นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๑๔ หนึ่งปีไม่ได้พบหน้า...คนทรยศ (3)

             

            'ตาเฒ่า... เจ้าส่งข้าไปเกิดไวๆไม่ได้หรือไร ข้านั่งดูภาพพวกนี้ในบ่อจนปวดคอไปหมดแล้วไม่เห็นมีประโยชน์อันใดจะดีกว่ามากถ้าเจ้าให้ดูจุดจบคนที่คิดทรยศข้า'

            [นี่ไง...]

            'โอ๊ย! จะเขกหัวข้าทำไม'

            [มารยาท มารยาทไม่มีหรือ เจอกันแรกๆก็เรียกข้าว่า 'ท่าน' หลังๆ มาเริ่มกลายเป็น 'เจ้า' ...อยู่นี่แหละเรียนรู้วิธีควบคุมวิญญาณมนุษย์แล้วรับสืบทอดตำแหน่งผู้คุมวิญญาณต่อจากข้า]

            'ชาติหน้าเถอะตาเฒ่า โอ๊ย! เขกอีกละ'

            [มารยาท หัดมีมารยาทบ้างเสแสร้งเอาก็ยังดี ไม่ต้องจริงใจกับข้าขนาดนั้นก็ได้]

            'ก็ถึงบอกว่าชาติหน้าอย่างไรเล่ารีบๆ ส่งข้ากลับเข้าร่างได้แล้ว'

            [รีบไปไหนไปช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกัน]

            'ข้า-เหม็น-หน้า-เจ้า อ้าาา ตาเฒ่า!ข้าเบื่อ รีบส่งข้ากลับไป'

            [ฮึ่ย ให้เจ้าอยู่ต่อข้ามีแต่จะปวดหัว อยากไปก็จะถีบให้เดี๋ยวนี้ละ]

            'อ้าาา! เจ้ากล้าถีบข้าฝากไว้ก่อนเถอะตาเฒ่า'

            [นี่... แล้วก็จำไว้ด้วยนะอย่าตายกลับมาอีกล่ะ ครั้งหน้าข้าไม่ปล่อยเจ้ากลับไปอีกแล้ว]

            'ฝันเอาเถอะ ฝันเอาเถอะ ฝันเอาเถอะ!หากข้าตายอีกรอบจะไม่ขอกลับมาพบเจ้า จะสิงสู่ร่างผู้อื่นให้รู้ไปเลย!'

            ......................

            อากาศทางใต้จัดว่าอบอุ่นกว่าทางเหนือมากนักแม้พบเห็นหิมะตกได้ยาก กระนั้นน้ำในทะเลสาบก็ยังเย็นเฉียบเสียดเข้ากระดูก ค่อยๆก่อตัวจับกันเป็นน้ำแข็ง

            "รีบสั่งให้คนออกเรือเถอะก่อนที่ทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็ง"

            "ผู้น้อยรับทราบขอรับ"

            ประมุขพรรคมาร นามอู่เทียนไฉ่ ก้าวเท้าเดินขึ้นเรือไปพร้อมกับผู้เฒ่าเหลียงแห่งเขาเหลียงซาน

            ผู้เฒ่าเหลียงเป็นคนที่อู่เทียนไฉ่ให้ความเคารพอย่างมากด้วยอีกฝ่ายเป็นเสมือนบิดาและอาจารย์ขณะเดียวกันก็ควบตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์และอุบายได้รับการขนาดนามว่า 'เฒ่าประหลาดแห่งเหลียงซาน' จากการออกแบบและประดิษฐ์กลไกลับสลับซับซ้อนได้อย่างอัจฉริยะ

            เรือสำเภาลำใหญ่ล่องไปบนผืนน้ำอย่างสงบนิ่งมุ่งสู่เกาะลึกลับในเขตทิวเขาเหลียงซาน คาดว่าอีกสามวันคงถึงที่หมาย

            "ท่านอู่ข้าจับชีพจรตรวจหาความผิดปกติให้นางแล้ว อีกสักประเดี๋ยวคงฟื้นท่านอย่ากังวลเชิญ" ผู้เฒ่าเหลียงผายมือเชิญอู่เทียนไฉ่ร่วมดื่มชาในห้องรับรองบนเรือ

