ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 84 บรรลุขั้นสอง

            ขากลับ โหยวเสี่ยวโม่แวะไปเรือนหญ้าเซียนเพื่อรับเตาหลอมใหม่พร้อมกับหญ้าเซียนสามร้อยต้น

            เตาหลอมใหม่นี้ดีกว่าเตาเดิมเล็กน้อยแต่ยังคงเป็นแบบคุณภาพปลายแถว ดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่ยังไม่ล้มเลิกเรื่องซื้อเตาหลอมอันใหม่ถือว่าเตาหลอมอันนี้เอามาใช้แก้ขัด

            เตาหลอมที่เขาจะซื้อให้ใครเห็นไม่ได้ ไม่เช่นนั้นต้องมีคนถามแน่ว่าไปเอาเงินมาจากไหนแม้เขาจะอธิบายได้ว่ามาจากการขายยาเซียนตัน แต่จากที่ทุกคนรู้ ยาเซียนตันระดับล่างขายไม่ได้เงินดีขนาดนั้น

            เขาไม่มีเหตุจำเป็นต้องเปิดเผยความลับตัวเองเพียงเพื่อเตาหลอมอันเดียว

            เมื่อกลับถึงทัพพิภพ ก็มีเวลาส่วนตัวแล้ว

            โหยวเสี่ยวโม่ขังตัวเองไว้ในห้องใช้หญ้าเซียนสามร้อยต้นนั้นทดลองหลอมยาเซียนตันหนึ่งเม็ด เขาพบว่าขณะที่กำลังส่งพลังปราณวิญญาณเข้าสู่เตาหลอมนั้นความรู้สึกลื่นไหลกว่าเตาหลอมอันเดิมอย่างมาก ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ต้องคอยกังวลว่าเตาหลอมจะรับพลังปราณมากเกินไปจนระเบิดหรือเปล่า

            เมื่อค้นพบความจริงเรื่องนี้โหยวเสี่ยวโม่หลอมยาได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยเม็ดในอึดใจเดียว ใช้เวลาไปสองชั่วยามครึ่งความไวนั้นเร็วกว่าแต่ก่อนมากนัก ระหว่างนั้นเขาดื่มน้ำปราณเติมพลังไปแค่หนเดียวเท่ากับว่าพลังปราณวิญญาณทั้งหมดของเขาในตอนนี้สามารถหลอมยาเซียนตันได้ห้าสิบเม็ด

            เดิมทีเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดเพราะว่าแต่ก่อนอย่างมากสุดเขาก็หลอมได้เพียงยี่สิบเม็ด บางครั้งไม่ถึงยี่สิบเม็ดด้วยซ้ำตอนนี้กลับเพิ่มขึ้นมามากกว่าเท่าตัว ช่างน่าดีใจอะไรแบบนี้!

            โหยวเสี่ยวโม่ข่มความดีใจเนื้อเต้นไว้จากนั้นหยิบหญ้าเซียนจากห้วงมิติมาหนึ่งร้อยต้น

            แบ่งเป็นดอกเหมยดิน หญ้าเหมันต์ พิมเสน หญ้าเซียนสามชนิดที่ใช้หลอมยาผสานลมปราณโหยวเสี่ยวโม่เคยหลอมยาผสานลมปราณหลายสิบเม็ดไปขายทว่าพวกนั้นเป็นแค่ยาคุณภาพระดับล่าง จากที่เขารู้หากใช้ยาผสานลมปราณคุณภาพสูงเพื่อให้ชีพจรขยายให้กว้างไหลเวียนสู่ร่างกายมากขึ้น ถือเป็นผลดีกับนักฝึกตนในการฝึกในภายภาคหน้าเป็นอย่างมาก

            ดังนั้นศิษย์ที่ฐานะทางบ้านดีก่อนเริ่มฝึกวิชา ทางบ้านจะเตรียมยาผสานลมปราณคุณภาพสูงหนึ่งเม็ดไว้ให้พวกเขา

            ดังนั้นตลาดของยาผสานลมปราณไม่กว้างเท่ายาทดแทนความหิวแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนเอา คล้ายกับยาทดแทนความหิว เพียงแค่ห้าสิบเม็ดต่อขวดก็ประมูลขายได้เช่นกัน

            ดังนั้นเขาตัดสินใจหลอมยาผสานลมปราณก่อนห้าสิบเม็ด

            ยาผสานลมปราณห้าสิบเม็ดจะว่าเยอะก็ไม่เยอะ น้อยก็ไม่น้อย แต่ก็ใช้เวลาราวสิบชั่วยามได้

            เพื่อเอายาที่หลอมได้ยาเอาไปขายให้ได้เร็วที่สุดโหยวเสี่ยวโม่ตัดสินใจโต้รุ่งหลอมยา ไม่มีหลิงเซียวที่ชอบรบกวนเขาสักคน จึงมั่นอกมั่นใจมากส่วนเรื่องผลข้างเคียงของการดื่มน้ำปราณนั้น

            โหยวเสี่ยวโม่ยอมรับก็ได้!

