ประมุขหวงอ่านจดหมายลับที่ส่งมาทางม้าเร็ว
เสี้ยวอู่หมิ่งแจ้งสาเหตุที่เจียเจียถูกลักพาตัวไป
ทั้งนี้เป็เพราะพรรคปราบัรู้เื่ที่ตระกูลหวงแจ้งต่อทางการว่ามีผู้วางแผนลอบประทุษร้ายพระจักรพรรดินี จึงมีความพยายามที่จะสยบตระกูลหวงไว้ ด้วยการโจมตีจุดอ่อนที่สุดของท่านประมุข
สำหรับข่าวเื่การลอบสังหาร เป็สายสืบของตระกูลหวงได้มาอย่างยากเย็น
แต่มิใช่ตระกูลหวงเท่านั้นที่มีเครือข่ายกว้างขวางพรรคปราบัเองก็แสดงให้เห็นถึงฝีไม้ลายมืออันแยบยลเช่นกัน
ผ่านมาประมาณสี่สิบปีนับจากศึกใหญ่ครั้งก่อนพรรคปราบัราวกับสาบสูญไปจากยุทธภพ การปรากฏตัวในครั้งนี้ ย่อมต้องมีเป้าหมายสำคัญ
แต่อย่างไรคนของพรรคมารแม้จะรวมตัวกันก็ไม่มีกำลังเท่ากับทหารของทางการซึ่งมีจำนวนหลายแสนนาย
สำหรับฝ่ายธรรมะ ถึงจะไม่ได้เผชิญศัตรูที่แข็งแกร่งมานานมากแล้วแต่ก็ไม่เชื่อว่าจะพ่ายแพ้โดยง่าย
การสูญเสียรองเ้าสำนักทั้งสี่คนไปในคราวเดียว ยังสร้างความะเืใจให้ชายชราไม่หาย
ตอนนั้นหวงเจียงเฉียงเป็ประมุขหนุ่มไฟแรงองอาจห้าวหาญ วิทยายุทธแม้ไม่กล้าแข็งเท่าเ้าสำนักวัดเส้าหลินแต่เข้าใจว่าตนก็หนึ่งในใต้หล้า ประกอบกับหากโค่นล้มพรรคปราบัลงได้ก็จะนำความสงบสุขสู่ยุทธจักร แก้แค้นให้เหล่าผู้คนที่ถูกเข่นฆ่าไป
ในการปะทะครั้งแตกหัก ประมุขหวงไม่รอกองหนุนของสำนักอื่นแต่นำสี่รองเ้าสำนักบุกเข้าหา “ฝ่ามือสีชาด” ประมุขพรรคปราบั ด้วยมั่นใจว่าพวกมันห้าคนสามารถกำราบบุคคลเพียงคนเดียวได้
มิคาดคิดประมุขพรรคปราบัฝีมือกร้าวแกร่งเกินหยั่งคาดประมุขหวงถูกทำร้ายสาหัสเจียนตาย รองเ้าสำนักทั้งสี่ทุ่มเทชีวิตเข้าช่วยเหลือ แม้สุดท้ายสามารถสังหารประมุขพรรคปราบัลงได้แต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของทั้งสี่ไปด้วยกัน
นับแต่วันนั้น ประมุขหวงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสำนักอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อยเพื่อให้ิญญาของรองเ้าสำนักทั้งสี่ในปรโลกเห็นว่ามิเสียแรงที่สละชีวิตเพื่อมัน
ประมุขหวงไม่เคยคิดจะตั้งรองเ้าสำนักมาแทนเลย
ยังที่ที่ศิษย์าุโทั้งสี่คนแม้มิใช่สายเื แต่ก็จงรักภักดีต่อมันราวบุตรชาย ช่วยกันแบกรับภาระอันหนักหน่วงไปได้มากและไม่ว่าจะทำงานหนักเท่าไร ก็ไม่เคยถามไถ่ถึงการดำรงตำแหน่งรองเ้าสำนัก