            "รบกวนผู้เฒ่าแล้ว"อู่เทียนไฉ่ยิ้มเอ่ยอย่างสุขภาพสีหน้าแววตาสุขุมลุ่มลึกแต่ไม่ลดกลิ่นอายความน่ายำเกรงลงแม้แต่ส่วนเดียว

            เวลานี้อู่เทียนไฉ่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าตัดแต่งหนวดเครา ขับให้ใบหน้าคมคายเย็นชาแต่เดิมยิ่งเหี้ยมเกรียมเยียบเย็นขึ้นอีกหลายขุมรอบตัวราวกับมีมวลอากาศบางอย่างพาให้ผู้คนอกสั่นขวัญผวา

            บ่าวยกชุดน้ำชาอุ่นๆเข้ามาด้วยความนอบน้อม ผู้เฒ่าเหลียงจึงเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน"ข้าได้ยินมาว่ามีชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังตามหาเด็กคนนี้ ท่านจัดการอย่างไรจะไม่เผยที่ซ่อนบนเกาะให้คนนอกรู้หรือ"

            อู่เทียนไฉ่เลื่อนมือไปหยิบถ้วยชาหงายขึ้นสองที่รินให้ตัวเองและผู้เฒ่าเหลียงสีหน้าไม่เปลี่ยนทว่านัยน์ตาปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆพลางเอ่ยตอบขณะเลื่อนชาไปด้านหน้า

            "อย่าห่วงเลยตอนนี้เจ้าหนุ่มผู้นั้นคงกำลังวนเวียนอยู่ในคุกใต้ดินที่เพิ่งถล่มนอกจากจะรู้เพียงว่านางยังไม่ตาย เบาะแสอื่นล้วนไม่มีให้ตามต่อได้อีกเรื่องนี้ต้องยกผลงานให้ท่านเสียดายก็แต่คุกใต้ดินที่ต้องทำลายทิ้งเพื่อกลบร่องรอยหากจัดการให้ดียังสามารถใช้งานได้ต่อ..."

            อู่เทียนไฉ่และผู้เฒ่าเหลียงยังเอ่ยต่อไปอีกหลายประโยคสีหน้ามีเคร่งเครียดบาง มีผ่อนคลายบ้างสลับสับเปลี่ยนกันไปพลางจิมน้ำชาพูดคุยกันอีกหลายเรื่อง

            แต่ละเรื่องที่เอ่ยช่าง...ฟังไร้สาระยิ่งคนนอนบนเตียงในห้องด้านในได้แต่นิ่วหน้า พวกเขาพูดภาษาใดกัน?

            หลินหลานหรูเพิ่งฟื้นสมองยังมึนงงสับสนไปพักใหญ่ ราวกับสติสัมปชัญญะอีกครึ่งจมอยู่ในน้ำไม่ทันโผล่ขึ้นมาจนครบถ้วนเนิ่นนานทีเดียวกว่าจะเรียกสติกลับมาได้ทั้งหมดภาพเลือนรางตรงหน้าวูบไหวเฉกเช่นคลื่นน้ำที่เห็นคือใบหน้าชายชราผมขาวชุดเทากับบุรุษอายุราวสามสิบผมดำชุดน้ำเงินท่วงท่าองอาจผ่าเผย พวกเขาดูแตกต่างแต่คล้ายกันอยู่หลายส่วนยืนก้มหน้าฉีกยิ้มกว้างให้นางทั้งคู่

            "...พวกเจ้าเป็น...ผีสางจากโลกใดรึ" นางรู้สึกเหมือนยังจมอยู่ในน้ำอย่างไรอย่างนั้นคิ้วเล็กขมวดจนหว่างคิ้วย่น เอ่ยประโยคแรกโดยไม่มีเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด

            อู่เทียนไฉ่หุบยิ้มฉับส่วนผู้เฒ่าเหลียงพลันกล้ามเนื้อบนใบหน้าแข็งตึงขึ้นมาชั่วขณะเลยยิ้มค้างกลางอากาศที่ชวนให้รู้สึกอึมครึม