            เหมือนที่หลิงเซียวบอก ในเมื่อร่างกายเขาเคยชินแล้วถ้าเขาจะดื่มน้ำปราณนี่ต่อก็คงไม่มีผลข้างเคียงอย่างอื่นเพิ่มดังนั้นไม่ดื่มก็น่าเสียดาย

             

            …….

             

            โหยวเสี่ยวโม่เก็บตัวอีกรอบ!

            เมื่อฟางเฉินเล่อได้ยินข่าวส่ายหัวอย่างระอานิดๆ เขาพบว่าศิษย์น้องเล็กคนนี้ชอบเก็บตัวเหลือเกิน ในยามนี้คนอื่นต่างพากันออกมาเดินเล่นหรือพบปะศิษย์พี่ศิษย์น้องกระชับความสัมพันธ์ มีเพียงเขาหากยามใดไม่มีธุระก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องถึงมีธุระก็ยังเก็บตัวอยู่ในห้องอยู่ดี

            แม้เขารู้ว่าอีกไม่กี่เดือนศิษย์น้องเล็กต้องเข้าร่วมการทดสอบแต่ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองขนาดนี้ การหลอมยานี้เป็นเรื่องที่ต้องค่อยเป็นค่อยไปก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงถึงจะถูกต้อง

            แต่ว่านี่ก็เป็นการตัดสินใจของเขาเองเขาก็พูดอะไรมากไม่ได้

            ข่าวคราวนี้ก็ไปถึงหูหลิงเซียวเช่นกัน

            ทว่าหลิงเซียวท่าทีไม่เหมือนฟางเฉินเล่อเขาล่วงรู้ความลับของโหยวเสี่ยวโม่ มียาทดแทนความหิวอยู่ทั้งยังมีน้ำปราณเพิ่มพลังปราณวิญญาณกับพลังกายถึงจะเก็บตัวหลอมยาเป็นกี่เดือนก็ไม่เป็นอะไรดังนั้นเขาแค่ให้คนคอยดูว่าเขาออกมาเมื่อไหร่ให้มาแจ้ง

            แต่หารู้ไม่ว่า วันถัดมาก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับโหยวเสี่ยวโม่

            สิบชั่วยามผ่านไปก็เข้าสู่รุ่งเช้าวันที่สองเพราะโหยวเสี่ยวโม่ดื่มน้ำปราณ จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยดังนั้นรวบรวมพลังใจหลอมยาทดแทนความหิวต่ออีกสี่สิบเม็ด รวมกับของเดิมสิบเม็ดเขาก็สะสมได้ห้าสิบเม็ดพอดี พลังปราณวิญญาณก็ใช้หมดพอดี

            ด้วยความเหนื่อยล้าโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ทันดื่มน้ำปราณ ปรากฏว่าฟุบหลับคาโต๊ะไปทั้งอย่างนั้นเสียก่อน…

            การนอนรอบนี้ เขาหลับไปสองวันสองคืน จนเมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็ค้นพบร่างกายเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เดิมทีพลังปราณวิญญาณที่เหี่ยวเฉาเมื่อได้รับการพักผ่อนสองวันสองคืน ถึงจะฟื้นฟูกลับมาสู่ลักษณะที่สมบูรณ์แต่ครั้งนี้มากกว่าสองวันก่อนถึงสองเท่า กล่าวก็คือพลังปราณวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นจากสองวันก่อนเป็นเท่าตัว

            โหยวเสี่ยวโม่ยังค้นพบสิ่งที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างคือคัมภีร์วิญญาณสวรรค์นั้นบรรลุขั้นที่หนึ่งแล้ว

            เขาอยากหยิกแก้มตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่าทั้งหมดใช่ฝันไปหรือเปล่าแต่…แขนเขาชาไปหมด

            แขนที่ถูกใช้เป็นหมอนมาสองวันเลือดไม่ไหลเวียน ตอนนี้ไร้ความรู้สึก อยากหยิบน้ำปราณขึ้นมาดื่มยังไม่ไหว ดีที่ร่างกายเขาถูกปรับเปลี่ยนจากพลังของน้ำปราณแล้วไม่เช่นนั้นคงพิการไปแล้วก็เป็นได้ ผ่านไปครึ่งชั่วโมง สองแขนเริ่มกลับมามีความรู้สึกสิ่งแรกที่ทำก็คือรีบดื่มน้ำปราณ