ความนัยนี้มีแต่หวงฮูหยินและผู้าุโในยุทธภพไม่กี่คนที่ล่วงรู้
เจียเจียเดินเข้ามาในห้องที่บิดานั่งทำงานอยู่
ประมุขหวงเงยหน้ามองบุตรีพยายามฝืนยิ้ม
“ท่านแม่ให้มาตามท่านพ่อไปทานอาหารเย็นท่านแม่บอกว่าให้ศิษย์พี่มาตามหลายครั้งแล้ว”
ประมุขหวงมีสีหน้าผ่อนคลายลงเมื่อเจียเจียคลายจากการโศกเศร้า นางก็เป็เหมือนแสงโคมยามราตรีที่ส่องสว่างให้กำลังใจแก่คนในสำนักแม้แต่ศิษย์าุโทั้งสี่ก็รักถนอมน้องเล็กคนนี้ราวน้องสาวแท้ๆ
มันใช้กำลังเพียงน้อยจดหมายลับก็สลายไป
“ไปกินข้าวกัน วันนี้มารดาเ้าทำอาหารใด”
เนื่องจากต้องซ่อนตัวอยู่หลายวัน เหมยฮวาจึงแอบสังเกตความเป็ไปในราชสำนัก
นางอยู่บนหลังคาที่ทำงานของเว่ยกงกง จึงเห็นกงกงผู้นี้มีการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับสิงปู้(กรมตุลาการ) ซึ่งคอยกำกับการทำงานด้านกฎหมายและการตัดสินคดีความ โดยหากเ้ากรมสิงปู้จะถวายรายงานต่อพระจักพรรดินี จะต้องนำเสนอต่อมันเพื่อคัดกรองก่อน หากเป็เื่ราวไม่สำคัญมากเว่ยกงกงสามารถตัดสินใจได้เอง
แน่นอนว่าเื่เกือบทั้งหมดย่อมไม่สำคัญมาก
เว่ยกงกงเองเข้ากระบวนการเป็ขันทีั้แ่วัยเด็กทำงานในราชสำนักมาเกือบหกสิบปี ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เข้านอกออกในได้แทบจะเทียบเท่าคนในราชวงศ์ ยิ่ง่ก่อนที่บูเช็กเทียนจะบังคับสมเด็จพระจักพรรดิถังรุ่ยจงซึ่งเป็พระโอรสของพระองค์เองให้สละอำนาจ แล้วตั้งราชวงอู่โจวและปราบดาภิเษกตนเป็สมเด็จพระจักพรรดินี เว่ยกงกงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อกำจัดผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือเป็ศัตรูของพระองค์ให้หมดไป
ความข้อนี้เหมยฮวามิแปลกใจ ด้วยภายในพรรคปราบัมีการสรุปความเป็ไปในราชสำนักให้บุคคลในตำแหน่งระดับสูงฟังอยู่เสมอ ที่นางสงสัยคือบุคคลเช่นเสี้ยวอู่ิมาทำงานให้เว่ยกงกงได้อย่างไรมันแท้จริงมียศตำแหน่งใด เพราะหากดูจากพฤติกรรม นางคงจะมอบตำแหน่งเ้ากรมชมตลาดหรือขุนนางฝ่ายโบกพัดให้มันเป็แน่แท้
นางเริ่มอยากรู้เื่ราวของมันให้มากขึ้น
ประตูลับใต้หลังคาถูกเปิดออก
ใบหน้ากลมป้อมโผล่เข้ามา
วันนี้มันหิ้วหมูสามชั้นอบ เนื้อหมักเกลือและจักจั่นทอดกรอบมาด้วย
เหมยฮวากินอาหารเสร็จอย่างรวดเร็วเว้นแต่จักจั่นที่นางไม่ยอมแตะต้องเพียงน้อย จึงเป็ลาภปากของเสี้ยวอู่ิ
