เสียงฝีเท้าหนัก เบา สะดุด และลากถูพื้นดังปะปนกันเป็ระลอกยาวขณะกลุ่มผู้รอดชีวิตพุ่งข้ามลานพิกเซลไปยังอาคารศูนย์บริการข้อมูลเทศบาลฝั่งตะวันตก เสียงนั้นไม่เป็จังหวะเดียวกัน เพราะไม่มีใครเหลือแรงมากพอจะวิ่งอย่างพร้อมเพรียงอีกแล้ว บางคนหอบจนแทบสำลัก บางคนสะดุดเพราะยังไม่ชินกับพื้นเมืองที่กะพริบหายไปเป็่ ๆ บางคนวิ่งทั้งน้ำตาโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังวิ่งหนีสิ่งใดแน่ ระหว่างสัตว์ประหลาดที่ตามล่าอยู่ด้านหลัง หรือความจริงที่กำลังกัดกินเมืองทั้งเมืองจากเหนือฟ้า
คาเอลนำอยู่หน้าสุด
C-14 ในมือเขาหนัก มั่นคง และเย็นราวกับเป็สิ่งเดียวที่ยังซื่อตรงกับหน้าที่ในคืนนี้ ทุกครั้งที่ปลายนิ้วกระชับร่องจับ ปืนจะตอบกลับด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เหมือนการเชื่อมต่อ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือในมือคน แต่เป็ระบบที่รับรู้เ้าของ ผู้ใช้ และคำสั่งโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด เขาไม่ชอบความรู้สึกนั้น แต่ก็เริ่มปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้มันกลายเป็ส่วนหนึ่งของวิธีที่เขามองสนามรบไปแล้ว
หน้าต่างสถานะกะพริบอยู่ตรงมุมสายตา ชี้ตำแหน่งภัย เส้นทางเคลื่อน และความน่าจะเป็ต่าง ๆ อย่างเ็า จนน่ารำคาญ
[ระยะถึงเป้าหมาย: 73 เมตร]
[ศัตรู: ซ้าย 6 / หลัง 4]
[คำแนะนำ: รักษาความเร็ว ห้ามหยุดในพื้นที่เปิด]
“ซ้าย!” คาเอละโพร้อมหมุนลำกล้อง
ะุพลังงานพุ่งออกไปก่อนที่สัตว์ประหลาดตัวแรกซึ่งปีนออกมาจากซากรถจะทันกระโจนเต็มตัว แสงสีขาวเจาะเข้ากลางเบ้าตาของมัน ร่างหมุนคว่ำลงกระแทกพื้นแล้วแตกเป็พิกเซลสีดำอมม่วงครึ่งหนึ่งก่อนเหลือซากเนื้ออีกครึ่งที่ยังดิ้นกระตุกอยู่บนถนน
มิเลียขยับตามคำเตือนนั้นแทบจะพร้อมกัน เธอหมุนตัวถอยครึ่งก้าวแล้วยิงลูกซองใส่สัตว์ประหลาดอีกสองตัวที่พุ่งมาจากมุมร้านค้าฝั่งซ้าย ะุแผ่กระจายเข้าอกและลำคอจนร่างทั้งคู่ปลิวถอยไปชนเสาไฟที่เหลือครึ่งต้น โวร่าโฉบผ่านเงากระจกแตกตามเก็บตัวที่ยังไม่ตายสนิทด้วยมีดในจังหวะสั้นคมเหมือนประโยคสุดท้ายของคนหมดความสำคัญ
แจ็กซ์วิ่งกึ่งลากกระเป๋าเครื่องมือกับแบตเตอรี่สำรองตามมาด้านหลัง สีหน้าเขาบิดเบี้ยวระหว่างเหนื่อยกับใ
“ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเกมาไม่มีโหมดให้ขนสายไฟวิ่งหนีปีศาจ!” เขาะโหอบ ๆ
“ถ้ามี นายก็คงชอบอยู่ดี” โวร่าตอบโดยไม่หันกลับ
“ใช่ แต่ฉันจะชอบจากหน้าจอ ไม่ใช่ในเมืองที่กำลังถูกลบ!”