            "ฟื้นแล้วก็ดีเจ้าหมดสติไปสองเดือนเต็ม ยังจำเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้หรือไม่"อู่เทียนไฉ่สะบัดชายแขนเสื้อก่อนยอบตัวลงนั่งข้างเตียงปรับสีหน้าและท่าทางให้ผ่อนคลายขึ้น

            หลินหลานหรูไม่ได้ความจำเสื่อมเหตุใดนางจะจำไม่ได้ ถึงจะเลือนรางสักหน่อย แต่นางยังจำได้แม่นและไม่มีวันลืม!"ข้าจำได้"

            "อืม ก็ดีแล้ว ข้ามียาอยู่เม็ดหนึ่งเดิมทีเด็กทุกคนที่ขึ้นเกาะต้องกินมันเพื่อลบล้างความทรงจำในอดีตให้หมดเจ้าอยากลองดูหน่อยหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนมีสิทธิเลือก ที่ให้สิทธินี้แก่เจ้าเพราะข้าเสียดายความรู้มากมายที่เจ้ามีในหัวจึงไม่อยากบังคับ" อู่เทียนไฉ่วางภาพลักษณ์เป็นบุรุษผู้เที่ยงธรรมยึดมั่นในหลักการและเป็นคนดีมีเหตุผลจนพยาธิในไส้ถึงกับทึ่ง

            ผู้เฒ่าเหลียงเก็บสีหน้าและแววตาอยากหัวเราะเอาไว้มิดชิดช่วยประคองหลินหลานหรูลุกขึ้นนั่ง ก่อนปลีกตัวไปเตรียมยาต้มมาให้นาง

            ความรู้สึกเจ็บแปลบเต้นพล่านยังไหล่ซ้ายวิ่งต่อไปที่สมองเจ็บจี๊ดจนต้องหลับตาข่มกลั้นราวกับกลัวว่านางจะลืมต้นเหตุที่มาของบาดแผลบนไหล่นี้อย่างไรอย่างนั้นครั้งนั้นในโถงใต้ดินไม่รู้สึกเจ็บเพราะพิษทำให้ร่างกายส่วนบนรู้สึกชามาตอนนี้จึงเจ็บอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

            "แผลเจ้ายังไม่หายดีอย่าขยับร่างกายให้มาก"

            หลินหลานหรูนั่งได้มั่นคงแล้วจึงมองบุรุษตรงหน้าอย่างประเมินเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าคุกคามอีกทั้งน้ำเสียงและแววตายังแสดงออกชัดว่าใส่ใจจึงไม่คิดต่อต้าน ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้นางลดความระแวงสงสัยในใจน้อยลงนัยน์ตาน้ำหมึกฮุยโม่ฉายความระแวดระวังราวกระต่ายน้อยตื่นเสือ

            นางยื่นมือไปรับยามาถือเม็ดยาสีน้ำตาลใหญ่ยิ่งกว่าหัวแม่โป้ง กลิ่นฉุนยิ่งกว่าน้ำหอมของสตรี

            อู่เทียนไฉ่ท่าทางเป็นมิตรเผยยิ้มบางๆ เสมือนผู้ใหญ่เปี่ยมล้นด้วยเมตตาเก็บงำความอำมหิตและจิตสังหารไว้อย่างมิดชิด"ข้าเดาว่าก่อนหน้าเจ้าคงได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจมาไม่น้อยเส้นลมปราณภายในถึงได้แตกซ่าน ยังดีที่ร่างกายเจ้าได้ผนึกลมปราณไว้ทั้งหมดที่แตกไปจึงแค่เศษเสี้ยว นับว่าโชคหล่นทับถึงได้รอดมาได้"

            "อีกอย่าง..."อู่เทียนไฉ่หันไปหยิบเสื้อคลุมสีดำผืนหนึ่งขึ้นมาก่อนวางมันลงบนผ้าห่มสีน้ำเงินปักขอบลายดอกอวี้หลัน "ตอนที่พบเจ้าในซากหินส่วนหนึ่งได้เสื้อคลุมไหล่หนอนไหมปีศาจพันปีผืนนี้ปกป้องเจ้าจากเปลวไฟร่างกายจึงอยู่ครบปกติดีทุกส่วน เสียดายก็แต่..."

