บทที่ 2
เริ่มต้นการค้าขาย (2)
จูเฟยตัวน้อยที่นั่งอยู่บนเตียงแล้วตัดสินใจถึงเื่ที่นางจะกระทำได้ก็เก็บเงินจำนวนห้าอีแปะภายในมือของตนเองเข้าไปภายในอาภรณ์เก่าๆที่นางกำลังสวมใส่อยู่
ตอนนี้เงินนี้จะเป็เงินทุนก้อนแรกที่นางจะใช้ในการลงทุนค้าขายต่างๆ ในชีวิตก่อนที่จะมาอยู่ในร่างของเด็กน้อยผู้นี้นางเองก็เคยมีชีวิตไม่ต่างกับเด็กน้อยผู้นี้สักเท่าไหร่
เคยเป็เด็กกำพร้าที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่ชีวิตก็ต้องเอาแต่ทำงานพิเศษเพื่อหาเลี้ยงตนเองจนกระทั่งยุคที่เรียกว่าการขายของออนไลน์เข้ามาและจากนั้นนางก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการค้าขายในโลกออนไลน์จนกระทั่งสามารถทำเงินได้หลายสิบล้านในเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือน
ในยุคนี้ถึงแม้ว่า่ยุคสมัยมันจะแตกต่างกันสักเท่าไหร่แต่ว่าการค้าขายมันก็คงจะยึดหลักเดียวกัน
เงินจำนวน 5 อีแปะแม้ว่ามันจะเป็เงินที่มีค่าเพียงน้อยนิดสามารถซื้อขนมได้เพียงแค่ 1 ไม้แต่ถ้าเก็บมันเอาไว้มากๆเข้าก็คงจะมีเงินมากพอที่จะลงทุนกับของสิ่งแรกได้
เมื่อครู่ที่นางรู้สึกปวดหัวไปความทรงจำมากมายของเด็กน้อยผู้นี้และการใช้ชีวิตอยู่ภายในโลกนี้มันก็วิ่งเข้ามาภายในหัวสมองราวกับว่าเป็หนังม้วนหนึ่งที่ถูกเปิดฉายให้นางดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจำภาพทุกอย่างได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนไม่ขาดตกแม้แต่อย่างเดียว
มันไม่ใช่เพียงแค่ความทรงจำทั้งหมดที่ส่งผ่านมาถึงร่างกายนี้แต่ว่ามันยังเป็ความรู้สึกทั้งหมดด้วย ก่อนหน้าที่จะโดนเนรเทศมาอยู่ที่เมืองอู่หนานแห่งนี้ตอนที่อยู่ที่เมืองหลวงผู้คนมากมายดูถูกนางและมารดาสายตานั้นมันยังคงตราตรึงอยู่ภายในใจของจูเฟยแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่ได้ประสบพบเจอมากับตัวเองแต่มันก็ให้ความรู้สึกที่เหมือนกับนางเป็ผู้ที่พบเจอมันมากับตนเอง
สิ่งหนึ่งที่มันทำให้นางได้รู้คือตอนนี้ดวงจิตของนางหลอมรวมกับร่างกายและจิตสำนึกของเด็กน้อยนางนี้ไปแล้ว
เมื่อครู่ได้ตั้งปณิธานอันแรงกล้าเอาไว้ว่าจะเปลี่ยนชีวิต แต่ตอนนี้ร่างกายของนางก็ยังอิดโรยเกินไปและยังไม่แข็งแรงมากพอคงจะต้องพักผ่อนอีกหลายวัน
หลังจากนั้นจูเฟยคิดได้เช่นนั้นนางก็ล้มร่างน้อยๆลงไปนอนนิ่งเพื่อพักผ่อนบนเตียง
กาลเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วดวงอาทิตย์ด้านนอกที่เปล่งประกายแสงอยู่ได้ถูกย่อมให้กลายเป็สีส้มอมแดง แสงสว่างไสวของดวงอาทิตย์ยามอัสดงส่องผ่านรูเล็กๆที่ปรากฏอยู่ทั่วทั้งเรือนไม้หลังเก่าๆแห่งนี้เข้ามาด้านใน