นิกซ์วิ่งอยู่กลางขบวนข้างกลุ่มพลเรือน ท่าทางของเขาเริ่มผิดธรรมชาติมากขึ้นทีละน้อย แม้จะยังฝืนเคลื่อนไหวแบบคน แต่การทรงตัวของเขาเร็วขึ้น แรงส่งจากขาซ้ายขวาไม่เท่ากัน และแขนขวาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีคล้ำเริ่มแกว่งต่ำผิดระดับเหมือนน้ำหนักเปลี่ยนไปั้แ่กระดูกด้านใน เด็กหนุ่มหอบแรง แต่ดวงตากลับจับจ้องมุมต่าง ๆ ของลานอย่างคนที่ได้ยินอะไรบางอย่างมากกว่าทุกคน
“ขวาหลัง!” เขาร้องเตือนขึ้นมากะทันหัน
บัลธาซาร์หันแทบจะพร้อมคำเตือนนั้น ชายสูงวัยยกมือขึ้นแล้วแสงสีฟ้าอ่อนก็พุ่งออกจากฝ่ามือเป็ม่านโค้งบางรับแรงกระแทกจากสัตว์ประหลาดสองตัวที่โผล่ลงมาจากป้ายโฆษณาลอยค้างกลางอากาศ ม่านพลังสั่นไหวทันทีเหมือนผิวน้ำโดนก้อนหินหนักมหาศาลขว้างใส่พร้อมกัน บัลธาซาร์กัดฟันเพียงครั้งเดียว ก่อนเปลี่ยนแรงรับเป็แรงผลัก คลื่นพลังจิตกระแทกร่างทั้งสองออกด้านข้าง เปิดช่องให้หญิงชราคนหนึ่งที่เกือบถูกมันคร่อมวิ่งตามกลุ่มต่อไปได้
“คุณไหวไหม” หญิงชราคนนั้นร้องถามทั้งน้ำตา
บัลธาซาร์เพียงพยักหน้า แม้สีหน้าจะซีดลงกว่าเดิมชัดเจน
“เดินต่อ อย่าหันหลังกลับ”
น้ำเสียงเขาไม่ได้ดัง แต่มีบางอย่างมั่นคงพอจะทำให้คนกำลังจะแตกเป็ชิ้น ๆ ประคองตัวเองต่อไปได้อีกหลายก้าว
อาคารศูนย์บริการข้อมูลอยู่ไม่ไกลแล้ว มันเป็ตึกสี่ชั้นทรงสี่เหลี่ยมเรียบเกินไป ผนังกระจกหน้าอาคารแตกร้าวหลายบาน แต่โครงหลักยังอยู่ ประตูกระจกอัตโนมัติด้านหน้าค้างเปิดครึ่งหนึ่งเหมือนปากที่กำลังอ้าค้างจากความใ บริเวณผนังด้านข้างบางส่วนหายไปเป็ช่องขาวไร้รายละเอียด ทำให้เห็นข้างในเป็แค่โครงเหล็กกับโต๊ะลอยผิดตำแหน่งราวกับภาพจำลองที่ใครบางคนสร้างไม่ทันเสร็จ
“ถึงแล้ว!” มิเลียะโ
คาเอลเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด ก่อนกระโจนข้ามรอยลบเล็ก ๆ ที่กำลังกินพื้นหน้าทางเข้า เขาแตะบานประตูกระจกค้างไว้ด้วยไหล่แล้วหันกลับมายิงใส่สัตว์ประหลาดตัวหนึ่งซึ่งพุ่งตรงเข้าหากลุ่มท้ายแถว ะุเจาะจากขากรรไกรขึ้นไปถึงกะโหลก มันคว่ำลงแทบจะชนชายหนุ่มที่อุ้มเด็กอยู่ด้านหลัง
“เร็ว! เข้าไป!” เขาะโ
มิเลียพาคนกลุ่มแรกทะลุเข้าอาคาร บัลธาซาร์ประคองกลุ่มกลาง โวร่าปิดท้ายชั่วคราวร่วมกับคาเอล ส่วนแจ็กซ์ถีบกล่องเอกสารเหล็กที่อยู่ข้างทางเข้ามาขวางประตูไว้ชั่วครู่เพื่อถ่วงเวลา
ด้านในอาคารเย็นกว่าข้างนอกอย่างผิดปกติ ไม่ใช่ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่เป็ความเย็นของสถานที่ที่ข้อมูลไหลผ่านมากกว่าชีวิตมนุษย์ โถงรับบริการกว้าง โปร่ง และเกือบว่าง เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ครึ่งหนึ่งหายไปเป็ขอบพิกเซล โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด จอมอนิเตอร์ติดผนังยังเปิดสลับกับรหัสผิดเพี้ยนและภาพใบหน้าข้าราชการค้างอยู่ในท่ากำลังยิ้มต้อนรับอย่างน่าขนลุก พื้นกระเบื้องบางส่วนโปร่งใสราวกับเรนเดอร์ไม่ครบ มองทะลุลงไปเห็นชั้นล่างกว่าที่ควรทั้งที่ตึกนี้ไม่มีใต้ดินลึกขนาดนั้น
“ปิดประตู!” มิเลียสั่งทันที
แจ็กซ์พุ่งไปที่แผงควบคุมข้างทางเข้า ใช้ไขควงงัดฝาครอบออกอย่างคุ้นมือ
“ถ้าระบบของเมืองยังไม่โดนกินไปหมด ฉันปิดได้!”
“ถ้าไม่ล่ะ” โวร่าถามขณะเสียบมีดเข้าช่องว่างระหว่างบานประตูกระจกสองด้านทำเป็ตัวล็อกชั่วคราว
“งั้นเราจะได้รู้ว่าอาคารนี้ไม่ใช่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างที่หน้าตามันแสดง”
เขาต่อสายสองเส้นเข้าหากัน เสียงสปาร์กดังแปลบ ประตูอัตโนมัติกระตุกแล้วเริ่มเลื่อนเข้าหากันอย่างช้า ๆ จนเกือบปิดสนิท ก่อนจะค้างสั่นอยู่ตรงระยะสุดท้ายเพียงหนึ่งฝ่ามือ
“ค้าง!” แจ็กซ์สบถ “มีคำสั่งอีกชุดล็อกมันไว้!”
