นครเวริส นครหน้าด่านตะวันออก จักรวรรดิศวาติ

“หนีเร็ว! สัตว์อสูรบุกไร่!”ชาวบ้านนายหนึ่งตะโกน
“เป็นไปได้ยังไงกัน?? ในเขตแดนของผู้กล้าแท้ๆ ใครก็ได้ ช่วยด้วย!”
“ชี่เมมมมม โจ้ววว...”สัตว์อสูรคำรามอย่างน่าสะพรึง รูปร่างของมันคล้ายกับหนอน มีสีเขียวเหมือนใบไม้สดขนาดใหญ่ ลำตัวสูงเกือบสามเมตรตัว มันบุกโจมตีไร่สตอเบอรี่ของชาวบ้านในละแวกนั้น มันพุ่งใส่ทุกคนที่ขัดขวางมัน
“ไม่นะ!”ชาวบ้านผู้หนึ่งกรีดร้องก่อนโดนร่างนุ่มนิ่มทับ...
ฉึก!
“ชี่เมมมม”สัตว์อสูรกรีดร้อง ดวงตาของมันถูกลูกธนูสีทองปักเข้ากลางดวงตา ร่างมันดิ้นไปอีกทางก่อนโดนผู้เคราะห์ร้ายที่กรีดร้องเสียงหลง...
ดวงตาที่เหลือข้างเดียวพยายามเหลียวมองศัตรูผู้พรากดวงตาไป และมันก็พบ ...
หญิงสาวผมยาวสีแดงในชุดเกราะองอาจ เธอเดินตรงมาจากท้องถนน ประหนึ่งเหมือนไร้ซึ่งความหวาดกลัว มือง้างธนูรูปร่างพิสดาร เตรียมลูกศร ก่อนจะยิงใส่อีกครั้ง...
ฉึก!
“กรี๊สสส ชี่เม...ชี่เม๊!” ดวงตาที่สองของสัตว์อสูรถูกทำลาย มันร้องเสียงหลงอีกรอบหนึ่ง ร่างกายชะงักค้างเป็นเป้านิ่ง
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ไม่ช้าลูกศรก็ปักเข้าไป ตรงใจกลางร่างหนอนสัตว์อสูร เจ้าตัวใหญ่เซก่อนจะล้มตัวลงไป...
ตึง!
“ชี่...ได๋...”สัตว์อสูรถูกสยบลงแล้ว
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างทยอยออกมาดู สายตาของพวกเขามุ่งไปยังร่างหญิงสาวผู้พิชิตอสูรตัวใหญ่
“ฝากจัดการกับสัตว์อสูรนั่นด้วยล่ะ...”
“ท่านหญิงผู้กล้านี่น่า”ชาวบ้านผู้หนึ่งตะโกนเมื่อเห็นร่างตรงหน้า
อัศวินหญิง เพตรา มาเทซาร์ บุตรสาวของมาคัส เจ้าครองนครเวริส นครรัฐติดทะเลทางเหนือของจักรวรรดิศวาติ
เธอเก็บธนูเวเลเทีย อาวุธประจำตระกูลไว้พาดหลัง ดวงตาใสกระจ่าง แต่ทว่าแฝงไปด้วยความกล้าแกร่ง เรือนผมสีแดงระเรื่ออ่อนสะบัดตามสายลม
ชื่อเสียงในด้านการต่อสู้ชั้นสูงและวางแผนกลยุทธ์ วีรสตรีผู้ที่ถูกสรรเสริญในหมู่ประชาชนทั้งสามจักรวรรดิ
“ไชโย ท่านเพตรา! ไชโย ท่านเพตรา!”เหล่าชาวบ้านร้องด้วยความยินดี
เธอยิ้มทักทายเล็กน้อย ก่อนหันมาสั่งนายทหารใกล้ๆ “ส่งทหารไปช่วยเหลือชาวบ้านที่บาดเจ็บซะ แล้วก็คอยดูแลพืชพรรณของเหล่าเกษตรกรด้วย”
“ครับท่านหญิง”นายทหารตอบก่อนทำตามคำสั่ง
ผู้กล้าหญิงเดินมองสัตว์อสูรด้วยสีหน้าครุ่นคิด ตอนนั้นเองก็มีนายทหารผู้หนึ่งวิ่งมาหาเธอ
“ท่านหญิง มีนักบวชนางหนึ่งมาขอพบท่านครับ”
เพตราขมวดคิ้ว“นักบวชหรือ พอดีเลย ข้ากำลังสงสัยเรื่องตราสะกดพวกสัตว์อสูรพอดี”
นักบวชหญิงในชุดสีฟ้าไหว้คำนับก่อนพูด“รายงานท่านผู้กล้าเพตรา ข้ามีสารจากท่านเมย์ มารายงานแก่ท่านเจ้าค่ะ! ท่านเมย์มีเรื่องต้องการปรึกษาต่อท่านเพตราโดยตรง เรื่องสำคัญมาก ขอให้ท่านหญิงเข้าพบโดยด่วนเจ้าค่ะ!”

