"ข้า้าสูตรการเคี่ยวน้ำตาลทรายแดง หรือไม่ก็ให้หลินอวี่ส่งให้หอสุราชิงเจียงเพียงผู้เดียว"
ในฐานะลูกหลานตระกูลเจียงผู้ดูแลกิจการทั้งหมดในอี้โจว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็อันดับแรกย่อมเป็ผลประโยชน์ของตระกูล แต่เมื่อนึกถึงว่าหลินอวี่ไว้วางใจหอสุราชิงเจียง
อีกทั้งลุงหลินยังเคยทำขนมน้ำตาลให้เขาไม่น้อย เจียงหนานเยี่ยนจึงตัดสินใจว่าจะไปพบหลินอวี่ที่หมู่บ้านสือหลินก่อน เพื่อดูท่าทีของหลินอวี่ แล้วจึงค่อยเลือกทางใดทางหนึ่งจากสองทางนี้
"ลุงถง ข้าชิมรสหวานนี้แล้ว น่าจะเป็น้ำตาลที่เคี่ยวจากอ้อย ท่านรีบไปกว้านซื้ออ้อยหวานสำหรับเคี่ยวน้ำเชื่อมในเขตเจี้ยนหนานเต้ามาให้ได้มากที่สุด"
"ขอรับนายท่าน" เถ้าแก่ถงรับคำ
ไม่นานนัก พ่อครัวเฉินก็ถือปิ่นโตสามชั้นสองใบเดินเข้ามา เมื่อเปิดปิ่นโตออก ด้านในคือปลาเปรี้ยวหวานที่เคลือบด้วยน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดง รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ทิ้งรสััชวนให้โหยหา
ส่วนขนมน้ำตาลที่ทำจากน้ำตาลทรายแดงนั้น เนื้อเนียนละเอียดรสเลิศ ไม่ว่าจะเคี้ยวอย่างไรก็ไม่มีเศษน้ำตาลแข็ง ๆ หรือกากน้ำเชื่อมเหมือนแต่ก่อน ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่เจียงหนานเยี่ยนเป็อย่างมาก
"เตรียมอาหารจานพิเศษเพิ่มอีกหลาย ๆ อย่าง รอจนกว่าการจัดหาน้ำตาลชุดต่อไปจะลงตัว แล้วค่อยผลักดันให้เป็เมนูแนะนำตัวใหม่"
"ถึงเวลานั้น หอสุราชิงเจียงย่อมสามารถสยบคู่แข่ง และกลายเป็ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองจิ้งหยางหรือแม้แต่ในอี้โจวได้อย่างแน่นอน"
แม้เจียงหนานเยี่ยนจะมีอายุไม่มาก แต่เขามีสายตาที่เฉียบแหลม สามารถคิดนำหน้าผู้อื่นได้ในทุกเื่ สำหรับวิสัยทัศน์ของเขา เถ้าแก่ถงและพ่อครัวเฉินต่างเชื่อมั่นอย่างสนิทใจ
"มีเพียงจุดเดียวคือน้ำตาลทรายแดงมีสีเข้มเกินไป เวลาปรุงต้องระวังหน่อย มิเช่นนั้นสีของน้ำเชื่อมจะเข้มจนส่งผลต่อสีสันของอาหาร"
พ่อครัวเฉินรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที
"นายท่านกล่าวได้ถูกต้อง ข้าจะระวังขอรับ"
ทว่าระวังก็ส่วนระวัง น้ำตาลทรายแดงไม่สามารถผสมน้ำเพื่อให้เจือจางได้ ทำได้เพียงลองปรับรสชาติใหม่เท่านั้น หากไม่ได้จริง ๆ ก็คงต้องเน้นที่รสััก่อน แล้วค่อยพิจารณาปรับปรุงด้านอื่นในภายหลัง
เจียงหนานเยี่ยนคีบปลาน้ำส้มเข้าปากอีกคำหนึ่ง พลางคิดในใจว่า หากมีน้ำตาลทรายขาวก็คงดี น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะเป็อ้อยหวานหรือน้ำตาลแบะแซ สิ่งที่เคี่ยวออกมาล้วนเป็สีเหลืองแดง เมื่อลงกระทะก็มักจะไหม้เกรียม
ช่างเถอะ มนุษย์เราต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี เมื่อมีน้ำตาลทรายแดง ต่อไปเขาก็จะได้กินขนมหวานอร่อย ๆ มากขึ้น!