คาเอลหันกลับไปมองด้านนอก ฝูงที่ตามมาชะงักอยู่หน้าทางเข้าไม่กี่ตัว แต่ยังไม่ได้บุกเข้ามาพร้อมกัน มันเหมือนกำลังรอ สัญญาณเดียวกับที่พวกเขาเห็นหลายครั้งคืนนี้กำลังเกิดขึ้นอีก
นิกซ์ซึ่งเพิ่งพยุงตัวเองเข้ามาข้างในพร้อมพลเรือนหยุดนิ่งทันที เขาเงยหน้าขึ้นอย่างคนได้ยินเสียงกรีดแหลมที่ไม่มีใครอื่นได้ยิน
“มันไม่รีบ” เขาพูดทั้งหอบ
“มันกำลังส่งบางอย่างเข้ามาในตึก”
หน้าต่างสถานะของคาเอลตอบทันที
[ตรวจพบการบุกรุกข้อมูล]
[โครงสร้างอาคารกำลังถูกปรับตามระบบศัตรู]
[คำแนะนำ: ยึดจุดเสถียรก่อนพื้นที่ภายในจะเสียรูป]
“จุดเสถียรคืออะไร” คาเอลพึมพำ
แจ็กซ์ที่ได้ยินคำถามเงยขึ้นทันที
“ถ้าเป็อาคารราชการแบบนี้ ศูนย์ข้อมูลหลักหรือห้องเซิร์ฟเวอร์น่าจะเป็จุดที่โครงสร้างจริงกับระบบซ้อนกันแน่นสุด ถ้ามันจะบิดอาคาร มันต้องกินตรงนั้นก่อน หรือไม่ก็ตรงนั้นจะเป็ที่ยืนได้ดีที่สุด”
“อยู่ไหน”
แจ็กซ์กวาดตามองแผนผังหนีไฟที่ยังติดอยู่ข้างเสา
“ชั้นสอง ด้านในสุด ฝั่งเหนือ”
“เราขึ้นไป” คาเอลตัดสิน
ผู้รอดชีวิตบางคนเริ่มร้องทักท้วงทันทีว่าชั้นบนไม่ปลอดภัย บางคนไม่อยากขยับอีก บางคนแทบจะนั่งลงตรงโถงนั้นแล้วรอชะตา แต่เสียงของมิเลียตัดทุกอย่างขาด
“ถ้าอยู่ตรงนี้ เราจะกลายเป็เป้าตรงกลางห้องกระจก” เธอพูด
“ข้างบนอย่างน้อยยังมีผนังให้พิงและทางเข้าแคบกว่า ใครเดินไหว เดิน ใครไม่ไหวให้คนข้าง ๆ ช่วยพยุง”
ไม่มีเวลาให้ถกเถียง ผู้คนจึงเริ่มขยับตามคำสั่งอีกครั้ง แม้จะด้วยท่าทางของคนที่สติเริ่มถูกบดจนบางก็ตาม
กลุ่มเคลื่อนผ่านโถงไปยังบันไดหลักฝั่งขวา ขณะเดียวกันแจ็กซ์ก็ดึงสายไฟจากแผงควบคุมประตูออกมาพาดตามพื้นอย่างบ้าบิ่น
“เดี๋ยวถ้ามันเข้ามาทางนี้ ฉันจะทำพื้นหน้าทางเข้ากลายเป็เครื่องช็อตอีกครั้ง!”
โวร่าหันมองเพียงเสี้ยวเดียว “นายชอบใช้ไฟฟ้าแก้ทุกอย่าง”
“เพราะไฟฟ้าเป็เพื่อนที่ดีที่สุดของคนไม่มีงบ!”