ห้องใต้หลังคานั้นไม่กว้างเท่าใดแม้เหมยฮวาจะพยายามทำความสะอาดอย่างดี แต่เมื่อทานอาหารบ่อยๆย่อมมีกลิ่นอับอยู่บ้าง
เสี้ยวอู่ิทำจมูกฟุดฟิด
เหมยฮวานั่งกอดเข่ามองท่าทางขบขันของมัน
“ท่านมีจมูกดีมากจริงหรือ”
“หรือพี่สาวไม่เชื่อ”
นางค้อนมันวงน้อยๆ
“หากท่านมีจมูกเช่นสุนัขย่อมสามารถได้กลิ่นต่างๆ มากมาย”
นางคิดถึงภายในพรรคปราบัมีวิธีการฝึกสุนัขแบบพิเศษ ให้ช่วยดมกลิ่นในการล่าสัตว์หรือบางครั้งแม้แต่ล่ามนุษย์ไม่ว่าเหยื่อจะหนีห่างไปหลายลี้ ขุดดินหลบซ่อน หรือปีนต้นไม้ สัตว์หน้าขนนั่นก็ยังสามารถดมกลิ่นตามไปพบได้
หากบุรุษตรงหน้านี้มีความสามารถเช่นนั้นจริงมันย่อมได้กลิ่นทั้งหมดของนาง
“พี่สาวเหตุใดใบหน้าแดงขึ้นไม่ทราบว่าห้องหับนี้ร้อนหรือป่วยไข้ ผู้น้องจะได้เจียดยารักษา”
มันพูดพร้อมกับรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า
หมอนเล็กๆ ใบหนึ่งลอยมาใส่หน้ามันมันไม่ยินยอมหลบแต่ใช้ใบหน้าหนารับไว้แต่โดยดี
“พี่สาวอย่ากังวลไปเลยผู้น้องนี้มิได้เก่งฉกาจดังเช่นสุนัขตัวจริงดอก กว่าจะดมกลิ่นได้นั้นต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เมื่อจะลงมือทำงาน ต้องทุ่มเทสมาธิจิตใจและใช้ลมปราณเข้าช่วยนับว่าเป็วิชาที่ซับซ้อนรูปแบบหนึ่ง มิใช่อยู่เฉยๆ แล้วกลิ่นจะลอยเข้าจมูกมาเองหาไม่แล้วจมูกของผู้น้องคงจะใหญ่โตยืดยาวดังเช่นสุนัขเป็แน่แท้ยกตัวอย่างดังเช่นพี่สาวคนสวย ผู้น้องก็มิอาจทราบเลยว่าไม่ได้อาบน้ำมาสามวันแล้ว”
คราวนี้มันต้องเอี้ยวตัวหลบกล่องไม้เก็บของใบเล็กๆที่ลอยมาด้วยความเร็วสองเท่าของหมอนใบแรก
มันกลับทราบว่านางมิได้อาบน้ำมาสามวันจริงๆ
เหมยฮวาลอบถอนใจถึงอย่างไรนางก็เป็สตรีการให้บุรุษมาดมกลิ่นของนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคงไม่สะดวกนัก
เสี้ยวอู่ิก็ถอนใจเป็ตายร้ายดีอย่างไรมันก็ไม่ยอมบอกว่ามันคอยดมกลิ่นนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อเป็หลักประกันว่าหากนางหายไปมันจะสามารถตามพบได้อย่างแน่นอน
ขณะนั้นเป็ยามเหม่า(ประมาณหนึ่งทุ่ม) เสี้ยวอู่ิทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“พี่สาวสงบใจรอผู้น้องสักเล็กน้อยเดี๋ยวผู้น้องจะกลับมา”
“หากท่านยังเรียกพี่เรียกน้องอะไรนั่นก็มิต้องมาคุยกับข้าพเ้าอีก”
น้ำเสียงห่างเหินหมางเมินอะไรปานนั้น