            ขณะที่น้ำปราณกำลังไหลลงคอ เขาก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่งเหมือนว่าสองวันก่อนเขาลืมดื่มน้ำปราณ ถึงได้ฟุบหลับไปแต่ตอนตื่นมากลับพบว่าตัวเองบรรลุคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ขั้นที่หนึ่งแล้ว

            หรือว่าที่เขาบรรลุขั้นนั้นไม่ได้เกี่ยวกับน้ำปราณ?

            แต่ว่า…ไม่กี่วันก่อนที่อยู่กับหลิงเซียวมีครั้งหนึ่งที่เขาไม่ได้ดื่มน้ำปราณ แต่พลังปราณวิญญาณตอนนั้นกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากมายถ้ามีเขาก็ต้องรู้สึก

            สมองที่มีจำกัดของโหยวเสี่ยวโม่ถึงขั้นช็อกไปเลย

            ดูท่าคงต้องไปหาข้อมูลจากหอคัมภีร์แล้วหากมีข้อมูลพวกนี้คงดีมาก แต่หากไม่มี รอเจอหลิงเซียวค่อยถามให้รู้แน่ชัดเขาเก่งขนาดนั้น ต้องรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น

            ตอนนี้เองโหยวเสี่ยวโม่หาได้รู้ตัวว่าตัวเองกำลังพึ่งพิงหลิงเซียวมากขึ้นเรื่อยๆรอจนเขารู้ตัวอีกที ตัวของเขาก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกับหลิงเซียวแล้ว

             

            …….

             

            เก็บตัวไปสามวัน หลับไปจริงๆ ก็สองวันในที่สุดโหยวเสี่ยวโม่ก็ออกจากห้องจนได้

            เมื่อออกมาเรื่องแรกที่เขาทำคือไปหอคัมภีร์

            เมื่อฟางเฉินเล่อรู้เรื่องนี้ในที่สุดก็ยิ้มปนทุกข์ออกมาได้ จนทนไม่ไหวเขาจึงไปตามหาโหยวเสี่ยวโม่ถึงหอคัมภีร์หากเป็นเช่นนี้ต่อ เขากลัวว่าร่างกายศิษย์น้องเล็กจะเกินขีดจำกัดแต่เมื่อเขาเห็นแก้มแดงเปล่งปลั่งของโหยวเสี่ยวโม่เข้าจึงรีบกลืนคำพูดพวกนั้นลงท้องไปก่อน

            ท่าทางของโหยวเสี่ยวโม่ไม่เหมือนกับคนที่พึ่งออกจากการเก็บตัวสามวันแม้แต่นิดใบหน้าชื่นมื่น ผิวหน้าอมชมพูราวกับพึ่งผ่านการบำรุงมาภายนอกก็ไม่ได้ดูซอมซ่อเหมือนศิษย์คนอื่นที่เก็บตัวออกมา กลับกันเหมือนว่าพึ่งกลับจากการท่องเที่ยววันหยุดเสียอย่างนั้น

            ฟางเฉินเล่อนึกย้อนถึงเรื่องที่ศิษย์น้องเล็กเคยเก็บตัวเดือนหนึ่งลักษณะตอนนั้นก็คล้ายกับตอนนี้ คนทั่วไปไม่มีทางเป็นแบบนี้ได้? ครุ่นคิดเช่นนี้ฟางเฉินเล่อก็อดสงสัยไม่ได้

            “ศิษย์น้องเล็กได้ข่าวว่าเจ้าเก็บตัวอีกแล้วงั้นหรือ รอบนี้เก็บตัวไปสามวัน ทำไมเจ้า…”

            คำถามยังไม่ทันได้เอ่ยจบโหยวเสี่ยวโม่ก็รีบขัดขึ้น สองมือประกบกัน ทำหน้าละอายใจ “ข้าขอโทษศิษย์พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่ข้าบังเอิญหลับไปตั้งสองวัน หลับเพลินจน…”

            ฟางเฉินเล่อ “…”

            นอนเพลินเกินงั้นหรือ?