คาเอลไม่ตอบบทสนทนานั้น เขานำขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างรวดเร็ว สายตากวาดทั้งขั้นบันได ราวจับ และมุมอับรอบตัวพร้อมกัน หน้าต่างสถานะยังช่วยลากแนวเตือนเป็เส้นสีบาง ๆ ให้เห็นตำแหน่งที่พื้นเริ่มไม่เสถียรกับขอบขั้นที่เหมือนถูกลบข้อมูลไปบางส่วน เขาเริ่มเชื่อมันมากขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นทำให้ความรังเกียจในใจลึกขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
[อัตราการซิงค์: 30%]
[การรับรู้เชิงพื้นที่เพิ่มขึ้น]
[คำเตือน: การพึ่งพาระบบเพิ่มขึ้น]
บรรทัดสุดท้ายนั้นเหมือนระบบกำลังยิ้มเยาะอยู่เงียบ ๆ
ชั้นสองของอาคารไม่เหมือนชั้นล่าง มันเงียบกว่า มืดกว่า และมีบางอย่าง “ผิดที่” ชัดขึ้น โถงทางเดินยาวสองฝั่งดูเหมือนถูกเลื่อนแนวผนังออกไปเกินความจริง ประตูสำนักงานบางบานสูงเกินปกติ หน้าต่างบางชุดซ้อนกันสามชั้นราวกับภาพสะท้อนพัง ทั่วพื้นเต็มไปด้วยกระดาษราชการที่มีตัวอักษรแตกเป็รหัสสีเทาเมื่อโดนแสง
และมีคน
หรืออย่างน้อย…สิ่งที่เคยเป็คน
ร่างหนึ่งยืนหันหลังอยู่ปลายโถงฝั่งซ้าย เสื้อเชิ้ตพนักงานยังติดป้ายชื่อ แต่ั้แ่เอวลงไปโปร่งใสราวกับประกอบไม่เสร็จ แขนข้างหนึ่งพร่าเป็พิกเซล เขายังพยายามก้าวเดินทั้งที่ทุกก้าวทำให้ร่างตัวเองหลุดหายไปทีละส่วน
ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มผู้รอดชีวิตเห็นภาพนั้นแล้วสะอื้น
“พระเ้า…”
บัลธาซาร์ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนหยุด เขาไม่พูดอะไร เพียงมองร่างนั้นด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าสงบ ราวกับรู้ว่าบางความช่วยเหลือมาไม่ทันั้แ่ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง
คาเอลพาแถวเลี่ยงไปอีกฝั่งของโถงโดยไม่เข้าใกล้ ร่างครึ่งโปร่งนั้นไม่ได้หันมามองพวกเขาเลย มันเพียงเดินช้า ๆ ต่อไป จนในที่สุดไหล่ ศีรษะ และลำตัวของมันก็แตกเป็เม็ดแสงแล้วหายไปจากปลายทางเดินเหมือนเสียงถอนหายใจครั้งสุดท้ายของมนุษย์ที่ระบบไม่จำเป็ต้องจำไว้อีกแล้ว
ไม่มีใครพูดอะไรหลังจากนั้นอยู่หลายก้าว
ห้องเซิร์ฟเวอร์อยู่สุดโถงเหนือจริงอย่างแจ็กซ์ว่า ประตูเหล็กบานหนายังคงปิดสนิท และที่น่าประหลาดคือบริเวณหน้าประตูนั้นดู “จริง” กว่าส่วนอื่นของอาคารชัดเจน ผนังไม่กะพริบ พื้นไม่โปร่ง รหัสบนเพดานลดลงเหลือเพียงริ้วบางเหมือนระบบภายในห้องกำลังต้านการบิดเบือนของภายนอกอยู่เงียบ ๆ
แจ็กซ์แทบจะร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นแผงควบคุมข้างประตูยังติดไฟเขียว
“โอเค! ในที่สุดก็มีอะไรไม่พังจนหมด!” เขาพุ่งเข้าไปใกล้ทันที
“ระวัง” มิเลียเตือน
“ผมระวังเสมอคุณผู้หญิง” แจ็กซ์ตอบโดยไม่จริงนัก แล้วแตะหน้าจอ
ภาพบนจอสั่นพร่าเล็กน้อยก่อนขึ้นข้อความภาษาเดิมของระบบเมือง แต่เพี้ยนบ้างหายบ้าง เขาไล่ดูเร็วมาก สอดสายชั่วคราวเข้าพอร์ตฉุกเฉิน ปากก็พึมพำศัพท์เทคนิคไม่ขาด
“ถ้าสิทธิ์แอดมินยังอยู่…ถ้าระบบลืมล็อกหลังเริ่มวิกฤต…ถ้าฉันดวงยังไม่ซวยที่สุดในจักรวาล…”
ประตูเหล็กส่งเสียงคลิกเบา ๆ
แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นตาโต
“โป๊ะเชะ มันเปิด!”
บานประตูเลื่อนแยกออกช้า ๆ เผยให้เห็นห้องขนาดกลางที่เต็มไปด้วยตู้เซิร์ฟเวอร์เรียงเป็แถว แสงสถานะสีเขียว น้ำเงิน และส้มตามตู้กะพริบอยู่ราวกับนี่เป็อีกโลกหนึ่งที่ไม่รับรู้ความพังทลายภายนอก เสียงพัดลมระบายความร้อนดังต่อเนื่องเป็พื้นหลังหนาแน่น สม่ำเสมอ และน่าประหลาดที่ฟังดู “ปกติ” จนเกือบปลอบใจ
แต่พวกเขายังไม่ทันได้ผ่อนใจ
เพราะตรงกลางห้อง มีบางอย่างลอยอยู่
ทรงกลมแสงสีขาวอมฟ้าขนาดประมาณลูกฟุตบอล ลอยห่างจากพื้นราวครึ่งเมตร มันไม่ได้ติดตั้งกับอะไร ไม่ได้ต่อสายกับตู้ใดทั้งสิ้น เพียงลอยอยู่ตรงนั้นแล้วปล่อยเส้นแสงบาง ๆ หลายสิบเส้นพาดออกไปยังตู้เซิร์ฟเวอร์รอบห้องเหมือนหัวใจที่ต่อหลอดเืเข้ากับอวัยวะอื่นทั้งระบบ
“ฉันขอถอนพูดว่าปกติคืน” แจ็กซ์พึมพำ
หน้าต่างสถานะของคาเอลสว่างวาบแทบพร้อมกัน
[ตรวจพบแกนข้อมูลที่เสถียร]
[สถานะ: เป็กลาง]
[สามารถใช้เป็จุดยึดความจริงได้]
[คำแนะนำ: รักษาไว้]
“นั่นคือจุดเสถียร” คาเอลพูด
แจ็กซ์เดินอ้อมเข้าไปใกล้ด้วยความระวังเต็มที่
“มันไม่ใช่ของอาคารเดิม…อย่างน้อยก็ไม่ใช่ของเวอร์ชันที่ฉันรู้จัก”
มิเลียยืนคุมประตูห้องไว้ ลูกซองประทับพร้อม
“สรุปคือเราปลอดภัยขึ้น หรือกำลังเดินเข้าท้องะเิ”
“อาจทั้งสองอย่าง” โวร่าตอบอย่างจริงใจเกินไป
บัลธาซาร์ก้าวเข้าห้องช้า ๆ แล้วหยุดมองทรงกลมแสงนั้นอยู่นาน สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากระวังเป็ครุ่นคิด
“มันนิ่งสงบ” เขาพูด “แต่มัน…ตื่นอยู่”
นิกซ์ซึ่งยืนอยู่หลังสุดก้าวเข้ามาช้า ๆ ทันทีที่เขาเห็นทรงกลมนั้น เขาก็สะดุ้งรุนแรงจนต้องเอามือกุมอก แขนขวาที่กลายพันธุ์กระตุกเป็จังหวะ
“มันเกลียดสิ่งนี้” เด็กหนุ่มพูดหอบ
“พวกมันไม่ชอบแสงนี้”
ประโยคสั้น ๆ นั้นมีความหมายมากกว่าที่ฟัง
ถ้าพวกมันไม่ชอบ ก็แปลว่าที่นี่อาจเป็ที่ยืนที่ดีที่สุดของพวกเขาในตอนนี้จริง
คาเอลหันกลับไปมองกลุ่มผู้รอดชีวิต
“เราจะพักที่นี่ชั่วคราว”
คนหลายคนทรุดลงแทบจะทันทีที่ได้ยินคำว่า “พัก” แม้มันจะมาพร้อมคำว่า “ชั่วคราว” ก็ตาม แต่สำหรับคนที่วิ่งหนีความตายมาทั้งคืน คำว่าพักก็แทบมีน้ำหนักพอ ๆ กับคำว่าปลอดภัยไปแล้ว
มิเลียเริ่มจัดพื้นที่ทันที เธอแบ่งคนเจ็บไว้ด้านในสุดใกล้ผนังที่มั่นคงกว่า จัดเด็กและผู้หญิงไว้กึ่งกลาง ให้คนที่ยังมีแรงคุมมุมห้องกับทางเข้าร่วมกับโวร่า บัลธาซาร์ช่วยคนเจ็บดูอาการอีกครั้ง ส่วนแจ็กซ์แทบจะลืมความกลัวทั้งหมดไปกับการได้จับอุปกรณ์จริง เขาล้มตัวคุกเข่าหน้าแผงควบคุมตู้หนึ่ง พลางมองเส้นแสงจากทรงกลมกลางห้องด้วยความหลงใหลเชิงช่างอย่างชัดเจน
“ถ้าฉันต่อระบบพวกนี้เข้ากับประตู…” เขาพึมพำ
“หรือเอาพลังงานมันไปป้อนแนวรับได้…”
“อย่าแตะมั่วซั่ว” คาเอลพูดทันที
แจ็กซ์ทำหน้าเสีย
“ฉันยังไม่ได้แตะเลยนะ”
“แต่คิดแล้ว”
“นายเริ่มเหมือนหัวหน้าจริง ๆ แล้วนะรู้ไหมเพื่อน”
คาเอลไม่ได้ตอบ เพราะสายตาเขาหยุดอยู่ที่ทรงกลมแสงนั้น
มันสว่างขึ้นนิดหนึ่ง
ราวกับตอบสนองต่อการมองของเขา