----------------------------
“ฟรี้ ฟรี้…”
"หลับแล้วหรือ ลูกของเจ้าน่ะ"กาลิคเอ่ยถามผู้เป็นเพื่อน ขณะเข้ามาในห้องด้วยความเงียบเชียบ “เป็นเด็กนี่สบายดีจัง แค่กินกับนอน...”
"ถ้าเปลี่ยนผ้าอ้อมเสร็จก็ยิ่งสบายตัว นอนหลับเต็มอิ่มเลยล่ะ"ซือหลินกล่าวกระซิบ เขาวางเด็กน้อยลงบนเปล ก่อนหันมาพูด"เดี๋ยวนี้ฝีเท้าเจ้าหนักกว่าแต่ก่อนหรือเปล่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนข้าแทบไม่รู้สึกตัวเลย ว่าเจ้าเดินเข้ามา"
ผู้กล้าแห่งจารชนฉีกยิ้ม"อะไรกัน รู้ตัวด้วยเหรอ"
"สุขภาพเจ้ามันทรุดโทรม กาลิค เจ้าติดเหล้ากับการพนันมากเกินไปแล้ว"
กาลิคเดินไปนั่งบนเก้าอี้อย่างใจเย็นก่อนพูดเบาๆ "มันช่วยให้ข้าคลายเครียดได้น่ะ! อย่างน้อยก็ข่มตาหลับได้โดยไม่ต้องคิดอะไร ลบภาพสมัยสงคราม ภาพตอนทำงานที่ไม่อยากจำ"
ผู้กล้าผมขาววัยกลางคนเดินมานั่งตรงข้าม ก่อนพูดขึ้นเบาๆ "วิธีคลายเครียดมีเป็นร้อยวิธี เช่นไปออกกำลังกายไง"
“เจ้านี่...มันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่านะ”
"ก็ถูกแล้ว.."ซือหลินแย้ง“แล้วไปออกกำลังกายมันไม่เหมาะตรงไหนกัน”
"โธ่ เจ้าคุณพ่อรักสุขภาพ ข้าไม่ใช่เจ้าหรือคารันต์นะที่จะสบายใจกับการยืดเส้นยืดสายแบบนั้น"เขาพูด พลางผายมือออกไป
"กาลิค บอกข้าทีหลังสงคราม เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
ร่างผมดำหลับตาอมยิ้มก่อนเอ่ย"โอ้ว! เป็นห่วงข้าด้วยเหรอท่านซือหลิน ข้าขนลุกซู่เลยล่ะ!"
"แน่นอน"
ซือหลินตอบอย่างจริงจัง จนคู่สนทนานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่กาลิคหัวเราะแห้งๆ
"อ้อ! ฮ่าฮ่า...ถ้าอย่างนั้นผลัดกันเล่าเรื่องนะ จะได้เหมือนสมัยก่อนตอนพวกเรามานั่งปรับทุกข์กันระหว่างสงคราม"เขาเสนอ
“ก็ดี แต่ข้าถือคติเดิมนะ 'คุย เล่า ตั้งใจฟัง ไม่ดื่มเหล้า'"
กาลิคเอียงคอพิจารณา"อืม เจ้าน่าไปเป็นผู้นำพวกสมาคมรักสุขภาพเสียจริง ดูเหมาะกว่าเป็นผู้นำเหล่าผู้กล้าตั้งเยอะ"
“เล่าเรื่องของเจ้ามาซิ ข้ารอฟังอยู่”ชายวัยกลางคนกอดอกแล้วพูดตัดบท
"…ก็พอเราชนะ พันธมิตรสามจักรวรรดิก็เฉลิมฉลองกันยกใหญ่ ทุกคนดีใจนะที่ยุคสงครามกับปีศาจสิ้นสุด แต่ในงานเฉลิมฉลองน่ะ ทุกคนคิดถึงเจ้ามากนะ รู้ไหมซือหลิน พอเจ้าหายไป ไม่ได้มาร่วมงานฉลอง งานเลี้ยงมันกร่อยลงไปมากเลยล่ะ”
“... ... ...”
เมื่อเห็นอีกฝั่งฟังอย่างตั้งใจ ชายจารชนก็พูดต่อ“ยิ่งกับเพตรา ตอนที่องค์จักรพรรดิเชื้อเชิญให้นางพูดคำปราศัยในชัยชนะ นางก็พูดชื่นชมถึงเจ้ามากเลย ส่วนกับเมย์ นางบอกพยายามพยากรณ์ดูความเป็นไปของเจ้าอยู่เสมอเลย...พวกนางเป็นห่วงเจ้ามากทีเดียวนะ"
ซือหลินก้มหน้าก่อนเอ่ย“ข้ารู้สึกผิดกับทุกคนจริงๆ ขอโทษด้วยนะ”
“ข้าไม่ถือสาหาความเจ้าหรอก ขอยกยอดให้พวกนางอบรมเจ้าก็แล้วกัน!”กาลิคแสยะยิ้ม ทั้งสองคนหัวเราะ กระทั้งฟานเริ่มดิ้นในเปล ทั้งสองจึงส่งเสียงชู่วพลางจุ๊ปากพร้อมกัน
"ถ้าหากเร่งเดินทางในตอนนี้ ก็คงสามารถไปพบพวกนางได้ในเวลาเร็วที่สุด คงสักเดือนหนึ่ง"
กาลิคชูนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมา“เดี๋ยวๆ มีเด็กกับผู้หญิงอยู่ด้วย ทำไมรู้สึกว่าเจ้าเดินทางได้ไวเหลือเกินนะ”
“อย่าลืมซิว่าท่านอาจารย์หลี่ก็เป็นนักบวชจากนิกายดวงตานะ”
“อ้อ พอเข้าใจแล้ว”
นักบวชในนิกายดวงตาทุกคนล้วนเป็นนักบวชที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ทุกคนได้รับการฝึกฝนสู่เส้นทางนักบวชอย่างหนัก คนที่ใส่เสื้อนักบวชได้ส่วนใหญ่อย่างเช่นนักบวชหลี่ ล้วนเป็นคนที่มีความพร้อมทั้งกายใจทั้งสิ้น
เรียกได้ว่าเดินทางภาคสนามไม่ใช่ปัญหาอะไร...นอกจากนี้หากเป็นผู้มีความสามารถพยากรณ์ ก็สามารถคำนวนความเป็นไปได้ดีกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
“อย่างน้อยข้าคิดว่าพลังของนางดีทีเดียวเลยล่ะ”
“คนนิกายนี้คัดเลือกมาอย่างไรกันหนอ ดูเก่งรอบด้านเหลือเกิน แถมสวยมากซะด้วย!”
“ตอนนี้อาจารย์หลี่กับเวทินไปไหนแล้วล่ะ”
“ได้ยินว่ากลับห้องพักไปแล้ว อ๊ะ บางทีนางอาจกำลังอาบน้ำนะ! เพื่อนจ๋า จินตนาการข้าเตลิด! ข้ามีธุระ ขอไปส่องหน่อย!!”

“หยุดลวมลามผู้มีพระคุณของลูกข้าเลยนะ กาลิค!”ซือหลินตะโกน ก่อนชักดาบวิเศษที่หักครึ่งเล่มออกมา
“เฮ้ย ชักดาบกับเพื่อนเลยหรือเจ้า! อย่านึกว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้นะเออ!”
“อ้อแอ้”ฟานร้อง เหมือนจะตื่นแต่ก็แค่พลิกตัวเท่านั้น กาลิคชะงัก ส่วนซือหลินทำตาโต
“ชู่ว...”ทั้งสองประสานเสียงก่อนนั่งลง
“ว่าแต่ดาบของเจ้า เกิดอะไรขึ้นทำไมหักแบบนี้ล่ะ”กาลิคชี้ไปยังดาบวิเศษซึ่งกำลังถูกเจ้าของเก็บลงไปในฝัก
“ข้าเอาไปสู้จับจ้าวฑิคา...มันหักตอนนั้นแหละ”เขาตอบตามตรง จนกาลิคเข้าใจอย่างรวดเร็ว
“แบบนี้นี่เอง ข้าก็ไม่รู้เจ้าสู้กับเจ้าอสุรกายจอมมารนั่นแบบไหนกัน”
“จะให้ข้าเล่าให้ฟังไหม ค่อนข้างยาวนิดหน่อย”ชายวัยกลางคนยิ้มก่อนลูบหนวดเครา
กาลิคส่ายหน้าก่อนเอ่ย“พอเถอะ ยาวไปไม่ฟัง”
“แต่ข้าไม่ค่อยอยากเชื่อเลยว่าพวกมารปีศาจจะกลับมาทำสงครามอีก”ผู้กล้าผมดำกล่าว
“ข้าก็เช่นกัน แต่มีมารพวกหนึ่งพูดไว้ว่ากำลังตระเตรียมทำสงคราม และคำพยากรณ์ของท่านอาจารย์หลี่กับเมย์ก็ประจักษ์แก่สายตาข้า ยากที่จะไม่เชื่อได้”
กาลิคขยับใบหน้าเข้ามาใกล้“ข้าเคยคุยกับเมย์ คำพยากรณ์บางครั้งก็เปลี่ยนแปลงได้นะ บางทีสงครามอาจไม่เกิดก็ได้”
“กันไว้ดีกว่าแก้ เจ้าลองนึกดูว่าการกลับบ้านมาไม่เจอลูกนอนในเปล มันปวดร้าวแค่ไหน! ก็ประมาณนั้นแหละ”ซือหลินแย้ง
“อธิบายให้คนไม่มีแม้แต่เมียฟังได้เห็นภาพมากสหาย ขอบใจมาก!”
“เอ่อ เจ้าพอจะแนะนำเส้นทางให้ข้าไหม ปรกติที่ใช้อยู่เป็นเส้นทางพ่อค้าแนะนำมาทั้งนั้นเลย”
"มีแนะนำให้! ทางลัดที่เร็วกว่าพ่อค้านั้น ขอเรียกว่าเส้นทางสายจารชนล่ะกัน เดี๋ยวข้าเขียนแผนที่ให้ ถ้าเจ้าสามารถฝ่าเขาลำเนาห้วย ตะลุยปากอ่าวน่านน้ำกันสักหน่อย รับรองเดินทางไวขึ้นเกือบสิบวันทีเดียว สนใจหรือเปล่า? คิดไม่แพง ราคามิตรภาพ สามเหรียญทอง!"