            อู่เทียนไฉ่ไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรให้กระทบจิตใจนางน้อยที่สุดจึงส่ายศีรษะอย่างแสนเสียดาย สีหน้าหนักใจนี้ของเขาทำให้หลินหลานหรูใจกระตุกผุดความกระวนกระวายขึ้นข้างในลึกๆ รอจนเขาหยิบกระจกสำริดขนาดเหมาะมือส่งมาตรงหน้าข้อข้องใจทั้งหมดพลันถูกไข "ใบหน้าของเจ้า... ดูเอาเองเถิด"

            หลินหลานหรูยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าผ้าสีขาวพันไว้มิดชิดทั้งศีรษะ ภาพสะท้อนในกระจกเห็นเพียงดวงตาสองข้าง จมูกและริมฝีปาก

            นางนิ่งไปนานพอสมควรแม้มองไม่เห็นแผลแต่คาดเดาได้ถึงความน่าอนาถได้ไม่ยาก ลึกๆนางไม่ปฏิเสธว่าเสียใจและเสียดายจริงๆ ที่เสียโฉม ใบหน้าของอิสตรีสำคัญนักสิ่งนี้จะเป็นตราบาปในใจนางไปชั่วชีวิต ต่อให้นางยังเด็กแล้วอย่างไรอย่างมากรักษาหายก็ยังทิ้งรอยแผลเป็นน่าเกลียดไว้อยู่ดีไม่ต้องถามก็บอกได้กระมังว่าหลินหลานหย่ามีดีกว่านางที่ใด

            "ทำใจเสียเถอะถึงโลกนี้จะมีเรื่องประหลาดมากมายจนน่าอัศจรรย์แต่รอยแผลเป็นจะรักษาให้หายนั้นยากยิ่งกว่าพบเซียนบนสวรรค์ต่อให้เจ้าใช้ทั้งชีวิตเสาะหายารักษาก็ใช่ว่าจะหาพบง่ายดายเพียงข้ามสามขุนเขา"

            หลินหลานหรูลดกระจกในมือลงมองยาเม็ดกลมสีน้ำตาลสลับกับใบหน้าในกระจก แววตาครุ่นคิดราวกับกำลังตัดสินใจท้ายที่สุดจึงเอ่ยขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง "ข้าต้องการอิสระ"

            "คงให้ไม่ได้"อู่เทียนไฉ่ตอบกลับฉับไวเช่นกัน ดวงตาเขาฉายความเหี้ยมเกรียมเผด็จการขึ้นเล็กน้อย "ไม่มีกฎข้อใดเขียนไว้ว่าควรปล่อยผู้ที่ล่วงรู้ความลับของสำนักไปสมคบคิดกับศัตรู"

            "ข้าจะกินยา แล้วลืมทุกอย่าง"

            "ก็รับรองให้ไม่ได้ว่าเจ้าจะรอดเงื้อมมือของอู่เสียวฉีอารองของข้าคงไม่ปล่อยเด็กทรยศให้มีชีวิตเดินเล่นบนโลกนี้อย่างสบายใจแน่"อู่เทียนไฉ่ยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาถือไพ่เหนือกว่า

            หลินหลานหรูมุ่นคิ้วงามไม่สบอารมณ์ขึ้นมาสามส่วน นางกำลังถูกไล่ต้อนให้จนมุม"เกี่ยวอะไรกับคนผู้นั้น"

            อู่เทียนไฉ่ไม่ได้เอ่ยตอบในทันทีหางตาเหลือบเห็นผู้เฒ่าเหลียงยกถ้วยยาเข้ามาจึงลุกขึ้นยืนเดินไปรับยาจากผู้เฒ่าเหลียงมาถือต่อแล้วกลับมานั่งข้างเตียงดังเดิม ค่อยๆคนช้อนในถ้วยยาอย่างไม่รีบร้อน หลินหลานหรูมองทุกการกระทำอันเป็นธรรมชาตินี้ของเขาไม่เผยพิรุธใดให้ใช้เล่นงานกลับแม้แต่น้อย

            "อู่เสียวฉีเป็นคนโลภมากผู้หนึ่งกระหายอำนาจและคิดครอบครองความเป็นใหญ่ ขณะเดียวกันก็โหดเหี้ยมไม่แพ้ผู้ใด บนเกาะที่ข้ากำลังจะส่งเจ้าขึ้นไปที่นั่นข้าไม่มีสิทธิ์หรืออำนาจในการก้าวก่าย ตั้งแต่เจ้าถูกจับตัวมาอยู่ก็เป็นคนของอู่เสียวฉี ตายก็เป็นคนของเขาเช่นกัน"