หน้าต่างสถานะกระตุกอีกครั้ง
[ตรวจพบการตอบสนองต่อผู้ใช้]
[แกนข้อมูลเสถียรกำลังสแกน]
[คำเตือน: อาจเกิดการเชื่อมต่อ]
“อย่ามองมันนาน” บัลธาซาร์กล่าวขึ้นโดยไม่หันมา
“ของบางอย่าง เมื่อรู้ว่าเรามองอยู่ มันจะเริ่มมองกลับ”
ประโยคนั้นทำให้คาเอลเบนสายตาทันที ความเย็นแปลบหลังตาลดลงเล็กน้อย เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าในคืนนี้ มีอะไรบ้างที่ไม่พยายามอ่านเขา
ห้องเซิร์ฟเวอร์เงียบลงชั่วคราว ผู้คนหายใจช้าลง กล้ามเนื้อที่เกร็งมาทั้งคืนเริ่มอ่อนแรงลงในจุดที่ไม่ควรอ่อน มีผู้รอดชีวิตบางคนหลับไปเกือบทันทีที่นั่งพิงผนัง คนเจ็บครางเป็ระยะ เด็กสองคนสะอื้นเบา ๆ แล้วเงียบลงเพราะเหนื่อยเกินจะร้องต่อ
คาเอลยืนเฝ้าประตูห้องเหมือนเดิม เขาไม่ได้ไว้ใจความเงียบนี้เลย แต่ร่างกายเริ่มเตือนอย่างชัดเจนว่ามันใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว หัวไหล่ขวาปวดจากแรงรีคอยล์ ฝ่ามือแสบเพราะจับอาวุธแน่นเกินไป เปลือกตาหนักเหมือนมีตะกั่วถ่วง แต่สิ่งที่หนักที่สุดกลับเป็สมองซึ่งถูกหน้าต่างสถานะดึงให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
มิเลียเดินมาหยุดข้างเขาอย่างเงียบ ๆ คราวนี้เธอไม่ได้ถือปืนในท่ายิง แต่ยังพร้อมยกขึ้นได้ทุกเมื่อ
“นายควรพักห้านาที” เธอบอก
“เฮ้อ… ฉันคิดว่ายังไม่ถึงเวลาพัก”
“นายยิงมาทั้งคืน” เธอหันมองหน้าเขาเต็ม ๆ
“แค่ห้านาที ก็ไม่ได้ทำให้โลกแตกไปกว่าเดิมหรอกนะ”
คาเอลเกือบจะตอบว่าโลกแตกไปแล้ว แต่ก็เงียบ
เพราะลึกลงไป เขารู้ว่าเธอพูดถูก
“แล้วเธอล่ะ” เขาถามกลับ
“ฉันพักตอนนายพัก”
“ดื้อ”
“นายก็เหมือนกัน”
ประโยคสั้นนั้นเกือบเป็เื่ธรรมดา เกือบเหมือนคนสองคนคุยกันหลังจบงานเหนื่อย แต่ฉากรอบตัวกลับทำให้มันหนักขึ้นผิดปกติ แสงแดงสลัว เสียงพัดลมเซิร์ฟเวอร์ เส้นแสงของทรงกลมกลางห้อง และความรู้ว่าด้านนอกยังมีโลกที่กำลังหายไป ทำให้ทุกคำพูดดูมีความหมายเกินกว่าจะเป็เื่เล็ก
คาเอลพิงผนังข้างประตูเล็กน้อยในที่สุด ไม่ได้วางปืนลง แต่ลดแรงเกร็งลงนิดหนึ่ง มิเลียยืนเฝ้าข้าง ๆ เหมือนแบ่งเอาความเงียบตรงนี้คนละครึ่ง
ไม่นานนัก แจ็กซ์ก็เงยหน้าจากแผงควบคุม สีหน้าครุ่นคิดจนดูจริงจังกว่าปกติ
“ฉันมีเื่หนึ่ง” เขาพูด
ทุกคนที่ยังตื่นอยู่หันมามองทันที
“ระบบภายในอาคารนี้ยังพอเชื่อมกับเครือข่ายเมืองได้เศษหนึ่ง” เขาว่า
“แต่อะไรบางอย่างกำลังวิ่งผ่านเครือข่ายนั้นเป็ระยะ มันไม่ใช่แค่ไฟล์ ไม่ใช่แค่คำสั่ง มันเหมือน…เหมือนพิมพ์เขียว”
“พิมพ์เขียวอะไร” มิเลียถาม
แจ็กซ์ลังเลก่อนตอบ
“มนุษย์”
ความเงียบตกลงมาอีกครั้ง
“หมายความว่าไง” คาเอลถาม
แจ็กซ์กลืนน้ำลาย
“ฉันยังไม่เห็นทั้งหมด แต่เหมือนระบบเมืองนี้…หรืออะไรก็ตามที่เชื่อมอยู่กับมัน…มีข้อมูลประชาชนแบบละเอียดกว่าปกติ ไม่ใช่แค่ชื่อ ที่อยู่ หรือทะเบียน มันเหมือนมี…แบบจำลองร่างกาย ชีวิต ประวัติ…ทุกอย่าง”
บัลธาซาร์หรี่ตาลง
“เหมือนเก็บ ‘แม่พิมพ์’ ของมนุษย์ไว้”
แจ็กซ์พยักหน้าช้า ๆ
“ใช่ ๆ แบบนั้นเลย”
คำอธิบายนี้ทำให้ทรงกลมแสงกลางห้องดูน่ากลัวขึ้นในทันที
ถ้ามันคือจุดยึดความจริง และถ้าระบบกำลังเก็บ “แบบ” ของคนไว้…
งั้นโลกใบนี้อาจไม่ได้แค่ถูกลบ
แต่มันอาจถูกเขียนใหม่ได้ด้วย
นิกซ์ที่นั่งนิ่งมานานพูดขึ้นเบามาก
“งั้นพวกนั้น…ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่มันสร้างมั่ว ๆ”
ไม่มีใครตอบ เพราะไม่มีใครอยากตามความคิดนั้นไปถึงปลายทาง
คาเอลมองหน้าต่างสถานะอีกครั้ง มันกะพริบช้า ๆ ราวกับกำลังเลือกจังหวะก่อนจะปล่อยข้อมูลใหม่
[ตรวจพบแม่พิมพ์ข้อมูลมนุษย์]
[การตีความ: ระบบไม่ได้ทำลายเพียงอย่างเดียว]
[ข้อสันนิษฐาน: ระบบกำลังคัดเลือกและบันทึก]
คาเอลอ่านบรรทัดสุดท้ายช้า ๆ
คัดเลือก
คำนี้เย็นกว่าคำว่าลบเสียอีก
เพราะมันแปลว่า ไม่ใช่ทุกคนจะถูกเก็บไว้เท่ากัน และไม่ใช่ทุกคนจะหายไปเพราะความผิดพลาดของระบบ
บางคน…อาจถูกตัดทิ้งโดยตั้งใจ
มิเลียเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยน
“มันบอกว่าอะไร”
คาเอลตอบตรง ๆ
“มันไม่ได้กำลังแค่ทำลายเมือง มันกำลังคัดเลือกอะไรบางอย่างอยู่”
แจ็กซ์หัวเราะแห้ง
“ดีเลย ฉันชอบเวลาจักรวาลเล่นบทผู้คัดเลือกมากที่สุด”
โวร่าที่เฝ้ามุมห้องมาตลอดเอ่ยขึ้นเป็ครั้งแรกในหลายนาที
“แล้วมันเลือกจากอะไร”
ไม่มีใครรู้
แต่วินาทีนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากลำคอของนิกซ์
ต่ำ แหบ และไม่ใช่เสียงคน
ทุกคนหันขวับ
นิกซ์งอตัวลง กดแขนขวาของตัวเองแน่นจนเล็บข้างซ้ายจิกผิวเืซึม ดวงตาเขาเบิกกว้างด้วยความเ็ปแท้จริง เกล็ดสีคล้ำบนแขนไหลขึ้นไปถึงหัวไหล่และลำคอเร็วกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“นิกซ์!” คาเอลพุ่งเข้าไปหา
เด็กหนุ่มหอบแรง หน้าเงยขึ้นกระตุกเป็ระยะ
“มัน…มันเรียกอีกแล้ว”
“พวกมัน?”
“ไม่…ไม่ใช่พวกมัน” เขากัดฟัน เสียงแตกพร่า
“ลึกกว่า…ใหญ่กว่า…เหมือนทั้งเมืองกำลังกระซิบพร้อมกัน”
บัลธาซาร์มาถึงตัวเขาอย่างรวดเร็ว วางฝ่ามือลงเหนืออกเด็กหนุ่ม แสงสีฟ้าอ่อนแผ่ออกเหมือนคลื่นน้ำเย็นเข้าไปกดแรงสั่นในร่างนั้นไว้ชั่วคราว แต่ใบหน้าของบัลธาซาร์เองก็เคร่งเครียดขึ้นทันที
“นี่ไม่ใช่แค่การสะท้อนจากพวกมัน” เขาพูด
“มีบางอย่างในโครงข่ายหลักเริ่มตอบสนองต่อเขาโดยตรง”
หน้าต่างสถานะยืนยันในเสี้ยววินาทีต่อมา
[ตัวรับสัญญาณรังไม่เสถียร]
[การเชื่อมต่อของนิกซ์เพิ่มขึ้น]
[ความเสี่ยง: อาจสูญเสียการควบคุม]
คาเอลไม่้าบรรทัดนั้นเลย
“บอกฉัน” เขาพูดกับนิกซ์ ชัด และเข้าไปใกล้พอให้เด็กหนุ่มโฟกัสได้
“ตอนนี้นายได้ยินอะไร”
นิกซ์หลับตาแน่น น้ำตาซึมตรงหางตาเพราะความเจ็บ
“มัน…เหมือนมีรังอยู่ข้างใต้เมือง” เขากระซิบ
“ไม่ใช่แค่สัตว์พวกนี้…แต่เป็บางอย่างที่ปลุกพวกมันขึ้นมาทีละชุด…มันกำลังตื่น”
ห้องทั้งห้องเงียบลงจนได้ยินเสียงเซิร์ฟเวอร์พัดลมหมุนชัดกว่าเดิม
“อยู่ที่ไหน” มิเลียถาม
นิกซ์หายใจเข้าแรง “ทาง…เหนือขึ้นไป” เขาพูดช้า ๆ
“แต่ไม่ใช่บนพื้น…ลึกลงไป…ลึกมาก…”
แจ็กซ์หันไปมองผังเมืองบนจอเล็กข้างแผงควบคุม
“เหนือจากตรงนี้…ถ้าเป็เขตโครงข่ายหลักจริง ก็มีสถานีศูนย์ข้อมูลเก่าของเมือง…กับระบบอุโมงค์สายส่งใต้ดิน”
คาเอลเงียบ