"เพื่อเป็การขอบคุณหลินอวี่ ข้าต้องเตรียมของกำนัลที่ทำให้เขาประหลาดใจสักชิ้น"
...
หลินอวี่รู้สึกได้ว่าคนในอ้อมกอดขยับตัวเล็กน้อย จากนั้นร่างในอ้อมกอดก็แข็งทื่อราวกับหมอน เขาลืมตาขึ้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ จ้องมองเ้าสาวคนใหม่ที่ยืนอยู่ข้างเตียงและกำลังรื้อหาเสื้อผ้าอยู่รอบห้อง คำว่า 'งดงามจนไม่อาจละสายตา' เมื่อนำมาใช้กับภรรยาของเขานั้น ช่างเหมาะสมที่สุด
"เจียวเหนียง เสื้อผ้าของเ้าเมื่อวานข้าเก็บไว้ในกะละมัง ส่วนชุดใหม่วางอยู่ที่หัวเตียง"
ทันทีที่เขาเอ่ยปาก เฉินเจียวเหนียงก็ใจนลนลาน รีบใช้สองมือปิดบังร่างกาย ทว่าความงดงามนั้นล้นปรี่จนปิดไม่มิด นางจึงได้แต่ค้อนหลินอวี่ด้วยความเขินอาย แล้วรีบคว้าผ้าห่มจากตัวเขามาคลุม
"อุ๊ย!" เฉินเจียวเหนียงที่เพิ่งเคยเห็นร่างกายของชายหนุ่มฉกรรจ์อย่างเต็มตาเป็ครั้งแรก ส่งเสียงอุทานออกมา ผ้าห่มที่คลุมกายอยู่นั้น จะว่าคลุมมิดก็ไม่มิด จะว่าไม่มิดก็ไม่เชิง หลินอวี่เห็นนางเขินจนหน้าแดงก่ำ เกรงว่าหยางเวยจะได้ยินเสียงแล้วบุกเข้ามา จึงรีบดึงตัวนางเข้ามาในผ้าห่ม
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"พี่เจียวเหนียง ท่านเป็อะไรหรือเ้าคะ?" หยางเวยที่ถูกปลุกให้ตื่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
"พี่หลินตื่นหรือยัง? ข้าหิวแล้วเ้าค่ะ"
"ไม่ต้องเคาะแล้ว ตื่นแล้ว"
หลินอวี่โอบกอดความงดงามไว้เต็มอ้อมแขน แต่เพราะเจียวเหนียงขี้อาย เขาจึงไม่กล้าล่วงเกิน ได้แต่ข่มความปรารถนาไว้ แล้วช่วยนางสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อน
"ท่านพี่ ท่านคลำตรงไหนกัน?"
"คลำตรงไหนกัน? ข้ากำลังผูกสายรัดเอวให้เ้าต่างหาก"
อย่าพูดให้คิดลึกสิ กลางวันแสก ๆ เช่นนี้มิใช่เวลามาทำเื่ชวนคิดลึก ถ้าหยางเวยได้ยินเข้า แล้วคิดว่าเขากำลังรังแกสาวน้อยล่ะก็ คงจะแย่แน่
"ท่านพี่ ท่านผูกสายรัดเอวให้ต่ำลงอีกนิดได้หรือไม่ ท่านเกือบจะผูกถึงคอข้าแล้ว"
'อย่างนั้นหรือ?' หลินอวี่มองดูสายรัดเอวที่ผูกอยู่ตรงหน้าอก จึงได้แต่พยายามเลื่อนลงมาด้านล่าง แต่ดูเหมือนจะเลื่อนลงต่ำเกินไป จนทำให้เฉินเจียวเหนียงส่งเสียงครางเบา ๆ ไม่หยุด
ทั้งสองคลอเคลียกันอยู่ในผ้าห่มอยู่นาน จนกระทั่งเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นข้างนอก น่าจะมีคนนอกมา หลินอวี่จึงจำใจละจากเตียงอันอ่อนนุ่ม สวมเสื้อผ้าแล้วเลื่อนสลักประตูเปิดออก หยางเวยจับมือเขาเดินไปที่หน้าต่าง มองลอดผ่านซี่ไม้ระแนงออกไปข้างนอก