เด็กน้อยที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเมื่อมีแสงสว่างไสวของดวงอาทิตย์อัสดงส่องผ่านเข้ามาด้านในแล้วกระทบเข้ากับใบหน้าในน้อยของนางเปลือกตาทั้ง 2 ที่กำลังพับปิดอยู่ก็เริ่มขยับ
จูเฟยที่นอนเอาแรงมาสักพักก็รู้สึกตัวขึ้นเมื่อรู้สึกตัวเปลือกตาทั้งสองข้างที่พับปิดอยู่ก็ได้เปิดขึ้นมา ทัศนียภาพที่พร่ามัวสิ่งแรกที่เห็นมันก็คือเพดานไม้เก่าๆเช่นเดิม
หูน้อยๆของนางก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วเข้ามาพลันให้นางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเอนเอียงใบหน้าไปทางด้านซ้ายเพื่อมองหาต้นเสียงที่ดังขึ้นมา
สิ่งที่นางเห็นก็คือร่างของมารดาที่กำลังก้มทำอาหารเย็นอยู่บริเวณใจกลางบ้าน เรือนไม้แห่งนี้เป็เรือนเล็กๆที่มีพื้นที่ไม่มากนักโดยมันก็เปรียบเสมือนกับห้องห้องนึงที่ถูกจัดสรรปันส่วนเอาไว้
เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็จะพบเข้ากับบริเวณใจกลางเรือนที่มีพื้นที่ทำอาหารและนั่งเล่น แต่มันก็สามารถนั่งได้ประมาณเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อหันไปทางด้านขวามือหลังจากเดินเข้ามาก็จะพบกับเตียงเล็กๆที่นางกำลังนอนอยู่ ส่วนทางด้านซ้ายสุดมันก็จะเป็พื้นที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆ
บ้านหลังนี้เล็กมากถ้าต้องอาศัยอยู่เป็ครอบครัว แต่ถือว่าโชคยังดีที่นางอาศัยอยู่กับมารดา 2 คนเลยอยู่กันแบบไม่ได้อึดอัดมากนัก
ิ่อวี้เฟยที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำอาหารอยู่เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างจากด้านหลังนางก็เหลียวไปมอง มันเป็เสียงขยับร่างกายของบุตรสาวตัวน้อย
จูเฟยพาร่างของนางที่นอนซมอยู่บนเตียงมาทั้งวันลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง
“ จูเฟยลูกตื่นแล้วงั้นรึ ” ด้วยสัญชาตญาณของผู้เป็แม่ ิ่อวี้เฟยละทิ้งทุกอย่างที่นางกระทำอยู่แล้วมุ่งตรงร่างของนางไปหาลูกน้อยที่เพิ่งลุกขึ้นมาจากเตียงทันที
สตรีวัยเลข 3 ผู้นั้นได้ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆเพื่อมองสำรวจร่างกายของบุตรสาว
“ ไม่เป็อันใดแล้วงั้นรึ ” นางถามออกไปด้วยใบหน้าที่ฉายความวิตกอยู่หลายส่วน
จูเฟยได้พยักหน้าน้อยๆของนางขึ้นลงเพื่อตอบกับมารดาไป
“ เฮ้อ!!! ” ิ่อวี้เฟยด้านหน้าถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ
“ ไปกันเถอะแม่ทำข้าวต้มเสร็จแล้ว ” นางไม่รีรอจะใช้มือทั้งสองข้างยื่นไปแล้วยกร่างน้อยๆของบุตรสาวขึ้นมาแล้วพาเดินตรงไปบริเวณส่วนใจกลางเรือนที่มีหม้อขนาดไม่ใหญ่มากนักถูกตั้งเอาไว้
ความรู้สึกแรกที่ถูกยกร่างกายของตนเองไปอย่างง่ายดายเช่นนี้จูเฟยเองก็รู้สึกแปลกประหลาดไม่น้อยแต่ว่านางก็ไม่ได้ขัดขืนอันใด
เมื่อถูกพามาอยู่ตรงใจกลางเรือน ร่างน้อยๆของนางถูกวางลงข้างๆ ดวงตากลมโตจ้องมองของที่อยู่ด้านหน้าอย่างไม่กระพริบตา
หม้อขนาดไม่ใหญ่มากนักที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมาจากข้าวที่กำลังต้มอยู่ ผู้เป็มารดาก็ทำหน้าที่ของนางอย่างรวดเร็วนางรีบตักข้าวต้มภายในหม้อด้านหน้าแล้วนำมาป้อนใส่ปากของจูเฟย
เด็กน้อยที่นั่งอยู่ก็ได้แต่อ้าปากรับแล้วนางก็ปลายสายตาไปมองมารดาอย่างไม่กระพริบตา นางไม่เคยมีแม่มาก่อนความรู้สึกที่ถูกป้อนข้าวป้อนน้ำยามเวลาที่ป่วยเช่นนี้ก็ไม่เคยมีเช่นกันแต่เมื่อโดนปฏิบัติมันก็ทำให้ความรู้สึกภายในใจอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
อาหารที่ถูกป้อนเข้าปากของนางมันเป็ข้าวต้มที่มีข้าวสารอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นส่วนใหญ่จะเป็น้ำแต่ว่าก็มีเนื้อสัตว์แห้งใส่ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ
จูเฟยกินข้าวต้มที่มารดายื่นเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างเอร็ดอร่อย ถึงแม้ว่ามันจะเป็ข้าวต้มที่ถูกทำขึ้นมาโดยมีน้ำเป็ส่วนประกอบหลักก็ตาม ในชีวิตก่อนตอนนางยังเด็กๆอยู่มีหลายครั้งที่ต้องดื่มแต่น้ำเป็อาหารติดต่อกันหลายวัน เพราะเช่นนั้นข้าวต้มชามนี้ที่มันยังพอมีบางอย่างให้กัดก็ถือว่าอร่อยมากแล้ว ยิ่งผู้ที่ป้อนมันเข้าปากของนางเป็มารดาที่นางไม่เคยมีในชีวิตที่แล้วมันยิ่งทำให้อาหารทุกคำเต็มไปด้วยความรักที่นางใฝ่หามาตลอดทั้งชีวิต
เมื่อทานอาหารจนเสร็จสองแม่ลูกก็เข้านอนั้แ่หัวค่ำ
อากาศยามราตรีนั้นหนาวเหน็บแม้จะไม่ใช่ฤดูเหมันต์ ลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่านรูเล็กๆที่ปรากฏอยู่เต็มตัวเรือนไม้ที่ทรุดโทรมแห่งนี้เข้ามาด้านใน ร่างของ 2 แม่ลูกนอนขดตัวหนาวอยู่บนเตียงโดยมีเพียงผ้าห่มผืนบางๆเท่านั้นที่ปกป้องร่างกายจากภัยหนาวเย็นที่กำลังกัดกิน
ผู้เป็มารดานางก็ใช้สองมือโอบกอดร่างลูกน้อยเพื่อให้ความอบอุ่น จูเฟยพี่อยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็แม่ก็ให้รู้สึกแปลกประหลาดไปบ้างที่มีคนมานอนกอดแต่มันก็รู้สึกดีใช่เล่น
เด็กน้อยที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูฉีกยิ้มเล็กๆที่มุมปากก่อนจะข่มตาทั้งสองข้างของตนเองพับปิดลงแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราแห่งความฝันอันแสนหอมหวาน
เมื่อข่มตาหลับลงภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในชีวิตของเด็กน้อยิ่จูเฟยก็หวนกลับมาให้นางได้ดูอีกครั้ง จูเฟยนั่งดูภาพเ่าั้ราวกับว่าตนเองนั้นนั่งดูหนังม้วนนึงที่ถูกฉายขึ้นบนมอนิเตอร์ใหญ่ๆตรงหน้า
ราตรีที่หนาวเหน็บผ่านพ้นไปแสงแดดยามเช้าส่องผ่านรูเล็กๆที่ประดับอยู่ตามบ้านไม้อันทรุดโทรมเข้ามาแทนที่ไอหนาวเย็นในยามค่ำคืน แสงแดดอุ่นๆกระทบเข้าที่ใบหน้าในน้อยที่กำลังหลับไหล
