวอะไรกับหน้าหนาว มันเกี่ยวกับเอลซ่าด้วยรึเปล่า”
“จะว่าเกี่ยวก็เกี่ยว เธอจะมาอีกครั้งพร้อมกับพ่อของเจ้า ข้าต้องถามบางอย่างกับเอลซ่าก่อน”
“ทำไมเจ้าไม่ถามวันนี้?”
“ไม่ต้องรีบก็ได้ พ่อของเธอยังไม่กลับมาง่ายๆ หรอก เมืองหลวงไกลออกซะขนาดนั้น อีกอย่าง ไม่นานเกินรอหรอก ข้าจะมอบแจ็คพอตชิ้นใหญ่ให้ชายคนนั้น หึหึ”
ลมหนาวเริ่มโชยมาเป็นสัญญาณถึงการที่ฤดูหนาวใกล้เข้ามาเยือนแล้ว ใบไม้ผลัดใบร่วงโรยจากต้น หิมะตกโปรยปรายเล็กน้อย อากาศเย็นตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แกรนด์กับบ็อบเริ่มฝึกอย่างจริงๆ จังๆ เพราะที่ผ่านมาพวกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่พวกเขาลงสนามต่อสู้จริงตลอด แม้จากฝึกจะเพิ่มพลังได้ไม่เท่าการต่อสู้จริง แต่การฝึกสามารถเพิ่มทักษะและความชำนาญเฉพาะด้านได้ เมื่อรวมกับประสบการณ์การต่อสู้จะทำให้มีเวลาที่จะพิจารณาและปรับปรุงตนเองได้อีก โดยที่แกรนด์ฝึกการเพิ่มพลังสะสมและขยายขอบเขตในการกักเก็บพลังเพื่อใช้รองรับทักษะการต่อสู้ที่กินพลังมากกว่าเดิม ส่วนบ็อบฝึกใช้พลังใหม่ที่เพิ่งได้มาและประยุกต์ให้เข้ากับการต่อสู้ในสไตล์ของตัวเอง แม้ว่ายาของเอเลน่าจะไม่มีผลกับผู้ที่มีพลังสูงกว่าคลาส 5 ทำให้ทั้งแกรนด์และบ็อบไม่สามารถที่จะใช้มันได้แต่ก็ไม่เป็นปัญหากับทั้งสอง ด้านเอเลน่าก็วุ่นวายอยู่กับการควบคุมการกลั่นยารวมทั้งการศึกษาการถอดรหัสเซติคกับเวนไฮร์ในหอตำรา เวนไฮร์เมื่อว่างจากการถอดรหัสก็ใช้เวลาเกือบทั้งหมดทุ่มเทกับการฝึกโดยใช้ยาที่เอเลน่ากลั่นมาได้ ส่วนไคลน์เมื่อได้รับยามาก็พาเหล่าโคโบลด์เข้าไปฝึกกับพวกสัตว์อสูรในป่า ฝั่งของครีทก็ยังคงแฝงตัวหาข่าวในเมือง อีกหลายวันกว่าจะกลับมา
10 วันต่อมา
...นครคาร์เธจ เมืองหลวงแห่งอาณาจักรวรรดิเอลโดร่า...
จากการเดินทางอย่างเร่งรีบ คณะเดินทางจากเมืองกลอเซนใช้เวลาเดินทางมายังเมืองหลวงกว่า 12 วัน นครคาเธจเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิเอลโดร่า ซึ่งจักรวรรดินี้เป็นชื่อเรียกรวมของเขตแดนทั้งทวีป เรียกอีกอย่างได้คือเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์ นครคาเธจมีประวัติศาสตร์รุ่งโรจน์มายาวนานหลายพันปี สายเลือดแห่งราชวงศ์เองก็เป็นพลังที่ได้รับสืบทอดและปกป้องจากเทพ เมืองแห่งนี้ยิ่งใหญ่ เป็นระเบียบ สวยงาม และอลังการไปด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรและการวางผังเมืองอย่างอัจฉริยะ ที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมของศิลปะ วิทยาการ ความรู้และวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดของมนุษย์ รวมไปถึงการฝึกพลังด้วย ขุมกำลังของนครคาเธจถ้าเทียบแล้ว แม้จะเอาขุมกำลังหลักของ 8 เมืองใหญ่ที่เหลือมามันรวมกัน หรือต่อให้นำของเมืองย่อยอื่นๆ มารวมเข้าไปด้วย ถึงกระนั้นก็ยังห่างชั้นกับของเมืองหลวงมากนัก เพราะที่นี่แค่ทหารประจำการธรรมดาอย่างต่ำก็ต้องคลาส 4 ซึ่งถ้าเป็นเมืองอื่นพลังขนาดนี้ก็ต้องเป็นระดับหัวหน้าทหาร ผู้ฝึกพลังคลาส 8 ที่มีความแข็งแกร่งเทียบชั้นได้กับมาคัส ดูเอลหรือเคเซอร์ ที่นี่มีมากกว่าพันคน! ความรุ่งโรจน์ของเมืองนี้ทำให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดหัวกระทิจากเมืองต่างๆ ให้เข้ามาเป็นกำลังมากขึ้นไปด้วย จุดเด่นสะดุดตาของนครคาเธจที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์เลยก็ว่าได้คือภูเขาใหญ่กลางเมือง ภูเขาลูกนี้ถูกตัดครึ่งออกจนด้านบนเป็นพื้นเรียบ ที่แห่งนั้นเป็นที่ตั้งหนึ่งในสุดยอดสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษย์ “วิหารเทวรูปเทพอาชาสวรรค์”