"พี่หลิน มีท่านป้าคนหนึ่งเดินวนเวียนอยู่หน้าประตู ไม่เคาะประตูและไม่เข้ามา ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนโจรเมื่อวานเลยเ้าค่ะ ดูไม่ใช่คนดีเลย"
"อะไรที่ว่าไม่ใช่คนดี นางไม่ใช่คนดีั้แ่แรกแล้ว"
หลินอวี่มองผ่านช่องประตู และจำได้ว่าอีกฝ่ายคือแม่ชิงจู้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าผู้มาเยือนไม่ได้มาดี
"นางอยากยืนก็ให้นางยืนไป พวกเราไปล้างหน้าทำกับข้าวกันเถอะ"
ในลานบ้านมีสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ถูกล่ามไว้และประตูก็ปิดอยู่ เมื่อวานสือชิงจู้บุกเข้ามาจนโดนซ้อมจนหน้าบวมปูด แม่ชิงจู้จึงไม่กล้าบุกเข้าไปตรง ๆ
แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ แต่ก็ยังเป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน หลินอวี่ไม่สามารถทำเหมือนตอนที่จัดการสือชิงจู้ คือเห็นว่าขวางหูขวางตาแล้วลงมือตีได้ทันที ทำได้เพียงรอให้ป้าใหญ่และคนอื่น ๆ มาถึง เพื่อให้ผู้ใหญ่จัดการกับผู้ใหญ่ด้วยกันเอง
เมื่อหลินอวี่เดินออกจากห้องโถง แม่ชิงจู้ก็เริ่มเดินส่ายไปมาตามเขา พยายามเรียกร้องความสนใจ เดินวนเวียนอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจากในบ้าน แม่ชิงจู้กลืนน้ำลายจนคอแห้งผาก จึงต้องเป็ฝ่ายเอ่ยปากก่อน
"เ้าอวี่ ชิงจู้ลูกข้าถูกเ้าตีจนลุกจากเตียงไม่ได้ แต่เ้ากลับมีเมียมีลูกอยู่บ้าน กินหรูอยู่สบายทุกมื้อ เ้าไม่มีจิตสำนึกบ้างเลยหรือ?"
เมื่อวานนางกลับบ้านไปปรึกษากับลูกชายนานมาก ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะขอเงินหลินอวี่สองตำลึงเงินเป็ค่ารักษาพยาบาลก่อน
เงินสองตำลึงเงินสำหรับหลินอวี่แล้วเป็เพียงเื่เล็กน้อยที่หามาได้โดยง่าย แต่จุดประสงค์ของสองแม่ลูกคือให้เงินสองตำลึงเงินก่อนเพื่อให้หลินอวี่ยอมรับว่าได้ลงมือตีคน จากนั้นค่อยอ้างว่าอาการาเ็รุนแรงเพื่อรีดไถยี่สิบตำลึงเงิน หรือสองร้อยตำลึงเงิน!
หลินอวี่ไม่รู้ถึงแผนการของพวกสือชิงจู้ แต่เขาคร้านจะใส่ใจแม่ชิงจู้ จะให้เขาพูดเื่มโนธรรมกับคนชั่วอย่างนั้นหรือ? เกิดใหม่ชาตินี้ เขาไม่อยากใช้ชีวิตอย่างขี้ขลาด และไม่อยากตายเร็วเกินไป
หลินอวี่เขย่าซี่โครงที่ล้างสะอาดแล้วในมือให้สุนัขสีเหลืองดู แล้วโยนชิ้นหนึ่งไปที่หน้าประตูในจุดที่มันเอื้อมไม่ถึง สุนัขสีเหลืองพุ่งพรวดเข้าไปทันที จนต้องเผชิญหน้ากับแม่ชิงจู้ มันแยกเขี้ยวขาวโพลนสองแถว กรงเล็บตะกุยพื้นอย่างแรง พยายามเอื้อมให้ถึงเนื้อซี่โครงที่อยู่ห่างออกไปเพียงครึ่งก้าว ท่าทางดุร้ายราวกับจะกินคน!
"โฮ่ง โฮ่ง!"
"ว้าย แม่เ้า!"
แม่ชิงจู้ใจนหงายหลังก้นกระแทกพื้น จนปัสสาวะราดนองเต็มพื้น
"อวี่..."
"โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!"
ไม่ว่านางจะอ้าปากพูดเมื่อไหร่ สุนัขสีเหลืองจะชิงเห่าขัดจังหวะด้วยเสียงที่ดังกว่านางเสมอ แม่ชิงจู้ทั้งโกรธทั้งกลัว อยากจะบุกเข้าไปโต้เถียงกับหลินอวี่ใจจะขาด แต่ติดที่สุนัขเฝ้าบ้านดุเกินไป ทำให้นางกลัวจนตัวสั่น ขาอ่อนแรงจนลุกไม่ขึ้น จนกระทั่งคนข้างในทั้งสามคนกินมื้อเช้าเสร็จ ป้าใหญ่หลินพาลูกสะใภ้สามคนและลูกสาวสองคนเดินมาทำงาน จึงสั่งให้สุนัขสีเหลืองหยุด
"รีบพยุงแม่ชิงจู้ขึ้นมาเร็วเข้า ต้องเป็เพราะเ้าเหลืองบ้านข้าเห็นท่านเป็โจรแน่ ๆ ทำให้ท่านใแล้วใช่หรือไม่?"
"พี่สะใภ้ รีบเอาไอ้หมาตายซากตัวนี้ไปล่ามไว้ไกล ๆ ข้าจะเข้าไปคุยธุระกับหลินอวี่!"
แม่ชิงจู้ไม่สนใจว่ากางเกงจะเปื้อนโคลน นางออกคำสั่งกับป้าใหญ่หลินอย่างวางอำนาจ สามีของนางและสามีของป้าใหญ่หลินเป็ลูกพี่ลูกน้องที่มีปู่คนเดียวกัน ในสายตาของแม่ชิงจู้ เมื่อแต่งงานแล้วต้องตามสามี หากนับตามความสัมพันธ์ นางกับป้าใหญ่หลินย่อมสนิทชิดเชื้อกว่าหลินอวี่
ป้าใหญ่หลินรู้ดีว่าหลินอวี่มิใช่คนหยาบคาย แม่ชิงจู้ถูกสุนัขบ้านตนเองขู่จนปัสสาวะราด นั่งกองอยู่บนพื้นแต่ไม่มีใครเข้าไปช่วยพยุง เื่นี้ต้องมีเหตุผลของหลินอวี่แน่นอน นางรับมือกับแม่ชิงจู้ที่เป็สะใภ้ร่วมตระกูลไม่ได้ จึงส่งสายตาให้ลูกสะใภ้คนโตที่ปากกล้าที่สุดในบ้าน สะใภ้ใหญ่สือก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วเอ่ยปากทันที
"ท่านอา ถ้าท่านมาทำงาน ต้องผ่านการทดสอบก่อนถึงจะเข้าไปได้ แต่ถ้ามาเพื่อก่อเื่ พวกเราไม่ต้อนรับเ้าค่ะ"
สะใภ้ใหญ่สือไม่รอให้แม่ชิงจู้ยอมรับหรือปฏิเสธ แต่นางยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงดังและรวดเร็ว
"เมื่อวานเ้าชิงจู้แอบลอบเข้ามา ถูกลุงสี่ของเขาตีจนลุกจากเตียงไม่ได้ ท่านอาคงไม่ได้รู้ว่าลุงสี่อยู่ที่นี่เพื่อช่วยงาน เลยตั้งใจมาหาเื่ลุงสี่หรอกนะเ้าคะ?"
"ลุงสี่ รีบมาเร็วเข้า แม่ของชิงจู้มาหาท่านเ้าค่ะ!"
ในขณะนั้น บนทางลาดมีชาวบ้านจำนวนมากกำลังเดินจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกเพื่อมาทำงาน สือเหลาซื่อก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย คำพูดของสะใภ้ใหญ่สือทำให้ชาวบ้านทุกคนที่มาทำงาน หันมามองที่เขาเป็ตาเดียว สายตาตำหนิจากผู้คนเ่าั้ เหมือนกับตอนที่ปฏิบัติต่อเฉินฟางจวี๋เมื่อวานไม่มีผิด
ใครที่กล้าขัดขวางการหาเงินค่าแรงของพวกเขา พวกเขาพร้อมจะสู้ตายกับคนผู้นั้น!