เปลือกตาทั้งสองข้างที่พับปิดอยู่เริ่มขยับก่อนที่จูเฟยจะหลุดออกมาจากห้วงนิทราอันแสนหอมหวาน นางรู้สึกตัวแล้วพาร่างเล็กๆลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งบนเตียงนิ้วมือทั้งสองยกขึ้นมาขยี้ดวงตาในน้อยๆ ก่อนจะกวาดมองรอบกายของตนเองภายในเรือนแห่งนี้ไม่มีร่างของมารดาของนางอยู่แล้ว
จูเฟยคาดการณ์ว่ามารดาน่าจะออกไปทำงานเป็แรงงานโรงทอผ้าที่บริเวณด้านหลังของเมือง
และแล้วเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนเตียงก็ััได้ถึงบางอย่างนางรู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ในมือของนาง เมื่อยกมันขึ้นแล้วแบมือออกดูปรากฏว่าสิ่งที่อยู่ด้านในมันคือเงินจำนวน 5 อีแปะ
นางลืมไปเสียสนิทเลยว่าโดยทั่วไปแล้วผู้เป็มารดาจะมอบเงินค่าขนมให้นางเอาไว้ทุกๆวันวันละ 5 อีแปะ เพื่อเอาไว้ให้ใช้สอยในแต่ละวัน
หลังจากเมื่อวานที่นอนพักมาทั้งวันจูเฟยนางรู้สึกว่าวันนี้เรี่ยวแรงของนางได้กลับมาแล้ว เด็กน้อยที่นั่งอยู่บนเตียงพากายของนางะโลงมาจากเตียงเก่าๆที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก
จูเฟยเริ่มขยับร่างกายของนาง นางอยู่ในร่างของิ่จูเฟยที่เป็เด็กน้อยวัยเพียงแค่ 6 ปีเท่านั้นเพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวมันเลยดูออกจะไม่คุ้นชินไปบ้าง แต่นางก็คิดว่าถ้านานไปก็อาจจะปรับสภาพเข้ากับร่างกายใหม่ของนางได้
จูเฟยอาศัยในการเดินวนไปรอบๆบริเวณภายในบ้านสักพักเพื่อทำให้นางคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวในร่างกายใหม่ เดินไปก็ล้มไปเพราะระยะสายตาและระยะของการก้าวเท้ามันแตกต่างออกไปจากร่างเดิมของนาง
แต่ผ่านไปสักพักร่างกายก็เริ่มปรับตัวได้จูเฟยที่เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวกมากขึ้นนางก็ตัดสินใจจะเดินออกไปด้านนอกเพื่อลองสำรวจโลกภายในยุคนี้ดู
แม้ว่านางจะเคยเห็นมันผ่านมาจากภาพที่ปรากฏเข้ามาภายในหัว แต่ว่านางก็ยังไม่เคยออกไปมองด้วยสายตาจริงๆของตนเอง
เด็กน้อยเพศหญิงวัย 6 ปีพาร่างเล็กๆเดินตรงไปที่ประตูเก่าๆอันทรุดโทรม นางใช้มือทั้งสองข้างผลักดันประตูด้านหน้าออกไป
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงแค่ร่างกายเท่านั้นแต่ว่าเรี่ยวแรงเองก็เช่นกัน เพียงแค่ผลักประตูไม้เปิดมันถึงกับทำให้จูเฟยแสดงท่าทางเหนื่อยหอบจนลิ้นห้อย
“ ร่างกายนี้มันจะอ่อนแอเกินไปแล้วนะ ” นางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
แต่จากการพยายามผลักดันเปิดประตูอยู่นานสิ่งที่นางเห็นอยู่ด้านหน้านี่คือโลกใบใหม่ที่นางต้องเอาชีวิตรอดและทำให้ชีวิตของนางดีขึ้น
จบตอน