            โหยวเสี่ยวโม่เห็นเขาไม่เอ่ยอะไรจึงรีบขอโทษขอโพย ท้ายสุดถึงขั้นยกมือสาบาน อีกหน่อยหากจะเก็บตัวจะบอกเขาก่อน ทำเอาฟางเฉินเล่อหลุดขำอย่างเอ็นดู

            เขาไม่ได้เคืองเพราะไม่ได้บอกเรื่องเก็บตัวก่อนหากแต่เป็นเรื่องที่เขาเก็บตัวโดยไม่ห่วงร่างกายตัวเองต่างหากเพียงแต่ไม่ได้บอกกล่าวออกไป แท้จริงแล้วช่างหลอกลวง ใครจะคิดว่าเขาจะนอนเพลิน เหมือนว่าคราวก่อนเก็บตัวหนึ่งเดือนก็คงไม่ต่างกัน

            โหยวเสี่ยวโม่คิดไม่ถึงแน่ว่าคำพูดของเขาช่วยเขาแก้ปัญหาชิ้นใหญ่อย่างไม่ตั้งใจ

            “เอาเถอะๆศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้จะว่าอะไร และไม่ได้โกรธด้วย เพียงแต่อยากให้เจ้าระมัดระวังด้วยอย่าห่วงแต่เรื่องหลอมยาจนร่างกายรับไม่ไหว เจ้าต้องรู้ว่า…” ฟางเฉินเล่อเหมือนกับแม่จอมขี้บ่น เมื่อเอ่ยปากพูดก็หยุดไม่ได้ แต่ถือเป็นจุดเด่นของเขาไม่อย่างนั้นคนก็คงไม่ชอบเขาเยอะแยะขนาดนี้

            โหยวเสี่ยวโม่ขัดไม่ได้ได้แต่พยักหน้าอย่างกระอักกระอ่วน

            ครึ่งชั่วยามผ่านไป ฟางเฉินเล่อก็ยอมปล่อยเขาในที่สุดโหยวเสี่ยวโม่รีบออกจากหอคัมภีร์เหมือนหนีตายอีกหน่อยไม่กล้ายั่วโมโหศิษย์พี่ใหญ่อีกแล้ว พูดจนเขาเกือบมึนหัว

             

            ……

             

            โหยวเสี่ยวโม่มายืมตำราที่หอคัมภีร์บ่อยๆดังนั้นผู้เฒ่าเริ่มคุ้นเคยกับเขา ไม่ทันรอเขาเดินมาถึงตรงหน้าก็โยนป้ายชั้นสองให้เขา

            โหยวเสี่ยวโม่รีบคว้าป้ายไว้เห็นว่าไม่ใช่แผ่นเดิม นึกเอะใจจึงถาม “อาจารย์หยางท่านรู้ได้ไงว่าข้าจะไปชั้นสอง?”

            ผู้เฒ่าแซ่หยางหน้าเฉยเมยมองเขาไม่ได้พูดอะไร

            โหยวเสี่ยวโม่กำป้ายแน่น เอาล่ะ เขากำลังโดนถูกเมินเขามายืมตำราบ่อยครั้งตำราที่เกี่ยวกับการหลอมยาในชั้นหนึ่งเขาเองก็ยืมเกือบครบแล้วที่ถามไปก็เท่ากับเปล่าประโยชน์ เขาเองก็เมินตัวเองเช่นกัน

            หอคัมภีร์ชั้นสองเหมือนที่เขาคิดไว้ไม่ผิดเลื่อนขั้นจากชั้นหนึ่งมาอีกขั้น เขาหาตำราที่เกี่ยวกับการหลอมยาและสมุนไพรบนชั้นวางเพียงแค่พวกนี้ก็ได้มาสี่เล่มแล้ว เกี่ยวกับสมุนไพรสามเล่มมาจากตำราศาสตร์เดียวกันในนั้นอธิบายเกี่ยวกับหญ้าเซียนขั้นสี่ถึงขั้นหกไว้อย่างละเอียดนอกจากจุดเด่นและสรรพคุณของหญ้าเซียนแล้ว ยังมีระบุถึงพื้นที่ในดินแดนหลงเสียงที่สามารถหาหญ้าเซียนพวกนี้ไว้อย่างชัดเจนด้วย

            ส่วนตำราที่เกี่ยวกับพลังปราณวิญญาณเขาหาจนทั่วทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกแต่ก็ไม่มี

            เมื่อได้ตำราแล้วโหยวเสี่ยวโม่ก็อำลาผู้เฒ่าหยาง

            ปรากฏว่าขณะที่กำลังยิ้มหน้าบานผลักประตูห้องพักออกก็เห็นเงาใครบางคนนั่งเข้ามาโดยพลการ ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือรีบปิดประตูแล้วขังตัวเองไว้ข้างนอก…

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน