หลังจากที่หวงเยี่ยมาถึงยังสถาบันการต่อสู้ เสียงฝีเท้าของนักเรียนจำนวนมากก็ดังก้องประสานกันบนพื้นหินกว้างใหญ่
บรรยากาศในยามเช้าอบอวลด้วยกลิ่นเหล็ก และความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ภายใต้สีหน้าสงบเสงี่ยมของผู้คน
เมื่อสัญญาณเรียกรวมถูกประกาศ ทุกคนจึงเคลื่อนตัวไปยังลานกว้างกลางสถาบันอย่างพร้อมเพรียง
บริเวณนั้นถูกจัดเตรียมไว้ราวกับกำลังจะเคลื่อนพล
อาจารย์อีกหลายสิบคนยืนเรียงรายอยู่ด้านหน้าอย่างสงบนิ่ง สายตาของพวกเขากวาดมองลูกศิษย์ทีละคนด้วยความพินิจพิเคราะห์
รถขนส่งทางยุทธวิธีถูกจอดเรียงเป็แนว อุปกรณ์และเทคโนโลยีมากมายถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ ไม่ว่าจะเป็ลังโลหะที่บรรจุเวชภัณฑ์ เครื่องสแกนชีวภาพ ชุดสื่อสารสนาม หรือกล่องเก็บอาวุธสำรอง ทุกสิ่งล้วนพร้อมสำหรับการออกเดินทาง
หวงเยี่ยก้าวเข้าประจำตำแหน่งด้านหน้ากลุ่มอย่างไม่รีบร้อน หอกสีดำสนิทพาดอยู่เหนือบ่าอย่างมั่นคง ปลายคมสะท้อนแสงอ่อนจากท้องฟ้ายามสาย ท่วงท่ายืนของเขาตรงสง่า ไหล่ผาย หลังตั้งตรง ทำให้ภาพลักษณ์โดดเด่นเหนือผู้คนรอบข้างโดยไม่จำเป็ต้องแสดงออกเกินเลย
สายตาหลายคู่เริ่มเบนมาหยุดอยู่ที่เขา บรรดาหญิงสาวจำนวนไม่น้อยจ้องมองด้วยความสนใจที่มิอาจปิดบัง
บางคนถึงกับกระซิบกันเบาๆด้วยรอยยิ้มบาง ขณะที่เหล่าชายหนุ่มเองก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอย่างประหลาดใจ
“เ้าชายน้อยนั่น.. ทำไมดูงดงามขนาดนั้นกัน”
“นี่เขาเป็หนุ่มหน้าสวย หรือสาวน้อยที่แต่งตัวเท่กันแน่?”
เส้นผมสีฟ้าสว่างของหวงเยี่ยเปล่งประกายภายใต้แสงอาทิตย์ราวเส้นไหมที่สะท้อนน้ำค้าง
ใบหน้าเรียวสง่า มีเค้าโครงที่ทั้งหล่อเหลาและงดงามในคราเดียวกัน โครงคิ้วคม ดวงตาสีฟ้าครามลึกซึ้ง ริมฝีปากเรียบเฉยแต่มีเสน่ห์บางเบา ทุกองค์ประกอบหลอมรวมกันจนยากจะจัดวางไว้ในกรอบคำจำกัดความใดคำหนึ่ง
ขณะเดียวกัน เหล่าอาจารย์ต่างพยักหน้ารับเมื่อเห็นว่านักเรียนของตนจัดเตรียมอุปกรณ์กันอย่างเต็มยศ
บางคนสะพายดาบยาวที่ผ่านการขัดเงาจนสะท้อนแสง บางคนถือหอกด้ามหนาหนักแน่น บางคนพกแส้โลหะซึ่งมีลักษณะแปลกประหลาดและปลายงอคดราวเขี้ยวอสูร นักเรียนหลายรายสวมเกราะเบาไว้ภายในเสื้อผ้า เสริมความมั่นคงโดยไม่ลดทอนความคล่องตัว
บรรยากาศของลานกว้างจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการเตรียมพร้อม เป็ก้าวแรกสู่สนามจริง
เสียงหนักแน่นของอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนดังขึ้นก้องไปทั่วบริเวณ
“ยอดเยี่ยม!”