ซือหลินลูบปลายคางเล็กน้อย“ราคาสามเหรียญทองคำอย่างนั้นหรือ”
“การทำงานมีค่าใช้จ่าย มีค่าเรียนที่ต้องจ่ายนะเพื่อน”เขายิ้มตอบ
“เรื่องเงินข้าเข้าใจได้ แต่ข้าเคยได้รับแผนที่ทางลัดมาครั้งหนึ่ง ข้าขี่เจ้าลมกรดต้องฝ่าฝูงหมาป่าจนตกหน้าผามาแล้ว บอกข้าทีว่าเส้นทางของเจ้ามันปลอดภัย กาลิค?”
“เอ่อ เจอขนาดนั้นรอดมาได้ทั้งคนทั้งล่อ ไม่เป็นไรหรอก!”กาลิคทำหน้าบึ้งใส่“มีเจ้ากับดาบวิเศษอยู่ ข้าว่าพวกเจ้าเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว”
"ถ้าอย่างนั้นเอาไปเลย สามเหรียญทอง"ว่าแล้วซือหลินก็คว้าเงินออกมาวางบนโต๊ะ “ตามจริงเป็นค่าอาบน้ำล้างตัวเจ้าลมกรดน่ะ”
กาลิคทำตาโตก่อนพูด“ตามจริงเจ้าก็ให้ข้ามาเยอะแล้วนะซือหลิน คิดอีกทีไม่ต้องก็ได้” “รับไว้เถอะ เจ้าต้องเดินทางไกลกว่าข้า เงินนี่จำเป็นต่อเจ้ามากกว่า เอาไปเถอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายจารชนก็ยอมรับ“ขอบน้ำใจเจ้านะ แต่ว่าซือหลิน ข้าเตือนอะไรหน่อย ตอนนี้ระบบการเงินในต้าจิน ราคาของค่อนข้างแพงขึ้น ยังไงก็ระวังค่าใช้จ่ายหน่อยก็ดีนะ!”
“ทำไมหรือ? เดี๋ยวนี้ซาลาเปาไม่ลูกละสิบเหรียญทองแดงหรือ ในหมู่บ้านเหมันต์ราคาเท่านี้อยู่เลยนะ”
“แหม เจ้าพูดซะ ข้าอยากเอาเหรียญทองไปซื้อมาทาน ข้าคงได้ซาลาเปาเป็นลัง”
ซือหลินสงสัยจึงถาม“ระบบเงินเป็นอะไรหรือ?”
“ข้าวของในเมืองเริ่มแพงขึ้นน่ะ เพราะอย่างนั้นระวังเรื่องการใช้เงินในเมืองใหญ่เข้าไว้นะ”ผู้กล้าสายลับอธิบายพร้อมทำหน้าจริงจัง
“ออกปากเตือนข้าสองรอบแบบนี้ ท่าทางจะต้องระวังให้มาก ข้าเข้าใจแล้ว!”
"แต่จ่ายไวแท้ ไปหาเงินจากไหนตั้งเยอะแยะเนี่ยซือหลิน ช่วยชี้ทางรวยหน่อยเถอะ"
"ก็ตั้งใจทำงานเพื่อลูก ไม่กินเหล้าไม่แตะอบายมุข ทำไร่ทำนาหาสมุนไพรขาย ทำบัญชีจดรายรับรายจ่าย แค่นั้นเอง..."
“หลังสงครามเจ้ากลายเป็นอะไรไปเนี่ย…เป็นผู้กล้าหรือเสมียนบัญชี?”กาลิคทำหน้าเหวอใส่
“แล้วตัวเจ้าล่ะ? กลายเป็นคนติดการพนันติดเหล้าไปแล้ว!”
ชายผมดำขบขำ"ฮ่า! ตัดเรื่องชีวิตหรรษาของข้าไป ฟังดูน่าสนใจแฮะ ข้าไปทำงานให้จักรวรรดิต้าจินมาหลายปี ยังเก็บไม่ได้เท่าเจ้าเลย"
"เจ้าทำงานกับจักรวรรดิต้าจินเราต่ออย่างนั้นหรือ?"ซือหลินพูดถาม
"ใช่ กระทั้งผู้เฒ่าชางเริ่มเอียนข้า ข้าก็เริ่มเอียนท่าน เอียนกันไปเอียนกันมา อ้วก! ข้าก็เลยชิ่งเผ่นออก ไม่อยู่ให้หัวหลุดหรอก"
"…เจ้าเรียกองค์จักรพรรดิชางแบบนั้นไม่ได้นะ กาลิค"
ชายหนุ่มผมดำหยักไหล่"ก็ได้ๆ ก็เป็นอันว่าข้าทำงานรับใช้ให้ท่านจักรพรรดิชางตลอด เดินทางไปนู่นนี่นั่น เห็นอะไรเดิมๆ นานวันเข้าข้าก็เริ่มเมา ก็เลยลาออกมาเสียเลย"
"เมาอะไรของเจ้ากัน?"
กาลิคขยับใบหน้ามาใกล้ก่อนพูด"เมากลิ่นวงการการเมือง เรื่องอำนาจนะซิ เรื่องเดิมๆ แต่มันแรงกว่าเหล้าเป็นที่สุด!"
“เจ้าเลยออกมาซินะ”
“ใช่ ตามสืบตามดูไปทั่ว โอ้ หน่ายใจ...ก็เลยขอลาออกมา ข้าก็เดินทางไปเรื่อย จนเจอเจ้านี่แหละ”
“เป็นเช่นนั้นเองหรือ...”
"เอาล่ะ ตาข้าบ้าง เจ้าแต่งงานตอนไหนกันล่ะเนี่ย? บอกข้าได้ไหม?"
ซือหลินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย"ก็...ย้อนถอยหลังไป หลังสงครามสิ้นสุด ปีต่อมาก็มีลูกน่ะ"
"โอ้ ไวจริงนะไอ้เสือ แล้วเจ้าสาวผู้โชคร้ายคนนั้นเป็นใครกัน ลูกบ้านที่ไหน พบก่อนออกศึกหรือในสนามรบ ไม่ยักเห็นเจ้ามีใครในดวงใจสักคน"
"เอ่อ ข้าพบนางครั้งแรกตอนอยู่ที่ชายแดนนครศักดิ์สิทธิ์ เป็นรักแรกพบ"
กาลิคหรี่ตาชวนหัวเราะเม้มริมฝีปาก "โอ้ กลางสนามรบ แล้วเป็นสาวชาวบ้านหรือ? นางงามไหม?"
"ก็ประมาณนั้น...นางงามมาก ใช่ งามในใจข้าเสมอ"
“เหม็นกลิ่นความรัก อี๋!”
“เจ้าให้ข้าเล่าเองนะ”ผู้กล้าวัยกลางคนตวาด
"อ๊ะ! โกหกข้าไม่ได้หรอกนะเพื่อนยาก ข้ารู้ข้าเห็น ข้าสืบได้ทุกอย่างนะ ฮาฮ่าฮ่า!"กาลิคหัวเราะลั่น
"พูดเบาๆหน่อย เด็กหลับอยู่ ข้าโกหกเจ้าไปจะทำอะไรได้เล่า?"
“เจ้าจะขึ้นเสียงฮึดฮัดหรือเขินไปไย เจ้าคุณพ่อลูกอ่อน”
“พับผ่าซิ!”
"แล้วแม่เด็กล่ะ? พามาพบบ้างซิ ยังติดต่อกับนางอยู่หรือเปล่า?จารชนหนุ่มสืบความต่อ
"เรื่องข้ากับนางมันจบไปสักพักแล้ว ทำไมเจ้าดูสนใจเรื่องภรรยาของข้าเสียจริง?"
"แหม สำหรับข้า พวกเจ้าก็เหมือนมิตรแท้ก๊กเดียวกัน สนิทกันมาประหนึ่งรู้จักมาจากชาติเก่า จำเอาไว้ เพราะอย่างนั้นข้าก็เดือดอยู่นะ ที่เจ้าเข้างานวิวาห์ไปโดยไม่ชวนข้าหรือคนอื่นมาร่วมโต๊ะด้วย"
"สำเนียงแบบเจ้า พูดอย่างกับเป็นพ่อหรือพวกญาติผู้ใหญ่เลย กาลิค"
คำพูดนี้ทำให้กาลิคต้องพูดโต้กลับ"เมียยังไม่มีเลยเฮ้ย ข้าไม่ลูกหัวหงอกหัวขาวเป็นตาลุงแบบนี้หรอก!"
"เอาล่ะ พักเรื่องไว้ก่อน มาคุยวันพรุ่งนี้ของเรากันดีกว่า"ซือหลินเสนอ
“ข้าจะเขียนแผนที่ให้เจ้าก่อนรุ่งสาง เจ้าจะได้เดินทางได้”กาลิคยิ้มตอบ
เมื่อนั้นผู้กล้าสูงวัยจึงเอ่ย“เจ้าจะไปที่ไหนก่อน?”
“บ้านนักอัญเชิญตระกูลคาสต้า ไม่ก็แดนอสูรของคารันต์ในอาคเนย์ ไม่ว่าเจอใครก่อน ก็ค่อยขอแรงตามหาคนแคระเรซิล รายนั้นหายหน้าไปนาน ติดต่อครั้งสุดท้ายก็หลายเดือนก่อน”
"เข้าใจล่ะ ช่วยตามหาเรซิลซินะ..."ซือหลินพูดด้วยความเห็นพ้อง
กาลิคพยักหน้า“ถ้าอย่างนั้นเมื่อข้าพบทุกคนครบแล้ว จะนัดพบกันที่ไหน” ซือหลินคิดแล้วจึงตอบ“ถ้าไม่ผิดแผน เมื่อทำให้ทุกจักรวรรดิตระเตรียมกองทัพแล้ว พวกเราเหล่าผู้กล้าทั้งเจ็ดจะไปเจอกันที่ชายแดนนครศักดิ์สิทธิ์”
----------------------
อาศรมพยากรณ์ สถานที่รักษาตัวนักบวชเมย์
เพตราเดินออกมาจากห้อง ดวงตาแฝงไปด้วยความเศร้า เธอพูดพลางกัดฟัน“เมย์ ข้าขอโทษ ข้าทำตามสัญญาไม่ได้จริงๆ...”
“ท่านเพตรา เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”นักบวชหญิงคนหนึ่งที่ดูแลด้านหน้าประตูถาม
เพตรานิ่ง เธอสูดลมหายใจลึกก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“แจ้งข่าวออกไปในสมาชิกกลุ่มนิกายดวงตา...แจ้งข่าวด่วนว่าอาจารย์เมย์...เสียชีวิตแล้ว”
--------------------------
มาถึงช่วงพีคที่สุดช่วงหนึ่งของเรื่องนี้แล้วครับ ไรท์ดีใจมากๆที่ผ่านรอบ15+2คนสุดท้าย กระนั้นก็ตามเท่ากับว่าต้องพยายามมากเป็นเท่าตัวด้วยเช่นกัน และตอนนี้ เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นเค้าลางหายนะ หลังจากที่สนุกสนานกันอยู่นาน ตอนนี้ก็ทวีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น เรื่องราวจะเป็นเช่นไร ขอทุกท่านเป็นกำลังใจให้นิยายเรื่องนี้ต่อไปด้วยนะครับ / ไรท์เบนนี่