ระบบกำลังคัดเลือก เมืองกำลังถูกลบ มีฝูงพวกมันถูกส่งมาเป็ระลอก และลึกลงไปข้างใต้ มีบางอย่างกำลังตื่น
เส้นเื่ทั้งหมดเหมือนเริ่มชี้ไปในทิศเดียวกันแล้ว
เขาเงยหน้ามองทรงกลมแสงกลางห้องเซิร์ฟเวอร์อีกครั้ง มันยังลอยนิ่ง เงียบ และไม่ก้าวร้าว แต่ตอนนี้เขาไม่อาจมองมันเป็เพียงเครื่องมือหรือที่พักชั่วคราวอีก มันคือหลักฐานว่าระบบนี้มีโครงสร้างจริง มีแกนจริง และอาจถูกเข้าถึงได้
หน้าต่างสถานะกะพริบอีกครั้ง
[เส้นทางถัดไป: ค้นหาแหล่งกำเนิดสัญญาณรัง]
[ความสำคัญ: สูง]
[คำเตือน: พื้นที่ปัจจุบันไม่สามารถอยู่ได้นาน]
มิเลียหันมองคาเอลทันที “มันบอกอะไร”
เขาตอบโดยไม่ปิดบัง
“เราอยู่ที่นี่ได้นานไม่มาก แล้วถ้าจะหยุดฝูงจริง ๆ เราต้องหาสิ่งที่กำลังปลุกมัน”
โวร่าขยับตัวออกจากกำแพงช้า ๆ
“หมายถึงไปหารัง”
แจ็กซ์ทำหน้าเหมือนอยากล้มทั้งยืน
“ฉันหวังจริง ๆ ว่าวันนี้เราจะได้อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงที่ไม่นำไปสู่คำว่า ‘ลงรูสัตว์ประหลาด’”
“ไม่มีใครอยากลง” มิเลียตอบ
“แต่ถ้าปล่อยไว้ เราจะโดนลากลงไปโดยไม่เลือกเวลาเอง”
บัลธาซาร์มองคาเอลนิ่ง ๆ สายตานั้นไม่มีคำสั่ง มีแต่การรอให้ตัดสินใจ
“คืนแรกของการล่มสลายยังไม่จบ” เขากล่าว
“แต่บางครั้ง การรอให้รุ่งเช้าโดยไม่เข้าใจสิ่งที่ไล่ล่าเรา…ก็ไม่ต่างจากรอความตายในห้องที่สว่างกว่าเดิมเท่านั้น”
คาเอลรับคำพูดนั้นไว้เงียบ ๆ
เขามองคนของตัวเองทีละคน
แจ็กซ์ ผู้ยังหอบและมีรอยเขม่าติดแก้ม แต่ดวงตายังไม่ยอมแพ้
โวร่า ผู้พร้อมฆ่าทุกเงาที่ขยับผิดมุมโดยไม่ถามก่อน
มิเลีย ผู้เพิ่งเข้ามาในคืนเดียว แต่กลับยืนอยู่ตรงแกนกลางของการตัดสินใจแทบทุกครั้ง
บัลธาซาร์ ผู้ประคองทุกคนด้วยจิตใจที่มั่นคงกว่าคอนกรีต
นิกซ์ ผู้กำลังถูกบางอย่างดึงลงไปทีละส่วน แต่ยังเลือกบอกพวกเขาว่ามันอยู่ที่ไหน
แล้วคาเอลก็รู้ว่า ต่อให้คืนนี้ยังไม่ถึงเวลาต้องเดินต่อ พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ปิดตารอให้มันเช้ามาเองอีกแล้ว
“พักเป็รอบ” เขาพูดในที่สุด
“สองชั่วโมงถ้าได้ ใครเฝ้า ใครหลับ สลับกัน นิกซ์อยู่ใกล้ฉันกับบัลธาซาร์ แจ็กซ์เก็บข้อมูลทุกอย่างที่ดึงได้จากระบบนี้ มิเลียกับโวร่าเช็กทางขึ้นลงทั้งหมดอีกครั้ง”
มิเลียพยักหน้า
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
คาเอลหันไปมองทรงกลมแสงกลางห้อง ก่อนพูดช้า ๆ
“หลังจากนั้น…เราจะหาว่าอะไรที่กำลังตื่นอยู่ใต้เมืองนี้”
ไม่มีใครเถียง
เพราะทุกคนรู้เหมือนกันว่า ตอนนี้ไม่ว่ากลัวแค่ไหน ก็ไม่มีทางกลับไปใช้ชีวิตแบบเมื่อวานได้อีกแล้ว
หน้าต่างสถานะลอยขึ้นมาอีกครั้ง เงียบ เย็น และคมชัด
[บันทึกภารกิจใหม่]
[ค้นหาแหล่งกำเนิดเสียงกระซิบของฝูง]
[สถานะ: ยังไม่เริ่ม]
คาเอลมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลับตาสั้น ๆ
เขาไม่ชอบคำว่า “ภารกิจ”
ไม่ชอบที่ชีวิตกำลังถูกแปลเป็หน้าต่าง ข้อความ และทางเลือกที่ดูเหมือนมีเหตุผลที่สุด
แต่ตอนนี้ เขาก็ยังต้องใช้มัน
เพราะลึกลงไปใต้เมืองที่กำลังถูกลบนี้ มีบางอย่างกำลังตื่น
และมันกำลังเรียกชื่อพวกเขาทีละคนแล้ว