“ตลอดสองปีมานี้ พวกเ้าไม่ได้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์!”
“พวกเ้าได้ฝึกฝนองค์ความรู้ขั้นพื้นฐานที่เป็ของนักล่าัไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็การควบคุมลมหายใจ การเสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย การประเมินภัยคุกคาม หรือการทำงานเป็ทีม ทุกอย่างถูกถ่ายทอดและทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
“และภายในวันนี้.. พวกเ้าจะได้ทดสอบว่าตนเองคือนักล่าัที่แท้จริงหรือไม่!”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งขึ้น หัวใจของหลายคนเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
“เพราะพวกเราจะเดินทางไปยังสนามทดสอบที่เจ็ด และที่นั่นเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดซึ่งถูกพลังอำนาจแห่งเผ่าพันธุ์ัครอบงำ”
“พวกมันคือสัตว์ป่าที่แปรเปลี่ยนและกลายสภาพไปด้วยพลังแห่งั ไม่ว่าจะเป็สิ่งมีชีวิตใดภายในโลกนี้ เมื่อถูกพลังนั้นกลืนกิน ก็จะกลายเป็กึ่งเผ่าพันธุ์ัไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว และพวกเราจะไปจัดการมัน เพื่อทดสอบผลลัพธ์ของการฝึกฝนตลอดสองปีที่ผ่านมา”
คำประกาศสุดท้ายดังกังวาน นักเรียนบางคนแลกเปลี่ยนสายตากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ความเข้าใจก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบ
สิ้นเสียงอาจารย์หวังเจี้ยนที่ก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนเสียงประกาศจะก้องสะท้อนผ่านอากาศอย่างชัดเจน
“ออกเดินทางกันได้!”
หวงเยี่ยและนักเรียนคนอื่นๆต่างพยักหน้ารับโดยพร้อมเพรียง ไม่มีใครลังเล ไม่มีผู้ใดถอยหลัง
ฝูงชนที่เคยยืนเรียงเป็แถวสงบก็เริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกัน
รถแต่ละคันถูกจัดเตรียมไว้โดยสถาบันอย่างพิถีพิถัน ตัวถังโลหะเคลือบสีหม่นแข็งแรง ทนทานต่อแรงปะทะจากสิ่งมีชีวิตผิดปกติ ภายในติดตั้งที่นั่งเรียงเป็แถว พร้อมเข็มขัดนิรภัยและอุปกรณ์สื่อสารสำรอง นักเรียนกว่าสองร้อยคนทยอยขึ้นประจำตำแหน่งของตนอย่างเป็ระบบ
พวกเขาไม่ใช่เพียงนักเรียนอีกต่อไป หากเป็นักล่าัโดยสมบูรณ์ตามนิยามของสถาบัน
เืลมสูบฉีดแรงกล้า ดวงตาเปล่งประกายด้วยความฮึกเหิม ความคาดหวัง และแรงกระตุ้นที่ก่อตัวจากการฝึกฝนยาวนานสองปี
“ในที่สุดก็ถึงเวลาจริงเสียที”
“ขอแค่คะแนนดีพอ ชีวิตก็อาจเปลี่ยนทันที”
ทุกคนต่างทราบดีว่าการทดสอบครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ หากทำผลงานได้โดดเด่น ไม่แน่ว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำอาจดึงตัวไปฝึกฝนโดยตรง เปิดเส้นทางสู่อนาคตที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
หวงเยี่ยก้าวขึ้นรถอย่างสงบ หอกสีดำสนิทยังคงพาดอยู่เหนือบ่า ก่อนจะวางมันไว้ข้างกายเมื่อประจำที่นั่งแล้ว