แต่เสี้ยวอู่ิไม่สนใจมุดศีรษะหายจากห้องลับไป
ยามจื่อ (ประมาณเที่ยงคืน)เสี้ยงอู่ิก็มุดหัวกลับมาที่ห้องลับ
เหมยฮวาที่เคลิ้มหลับอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมันพยายามปลุกนาง
“หายไปสองชั่วยามนี่คือเล็กน้อยของท่าน”
นางแหวออกมา เมื่อสายตาเห็นว่ามันมิได้ถือสิ่งใดมาด้วย แล้วมันให้นางรออะไร
เสี้ยวอู่ิชิงจังหวะใช้นิ้วชี้ปิดริมฝีปากของนางทำเสียงจุ๊จุ๊
“แผลของท่านดีขึ้นมากคาดว่าใช้วิชาตัวเบาได้แล้ว ขอให้ตามข้าพเ้ามาเงียบๆ”
เหมยฮวามิได้ดึงริมฝีปากออกจากนิ้วมันแต่ยันกายลุกขึ้นแบบไม่เต็มใจ
สองหนุ่มสาวลัดเลาะไปตามหลังคาสิ่งปลูกสร้างบางครั้งก็ลงมาซ่อนตัวในพุ่มไม้ บางครั้งก็เข้าไปหลบในห้องว่างผ่านเวรยามรักษาการมาไม่ยากเย็น เสี้ยวอู่ินำทางราวกับมันเป็ราชวงศ์ที่อยู่ในวังมาแต่กำเนิด
จนกระทั่งมาถึงห้องโถงกว้างขวางห้องหนึ่งมีผ้าไหมกั้นเป็ม่านไว้โดยรอบหลายชั้น แสงสว่างรางๆ จากเทียนเล่มน้อยสองสามเล่มทำให้มองผ่านม่านเข้าไปได้ไม่ชัดนัก
“นี่เป็สถานที่ใด” เหมยฮวากระซิบ
เสี้ยวอู่ิไม่ตอบ กลับเดินส่ายอาดๆเข้าไปหลังม่าน
เหมยฮวาตามเข้าไป สายตาต้องเบิกกว้างด้วยความยินดี
อ่างอาบน้ำทำด้วยหินขนาดใหญ่กว้างและยาวกว่าสามสิบเชียะ (ราวสิบห้าเมตร) ปรากฏขึ้นต่อหน้านางใอน้ำร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาน้อยๆ กลิ่นหอมของดอกไม้และเครื่องอบตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ
“ที่นี่คือ...”
นิ้วชี้ของชายหนุ่มรีบยื่นมาแตะริมฝีปากบางของนางไว้
“ขอแม่นางอย่าได้ถามข้าพเ้าไม่อยากโป้ปด รีบอาบน้ำเถอะ ข้าฯจะเฝ้าอยู่ด้านนอก”
เหมยฮวามองหน้ามันในเงาเลือนรางของแสงเทียน
“ท่านอุตสาห์หาน้ำให้ข้าพเ้าอาบได้จะเรียกพี่หรือน้องก็ตามสบาย”
เสี้ยวอู่ิยืนเฝ้าอยู่หลังม่าน มันไม่สามารถไปรอด้านนอกห้อง เนื่องจากอ้างว่าอาจถูกเวรยามพบเห็น
เหมายฮวารีบเปลื้องเสื้อผ้า ค่อยหย่อนกายลงไปในน้ำอุ่นช้าๆเพื่อมิให้เกิดเสียงดัง แสงเทียนส่องเงาสะท้อนเรือนร่างงดงามเข้ากับผืนผ้าไหมเกิดเป็ภาพอันวาบหวามรัญจวนหัวใจ
นางแอบคิดเพียงแค่เงาร่างก็เป็รางวัลที่เพียงพอสำหรับมันแล้ว
เสี้ยวอู่ิแอบคิดเป็ตายร้ายดีอย่างไรก็จะไม่บอกนางเด็ดขาด ว่านอกจากจมูกของสุนัขมันยังมีสายตาของนกอินทรีอีกด้วย