            "ฟังคำพูดท่านคล้ายไม่ได้จงใจจับข้ามาในเมื่อท่านรู้เรื่องนี้ดีแก่ใจ เหตุใดยังช่วยรักษาข้าแทนที่จะฆ่าทิ้งตั้งแต่พบในซากหินท่าทางท่านก็ไม่ใช่คนที่คิดถึงผลประโยชน์เพื่ออารองของท่าน หรือความเป็นจริงแล้วท่านกำลังหลอกใช้ข้าให้ทำเรื่องบางอย่าง"

            อู่เทียนไฉ่ยิ้มขบขันแต่คงความสุขุมไม่เปลี่ยน"ถูกเจ้าจับได้เสียแล้ว มิผิด ข้าต้องการให้เจ้าสังหารอู่เสียวฉีและไม่ใช่แค่เขาคนเดียวแต่เป็นคนทั้งหมดที่สมคบคิดกับอู่เสียวฉีด้วย"

            "เฮอะ!ท่านช่างเป็นหลานที่ประเสริฐแท้อารองของท่านเขารู้หรือไม่ว่าหลานตัวเองกำลังวางแผนสังหารเขาอยู่อ่อ...อู่เสียวฉีคนนี้คงไม่เห็นความสามารถอ่อนหัดเช่นท่านจะสามารถกำจัดเขาได้ช่างน่าเห็นใจ" หลินหลานหรูจิปากจิ๊ๆๆ สามครั้งตั้งใจยั่วยุอู่เทียนไฉ่ให้เผยพิรุธ ทว่าเปล่าเลย

            เขายิ้มอย่างยอมรับแววตาคงความเจ้าเล่ห์จนน่าหงุดหงิดไม่ได้กังวลว่าตนเองจะเสียหน้าหรือดูเป็นคนไร้ความสามารถต่อหน้าเด็กน้อยแต่อย่างใด"แน่นอนว่าอู่เสียวฉีไม่ได้เก่งกาจปานนั้น"

            ประโยคนี้เป็นการปฏิเสธที่คล้ายยกยอตัวเองไปในตัวขณะเดียวกันก็ทำให้ความสามารถของศัตรูลดต่ำระดับกากได้

            "ข้าไม่ทำ"

            "เจ้ามีทางเลือกด้วยหรือ"อู่เทียนไฉ่กลับมาถือไพ่เหนือกว่านางอีกแล้ว

            ไม่ถูกกระมังเรื่องนี้มองอย่างไรนางก็เป็นได้แค่หมูในอวยที่กำลังถูกแหย่จมูกเล่นตกลงไปในหลุมพรางของอู่เทียนไฉ่ตั้งนานแล้วคิดย้อนกลับทางเดิมนั้นยากยิ่งกว่าต้องเดินหน้าต่อ

            หลินหลานหรูคิดหนักหากอู่เทียนไฉ่ขอให้นางทำเรื่องนี้ตรงๆ นางย่อมไม่ตกลงอย่างแน่นอนนั่นเพราะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียให้นางต้องยื่นมือเข้าไปเกี่ยวแต่จะให้เขาสังหารอารองของตัวเองกับมือก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ดังนั้นจึงได้อาศัยแผนการของอาตัวเองกลับไปเล่นงานเขา

            แรกเริ่มเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับนางเขาก็เลยทำให้นางต้องเกี่ยวเสียเลย นอกจากนางจะไม่ปฏิเสธแล้วยังจะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดอู่เสียวฉีแลกกับอิสระของตัวเอง เหอะๆอู่เทียนไฉ่ถือไพ่ได้เหนือกว่านางจริงๆ

            "ข้าไม่เชื่อหรอกว่าอู่เสียวฉีจะตามกลิ่นข้าเจอขอเพียงเปลี่ยนชื่อแซ่ หลบซ่อนให้ดีหน่อย เขาจะหาข้าเจอได้อย่างไรใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ท่านเองก็หาใช่คนแล้งน้ำใจคิดเสียว่าช่วยบุตรสาวของท่านหลบหนี ให้มีชีวิตที่ดีไม่ได้หรือ"