เขาไม่กล่าวคำใด เพียงทอดสายตามองผ่านกระจกหน้าต่าง เห็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นสะท้อนในแววตา
ไม่นานนัก ขบวนรถขนส่งก็เริ่มเคลื่อนตัว เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำๆสอดประสานกันเป็จังหวะต่อเนื่อง
รถนำโดยเหล่าอาจารย์ออกจากเขตสถาบัน มุ่งหน้าสู่เมือง A ผ่านเส้นทางหลักอย่างมั่นคง ออกนอกเมือง ทิวทัศน์สองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนจากอาคารสมัยใหม่สู่พื้นที่เปิดโล่ง ก่อนจะกลายเป็แนวเขตที่เคยผ่านเหตุการณ์รุนแรง เศษซากบางแห่งยังคงปรากฏให้เห็นเป็ระยะ
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ขบวนรถมุ่งตรงสู่ทิศเหนืออย่างไม่ชะลอ จนในที่สุดภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏชัดขึ้น
เมืองรกร้าง
ตึกอาคารสูงที่เคยตั้งตระหง่านบัดนี้พังทลายเหลือเพียงโครงเหล็กบิดงอ
กำแพงแตกหักเผยอิฐและปูนที่แตกร้าว ถนนแตกร้าวเป็รอยแยกยาว ราวกับผืนดินเคยถูกแรงมหาศาลฉีกออกกลางเมือง
ในอดีต สถานที่แห่งนี้เคยเต็มไปด้วยชีวิต ผู้คนเคยเดินสวนกัน รถยนต์เคยวิ่งขวักไขว่ เสียงหัวเราะเคยก้องกังวานตามตรอกซอกซอย ทว่าเมื่อเผ่าพันธุ์ัเข้ารุกราน หลายพื้นที่ก็แปรเปลี่ยนอย่างไม่อาจหวนคืน
ซากเมืองนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกมนุษย์ ถูกทิ้งร้าง ปล่อยให้ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตผิดปกติเข้ายึดครอง
และในเวลาต่อมา มนุษย์เองก็เลือกใช้สถานที่เหล่านี้เป็แหล่งทดสอบศักยภาพและพร์ของนักล่าัรุ่นใหม่
รถขนส่งหยุดลงทีละคัน เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกัน บรรยากาศเงียบงันผิดปกติ
หวงเยี่ยก้าวลงจากรถอย่างมั่นคง รองเท้าบูตััพื้นถนนที่แตกร้าว
เขายืนมองซากตึกที่พังทลายทอดยาวไปสุดสายตา ลมพัดผ่านซอกอาคารเกิดเสียงครวญครางแ่เบา
ทันใดนั้นเสียงคำรามแว่วออกมาจากเบื้องหน้า ราวกับประตูแห่งนรกกำลังเปิดออก
นักเรียนบางคนเผลอกลืนน้ำลาย บางรายกำอาวุธแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ความฮึกเหิมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็ความตระหนักรู้ถึงอันตรายจริงที่รออยู่
อาจารย์ใหญ่เหยี่ยนลี่ก้าวออกมาด้านหน้า มือทั้งสองไพล่หลัง สีหน้าจริงจังยิ่งกว่าเดิม
“นี่คือสนามทดสอบการต่อสู้จริงที่เจ็ด!”
“ภายในเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรัระดับเริ่มต้นและระดับหนึ่งหลากหลายสายพันธุ์!”
“ภายในเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรัระดับเริ่มต้นและระดับหนึ่งหลากหลายสายพันธุ์!”
“มีแม้กระทั่งสัตว์อสูรัระดับสอง และพวกมันแข็งแกร่งและทรงพลังมากยิ่งกว่าพวกเ้าในตอนนี้มากนัก”
“เพราะงั้นในการต่อสู้ครานี้ ข้าขอให้พวกเ้าอยู่เพียงบริเวณรอบนอกสนามทดสอบก็เพียงพอ”
“อย่าเอาชีวิตของตนไปทิ้ง!”