            อู่เทียนไฉ่อมยิ้ม นัยน์ตาคมกริบเจือเลศนัยจางๆเขาวางถ้วยยาในมือลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง คิดไว้ว่ารอให้เย็นอีกหน่อยค่อยให้นางดื่ม"ข้าย่อมไม่ใช่คนแล้งน้ำใจอย่างที่เจ้ายกยอแน่นอนอีกทั้งยังต้องการให้บุตรสาวของข้ามีชีวิตที่ดีและยืนยาวด้วย"

            "หมายความว่าอย่างไร"หลินหลานหรูชักสังหรณ์ในใจแปลกๆไม่มีทางที่นางจะหลุดออกจากหลุมพรางนี้ของเขาได้เลยหรือ

            "ตอนนี้ร่างกายเจ้าได้ปลดผนึกลมปราณไปหนึ่งแล้วดังนั้นพลังลึกลับที่แฝงอยู่ในร่างจึงกำลังสำแดงฤทธิ์กัดกินเนื้อหนังไปทีละน้อยอย่างมากก็อยู่ได้แค่สามปี ถ้าใช้วิธีขับพลังออกคงไม่พ้นต้องกลายเป็นอัมพาตไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่งของร่างกายหรืออีกวิธีก็คือ...ฝึกมันซะ ด้วยนิสัยเจ้าคงไม่มีทางเลือกใช้วิธีแรกอยู่แล้วคนที่ถ่ายทอดพลังนี้ให้คงพิการอยู่กระมัง ไตร่ตรองดูเอาเถิด"

            ไพ่ใบนี้ของอู่เทียนไฉ่หงายมาประหนึ่งผู้ฝึกตนเหินกระบี่ ให้ตายเถอะ... ข้าแพ้แล้วจริงๆแพ้อย่างน่าอนาถ

            กระนั้นนางก็ไม่ยอมเสียหน้าคนเดียวยังจะดึงอู่เทียนไฉ่ลงหลุมไปด้วย "ข้ารู้ว่าพลังลึกลับนี้คืออะไรใช่เคล็ดวิชาสูงสุดของพรรคมารหรือไม่ได้ยินมาว่าแม้แต่ท่านที่เป็นประมุขพรรคยังฝึกได้แค่ขั้นสี่จากทั้งหมดแปดขั้นพลังทิพย์อ่อนหัดมิต่างจากเด็กสามขวบ"

            อู่เทียนไฉ่ไม่แม้แต่จะลงหลุมไปกับนางยังหลุดหัวเราะอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนขบขันที่นางแพ้แล้วยังคิดยั่วยุให้เขาเสียผู้ใหญ่ ทำสำเร็จก็แล้วไปเถอะแต่พอไม่เป็นไปตามที่คาดขึ้นมา นางถึงกับมองเขาตาขวางนิสัยไม่ยอมขายหน้าคนเดียวเช่นนี้ประมาทไม่ได้จริงเชียว

            "รู้เยอะเยี่ยงนี้ที่แท้ท่านอาสามถูกเจ้าช่วยไว้" เรื่องนี้อู่เทียนไฉ่เพิ่งทราบเมื่อไม่นานตอนที่แฝงตัวไปเจรจาการค้าในเมืองหนานจิง หลังเจอหลินหลานหรูที่ท่าเรือคราวนั้นเขาเกิดสนใจในตัวนางขึ้นมาจึงให้คนตามสืบเรื่องของนางเป็นการลับเสียดายที่ไม่สามารถส่งคนเข้าประชิดตัวได้เนื่องจากผู้ติดตามของนางทั้งสองคนวรยุทธ์สูงเข้าขั้นเทพหากเผลอไม่ระวังอาจเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นได้จึงสั่งให้คนถอยออกมาก่อนแล้วค่อยหาโอกาสลงมือภายหลัง

            "ท่านหมายถึงเหลยเมี่ยว?" หลินหลานหรูเลิกคิ้วเรื่องของพรรคมารส่วนใหญ่เป็นเหลยเมี่ยวเล่าให้นางฟัง

            "อ้อ เขาใช้ชื่อนี้เองรึนับเป็นข้อมูลใหม่แล้ว อา... จริงสิท่านอาสามถูกอู่เสียวฉีทำลายวรยุทธ์แล้วปล่อยให้ธาตุไฟเข้าแทรกจนสติเลอะเลือนเจ้าช่วยชีวิตเขาไว้ ถือว่ามีบุญคุณต่อตระกูลอู่"

            "เฮอะ ที่แท้ก็คนกันเอง"นางประชด

            "เช่นนั้นก็เรียกข้าว่าท่านพ่อ"

            หือ? สมองกลับด้านแล้วกระมัง"เหตุใดต้องเรียกเช่นนั้น ท่านให้กำเนิดข้าหรือ"

            "เสร็จงานนี้เมื่อไรข้าจะรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม...มิดีหรือ ตำแหน่งประมุขพรรคคนต่อไปก็ยกให้เจ้าอำนาจในการปกครองพรรคมารทั้งสิบแปดนิกายก็เป็นของเจ้า ใต้หล้านี้เจ้ายังต้องกลัวผู้ใดอีก"

            เป็นประมุขแล้วอย่างไรจะไม่ถูกขังอยู่ในถ้ำมืดๆ ทั้งวันทั้งคืนหรือทุกเช้าตื่นมาต้องเจอแต่ลูกสมุนสวมหน้ากากยักษ์ทองเหลืองเข้าหานางไม่หัวใจวายตายก่อนก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว มองอย่างไรข้อเสมอนี้ก็ไม่น่าไว้ใจเจตนารั้งนางอยู่กับพรรคมารชัดๆ "ที่ข้าต้องการคืออิสระ"

            "ย่อมได้เพียงเจ้าตกลงเป็นบุตรของข้า"

            นั่นเรียกว่าอิสระที่ใดกัน"ท่านกำลังเลอะเลือน"

            "เจ้าต่างหากที่สับสน"

            "ท่าน..."อู่เทียนไฉ่ไม่ยอมปล่อยนางไปจริงๆ ด้วยไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาเสียดื้อๆ

            อู่เทียนไฉ่ยิ้มกริ่มเห็นแววตานางที่แพ้แล้วแพ้อีกจนเริ่มหม่นลงทุกขณะ ดังนั้นจึงเอ่ยเปลี่ยนเรื่องอีกทางหนึ่งก็ถือว่าเป็นอันตกลงกันเรียบร้อยเรื่องรับนางเป็นบุตร

            "ไม่ยักเชื่อว่าร่างกายเจ้าจะสามารถต้านพิษหมื่นบุปผาของพรรคมารได้"ให้นางรู้สึกชนะเรื่องนี้แล้วกัน

            เป็นตามคาดหลินหลานหรูเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่งแต่ยังน่ารักน่าเอ็นดูนางที่เป็นเช่นนี้ช่างน่ามองยิ่งนัก เขาจึงปล่อยให้นางได้ใจไปก่อนแล้วค่อยเอ่ยต่ออีกครั้งอย่างรวบรัด "เอาเถิด...เจ้าจะกินยาเม็ดนั้นเพื่อลบเลือนอดีตหรือไม่ ก็ตามแต่เจ้าเห็นสมควร จากนี้แค่เตรียมตัวเอาชีวิตให้รอดบนเกาะนรกที่กำลังจะถึงก็พอแล้วก็นี่..."

            อู่เทียนไฉ่ยกถ้วยยาเย็นชืดขึ้นจดริมฝีปากนางมุมปากกดลึกเป็นรอยยิ้มอย่างมาดร้าย"หน้าที่ของบิดาคือให้บุตรดื่มยากับมือ"

            หลินหลานหรูพลันหน้าถอดสีเอ่ยเสียงลากยาวตามความรู้สึก "มันข่ม..."

            "เจ้ายังไม่ดื่มจะรู้ได้อย่างไรว่าข่มหรือหวาน"

            "ท่านมั่วหรือผู้ใดบ้างดมกลิ่นแล้วไม่รู้"

            "ปากเจ้ายังรู้รสด้วยรึ"

            เฮือก! ข้าไม่รอดแน่แท้...

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน